Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

    ‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

    ‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

    วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

    ‘รมว.นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’ที่มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือน‘อัตรากำลังครู’ หวั่นบั่นทอนคุณภาพศึกษา

    4 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างโรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศธ. ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/918761&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RI5Eh-69CEX62xKR86q-X

  • “นฤมล” เดือด! สั่งคุรุสภาลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1 ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” 

    “นฤมล” เดือด! สั่งคุรุสภาลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1 ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” 

    การศึกษา

    “นฤมล” เดือด! สั่งคุรุสภาลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1 ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” 

    วันเสาร์ ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568  ผศ.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงกรณีครูได้ใช้ฟุตเหล็กตีนักเรียน ป.1 เพราะแอบหยิบขนมไปกิน จนเด็กขอบตาช้ำ แก้มบวมแดง เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือ ผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    ผศ.อมลวรรณ เปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 หมดอายุวันที่ 6 พ.ค. 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

    “ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.อมลวรรณ กล่าว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/449202&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W3Uj85GfYDuhY9AbOaGmO

  • “กล้าธรรม” โชว์ศักดาขนทัพ “รองนายกฯ-รมว.ศธ.” ลงพื้นที่ชัยภูมิ

    “กล้าธรรม” โชว์ศักดาขนทัพ “รองนายกฯ-รมว.ศธ.” ลงพื้นที่ชัยภูมิ

    “กล้าธรรม” โชว์ศักดาขนทัพ “รองนายกฯ-รมว.ศธ.” ลงพื้นที่ชัยภูมิ

    นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม ในฐานะโฆษกพรรคฯ ขอบคุณร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ฝ่าพายุมาร่วมลงพื้นที่กับตน เพื่อติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด้านการศึกษา โดยมีประชาชนกว่า 3,000 คน ร่วมต้อนรับ

    นายอัครแสนคีรี กล่าวถึงการเชิญรองนายกรัฐมนตรี กำกับ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิว่า เพื่ออนาคตของชัยภูมิ จากเสียงสะท้อนของชาวบ้าน ต่อการขับเคลื่อนพื้นที่ เอาน้ำไปนา เอาตึกเรียนใหม่ให้นักเรียน และขอสนามกีฬาดี ๆ ให้คนชัยภูมิ ในงบประมาณ 428 ล้านบาท ซึ่งอำเภอคอนสวรรค์ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำชี แต่ยังขาดระบบกักเก็บ และกระจายน้ำที่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในฤดูแล้ง อีกทั้งจังหวัดชัยภูมิ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาดโตน มอหินขาว ผาหัวนาค วัดพระธาตุชัยภูมิ และป่าปงพันปี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการให้พี่น้องในพื้นที่

    ขณะที่ ร้อยเอกธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อนุมัติงบประมาณรวมกว่า 410 ล้านบาท ภายใต้งบประมาณปี 2568 – 2569 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ในพื้นที่ชัยภูมิตอนกลาง ประกอบด้วย โครงการฝายพับได้บ้านลำชี ตำบลโนนสะอาด มูลค่า 150 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำใช้ในฤดูแล้งให้พื้นที่ตำบลโนนสะอาด หนองขาม และลาดใหญ่ และโครงการสถานีสูบน้ำ รวม 4 แห่ง ได้แก่ โนนพันชาด หนองมะกุด หนองรวก และนาล้อม รวมทั้ง ระบบกระจายน้ำตำบลหนองไผ่และตำบลหลุบคา รวมวงเงิน 260 ล้านบาท

    ด้าน นางนฤมล ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเร่งอนุมัติ ก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ โรงเรียนคอนสวรรค์ วงเงิน 18 ล้านบาท พร้อมทั้งอนุมัติงบซ่อมบำรุงโรงเรียนมัธยมในพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์และแก้งคร้อ อาทิ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา โรงเรียนคอนสวรรค์ โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา และอีกหลายแห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้เยาวชนในท้องถิ่น

    ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำท้องถิ่นและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาในพื้นที่รวมกว่า 9 รายการ อาทิ นายสมปอง บัวพิม สจ.ชัยภูมิ, นายประเสริฐ ญาติปลื้ม ประธานสภา อบต.โคกมั่งงอย, นายชาติชาย ตู้ประกาย, นายอภิสิทธิ์ เวียนวิเศษ, นายนพกร วัชรจำรูญ, รวมถึงกำนันตำบลโนนสะอาด ยางหวาย ศรีสำราญ และนายก อบต.บ้านโสก โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และ สพฐ.รวมถึงการพัฒนา สนามกีฬาอำเภอคอนสวรรค์–แก้งคร้อ และโครงการกระตุ้น การท่องเที่ยวภูแลนคา

    นายอัครแสนคีรี ย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ในการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดชัยภูมิอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967648&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RLL6M5F2uVl3nQCMjAfFc

  • ท็อป จิรายุส ชี้ 3 เสาหลักความรู้พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    ท็อป จิรายุส ชี้ 3 เสาหลักความรู้พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    “ในอนาคต คนทั้งโลกอาจต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่”

    เสียงจาก จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้กล่าวบนเวที “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” ที่จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ภายในงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้จุดประกายให้ผู้ฟังทั้งฮอลล์ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเอง

    หากใครได้ติดตามจะรู้ดีว่า จิรายุส หรือท็อป เป็นนักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัท Bitkub ศูนย์แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของไทย นอกจากในมุมธุรกิจ การเงิน เทคโนโลยี ในช่วงหลัง เขายังให้ความสนใจกับเรื่องระบบสุขภาพ โดยเฉพาะการเสนอเรื่อง Longevity Hub ซึ่งหมายถึง ศูนย์กลางด้านการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยบนเวที แห่งนี้ จิรายุส กล่าวถึงความเชื่อมั่นว่า “ความรู้” คือพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และเตรียมพร้อมสู่โลกอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    เขาชี้ว่า โลกยุคใหม่ต้องการ “มนุษย์รุ่นใหม่” (The Next Generation of Humans) ที่มีความรู้ 3 ด้านซ้อนทับกัน เป็นสามเสาหลักแห่งอนาคตที่ทุกประเทศต้องเร่งสร้าง ประกอบด้วย 

    1. Health Literacy สร้างสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจใหม่ของชาติ

    จิรายุสมองว่า หนึ่งใน S-Curve ใหม่ของประเทศไทย คือการเป็น “Longevity Hub” ของโลก ศูนย์กลางเศรษฐกิจเพื่อคนอายุยืน ที่ผสานจุดแข็งของไทยทั้งด้านธรรมชาติ อาหาร และสมุนไพรเข้าด้วยกัน

    “คนที่มีเงินมากที่สุดในโลกวันนี้คือผู้สูงวัยและสิ่งที่พวกเขาต้องการซื้อที่สุดคือเวลาบนโลกใบนี้”

    ประเทศไทยมีศักยภาพเหนือคู่แข่งในภูมิภาค ทั้งเรื่องอาหารที่ปลอดภัยจากฐาน “ครัวของโลก พืชสมุนไพรเขตเมืองร้อน ทะเล ภูเขา และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน นี่คือโอกาสที่ไทยสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพได้จริง

    ไม่เพียงเท่านั้น เขาระบุอีกว่า แนวคิด Longevity Tech ก็กำลังเกิดขึ้นแล้ว เทคโนโลยีที่ช่วยยืดคุณภาพชีวิตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่น

    บ้านและอาคารที่ออกแบบด้วยระบบ Red Light Therapy, เครื่องควบคุมแรงดันอากาศ (Positive/Negative Pressure Ventilators) ที่ปรับความชื้น ลดฝุ่น และควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์โดยอัตโนมัติ

    ในขณะที่วงการแพทย์ก็ต้องรีสกิล (Reskill) จากการรักษาอาการ ไปสู่การ “สร้างสุขภาพ” (Create Health) อย่างแท้จริง และเปลี่ยนแนวคิดจาก 30 บาทรักษาทุกโรค ไปสู่ 30 บาทป้องกันทุกโรค  [ท็อป จิรายุส มองวิกฤตสุขภาพปัญหาใหญ่ ชู ’30 บาทป้องกันทุกโรค’]

    2. Digital Literacy เมื่อ AI กลายเป็นระบบปฏิบัติการของโลก

    อีกเพียง 5 ปีข้างหน้า AI จะกลายเป็น Operating System ของทุกอุตสาหกรรมเหมือนกับไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตที่เราทุกคนใช้โดยไม่รู้ตัว

    การเปลี่ยนแปลงนี้รุนแรงจน “1 ใน 3 ของประชากรโลก” จะต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่ภายในปี 2030 เพื่อ Reskill และ Upskill ให้ทันกับรูปแบบงานที่ AI เข้ามาแทนที่

    แต่สิ่งที่จิรายุสชี้ให้เห็นคือ “ไทยยังไม่พร้อม” อย่าง เวียดนามผลิตบุคลากรด้าน Science & Technology ได้ปีละ 500,000 คน แต่ไทยได้เพียงหลักหมื่น ต่างกันถึง 50 เท่า ประเทศไทยต้องเร่งอุดช่องว่างนี้ เพราะหากขาดทักษะด้านดิจิทัล จะไม่สามารถแข่งขันในยุคที่ AI เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกได้เลย

    3. Financial Literacy เมื่อทุกมูลค่ากำลังกลายเป็นดิจิทัล

    โลกกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบการเงิน (Financial System)
    เงินที่เราถืออยู่วันนี้ กำลังสูญค่าลงปีละราว 10% จากภาวะ Currency Debasement ที่รุนแรงกว่าเงินเฟ้อปกติ อีกไม่นาน ทุกสิ่งที่มีมูลค่าจะถูกเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัลโทเคน (Tokenized Asset) ตลาดหลักทรัพย์จะอยู่บน Blockchain เพชร ทอง ที่ดิน หรือแม้แต่ศิลปะ จะถูกเปลี่ยนเป็นโทเคนที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดรองที่มีสภาพคล่องสูง

    “20 ปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นดิจิทัล แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทุกอย่างที่มีมูลค่าจะกลายเป็นดิจิทัลเช่นกัน”

    ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลคิดเป็นเพียง 15.5% ของ GDP โลก แต่คาดว่าจะพุ่งเป็น 70% ภายใน 10 ปีข้างหน้า นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องเลิกพึ่งพาการค้าแบบ Physical Trade เช่น ยางพารา ข้าว หรือรถยนต์ ซึ่งอยู่ในตลาด Red Ocean ที่แข่งขันด้วยราคา และต้องเร่งผลักดันกิจกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่ Digital Trade, Digital Service Trade และ Green Trade ซึ่งเพียงปีที่ผ่านมาเติบโตแล้วกว่า 300%

    นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาบอกว่า “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนทั้งโลกอาจต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่” ไม่ใช่คำเตือน แต่เป็นการบอกเตรียมพร้อมเป็น ‘มนุษย์รุ่นใหม่’ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/731400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yPUF8VgfmuZK3LJkB3_6N

  • “เกศทิพย์” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ศธ. พร้อมทีมงาน สกร. ร่วมสร้างองค์กรแห่งความสุขและเสริมสังคมแห่งการให้ | TOPNEWS

    “เกศทิพย์” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ศธ. พร้อมทีมงาน สกร. ร่วมสร้างองค์กรแห่งความสุขและเสริมสังคมแห่งการให้ | TOPNEWS

    “เกศทิพย์” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ศธ. พร้อมทีมงาน สกร. ร่วมสร้างองค์กรแห่งความสุขและเสริมสังคมแห่งการให้

    • เผยแพร่ : 04/10/2025 22:49

    เช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00 น. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้นำคณะผู้บริหารและบุคลากรเข้าร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธรูปประจำห้องทำงาน พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปประจำกระทรวงฯ ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลปู่เจียม และศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคลร่วมกับทีมกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    ในการนี้ มีนางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คณะที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วมพิธีสักการะและถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและความสามัคคี

    ทั้งนี้ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นางเกศทิพย์ ศุภวานิช พ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต ณ สภากาชาดไทย เพื่อแสดงพลังแห่งการให้ และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการสร้าง “สังคมแห่งการให้” ควบคู่กับ “องค์กรแห่งความสุข”

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุด คือการทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริงในทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัยของประชาชนไทย พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงทุกภาคีเครือข่าย และทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง”
    กีรติ ก้อนทองคำ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    asxac

    รมว.พม. ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมมอบของขวัญและติดตามการฟื้นฟูหลังพายุ “บัวลอย”

    แม่ฮ่องสอน เครือข่ายสหกรณ์สายใต้ร่วมกับกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 และ 4 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก อ.แม่สะเรียง

    สังขยามะพร้าวน้ำหอมวัดปราโมทย์ 1ปี มีครั้งเดียวพลาดปีนี้ต้องรอปีหน้า

    สุโขทัย สีขาวฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสุโขทัยปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งเสพติด

    “สมาคมพุทธวจนยุโรป” แฉตัวแทนโครงการฯส่อฮุบเงินบริจาค

    สืบสวน สภ.ป่าตอง จับอาวุธเถื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343049&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eU1jR_uHyVSb359Hy8WrQ

  • ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 04/10/2025 14:48

    พ่อเมือง-แม่เมือง โคราช จัดกิจกรรมรณรงค์โครงการ วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 เชิญชวนชาวโคราช-นทท.ดูแลสุขภาพกายใจ หนุนการออกกำลังกายพร้อมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 2 ต.ค. 2568 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุมประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา นำคณะสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมรณรงค์โครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2568” ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พร้อมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวภายในจังหวัดนครราชสีมา

    โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  ผ่านการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมบรรยากาศที่สวยงามตามสถานที่สำคัญและแลนมาร์คของจังหวัดนครราชสีมา  อาทิ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายยอดฮิตของนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา

    อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย”  แล้วแชร์ภาพความประทับใจผ่าน Facebook ของทุกท่าน พร้อมติดแฮดแท็ก #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย เพื่อร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาต่อไป.

    ภาพ/ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    website

    รมว.พม. ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมมอบของขวัญและติดตามการฟื้นฟูหลังพายุ “บัวลอย”

    แม่ฮ่องสอน เครือข่ายสหกรณ์สายใต้ร่วมกับกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 และ 4 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก อ.แม่สะเรียง

    สังขยามะพร้าวน้ำหอมวัดปราโมทย์ 1ปี มีครั้งเดียวพลาดปีนี้ต้องรอปีหน้า

    สุโขทัย สีขาวฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสุโขทัยปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งเสพติด

    “สมาคมพุทธวจนยุโรป” แฉตัวแทนโครงการฯส่อฮุบเงินบริจาค

    สืบสวน สภ.ป่าตอง จับอาวุธเถื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1342494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YJ98dienqn6tcN1imYNG3

  • ทาง 2 แพร่ง ‘เกาะสมุย’ ท่องเที่ยวอิสราเอลพุ่ง คริปโตบูม ธุรกิจทุนสีเทาแทรกซึม

    ทาง 2 แพร่ง ‘เกาะสมุย’ ท่องเที่ยวอิสราเอลพุ่ง คริปโตบูม ธุรกิจทุนสีเทาแทรกซึม

    เกาะสมุยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ท่ามกลางการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนท์ ที่มีกำลังซื้อสูง และนักธุรกิจต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเหล่านี้มาพร้อมกับความเสี่ยงจากการแทรกซึมของธุรกิจสีเทา และธุรกิจผิดกฎหมาย กำลังกดดันผู้ประกอบการท้องถิ่น และท้าทายความยั่งยืนของสมุย โจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืน และการป้องกันภัยคุกคามจากธุรกิจสีเทารุกคืบ

    นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่อิสราเอล-เศรษฐีคริปโต

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวถึง ทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวบนเกาะสมุยว่า สมุยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เช่น ชาวอิสราเอล โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีคริปโต (Crypto Millionaires) ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่น การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และการขยายตัวของธุรกิจบริการ แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงจากการแทรกซึมของเงินเทาและธุรกิจผิดกฎหมาย

    ทาง 2 แพร่ง ‘เกาะสมุย’ ท่องเที่ยวอิสราเอลพุ่ง คริปโตบูม ธุรกิจทุนสีเทาแทรกซึม

    หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการขยายตัวของตลาดอิสราเอล นักท่องเที่ยวจากประเทศนี้เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย นักธุรกิจคริปโตหลายรายเลือกพักระยะยาว ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในธุรกิจบนเกาะ ข้อมูลจากโรงแรมบางแห่งระบุว่า ห้องพักกว่า 77% ถูกครอบครอง โดยชาวอิสราเอล ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ

    ความเสี่ยงทุนสีเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย

    แม้การมาของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ แต่ก็มีความเสี่ยงไม่น้อย เนื่องจากเงินทุนที่หมุนเวียนส่วนหนึ่งมาจากคริปโตที่ตรวจสอบยาก และมีการใช้ช่องทางในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจบริการเป็นเครื่องมือฟอกเงิน ส่งผลให้เกิดภาวะ “เงินเทา” แทรกซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    ปัญหาที่ตามมาคือการเกิดธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การตั้งบริษัทนอมินีโดยใช้ชื่อคนไทยบังหน้าเพื่อครอบครองกิจการ รวมถึงการให้บริการนำเที่ยวโดยไกด์เถื่อน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้กดดันผู้ประกอบการท้องถิ่น และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของตลาดท่องเที่ยวไทย หากไม่ควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของสมุยเสียสมดุลในระยะยาว

     “การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องควบคู่ไปกับการป้องกันธุรกิจผิดกฎหมาย มิฉะนั้นผลเสียจะตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยและภาพลักษณ์ของสมุย”.

    เมกกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานปรับโฉมสมุย     

    นอกจากแรงกดดันด้านเงินลงทุนแล้ว โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ปัญหาการจราจรบนเกาะสมุยกำลังกลายเป็นอุปสรรคหลักต่อการท่องเที่ยว การก่อสร้างถนนบายพาสรอบเกาะ ถูกมองว่าจะเป็นทางออกในการลดความแออัดและกระจายเส้นทางคมนาคม

    อีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่ถูกจับตาคือ “แลนด์บริดจ์สุราษฎร์–ขนอม” มูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท แนวคิดโครงการนี้ คือ การเชื่อมเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าและการเดินทางของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบต่อแหล่งดำน้ำที่เกาะเต่า รวมถึงการจัดการน้ำเสียและขยะที่ยังไม่มีระบบรองรับเพียงพอ

    ขณะเดียวกันสนามบินสมุยที่พัฒนาโดยภาคเอกชนก็กำลังเดินหน้าโครงการขยายเฟสใหม่ ด้วยเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถจาก 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี พร้อมสร้างอาคารผู้โดยสาร Private Jet Terminal คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 โครงการนี้มีเป้าหมายรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม high-spending และนักธุรกิจต่างชาติ ที่ต้องการความสะดวกและบริการระดับพรีเมียม

    ชู Experience Tourism เน้นยั่งยืน

    อีกทั้งท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง นายรัชชพร เสนอว่า สมุยควรเปลี่ยนแนวคิดการท่องเที่ยวจากแบบ “ชมและซื้อ” หรือ 2C (sightseeing consumption) ไปสู่ Experience Tourism ที่นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมจริงในกิจกรรมท้องถิ่น เช่น การเรียนทำอาหารไทย การปั้นเครื่องดินเผา การเที่ยวสวนผลไม้ หรือการใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน นอกจากนี้การสร้างแหล่งท่องเที่ยวแบบ Man-made Attraction ยังเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับเกาะ

    นายรัชชพร ยังกล่าวต่อว่า แม้เชนโรงแรมระดับโลกจะเข้ามาลงทุนในสมุย แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังคงมีบทบาทสำคัญ หากจับตลาดได้ถูกต้องและนำเสนอประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว การรวมกลุ่มผู้ประกอบการยังสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็ง ป้องกันการครอบงำจากธุรกิจต่างชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาเยือน

    สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือความยั่งยืนในการพัฒนา สมุยในฐานะเกาะท่องเที่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะ น้ำเสีย และการปกป้องระบบนิเวศ แนวทาง Green Tourism และ Sustainable Tourism จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สมุยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นในระยะยาว

    “สมุยไม่ใช่เพียงเกาะที่มีธรรมชาติสวยงาม แต่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน หากมีการวางแผนและควบคุมที่ดี สมุยจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน” นายรัชชพร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640622&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mKFAv2GGtHlwVQ4ta1l-p

  • น่าน-จัดประกวดเมนูอาหารพื้นถิ่น ยกระดับสู่อาหารเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

    น่าน-จัดประกวดเมนูอาหารพื้นถิ่น ยกระดับสู่อาหารเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่านสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดการประกวด เมนูอาหารพื้นถิ่นจังหวัดน่าน ระดับจังหวัด ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้าน Gastronomy Tourism สืบสานภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านต่อยอดสู่อาหารเพื่อสุขภาพ (อาหารเป็นยา)

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธาน พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะ โดยมี นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน, ว่าที่ร้อยตรีสุเทพ วงศ์วิเศษ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ นักชิม ผู้เข้าร่วมงาน และสื่อมวลชน ร่วมชิมและโหวตเมนูยอดนิยม พร้อมชมการแสดงทางวัฒนธรรมจากนักเรียนโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา

    การประกวดครั้งนี้มีทีมเข้าร่วม 14 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกระดับอำเภอ โดยทีมชนะเลิศ ได้แก่
    ทีม “ส้านสร้างสุข ล๊ำลำ” อำเภอเวียงสา ด้วยเมนู “เมี่ยงคำปลา 3 รส” ได้รับรางวัลชนะเลิศและเงินรางวัล 20,000 บาท
    ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอาหารพื้นบ้านให้ได้มาตรฐานด้านความสะอาด ปลอดภัย และโภชนาการ พร้อมพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนแก่ชุมชนในจังหวัดน่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/nan/3786042/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17zNHGb8eUq9Xwmygu9OOK

  • “ชัยชนะ”  ขน “20 สจ.นครศรีธรรมราช”  สมัครสมาชิกปชป. พร้อมหนุน “อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่

    “ชัยชนะ” ขน “20 สจ.นครศรีธรรมราช” สมัครสมาชิกปชป. พร้อมหนุน “อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ecRZF2QF6zAZWKeTaTbdr

  • ‘นฤมล’ สั่งสอบปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม เอาผิดบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    ‘นฤมล’ สั่งสอบปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม เอาผิดบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    ‘นฤมล’ สั่งสอบปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม เอาผิดบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน

    โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า – ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้

    พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ นางนฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

    แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” นางนฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640619&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GNkbzQsxWCVB3GwC-riwv