Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCG พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เวที ESG Symposium 2025

    SCG พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เวที ESG Symposium 2025

    ESG Symposium 2025 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมที่มุ่งเน้นการ “แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง” โดยโฟกัสไปที่ 3 วาระสำคัญ คือ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวนและเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที


    โดยในงาน ESG Symposium 2025 บนเวที Talk Stage ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “สรุปข้อเสนอเพื่อผลักดันเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ สร้างความร่วมมือ ปรับตัวสู้วิกฤตโลกรวน” ซึ่งบน้วทีนี้ มัทั้งตัวแทนจากภาคเอกชน อย่าง SCG และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตลอดจน สมาพันธ์ SME ไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และนำไปปรับใช้ได้จริง
    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ เพื่อร่วมออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายและโครงการที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้และยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และภาวะเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า จึงต้องเร่งวางกรอบกลยุทธ์ที่ “แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมสร้างรากฐานอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
    1. ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง วางระบบพลังงานเสรีครบวงจร เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เร่งวางระบบพลังงานเสรีอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าด้วยมาตรฐาน TPA Code และการส่งเสริมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) พร้อมปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในต้นทุนที่เหมาะสม เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า สำหรับรับมือกับความผันผวนในระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ
    2. ยกระดับ SMEs สู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้จริง จัดตั้ง One Stop Service เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยีได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าสู่ตลาดแข่งขันได้จริง ขณะเดียวกันเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล พัฒนาทักษะแรงงานผ่านการอบรมและ Skill Matching เตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของตลาด สร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงแผนพัฒนาระดับชาติและวาระลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ SMEs เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
    3. เร่งเตรียมความพร้อมปรับตัวรับมือโลกรวน ด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ ดำเนินการวางรากฐานการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ประโยชน์ พร้อมศึกษาและนำแนวทางนโยบายจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติโลกรวน
    ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
    ด้าน ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า “ระบบพลังงานของไทยเผชิญแรงกดดันทั้งจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 การตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป และความจำเป็นในการยกระดับดัชนี Energy Transition Index เพื่อความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค เราจึงเสนอกรอบแนวทาง ‘ชัด คล่อง เป็นจริง’ โดยมุ่งเน้นการเปิดตลาด Direct PPA ที่โปร่งใสเพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานหมุนเวียน การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และไฮโดรเจน พร้อมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวางรากฐาน Green Infrastructure ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาแรงงานทักษะสีเขียว โดย TDRI พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนโยบายในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านนี้”
    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
    ขณะที่ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า MSMEs (Micro & Small, Medium Enterprises) ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการและมีการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน ยังคงเผชิญกับ 4 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน โอกาสเชื่อมโยงตลาดใหม่ กฎระเบียบที่ยังซับซ้อน และขาดทักษะอนาคต”
    “โดยได้กำหนดแนวทางเพื่อครอบคลุมมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวกระตุ้นเร่งให้เติมทุนหมุนเวียนให้ Micro และ Small Entrepreneurs โดยให้ความสำคัญกับ การสร้างช่องทางการเงินใหม่ๆ ที่ไม่ผูกติดอยู่กับระบบธนาคารที่มีความเข้มงวดต่อการพิจารณาสินเชื่อสูง อาทิ กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Micro & Small Entrepreneurs) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3-4% ต่อปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อไป”
    นอกเหนือจากนี้ การยกระดับทักษะและนวัตกรรมทาง Digital, AI and Green Transformation เพื่อให้เกิดความพร้อมในการเชื่อมโยงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาด Online ตลอดจนการสร้าง One Stop Service และ Ecosystem ครบวงจร พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อกับผู้ประกอบการ MSME ให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ”

    ESG Symposium 2025

    “นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมในการรับมือวิกฤตโลกรวน (Climate Adaptation) เป็นโจทย์เร่งด่วนที่ประเทศต้องเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของทรัพยากร กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ การเร่งเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นโดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาใช้ ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ลดความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ”
    เอสซีจี ยังเน้นย้ำว่าพร้อมเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อผลักดันข้อเสนอจาก ESG Symposium 2025 ไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการลงทุนพัฒนาผ่านโครงการนำร่อง PPP สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต” ธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศได้ในทุกมิติ

    สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ESGNIVERSE 2025 เปิดจักรวาลแห่งความยั่งยืน ถึงเวลาเปลี่ยนทุกข้อเท็จจริงสู่การลงมือทำ

    ถอดบทเรียนจาก “กรุงศรี 80 ปี” สถาบันการเงินคู่สังคมไทย กับการปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อรับโอกาสจากเทรนด์ ‘การเงินเพื่อความยั่งยืน’

    AIS – GULF – สวพส. สานต่อภารกิจ Green Energy Green Network for THAIs ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนห่างไกล สร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน

    Post Views: 134

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/04/scg-sg-symposium-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HMg-f8He0SJO6lVUCWTvf

  • “ธรรมนัส-นฤมล” เยี่ยมบ้านพักครูสุดโทรม เตรียมจับมือการเคหะฯ เร่งซ่อมในปีนี้

    “ธรรมนัส-นฤมล” เยี่ยมบ้านพักครูสุดโทรม เตรียมจับมือการเคหะฯ เร่งซ่อมในปีนี้

    “รองนายกฯ ธรรมนัส–รมว.นฤมล” เยี่ยมบ้านพักครู จ.บุรีรัมย์ สุดโทรม สั่งเร่งฟื้นฟูทั่วประเทศ คาดจับมือการเคหะฯ เร่งซ่อมในปีนี้ ย้ำ คุณภาพชีวิตครู คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาที่ดี

    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อตรวจเยี่ยมที่พักอาศัยครู โรงเรียนภัทรบพิตร ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง รวม 7 หลัง ภายหลังได้รับการร้องเรียนว่าสภาพบ้านพักทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน ครูต้องควักกระเป๋าส่วนตัวซ่อมแซมเอง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริง พบว่า บ้านพักครูหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในสภาพชำรุด ทรุดโทรม บางหลังมีปัญหาปลวกกัดกิน โครงสร้างเสียหายจนไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย แต่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะติดระเบียบราชการเก่า ทั้งของกรมธนารักษ์และของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ยังถือว่า สภาพดีกว่าหลายพื้นที่ที่ตนและอาจารย์แหม่มลงไปดูมา ครูจำนวนมากอยู่ในสภาพบ้านที่ทรุดโทรม แต่ก็ไม่สามารถซ่อมได้เพราะติดกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งที่บ้านพักเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของครู ซึ่งถือเป็นผู้หล่อหลอมเยาวชนของชาติ

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่หลายจังหวัดพบว่า ปัญหาที่พักอาศัยครูเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เพราะครูคือหัวใจสำคัญของการศึกษา การพัฒนาการศึกษาควรเริ่มต้นจากการดูแลความเป็นอยู่ของครูก่อน หากครูไม่มีความพร้อม ทั้งด้านจิตใจและคุณภาพชีวิต ก็ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนโดยตรง รวมถึงปัญหาหนี้สินของครูก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ควบคู่กันไป โดย นางนฤมล กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกอย่างเป็นระบบ ครูหลายคนมีภาระหนี้สินสูง ต้องรับผิดชอบทั้งครอบครัวและงานสอน รัฐบาลต้องหาทางลดภาระเหล่านี้ เพื่อให้ครูกลับมามีสมาธิในการทำหน้าที่หลักคือการสอนลูกหลานของเรา

    “ในความคิดผม ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี และในฐานะที่ผมเป็นนักการเมือง ผมเพิ่งรู้ว่า ปัญหาบ้านพักอาศัยของครูอยู่ที่ สส. ผมจะไปพูดคุย ทำความเข้าใจในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ เพื่อที่งบประมาณปี 2570 เราจะได้ไม่ไปตัดงบในส่วนนี้ คุณต้องเห็นความเป็นจริงว่าเขาเดือดร้อนกันอย่างไร อยากฝากไว้ด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ด้าน นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจสภาพบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนและความจำเป็นในการซ่อมแซม โดยจะร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ ในการหาแหล่งงบประมาณมาดำเนินการ และ สพฐ.จะชำระคืนให้กับการเคหะแห่งชาติ ส่วนในเรื่องของการตั้งงบอย่างที่ท่านรองนายกฯได้กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจกับ สส.ในสภา ในกรรมาธิการต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าได้บรรจุเข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 เราก็จะเริ่มซ่อมปรับปรุงบ้านพักครูได้ภายในปีนี้ และจะบรรจุงบชดเชยคืนให้กับการเคหะฯในปีถัดไป

    “การแก้ปัญหาบ้านพักครูถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูทั่วประเทศ ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีสมกับวิชาชีพ เพราะครูคือผู้สร้างอนาคตของชาติ” นางนฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887009&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nz_tEoQxPiqi8EedYDF9l

  • คณบดีวิศวฯ จุฬาฯ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ สมัยที่ 47

    คณบดีวิศวฯ จุฬาฯ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ สมัยที่ 47

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในโอกาสที่ได้รับเลือกจากสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 47 สืบต่อจาก รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 46

    สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) เป็นองค์กรอิสระประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากหน่วยงานที่มีฐานะเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์และหน่วยงานที่มีชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า ที่จัดการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลัก โดยมีคณบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นของหน่วยงานนั้นเป็นผู้แทน ทำหน้าที่ยกระดับคุณภาพคณะวิศวกรรมศาสตร์ วางนโยบายการผลิตบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ให้สอดคล้องความต้องการของประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและกิจกรรมนิสิตนักศึกษาระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ กำหนดกฏเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพวิศวกรรม ปัจจุบันสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทยมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 65 สถาบัน

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263707/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239j73st-_Q4nCM2TG1a2C

  • “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด

    “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด

    “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่นบั่นทอนคุณภาพศึกษา

    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรม “ปั่นยอด” จำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนนักเรียนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวทันที โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกำชับอย่างหนักแน่นว่าหากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    สำหรับข้อสงสัยที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจเกี่ยวโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วย ที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่ย้ำว่าหากผลสอบสวนพบว่ามีการทุจริตจริง จะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด

    “ดิฉันยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษาจะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่า การศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น นงนฤมลกล่าวพร้อมลั่นว่าการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EIUazD9lr_S8hZYQqE8hi

  • ‘รมว.นฤมล’ สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    ‘รมว.นฤมล’ สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/873051/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ljiNvvRdlTsgVmtXQJg7e

  • ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า? อะไรดีที่สุดต่ออายุขัย? ผลวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า? อะไรดีที่สุดต่ออายุขัย? ผลวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า: เครื่องดื่มใดดีที่สุดสำหรับอายุยืน? งานวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ และน้ำเปล่า ล้วนเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยและดีต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้ว เครื่องดื่มใดกันแน่ที่ดีที่สุดสำหรับการมีอายุที่ยืนยาว?

    วิธีการดื่ม ชา กาแฟ และน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มอายุขัย

    ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Express ประเทศอังกฤษ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่ 182,770 คน และเปิดเผยวิธีการดื่มชา กาแฟ และน้ำเปล่าที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    นักวิจัยได้ขอให้ผู้เข้าร่วมรายงานพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลถูกเก็บรวบรวมในช่วงปี 2009 ถึง 2012

    ผลการวิจัยชี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มรวมกัน 7-8 แก้วต่อวัน ซึ่งรวมทั้งชา กาแฟ และน้ำเปล่า มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุใด ๆ ลดลงถึง 28% ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยยืดอายุขัย

    Eli Verenich

    สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยยังพบว่า สัดส่วนการบริโภคเครื่องดื่มก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพบว่า หลังจากดื่มน้ำเปล่าครบ 4 แก้วต่อวันแล้ว หากเปลี่ยนการดื่มน้ำเปล่าที่เหลืออีก 4 แก้ว เป็น กาแฟและชาในอัตราส่วน 2:3 ความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจะลดลงอีก

    การรวมกันของเครื่องดื่มตามสัดส่วนนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร

    เคล็ดลับอายุยืนคือ “การดื่มน้ำให้เพียงพอ”

    นักวิจัย ระบุว่า “งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของน้ำเปล่า ชา และกาแฟต่อสุขภาพ แต่ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นที่การเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างเครื่องดื่มเหล่านี้ และไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับสัดส่วนการบริโภคระหว่างประเภทของเครื่องดื่ม”

    คณะผู้เขียนงานวิจัยเปิดเผยว่า “กุญแจสำคัญ” ของการมีอายุยืนยาวคือ การรักษาร่างกายให้มีน้ำเพียงพอ (ประมาณ 7-8 แก้วต่อวัน) แม้จะดูเรียบง่าย แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ใหญ่จำนวนมากยังดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่า หากคุณดื่มน้ำเปล่าน้อยกว่า 4 แก้วต่อวัน การบริโภคชาและกาแฟก็จะไม่ให้ประโยชน์มากนัก

    Kaboompics.com

    ข้อจำกัดและข้อสรุปของงานวิจัย

    นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางประการ ประการแรก พวกเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ โดยตรง เป็นการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต แต่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ผ่านการสังเกตเท่านั้น

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าผู้เข้าร่วม ชงเครื่องดื่มอย่างไร เช่น มีการเติมน้ำตาลหรือนมในชาหรือกาแฟหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้อาจส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการและผลกระทบต่อสุขภาพ

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงยืนยันว่า “ผลการศึกษาของเราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมกาแฟ ชา และน้ำเปล่าเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้คนควรให้ความสำคัญกับการบริโภคน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lCbOs8Aj7QZvuofXDh_fD

  • โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ถนนพิบูลสงคราม

    เนื่องจากมีพิธีซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567

    • วันซ้อมย่อย: วันที่ 6-8 ตุลาคม 2568
    • วันถ่ายรูปหมู่: วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

    ขออภัยในความไม่สะดวก แนะนำให้เลี่ยงการจราจรโดยรอบหากไม่มีความจำเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58432&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-nHoX6NH9Zo_DnBOPa00c

  • ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย

    ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย

    วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

    ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย 

    4 ตุลาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่า…

    “เพื่อไทยอย่าลอกการบ้านไทยภักดี”

    ผมทราบข่าวพรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคมเปญ “ยกเครื่องประเทศไทย” ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านสื่อในวันนี้( 4 ตุลาคม 2568) สิ่งที่ต้องถามไปยังพรรคเพื่อไทย พวกท่านมัวไปทำอะไรที่ไหน หรือมัววุ่นอยู่กับชั้น14 ท่านไม่ทราบจริงๆหรือว่า ไทยภักดี ได้เปิดแคมเปญ แบบ soft campaign “ยกเครื่องประเทศไทย” มาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาแล้ว

    ผมได้แนบหลักฐานที่เราโพสต์ลงเพจพรรค มีพี่น้องมาแสดงความเห็น ประมาณ 1300 รายการ หลังจากนั้น เราจึงได้ทำแบนเนอร์ กระจายออกไปเป็นระยะ

    ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยไปดูลิงค์ รวมทั้งสื่อเอาไปลง ตามลิงค์ที่ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยได้ทราบเป็นตัวอย่างว่า ท่านลอกการบ้านเรา “

    ทั้งนี้ นพ.วรงค์ ได้แนบลิงค์ ตัวอย่างจากเวปข่าวสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวแคมเปญของพรรคไทยภักดี อาทิ

    https://www.naewna.com/politic/913124

    https://www.facebook.com/share/p/17goojrVRH/

    https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000085300

    https://www.thaipost.net/x-cite-news/857743/

    https://www.facebook.com/share/p/15tXc2s9W3/

    นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า “เพื่อให้เพื่อไทยหูตาสว่างในสิ่งดีๆที่ พวกเราจะยกเครื่องประเทศไทย ผมขอสรุป แนวทางยกเครื่องประเทศไทย ให้อ่านคร่าวๆ ดังนี้

    ประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแบบ “ยกเครื่อง”

    การเมืองที่ผ่านมาถูกสร้างวาทกรรมว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่าย อนุรักษ์นิยม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างมุ่งแสวงหา ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มพรรคพวก ไม่เกี่ยวอะไรกับวาทกรรมดังกล่าวเลย

    พรรคไทยภักดียืนหยัดต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด จนเป็นที่ประจักษ์ว่าทำงานมากกว่านักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งยังได้ระดมนักคิด นักวิชาการ ศึกษาปัญหาและหาทางออกของประเทศอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา โดยทางออกนั้นจะต้องนำพาประเทศไปสู่การ “ยกเครื่อง” ครั้งใหญ่อย่างจริงจังและรอบด้านทั้งทาง เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ดังนโยบายที่ได้นำเสนอ ต่อไปนี้

    ๑ “ยกเครื่องการเมือง” แก้รธน. ที่มาของวุฒิสมาชิก ตามอุดมการณ์ราชประชาสมาสัยให้องคมนตรีคัดเลือกผู้แทนอาชีพ ๕๐๐ คน แล้วให้ประชาชนเลือกตรง เหลือ ๒๐๐ คน ตามเขตการเลือกตั้งทั้งประเทศ เพื่อให้สว.เป็นกลางทางการเมือง ปราศจากการครอบงำจากพรรคการเมือง

    ๒ “ยกเครื่องการเมือง” เพิ่มพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายที่เสียหายต่อชาติและเพื่อไม่ให้นักการเมืองชั่วทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ

    ๓ “ยกเครื่องเศรษฐกิจ” ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า ๑๐,๐๐๐บาท ต่อ ๑ ตัน ,ประกันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๕,๐๐๐บาท ต่อ ๑ ตัน โดยไม่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน

    ๔ “ยกเครื่องตำรวจ” ให้โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด เลิกระบบชั้นยศ

    ๕ “ยกเครื่องการปราบทุจริต” แก้กฎหมายเพิ่มโทษ

    – คดีทุจริตมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป เป็นประหารชีวิต

    – ในคดีทุจริตไม่สามารถขอพระราชอภัยโทษได้

    – ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้ตรง

    ๖ “ยกเครื่องการปราบทุจริต” ตำแหน่งใดที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งบัญชีทรัพย์สินจะต้องแจ้งที่มาของรายได้ด้วย

    ๗ “ยกเครื่องการศึกษา” ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาไปสู่การคิดและวิเคราะห์ และ มุ่งเน้นสายอาชีพในสาขาที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง “เรียนเพื่อทำเป็นไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ” และสร้างนักวิจัยให้เพียงพอกับการพัฒนา ลดบุคคลากร เพิ่มรายได้ครูให้สูงขึ้นและทุกระดับการศึกษาจะต้องมีหลักสูตรปลูกฝังสำนึกในการรักชาติ ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง

    ๘ “ยกเครื่องความมั่นคง” พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพอาวุธของกองทัพเอง โดยเพิ่มงบประมาณให้เพียงพอ เพิ่มหลักสูตรการรบด้วยเทคโนโลยีให้กับกำลังพล สร้างแนวรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง ๗๙๘ กม.

    ให้โอกาสพลทหาร ไปสอบเป็นนักเรียนนายสิบ  และให้โอกาสนักเรียนนายสิบ ไปสอบเป็นนักเรียนนายร้อย ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

    ๙ “ยกเครื่องการต่างประเทศ” สร้างความสมดุลนโยบายต่างประเทศกับมหาอำนาจทุกฝ่าย ยกเลิก MOU43 MOU44

    ๑๐ “ยกเครื่องปราบปรามยาเสพติด” จัดตั้งกองบังคับการอาสาสมัครปราบปรามยาเสพติด กำลังพล ๑๐,๐๐๐ นาย สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เฝ้าระวัง ปราบปราม และจับกุมยาเสพติด ตามแนวตะเข็บชายแดน ไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศ

    ๑๑ “ยกเครื่องการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว”

    ๑๒ “ยกเครื่องค่าไฟฟ้าประชาชน” ไฟฟ้าประชาชนไม่เกินหน่วยละ ๓ บาทภายใน ๔ ปี

    ๑๓ “ยกเครื่องการเมือง“ ตัดสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา” (สส.และสว.) เลิกอาหารกลางวัน และยกเลิกบำนาญ

    นพ.วรงค์ ระบุต่อว่า “บัดนี้ถึงเวลาแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยผู้รักประเทศชาติและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะได้เข้ามาร่วมการยกเครื่องประเทศกับพรรคไทยภักดี เพื่อเสนอตัวเองเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ยกเครื่องประเทศไทย  เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน

    จึงขอเชิญชวน มาร่วมอุดมการณ์กับเราพรรคไทยภักดี

    ท้ายนี้ขอเตือนไปยังพรรคเพื่อไทยว่า โปรดอย่าลอกการบ้าน หรือ เลียนแบบในยุทธศาสตร์ที่พรรคไทยภักดีทุ่มเทคิด เพื่อการ “ยกเครื่องประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918791&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27MK6owomfZgm3tBL5nd0N

  • สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    วันนี้, 18:15น.

          สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568

          วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงานในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำสื่อการเรียนการสอน เผยแพร่และขยายผลไปยังเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนบริเวณพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับความรู้อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและการดำเนินชีวิตให้กับเยาวชนและประชาชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งได้ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และในงานนี้ยังมีพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568 จำนวน 20 ทุน ให้แก่โรงเรียนที่น้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปจัดทำเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิด และการสร้างสรรค์ไปสู่การปฏิบัติจริงอันก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งนักเรียน ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคมต่อไป

          โอกาสนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน การขับเคลื่อนเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน และกล่าวปิดพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการฯ

          ผลการคัดเลือกโรงเรียนที่ได้รับมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568 จำนวน 20 ทุนประกอบด้วย

    ระดับประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านวังปลา

    2. โรงเรียนวัดข้างข้าม (ประชาช้างข้าม)

    3. โรงเรียนวัดท่าศาลา

    4. โรงเรียนวัดเขาวงกตรุจิรวงศารามฯ

    5. โรงเรียวัดน้ำรักษ์ (ประชาน้ำรักษ์)

    ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านเขามะปริ่ง

    2. โรงเรียนบ้านโป่งวัว

    3. โรงเรียนบ้านเขาแก้ววิทยา

    4. โรงเรียนบ้านมาบโอน

    5. โรงเรียนบ้านซับตารี

    ระดับมัธยมตอนต้นศึกษาตอนต้น จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านบ่อเวฟุ

    2. โรงเรียนบางกะจะ

    3. โรงเรียนบ้านหนองสลุด

    4. โรงเรียนบ้านโป่งน้ำร้อน

    5. โรงเรียนบ้านแก้ว

    ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนศรียานุสรณ์

    2. โรงเรียนมัธยมท่าแคลง

    3. โรงเรียนเนินทรายวิทยาคม

    4. โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์

    5. โรงเรียนเบญจมานุสรณ์

          “โครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ” จัดทำขึ้นครั้งแรกในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินช้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ครั้งที่ 2 ในเขตพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี เพื่อสนับสนุนทุนในการดำเนินงานโครงการฯ ให้แก่โรงเรียนที่มีการน้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางในการดำเนินงานที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่เยาวชนระยะต่อไปจะดำเนินงานในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่เยาวชนได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

    #มูลนิธชัยพัฒนา #สำนักงานกปร #สพฐ #ไทยเบพเวอเรจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/155226&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_cKWabPgwAqvrnZ0bdOpp