Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นิด้าโพลเปิดผลสำรวจ 60% หนุนใช้ประชามติยกเลิก MOU 43-44

    นิด้าโพลเปิดผลสำรวจ 60% หนุนใช้ประชามติยกเลิก MOU 43-44

    5 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจของประชาชนต่อ MOU 43 และ MOU 44 ก่อนการทำประชามติ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 7.79 ระบุว่า เข้าใจมาก

    ด้านความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.73 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลยรองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 22.44 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.87 ระบุว่า เข้าใจมาก

    สำหรับความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.76 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 4.96 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ร้อยละ 0.46 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และร้อยละ 0.30 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/873460/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PFFMmww1szmGQ8bdzK94U

  • คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด : อินโฟเควสท์

    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 44.12% ระบุว่ายังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 เลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 23.13% ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และ 7.79% ระบุว่าเข้าใจมาก ส่วนความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 45.73% ระบุว่าไม่เข้าใจเลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 22.44% ระบุว่าค่อนข้างเข้าใจ และ 6.87% ระบุว่าเข้าใจมาก

    ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 65.50% มีความต้องการที่จะเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น รองลงมา 34.04% ระบุว่าไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และ 0.23% ระบุว่าต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 60.76% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา 20.92% ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ตามมาด้วย 12.60% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ, 4.96% ระบุว่าไม่แน่ใจ, 0.46% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และ 0.30% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534652&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dYmcocQ_l2nxFs0gztPNP

  • ผลวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า ชี้ช่องโหว่ผู้ซื้อเสี่ยงความปลอดภัย ขาดมาตรการเชิงป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผลวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า ชี้ช่องโหว่ผู้ซื้อเสี่ยงความปลอดภัย ขาดมาตรการเชิงป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผลวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า ชี้ช่องโหว่ผู้ซื้อเสี่ยงความปลอดภัย ขาดมาตรการเชิงป้องกัน

    สภาผู้บริโภคเปิด “ผลวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า” มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย พร้อมด้วยบริการหลังการขายไม่เป็นธรรม หนุนกฎหมาย กฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ร่วมปกป้องสิทธิ

    ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่แฝงไปด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นช่องโหว่ต่อสิทธิผู้บริโภค ทั้งความปลอดภัยของระบบแบตเตอรี่ การขาดมาตรฐานกลาง เงื่อนไขการรับประกันที่ไม่ชัดเจน บริการหลังการขายที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงความไม่มั่นใจทางเศรษฐกิจ งานวิจัยล่าสุดที่สำรวจผู้ใช้จริงกว่า 400 ราย ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการจากต่างประเทศ และจัดเสวนากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไร้มาตรการรองรับ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

    วันนี้ (5 ตุลาคม 2568) ผศ.ดร.มานนท์ สุขละมัย ภาควิชาครุศาสตร์เครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ผลวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า นี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าใหม่และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของไทยไม่ต่างจากต่างประเทศมากนัก แต่ยังขาดมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ใช้ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งจัดทำมาตรการเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ผลการวิจัยรายงานว่าผู้บริโภคเผชิญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยและการขาดมาตรฐานกลาง โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่และมาตรการป้องกันอัคคีภัย รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ที่บ้าน (Home Charger) และการรับมือเหตุฉุกเฉิน ความไม่ชัดเจนด้านกฎหมายและบริการหลังการขาย เช่น เงื่อนไขการรับประกันที่คลุมเครือ กระบวนการเคลมที่ล่าช้า การรออะไหล่นาน และความซับซ้อนในการจดทะเบียนรถดัดแปลง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ทั้งจากการลดราคาของรถรุ่นใหม่ที่กระทบภาระหนี้และมูลค่ามือสอง ตลอดจนความกังวลต่อความต่อเนื่องของผู้ผลิตและผู้นำเข้า

    “อยากให้สังคมลบภาพจำว่ารถเรียกคืน คือของน่ากลัว ในทางตรงกันข้ามการเรียกคืนคือความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อความปลอดภัย” ผศ.ดร.มานนท์กล่าว พร้อมเสนอให้รัฐเร่งสร้างกลไกคุ้มครองที่ชัดเจน โดยย้ำว่าการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเปลี่ยนรถใหม่ แต่คือการยกระดับคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิต และควรเดินคู่กับสิทธิซ่อมได้ (Right to Repair) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอะไหล่และบริการซ่อมที่เป็นธรรม ไม่ถูกผูกขาดหรือกำหนดราคาเกินควร

    ผศ.ดร.มานนท์ สุขละมัย (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์)

    อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะสถานการณ์ในไทยเท่านั้น แต่ยังเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคใน 6 ประเทศ พบว่าหลายประเทศ เช่น ยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา ต่างมีกลไกคุ้มครองผู้ใช้คล้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลมอน ลอว์ แม้จะเรียกต่างชื่อ แต่มีหลักการเดียวกันคือ หากรถมีข้อบกพร่องร้ายแรงหรือเข้าซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องรับผิดชอบ ขณะที่ญี่ปุ่นใช้บทลงโทษที่เข้มงวดต่อผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ ส่วนประเทศไทยยังพบเหตุการณ์ซ้ำซากและขาดกลไกป้องกันที่เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้บริโภคยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

    อีกหนึ่งปัญหาที่งานวิจัยสะท้อนชัดคือเสถียรภาพด้านราคา โดยพบว่าการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ด้วยราคาสูง แต่กลับมีการปรับลดราคาลงอย่างรวดเร็ว อาจสร้างผลเสียต่อผู้ที่เพิ่งซื้อในช่วงแรก เพราะทำให้เกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่า สูญเสียความเชื่อมั่น และอาจกระทบต่อภาระหนี้สิน รวมถึงมูลค่ารถมือสองที่ตกลงอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อธุรกิจยานยนต์และตลาดรถยนต์โดยรวมทั้งระบบ

    ทั้งนี้ จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้ทีมวิจัยและสภาผู้บริโภคได้เสนอแพ็กเกจนโยบายที่ครอบคลุมการทำงานของหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานโฆษณาและการรับประกัน มีมาตรการกำกับดูแลและตั้งหลักเกณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา ที่จะส่งผลเสียต่อทั้งผู้บริโภคและเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้ามามีบทบาทเชิงรุก เพื่อสร้างกลไกดูแลและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถใหม่และรถมือสอง

    นอกจากนี้ ยังต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้ง อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ที่บ้านส่วนตัว (Home Charger) และควบคุมโครงสร้างราคาค่าชาร์จโดยกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรการความปลอดภัยโดยกรมโยธาธิการและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) การกำหนดป้ายทะเบียนพิเศษและมาตรฐานการดัดแปลงรถโดยกรมการขนส่งทางบก การใช้มาตรการภาษีและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมเพิ่มวัตถุดิบในประเทศ หรือต้นทุนสินค้าในประเทศ (Local Content) โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ตลอดจนมาตรการด้านประกันภัยโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และการกำหนดมาตรฐานอู่ดัดแปลงและพัฒนาบุคลากรโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบเพื่อสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปลอดภัย เป็นธรรม และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกันงานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงเสียงผู้บริโภคที่ต้องการความมั่นใจในบริการหลังการขาย การเข้าถึงอะไหล่ที่มีราคาสมเหตุสมผล และการมีทางเลือกในการซ่อมมากกว่าศูนย์บริการรายใหญ่ไม่กี่แห่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิในการซ่อม ที่สภาผู้บริโภคผลักดันเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอิสระไทยเข้ามามีบทบาทในตลาด

    “การฟ้องร้องคือกระบวนการปลายทาง แต่หากไทยมีกฎหมายและมาตรการเชิงป้องกันที่เข้มแข็ง ตั้งแต่มาตรฐานการผลิต การดัดแปลง การติดตั้ง และการบริการหลังการขาย ไปจนถึงมาตรการด้านการจัดการอาคาร สถานีชาร์จ และปัญหาประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง โอกาสเกิดปัญหาซ้ำซากจะลดลงอย่างมาก” ผศ.ดร.มานนท์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมชี้ว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตจากการเป็นศูนย์กลางประกอบรถยนต์ของต่างชาติ จึงควรมุ่งเน้นนโยบายเพิ่มสัดส่วน ผู้ผลิตในประเทศ (Local Content) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อรักษาผู้ประกอบการไทยและเสริมศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

    ทั้งนี้ การผลักดันมาตรการเหล่านี้อย่างจริงจังจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมในตลาด ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและหนี้ครัวเรือน และเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องบูรณาการและเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/ev-study-lemon-law/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NQSgVlKP3DDSWhFZryUsH

  • แม่ทัพภาค 2 เผยแนวทางสร้าง รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มพื้นที่ยุทธวิธี

    แม่ทัพภาค 2 เผยแนวทางสร้าง รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มพื้นที่ยุทธวิธี

    วันนี้ (5 ตุลาคม) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงแนวทางการสร้าง รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการทางทหาร กับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ไม่เพียงแค่รั้วลวดหนามอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่น เพื่อเสริมความมั่นคง เช่นการติดกล้อง CCTV เพื่อสอดส่องในเวลากลางคืน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำรั้วตลอดแนวชายแดนหรือไม่นั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า จริงๆ แล้ว รั้วในพื้นทึ่สำคัญ ทางยุทธวิธี ก็วางก่อน ส่วนจะขยายอย่างไร เป็นเรื่องของอนาคต อันดับแรกเราทำในส่วนการป้องกันตัวเองก่อน ทำให้กำลังพลเราปลอดภัยก็ต้องวาง เพราะเมื่อทหารปลอดภัย คนก็จะปลอดภัย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-cambodia-border-fence/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cs66yeeDWkPQ52jKUvOAV

  • สิ้น “ดร.อัมมาร” นักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค

    สิ้น “ดร.อัมมาร” นักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค


    สิ้น “ดร.อัมมาร สยามวาลา” อดีตประธานTDRI “สมชัย” ร่วมอาลัย ยกเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค 

    เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อความเรื่อง ขอแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 

    ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก 

    ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร  ที่ tdri.or.th

    สำหรับ ดร.อัมมาร สยามวาลา เกิด 29 พฤษภาคม 2482 นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานทีดีอาร์ไอ ระหว่างปี 2533-38 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระหว่างปี 2549-51รวมทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว เศรษฐศาสตร์ การเกษตรกรรมและการพัฒนา

    โดยบรรพบุรุษของ ดร.อัมมาร สยามวาลา เป็นชาวอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย เขาเป็นลูกคนสุดท้องของ นายตาเฮอร์ และนางคาดีจาฮ์ สยามวาลา เจ้าของบริษัทตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าเครื่องเขียนจากต่างประเทศ

    ดร.อัมมาร จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาต่อที่โรงเรียน St. Paul เมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย ปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเยล และศาสตราจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สำหรับพิธีศพดร.อัมมาร จัดขึ้นที่สุสานมูลนิธิสุลัยมานี ประชาอุทิศ 69 แยก 8 ธนบุรี ใน เวลา 11.00 น.

    ทั้งนี้ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของดร.อัมมาร โดยยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค พร้อมเล่าถึงคุณูปการของ ดร.อัมมารต่อนโยบายสาธารณะ และต่อแวดวงวิชาการมีมากมายแทบนับไม่ถ้วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36153&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qL8CiOq9jNkXAeYXknslo

  • “รมช.อามินทร์” นำทีมตรวจความพร้อมรับมืออุทกภัยนราธิวาส พร้อมขับเคลื่อนงานเกษตรแบบบูรณาการ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างตรงเป้า

    “รมช.อามินทร์” นำทีมตรวจความพร้อมรับมืออุทกภัยนราธิวาส พร้อมขับเคลื่อนงานเกษตรแบบบูรณาการ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างตรงเป้า

    “รมช.อามินทร์” นำทีมตรวจความพร้อมรับมืออุทกภัยนราธิวาส พร้อมขับเคลื่อนงานเกษตรแบบบูรณาการ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างตรงเป้า

    (3 ต.ค.68) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดนราธิวาส ปี 2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมพระนราภิบาล ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (แห่งที่ 2)

    นายอามินทร์ กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดนราธิวาส ปี 2568 ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ทำให้เห็นถึงความใส่ใจ และการเตรียมความพร้อมอย่างจริงจังขอทุกหน่วยงาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าจากบทเรียนที่ผ่านมา เราจะสามารถถอดบทเรียนและข้ามผ่านสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ไปได้ นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนภารกิจในรูปแบบการบูรณาการเพื่อดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน และสามารถให้การช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างตรงเป้าหมายต่อไป

    ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษา ละวางแผนการปรับปรุงผนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก และปรับปรุงคันคลองมูโนะฝั่งขวา ตลอดจนพัฒนาระบบการระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ตำบลมูโน๊ะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาสและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อย่างมีประสิทธิ รวมถึงมีการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัด เพื่อการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ และแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนในการรับมือได้อย่างทันถ่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58467&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a1G3zKOnmXb6lFOdjLNIb

  • สังคมภูมิภาคเหนือตอนบน…”เหมันต์ฤดู” หนาวนี้ขึ้นเหนือเที่ยวเชียงใหม่ | เดลินิวส์

    สังคมภูมิภาคเหนือตอนบน…”เหมันต์ฤดู” หนาวนี้ขึ้นเหนือเที่ยวเชียงใหม่ | เดลินิวส์

    “เหมันต์ฤดู” หนาวนี้ขึ้นเหนือเที่ยวเชียงใหม่ ผู้ว่าฯสั่งเปิดเมืองพร้อยรอยยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยว….กรมอุตุนิยมวิทยา คาด “ฤดูหนาว” ปีนี้มาช้า หนาวน้อย และสั้นกว่าปีก่อน เตือน ปชช. รักษาสุขภาพ – รีบเก็บเกี่ยวผลผลิต ฤดูหนาวปี 2568 ที่จะมาถึง มีแนวโน้มว่าจะมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะ”สูง”กว่าปีที่ผ่านมา เพราะ??..ปีนี้ประเทศไทยได้รับลมความชื้นจากทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ส่งผลให้สภาพอากาศในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เย็นลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฤดูหนาวปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ปกติจะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน และปีนี้ ฝนตกต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้การเริ่มต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการของปีนี้อาจมา”ช้า”กว่าปีก่อนเล็กน้อย ปีที่แล้วฤดูหนาวเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ประชาชนสามารถสัมผัสอากาศหนาวเย็นได้ในช่วงกลางเดือนตุลาคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อาจเริ่มมีอุณหภูมิเย็นลงในบางจุด บางพื้นที่ และอาจมีอากาศเย็นพร้อมฝนตกในบางวัน..ฤดูหนาวปีนี้อุณหภูมิอาจร้อนกว่าหรือไม่แตกต่างจากปีก่อนมากนัก แต่จะมีระยะเวลาที่”สั้น”กว่า โดยในปีก่อนอากาศหนาวเย็นเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 วัน แต่ในปีนี้อาจลดเหลือ 2-3 วัน โดยอาจจะหนาวเย็นเพิ่มในช่วงเดือนธันวาคมเป็นต้นไป….

    ทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยการเตรียมพร้อมต้อนรับบนักท่องเที่ยวชาวงฤดูหนาวหรือ “ไฮซีซั่น ที่จะถึงนี้ว่า??..หลังจากหมดฤดูฝนแล้วคาดว่า สภาพอากาศมราเชียงใหม่จะเริ่มเปลี่ยนไป ในช่วงเช้าและกลางคืนจะมีอากาศหนาวเย็นประกอบกับมีลมโชย ส่วนกลางวันจะมีอากาศร้อน เป็นสัญญาณว่าจังหวัดเชียงใหม่กำลังจะเริ่มก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นในการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้น??.. จึงขอให้พี่น้องชาวเชียงใหม่ ผู้ประกอบการ ภาคการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมเปิดบ้านรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย”รอยยิ้ม” โดยเชียงใหม่มีเสน่ห์และแรงดึงดูดมากมาย ประกอบกับได้นำนโยบาย 12 เดือน 12 เทศกาล มาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว จึงทำให้ช่วงฤดูหนาวนี้จะมีกิจกรรมอีเวนท์ที่น่าสนใจมากมายให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส อาทิ งานปลายฝนต้นหนาว เทศกาลยี่เป็ง เทศกาลดอกไม้ งานฤดูหนาวฯ และกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นต้น….//.

    ฤดูหนาว เป็นช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดเชียงใหม่ อุณหภูมิลดลงต่ำอากาศหนาวเย็น เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ บรรยากาศการท่องท่องเที่ยวคึกคักสร้างเม็ดเงินรายได้ตลอดช่วงหน้าหนาวนี้หลายพันล้านบาท ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับกันไปถ้วนหน้าอย่างชื่นมื่น.ฉะนั้น!!..การเตรียมความพร้อมของเมืองเชียงใหม่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ก็เป็นเรื่องสำคัญ.ถนนหนทางรอบคูเมืองขุดแล้วฝังกลบคืนพื้นผิวการจราจรหรือยัง??.ฝุ่น กิ่งไม้ใบหน้าที่มาทับถมบนถนนช่วงฤกูฝนที่ผ่านมา ล้างหรือทำความสะอาดแล้วหรือไม่.แผนการป้องกันความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวก็ไม่ควรมองข้าม.ด้วยเช่นกัน..ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านครับ….//.

    ยี่เป็งเชียงใหม่….วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอ ผวจ.เชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวการเตรียมจัดงาน “Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ” กับผู้แทนสมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Social Lab เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่

    ช่วยชาวบ้าน…ภูธนะ ชมภูมิ่ง รอ.ผวจ.พะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดพะเยา (ก.ช.ภ.จ.พย.) ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดพะเยา สนง.ปภ. ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดพะเยา (หลังเก่า) เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอุทกภัยในห้วงที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ อ.เชียงคำ อ.ปง และ อ.ภูกามยาว ซึ่งทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งทำให้พื้นที่การเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

    มุทิตาจิต….นงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานสภาอุตสหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกลุ่มเครือข่ายท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายร่วมแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่ วิสูตร บัวชุม ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงราย เกษียณอายุราชการ และแสดงความยินดีกับ สรรเสริญ ศีติสาร และ ธนัญญา เฉิดโฉม เลื่อนตำแหน่งย้ายไปรับราชการที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแพร่ ณ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงราย

    น้องกอดอุ่น….รุจติศักดิ์ รังสี รอง.ผวจ.เชียงราย พร้อมด้วย เสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ดร.เอกภพ ช่างแก้ว รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย และ โชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ร่วมเปิดกิจกรรม “Gord-Aun Meet&Greet พบปะน้องกอดอุ่น” อย่างเป็นทางการ ณ เซ็นทรัลเชียงราย.

    ลงนาม….พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช ผอ.โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเปิดให้บริการ “ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร” ภายในศูนย์การค้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และได้มาตรฐาน โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ให้บริการอย่างครบครัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

    อำลาตำแหน่ง….ชาตรี ธินนท์ รอง ผวจ.ลำพูน พร้อมด้วย สุกัญญา ธินนท์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสครบกำหนดเกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่ศาลากลางจังหวัดลำพูน ร่วมส่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ณ ศาลากลางจังหวัดลำพูน บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น

    ครูอาวุโส….ดร.รุ่งทิพย์ ทาวดี ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน รักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดลำพูน ร่วมกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติ “ครูอาวุโส” ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568 และมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2

    ต้อนรับผู้ว่าคนใหม่….อุดมศักดิ์ ขาวหนูนา บุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผวจ.แม่ฮ่องสอน ปลัดจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัด พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ชุติพร เสชัง ผวจ.แม่ฮ่องสอน ในโอกาสย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่านที่ 51 ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เชื่อมโยงเครือข่าย….ชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผวจ.น่าน เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการตลาดของจังหวัดน่าน ผ่านผู้นำคลื่นลูกใหม่ Young Public and Private Collaboration (YPC)” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะวิทยากร ผู้แทนหอการค้าจังหวัดน่าน และผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 40 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมน้ำทอง จังหวัดน่าน

    เที่ยวน่าน….โยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน นำนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนกว่า 70 คน เดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวศักยภาพในพื้นที่ “น่านใต้” ครอบคลุมอำเภอแม่จริม และอำเภอเวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวรองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ทั้งศรัทธา วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงามในพื้นที่จังหวัดน่าน

    แถวตรง….สุริยา กาละสุข รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกวดระเบียบแถวเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยมีหน่วยงานพื้นที่อนุรักษ์ในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เข้าร่วมการประกวดระเบียบแถว จำนวน 7 ทีม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า จำนวน 2 ทีม เจ้าหน้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดส่วนอุทยานแห่งชาติ จำนวน 3 ทีม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจากส่วนควบคุม และปฏิบัติการไฟป่า จำนวน 1 ทีม และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จากส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร จำนวน 1 ทีม ณ สนามหน้าอาคารสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5171768/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tnlgHzPrGDvqzBV-Brv4X

  • ‘คลัสเตอร์กาแฟน่าน’ เดินหน้าบุกตลาดเมล็ดสารกาแฟพรีเมี่ยม ยกระดับกาแฟ ‘อาราบิก้า’ ดันขายราคาสูง

    ‘คลัสเตอร์กาแฟน่าน’ เดินหน้าบุกตลาดเมล็ดสารกาแฟพรีเมี่ยม ยกระดับกาแฟ ‘อาราบิก้า’ ดันขายราคาสูง

    สันติ หาญสงคราม ประธานคลัสเตอร์กาแฟน่าน เปิดเผยว่า หลังจากที่เกษตรกรในจังหวัดน่านบางส่วนได้เริ่มปลูกกาแฟอาราบิก้า ทดแทนการปลูกข้าวโพด และมีผลผลิตออกจำหน่ายทำให้ตลาดกาแฟของจังหวัดน่านเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยร้อยละ80 เป็นกลุ่มขายเมล็ดสารกาแฟ และอีกร้อยละ 20 แปรรูปกาแฟคั่ว กาแฟบดระดับพรีเมี่ยม และกาแฟ speciality รวมถึงกลุ่มคาเฟ่กาแฟ

    Nan-Coffee-Cluster-Group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    “กาแฟอาราบิก้า สามารถทำราคาขายได้กิโลกรัมละ 350-600 บาท และสูงถึงกิโลกรัมละ 8,000บาท เป็นสายพันธุ์เกอิชา จากประเทศเอธิโอเปีย โดยมีมิชชันนารีชาวอเมริกันชื่อ เคเลบ จอร์แดน เป็นคนนำมาทดลองปลูกที่จังหวัดน่าน และประสบผลสำเร็จ มีผลผลิตเพียงปีละ1 ตันเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับของวงการกาแฟ ทั้งกลิ่น และรสชาติที่หอมกลิ่นดอกไม้และผลไม้”       

    นอกจากนี้ จังหวัดน่าน ยังถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ของภาคเหนือ ที่มีการปลูกกาแฟโรบัสต้า ที่สามารถทำราคาขายได้ถึงโลกรัมละ 350-1,000 บาท ซึ่งตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา นับว่ากาแฟของจังหวัดน่านมีสีสัน และมีความโดดเด่น ทำให้การเติบโตของตลาดกาแฟของจังหวัดน่านอยู่ในทิศทางที่ดี โดยคาดว่าในปีนี้น่าจะมีรายได้ภาพรวมไม่ต่ำกว่า 140 ล้านบาท แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะยังติดข้อจำกัดพื้นที่ปลูกมีน้อย เพราะเป็นพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้จังหวัดน่านมุ่งเน้นการผลิตกาแฟพรีเมี่ยม และกาแฟspeciality เพื่อเพิ่มมูลค่า แทนการเน้นปริมาณ

    ประธานคลัสเตอร์กาแฟน่าน กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการเติบของธุรกิจกาแฟจังหวัดน่าน พบว่า มีการขยายตัวอย่างน่าสนใจ มีทั้งเกษตรกรรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ที่มีทักษะ และองค์ความรู้ด้านกาแฟระดับมาตรฐาน มีคาเฟ่กาแฟ มาถึง 700 แห่ง และมีนักคั่วกาแฟที่เป็นมืออาชีพมากกว่า 40 ราย เพิ่มขึ้นจากหลายปีก่อนร้อยละ 50 สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของวงการกาแฟภาพรวมของจังหวัดน่าน

    Nan-Coffee-Cluster-Group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Nan-Coffee-Cluster-Group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ณัฐฐิญา ชำนาญ พาณิชย์จังหวัดน่าน กล่าวว่า ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI กาแฟ ดอยสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ดังกล่าวอีก 40 ราย ขอสมัครให้เครื่องหมายรับรอง

    นอกจากนี้ ที่บ้านมณีพฤกษ์ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เตรียมขึ้นทะเบียนสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยอยู่ระหว่างการร่างคำขอ ซึ่งจะทำให้แหล่งปลูกกาแฟบนดอยของจังหวัดน่านมีศักยภาพในการทำตลาด และเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    ส่วนกาแฟโรบัสต้า ถือว่าเป็นแหล่งปลูกที่ให้ผลผลิตดี จากแหล่งเดิมจะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีการปลูกมากในอำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เช่นกัน

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอนาคตของตลาดกาแฟของจังหวัดน่านมีแนวโน้มสดใส และวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย และยังมีแผนที่จะผลักดันให้แหล่งปลูกกาแฟยนดอย8-9แห่ง ได้ขึ้นทะเบียนสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

    “ที่ผ่านมา ถือได้ว่า ธุรกิจกาแฟ ได้เติบโตไปพร้อมกับการท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมา จะพบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาจังหวัดน่าน ต้องการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ และท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ ซึ่งที่ผ่านมา มีการเดินทาง เข้าไปท่องเที่ยวในแหล่งปลูกกาแฟต่างๆ บนดอยของจังหวัดน่าน จึงกลายเป็นจุดขายของจังหวัดน่าน และในปี 2570 ทางจังหวัดน่านจะเป็นเจ้าภาพการจัดงานกาแฟระดับภาค ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพการเป็นแหล่งผลิตกาแฟครบวงจร และต่อยอดไปยังการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างครบวงจร”

    — ณัฐฐิญา ชำนาญ พาณิชย์จังหวัดน่าน

    Nan-Coffee-Cluster-Group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    Nan-Coffee-Cluster-Group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/nan-coffee-cluster-group-moves-forward-to-penetrate-the-premium-coffee-bean-market&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YdHRA7tSQ5m4jDJ9OdGe-

  • ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษ “Quick Big Winคนละครึ่งพลัสกระตุ้นบริโภค นโยบายเฉพาะหน้ารับมือเศรษฐกิจทรุดตัว มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนและไตรมาสสุดท้ายปีพ.ศ.2568 ออกอาการนิ่งจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ประดังกันเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ซึมกระทบส่งออกและท่องเที่ยว การบริโภคที่อ่อนแอ วิกฤตขัดแย้งกัมพูชา 

    นายกรัฐมนตรีถูกศาลให้พ้นจากตำแหน่ง นำมาสู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย “หนูติดปีก” เข้ามาบริหารประเทศแบบเฉพาะกิจ 4 เดือนยุบสภา ประเทศไทยเผชิญการเมืองย้อนยุค 3 ก๊กเต็มรูปแบบ กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น 

    ขณะที่เศรษฐกิจโลก ที่ออกอาการอ่อนแอ เริ่มส่งผลกระทบภาคส่งออกอย่างชัดเจน ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 14.4 แต่เดือนสิงหาคม (USD) ขยายตัวเหลือร้อยละ 5.79 เชิงเงินบาทขยายตัวติดลบร้อยละ -5.53 ส่งออกช่วงจากนี้มีแนวโน้มลดลง ด้านการบริโภคในประเทศซบเซาอัตราการขยายตัวต่ำกว่าประมาณการณ์

    กระทรวงการคลังคาดการณ์ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 ทั้งปีอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.8 – 2.0 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่งพลัส) วงเงินประมาณ 6.2 – 6.4 หมื่นล้านบาทประชาชนเข้าถึงประมาณ 33 ล้านคน มีทั้งแบบจ่ายงวดเดียว 1,700 บาท (ของเดิมได้อยู่แล้ว 300 บาท) และโครงการคนละครึ่งรัฐสมทบ 2,000 – 2,400 บาท (กลุ่มยื่นแบบภาษีได้ 60 : 40) คาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้คงได้ใช้เงินแน่ 

    เงินเท่านี้อาจเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 0.2 – 0.3 แต่คงดีกว่าไม่ได้ ในความเห็นควรมีอีก 2 เฟส ปลายธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่นำเงินไปใช้จ่ายต่างจังหวัด เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึง

    อีกงวดให้ครม. อนุมัติให้เสร็จก่อนยุบสภา ซึ่งเข้าใจว่าอาจปลายมกราคมปีหน้า เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการอาจทำไม่ได้ นัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสุญญากาศทางการเมืองคงมุ่งหาเสียง อาจไม่มีคนดูแลเศรษฐกิจ

    ฝากดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 69

    ประเด็นที่อยากฝาก “รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งช่วงหลังฟอร์มดีคะแนนนิยมของนิด้าโพลระบุว่าดีวันดีคืน อยากให้ทีมเศรษฐกิจผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแพ็คเกจรองรับเศรษฐกิจอย่างน้อยครึ่งปีแรกของปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกออกอาการอ่อนแอ

    อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนรุนแรง ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายสิงหาคม เงินสกุลเหรียญสหรัฐ (USD) อ่อนค่าประมาณร้อยละ 13.625 ส่งผลกระทบเงินสกุลต่าง ๆ กรณีประเทศไทยเงินบาทแข็งค่าในช่วงเดียวกัน 1.843 บาท/USD หรือแข็งค่าร้อยละ 5.378 เปรียบเทียบกับเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ แข็งค่าร้อยละ 5.396 และเงินริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าร้อยละ 6.031แสดงให้เห็นว่า เงินบาทของไทยไม่ได้แข็งค่าสุดโต่งประเทศเดียว 

    ขณะที่ราคาทองคำแท่งตลาดโลกปรับตัวสูงมาโดยตลอดจากราคา ณ ต้นมกราคมอยู่ที่ 2,636 USD/ออนซ์ (1 ออนซ์เท่ากับทองหนัก 2 บาท) ล่าสุดราคาปรับตัวสูงทำลายสถิติ 3,868 USD/ออนซ์ (2 ต.ค.68) สูงขึ้นถึงร้อยละ 46.54 สำหรับทองคำแท่ง (99.99) ราคาในประเทศน้ำหนักหนึ่งบาทราคา 61,440 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

    สวนทางราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่องจากอุปสงค์ความต้องการที่ลดลง ราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กช่วง 8 เดือนแรกราคาลดลงประมาณร้อยละ 13.24 เทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน E20 ลดลงร้อยละ 10.83 

    ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ความผันผวนของเศรษกิจโลกที่แสดงออกในรูปของความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจากเศรษฐกิจภายในที่อ่อนแอ บวกกับมาตรการภาษีโต้ตอบทางการค้าและภาวะวิกฤตทางการคลัง “Government Shutdown” กระทบต่อการอ่อนค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่อง

    อีกทั้งความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก อาจทรุดตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้มีการโยกเงินเปลี่ยนไปถือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

    จับตาส่งออกยังน่าห่วง

    ความท้าทายของทีมเศรษฐกิจนอกจากประเด็นที่กล่าวถึง ไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกอาการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด 

    กล่าวคือ เดือนสิงหาคมส่งออก ขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐร้อยละ 5.79 แต่เงินบาทแข็งค่า ทำให้ขยายตัวเชิงเงินบาทหดตัว -5.53 จากค่าเฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 4.72 เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในช่วง 8 เดือน ประเทศคู่ค้าหลักส่งออกชะลอตัว เช่น สหรัฐอเมริกาขยายตัวเพียงร้อยละ 12.76 จากค่าเฉลี่ย (ม.ค. – ก.ค.) ร้อยละ 30.07 เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งการนำเข้าให้ทันการปรับภาษีของทรัมป์ (Reciprocal Tariff) 

    ขณะเดียวกันส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 2 ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.87 ต่ำสุดจากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกัน ขยายตัวร้อยละ 19.42 ส่งออกไปฮ่องกง ขยายตัวร้อยละ 0.9 และญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ -5.26 

    ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากส่งออกชะลอตัว แฝงมากับเงินบาทแข็งค่าคือ สินค้าเกษตรกรรม หดตัวเชิงเงินบาท ร้อยละ 22.8 สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร หดตัวร้อยละ 17.09 ขณะที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต หดตัวร้อยละ 0.69 ที่น่ากังวลคือเกษตรกรชาวนา (ข้าว) ในเชิงปริมาณส่งออก 8 เดือนแรกส่งออก ลดลงร้อยละ 24 ในเชิงมูลค่าเงินบาท หดตัวร้อยละ 35.63 

    ชำแหละนโยบาย Quick Big Win

    การที่รัฐบาลออกนโยบายแก้เศรษฐกิจระยะสั้น Quick Big Win ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัส งบประมาณก้อนแรก 6.4 หมื่นล้านบาท อาจแทบไม่มีผลต่อ GDP แต่เม็ดเงินเหล่านั้นจะมีส่วนสำคัญต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาสินค้าตกต่ำซึ่งแนะนำว่าจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เฟส

    ขณะเดียวกันเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เก็บเกิบภาษีจริง ซึ่งรมว.คลังระบุว่ามีเม็ดเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมที่จะคืนให้กับภาคเอกชนให้เร่งดำเนินการ ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม 

    ด้านมาตรการสร้างความเชื่อมั่นจากความไม่แน่นอนของรัฐบาล ซึ่งพอรับตำแหน่งวันแรกประกาศจะยุบสภาล่วงหน้าภายใน 4 เดือน ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมและจารีตการเมืองแบบไทยๆ อาจลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน แต่ภาพรวมการนำเข้าสินค้าทุน-เครื่องจักรช่วงตั้งแต่ต้นปี ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 22.15 เทียบกับปีที่แล้ว ขยายตัวร้อยละ 9.16 และการนำเข้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 11.83 

    สะท้อนการลงทุนเอกชนและการผลิตยังเดินหน้า โดยหวังรองรับการส่งออกจะยังขยายตัวได้ในปีหน้า ประเด็นที่ต้องติดตามส่งออกช่วงที่เหลือของปีและปีพ.ศ. 2569 จะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ เนื่องจากการพึ่งพาการบริโภคในประเทศซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอ จะทำให้กำลังการผลิตเดินไม่เต็มตามศักยภาพ และมีสินค้าคงคลังสูง ทำให้มีปัญหาสภาพคล่องตามมา 

    ดึงนักท่องเที่ยวของต่างชาติเข้าประเทศ

    มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือ การท่องเที่ยวของต่างชาติ ลดลงอย่างเป็นนัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดจีน นักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมหายไปถึง ร้อยละ 35 – 40 จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวไปจนถึงอาจหดตัว กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงร้านค้าแผงลอย ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยว จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการด่วนรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไฮท์ซีซั่น

    รัฐบาลอนุทินที่เข้ามาในจังหวะนี้เป็นทั้ง “ความท้าทาย” จะไปรอดจากภาวะการเมืองแปรปรวน เศรษฐกิจไม่เอื้อ ปัญหาขัดแย้งกัมพูชายกระดับเป็นความคลั่งชาติรอวันปะทุ อาจเป็น “โอกาส” หากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น 

    จุดแข็งของรัฐบาลคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีมาจากเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นมืออาชีพ-เก๋าทางการเมือง รวมทั้งมีการดึง “Economic Team” จากคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน โดยให้เร่งแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนปากท้องของประชาชน 

    การแก้หนี้รายย่อย ปัญหาการส่งออกและขัดแย้งกัมพูชา เนื่องจากมีเวลาไม่มากไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือยิ้มสวยๆ ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงประเด็น มาตรการที่ดูเท่แต่เห็นผลระยะยาว ขอให้เก็บไว้ก่อน หากปีหน้าเลือกตั้งจบสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลค่อยว่ากันใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw240jquGA3m5FCfc6YRcfhm

  • เจาะลึก! ตักบาตรเทโว 2568: เปิดพิกัดงานบุญใหญ่ ‘วันพระเจ้าเปิดโลก’

    เจาะลึก! ตักบาตรเทโว 2568: เปิดพิกัดงานบุญใหญ่ ‘วันพระเจ้าเปิดโลก’

    วันออกพรรษา 2568 (วันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2568) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานบุญครั้งใหญ่ที่เชื่อมโยงศรัทธากับเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญคือ ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตักบาตรเทโว” โดยจะจัดขึ้นใน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ คือ วันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568

    ความสำคัญและมิติทางเศรษฐกิจ

    ตักบาตรเทโวโรหณะ: มิติทางศาสนาและมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    “ตักบาตรเทโวโรหณะ” มาจากคำว่า “เทว+โอโรหณะ” แปลว่า การเสด็จลงจากเทวโลก เป็นการระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจำพรรษาเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา โดยเหตุการณ์นี้เกิดความอัศจรรย์ที่เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก สามารถมองเห็นกันได้ จึงเรียกอีกชื่อว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก”

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น: การจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวฯ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการ กระตุ้นการท่องเที่ยว และ เศรษฐกิจฐานราก ประชาชนเดินทางไปร่วมงาน ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยสินค้าชุมชน “ข้าวต้มลูกโยน” (สัญลักษณ์สำคัญของงาน) กลายเป็นสินค้าขายดีที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมหาศาล

    เช็กพิกัดงานบุญใหญ่ ตักบาตรเทโว 2568

    นักท่องเที่ยวและสายบุญไม่ควรพลาดงานตักบาตรเทโวโรหณะที่สำคัญ ดังนี้:

    อุทัยธานี: ตักบาตรเทโว พระสงฆ์ 500 รูป ลง 449 ขั้น

    • วันที่จัดงาน: 7 – 8 ตุลาคม 2568
    • สถานที่: วัดสังกัสรัตนคีรี และห้าแยกวิทยุ
    • ไฮไลต์: ชมขบวนพระสงฆ์กว่า 500 รูป เดินลงจากยอด เขาสะแกกรัง ผ่านบันไดจำลอง 449 ขั้น เป็นภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    ประเพณีตักบาตรเทโว ข้าวต้มลูกโยน จ.สระบุรี

    • วันที่จัดงาน: 7 – 8 ตุลาคม 2568
    • สถานที่: วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี
    • ไฮไลต์: ร่วมใส่บาตรด้วย ข้าวต้มลูกโยน ที่ถือเป็นภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน และชมการจัดจำลองพุทธประวัติอย่างงดงาม

    ตักบาตรเทโว 2568

    ตักบาตรเทโวโรหณะ กรุงเทพมหานคร

    วันที่จัดงาน: วันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 (เช้า)

    • สถานที่: บริเวณรอบพระบรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
    • ไฮไลต์: ทำบุญตักบาตรเทโวฯ ใจกลางเมืองหลวง ณ วัดสำคัญที่จำลองการเสด็จลงจากที่สูงได้เป็นอย่างดี

    เตรียมพร้อมก่อนร่วมงาน: ข้อปฏิบัติและโอกาสทางธุรกิจ

    • การเตรียมตัว: พุทธศาสนิกชนควรเตรียม ข้าวสารอาหารแห้ง โดยเฉพาะ ข้าวต้มลูกโยน หรือ ข้าวต้มมัด สำหรับใส่บาตร
    • โอกาสทางธุรกิจ: ผู้ประกอบการท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้ในการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อาหารพื้นเมือง และบริการที่พัก เพื่อรองรับการไหลเวียนของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/640638&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vs_KGruNcg-Co4td9v4Z_