Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เยี่ยมประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเหตุขัดแย้ง ประกาศเงินเยียวยา ถึงมือประชาชนสัปดาห์หน้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เยี่ยมประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเหตุขัดแย้ง ประกาศเงินเยียวยา ถึงมือประชาชนสัปดาห์หน้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109711&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HYdfaaEahrr541htCxt12

  • ส่องนโยบายรัฐบาลอนุทิน: ฟื้นล้างไตฟรี ไม่มีเงื่อนไข

    ส่องนโยบายรัฐบาลอนุทิน: ฟื้นล้างไตฟรี ไม่มีเงื่อนไข

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-195&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R5vXfPqxuc3kfysxMGO39

  • ประกาศแล้ว! วันหยุดพิเศษ

    ประกาศแล้ว! วันหยุดพิเศษ

    มีมาเพิ่มอีกแล้ว สำหรับวันหยุดราชการกรณีพิเศษ โดยครั้งต่อไปนั้นหลายคนอาจจะต้องวางแผนการเดินทางกันให้พร้อม โดยเฉพาะช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพราะวันหยุดพิเศษที่ประกาศจะตรงกับวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569

    ทั้งนี้ การประกาศวันหยุดพิเศษ เพื่อให้มีวันหยุดราชการต่อเนื่องกันหลายวัน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

    ดังนั้นช่วงสิ้นปีจะได้วันหยุดดังนี้

    31 ธันวาคม 2568 วันสิ้นปี

    1 มกราคม 2569 วันขึ้นปีใหม่

    2 มกราคม 2569 วันหยุดราชการเพิ่มเติม เป็นกรณีพิเศษ

    3-4 มกราคม 2569 วันเสาร์- อาทิตย์

    ส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2568 -วันที่ 4 ม.ค. 2569 เพื่อให้เป็นการเชื่อมต่อวันหยุดในช่วงปีใหม่ ใครที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน หรือ ลาพักร้อนเพิ่ม ก็เตรียมพร้อมกันล่วงหน้าได้เลย สำหรับวันหยุดยาวครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/economy/29008&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vNsEa9M1WyQQI0buo_LA8

  • “เชียงใหม่” เตรียมจัดงาน “ปลายฝนต้นหนาว” ครั้งแรก! ชวนสัมผัสแสงดาวเหนือสายหมอก สุดโรแมนติกกลางเมือง

    “เชียงใหม่” เตรียมจัดงาน “ปลายฝนต้นหนาว” ครั้งแรก! ชวนสัมผัสแสงดาวเหนือสายหมอก สุดโรแมนติกกลางเมือง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bp395qlBkU-76YQDJAPdU

  • “อัครแสนคีรี” ปลื้ม “ธรรมนัส-นฤมล” ทุ่มงบ 428 ล้าน ลงพื้นที่พัฒนา จ.ชัยภูมิ

    “อัครแสนคีรี” ปลื้ม “ธรรมนัส-นฤมล” ทุ่มงบ 428 ล้าน ลงพื้นที่พัฒนา จ.ชัยภูมิ

    “อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ” เผย “กล้าธรรม” ขนทัพ “รองนายกฯ ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ชัยภูมิ ทุ่มงบ 428 ล้าน เอาน้ำไปนา เอาตึกเรียนใหม่ให้นักเรียน

    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอบคุณ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ฝ่าพายุมาลงพื้นที่เพื่อติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และด้านการศึกษา ทั้งนี้เพื่ออนาคตของชัยภูมิ จากเสียงสะท้อนของชาวบ้าน ต่อการขับเคลื่อนจริง ในงบประมาณ 428 ล้านบาท “เอาน้ำไปนา เอาตึกเรียนใหม่ให้นักเรียน และขอสนามกีฬาดี ๆ ให้คนชัยภูมิ“

    นายอัครแสนคีรี เปิดเผยถึงเหตุผลของการเชิญรองนายกรัฐมนตรี กำกับ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เนื่องจากอำเภอคอนสวรรค์ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำชี แต่ยังขาดระบบกักเก็บ และกระจายน้ำ ที่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในฤดูแล้ง อีกทั้งจังหวัดชัยภูมิ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาดโตน มอหินขาว ผาหัวนาค วัดพระธาตุชัยภูมิ และป่าปงพันปี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการให้พี่น้องในพื้นที่

    โดยร้อยเอกธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อนุมัติงบประมาณรวมกว่า 410 ล้านบาท ภายใต้งบประมาณปี 2568 – 2569 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ในพื้นที่ชัยภูมิตอนกลาง ประกอบด้วย

    โครงการ ฝายพับได้บ้านลำชี ตำบลโนนสะอาด มูลค่า 150 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำใช้ในฤดูแล้งให้พื้นที่ตำบลโนนสะอาด หนองขาม และลาดใหญ่

    โครงการ สถานีสูบน้ำ รวม 4 แห่ง ได้แก่ โนนพันชาด หนองมะกุด หนองรวก และนาล้อม รวมทั้ง ระบบกระจายน้ำตำบลหนองไผ่และตำบลหลุบคา รวมวงเงิน 260 ล้านบาท

    ด้าน นางนฤมล ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งอนุมัติก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ โรงเรียนคอนสวรรค์ วงเงิน 18 ล้านบาท พร้อมทั้งอนุมัติงบซ่อมบำรุงโรงเรียนมัธยมในพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์และแก้งคร้อ อาทิ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา โรงเรียนคอนสวรรค์ โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา และอีกหลายแห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้เยาวชนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887055&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h6gwrQrKjQCuz8o6pJmDo

  • คนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย ลงทะเบียนวันไหน ใช้เงินได้เมื่อไหร่

    คนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย ลงทะเบียนวันไหน ใช้เงินได้เมื่อไหร่

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย เริ่มต้นลงทะเบียนวันไหน ใช้จ่ายได้เมื่อไหร่ เงื่อนไขใหม่มีอะไรบ้าง

    ไทยรัฐออนไลน์ เกาะติดความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง หรือ คนละครึ่งพลัส หลังจากที่ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า ประเดิมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบด่วนจี๋ ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ยุครัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาใช้ใหม่ แต่มีการอัปวงเงินเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน จากเดิม 150 บาทต่อวัน

    “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากเดิมอย่างไร



    โดยบางช่วงบางตอน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุไว้ว่า คนละครึ่งพลัส หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้อง บิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    พร้อมย้ำถึงสิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้จ่ายวันไหน

    • 15 ต.ค. 68 เปิดลงทะเบียนร้านค้า โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย 1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป 2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ 3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ

    • 20-26 ต.ค. 68 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน

    • 29 ต.ค. 68 เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    เงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งพลัส” ผู้มีสิทธิ์ต้องมีอายุ 16 ปี ขึ้นไป

    โดยจะแบ่งสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1.กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13 ล้านคน)

    • เงินเพิ่มเติม 1,700 บาท/เดือน + ของเดิม 300 บาท/เดือน รวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
    • ใช้จ่ายตามวงเงินจริงที่ซื้อ

      2.กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี (11 ล้านคน) สิทธิ์ 60:40

    • รัฐบาลสมทบ 2,400 บาท
    • ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท
    • ใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท (ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง)

      3.กลุ่มผู้อยู่นอกระบบภาษี (9 ล้านคน) สิทธิ์ 50:50

    • รัฐบาลสมทบ 2,000 บาท
    • ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท
    • ใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท (ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง)

      เริ่มใช้จ่าย พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

      อย่างไรก็ตามโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อยู่ภายใต้แนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องรอรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไร “ไทยรัฐออนไลน์” จะรีบรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2887037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I1vLkjZo3sL40ZXHz6p5d

  • เก็บตกจากเวที OECD แนะ 4 ข้อสำคัญ ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    เก็บตกจากเวที OECD แนะ 4 ข้อสำคัญ ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    05 ต.ค. 2025 เวลา 7:20 น.

     ประเทศไทยได้รับคำแนะนำสำคัญ 4 ประเด็นหลักจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

    • OECD แนะ 4 ข้อสำคัญปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น โดยให้ไทยเสริมสร้างวินัยการคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงเป้าหมาย
    • ยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการส่งเสริมการลงทุน การค้า และเร่งพัฒนาทุนมนุษย์โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา
    • เตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐาน และมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
    • ปฏิรูปเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อสร้างงานที่มั่นคง ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน ปรับปรุงระบบประกันสังคม และส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น

    เมื่อเร็วๆนี้นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค และคณะเจ้าหน้าที่จากกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค และกองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจและการพัฒนา (Economic and Development Review Committee: EDRC) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” เพื่อพิจารณารายงานการสำรวจเเละประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 (Economic Survey of Thailand 2025) ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยได้รับเกียรติจากนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และเจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวด้วย

    ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. เสริมแกร่งวินัยการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ OECD เน้นย้ำความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพทางการคลังทั้งระยะสั้นและปานกลาง โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้คุ้มค่าและตรงเป้าหมายมากขึ้น เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงรองรับการพัฒนาในระยะยาว

     2. ยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดแข่งขัน ประเด็นนี้ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้า การเพิ่มบทบาทรัฐวิสาหกิจ การพัฒนากฎหมายแข่งขัน ไปจนถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่ซับซ้อนและแก้ไขปัญหาคอรัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD แนะนำให้ไทยเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแรงงานฝีมือรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่

     3.รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการฯ แนะนำให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการดำเนินการสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ยังเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างมาตรการจูงใจสนับสนุนการปรับตัวของภาคเกษตร ประมง และท่องเที่ยว พร้อมลดมลพิษและปรับปรุงระบบรีไซเคิล

    และ 4.ปฏิรูปเศรษฐกิจนอกระบบ สร้างงานมั่นคง OECD มองว่าการลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบเป็นวาระสำคัญ โดยเสนอแนวทางครอบคลุม 3 ด้าน คือ การพัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มั่นคงโดยเน้นคุณภาพอาชีวศึกษา การปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมและสร้างแรงจูงใจทำงานในระบบ และการส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินการในระบบผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ ลดความซับซ้อนในการจัดเก็บภาษีสำหรับ SMEs และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    การจัดทำรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญภายใต้เส้นทางการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศสมาชิก นำไปสู่การกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

    นอกจากนี้ คณะผู้แทนจาก สศช. ยังได้เข้าร่วมในการประชุมกับคณะทำงานของ OECD ในการปรับแก้ร่างรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมและความเห็นของคณะกรรมการเศรษฐกิจและการพัฒนา รวมถึงการหารือเพื่อเตรียมการการประชุมเผยแพร่รายงานฯ ดังกล่าวต่อไป โดยการจัดทำรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำคัญภายใต้กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งสร้างความร่วมมือในการศึกษาและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน โดยจะสามารถช่วยผลักดันให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิกของ OECD และนำไปสู่การกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pAtwR8WN9wApyOl1c_oSk

  • ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษ “Quick Big Winคนละครึ่งพลัสกระตุ้นบริโภค นโยบายเฉพาะหน้ารับมือเศรษฐกิจทรุดตัว มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนและไตรมาสสุดท้ายปีพ.ศ.2568 ออกอาการนิ่งจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ประดังกันเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ซึมกระทบส่งออกและท่องเที่ยว การบริโภคที่อ่อนแอ วิกฤตขัดแย้งกัมพูชา 

    นายกรัฐมนตรีถูกศาลให้พ้นจากตำแหน่ง นำมาสู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย “หนูติดปีก” เข้ามาบริหารประเทศแบบเฉพาะกิจ 4 เดือนยุบสภา ประเทศไทยเผชิญการเมืองย้อนยุค 3 ก๊กเต็มรูปแบบ กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น 

    ขณะที่เศรษฐกิจโลก ที่ออกอาการอ่อนแอ เริ่มส่งผลกระทบภาคส่งออกอย่างชัดเจน ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 14.4 แต่เดือนสิงหาคม (USD) ขยายตัวเหลือร้อยละ 5.79 เชิงเงินบาทขยายตัวติดลบร้อยละ -5.53 ส่งออกช่วงจากนี้มีแนวโน้มลดลง ด้านการบริโภคในประเทศซบเซาอัตราการขยายตัวต่ำกว่าประมาณการณ์

    กระทรวงการคลังคาดการณ์ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 ทั้งปีอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.8 – 2.0 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่งพลัส) วงเงินประมาณ 6.2 – 6.4 หมื่นล้านบาทประชาชนเข้าถึงประมาณ 33 ล้านคน มีทั้งแบบจ่ายงวดเดียว 1,700 บาท (ของเดิมได้อยู่แล้ว 300 บาท) และโครงการคนละครึ่งรัฐสมทบ 2,000 – 2,400 บาท (กลุ่มยื่นแบบภาษีได้ 60 : 40) คาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้คงได้ใช้เงินแน่ 

    เงินเท่านี้อาจเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 0.2 – 0.3 แต่คงดีกว่าไม่ได้ ในความเห็นควรมีอีก 2 เฟส ปลายธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่นำเงินไปใช้จ่ายต่างจังหวัด เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึง

    อีกงวดให้ครม. อนุมัติให้เสร็จก่อนยุบสภา ซึ่งเข้าใจว่าอาจปลายมกราคมปีหน้า เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการอาจทำไม่ได้ นัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสุญญากาศทางการเมืองคงมุ่งหาเสียง อาจไม่มีคนดูแลเศรษฐกิจ

    ฝากดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 69

    ประเด็นที่อยากฝาก “รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งช่วงหลังฟอร์มดีคะแนนนิยมของนิด้าโพลระบุว่าดีวันดีคืน อยากให้ทีมเศรษฐกิจผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแพ็คเกจรองรับเศรษฐกิจอย่างน้อยครึ่งปีแรกของปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกออกอาการอ่อนแอ

    อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนรุนแรง ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายสิงหาคม เงินสกุลเหรียญสหรัฐ (USD) อ่อนค่าประมาณร้อยละ 13.625 ส่งผลกระทบเงินสกุลต่าง ๆ กรณีประเทศไทยเงินบาทแข็งค่าในช่วงเดียวกัน 1.843 บาท/USD หรือแข็งค่าร้อยละ 5.378 เปรียบเทียบกับเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ แข็งค่าร้อยละ 5.396 และเงินริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าร้อยละ 6.031แสดงให้เห็นว่า เงินบาทของไทยไม่ได้แข็งค่าสุดโต่งประเทศเดียว 

    ขณะที่ราคาทองคำแท่งตลาดโลกปรับตัวสูงมาโดยตลอดจากราคา ณ ต้นมกราคมอยู่ที่ 2,636 USD/ออนซ์ (1 ออนซ์เท่ากับทองหนัก 2 บาท) ล่าสุดราคาปรับตัวสูงทำลายสถิติ 3,868 USD/ออนซ์ (2 ต.ค.68) สูงขึ้นถึงร้อยละ 46.54 สำหรับทองคำแท่ง (99.99) ราคาในประเทศน้ำหนักหนึ่งบาทราคา 61,440 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

    สวนทางราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่องจากอุปสงค์ความต้องการที่ลดลง ราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กช่วง 8 เดือนแรกราคาลดลงประมาณร้อยละ 13.24 เทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน E20 ลดลงร้อยละ 10.83 

    ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ความผันผวนของเศรษกิจโลกที่แสดงออกในรูปของความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจากเศรษฐกิจภายในที่อ่อนแอ บวกกับมาตรการภาษีโต้ตอบทางการค้าและภาวะวิกฤตทางการคลัง “Government Shutdown” กระทบต่อการอ่อนค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่อง

    อีกทั้งความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก อาจทรุดตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้มีการโยกเงินเปลี่ยนไปถือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

    จับตาส่งออกยังน่าห่วง

    ความท้าทายของทีมเศรษฐกิจนอกจากประเด็นที่กล่าวถึง ไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกอาการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด 

    กล่าวคือ เดือนสิงหาคมส่งออก ขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐร้อยละ 5.79 แต่เงินบาทแข็งค่า ทำให้ขยายตัวเชิงเงินบาทหดตัว -5.53 จากค่าเฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 4.72 เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในช่วง 8 เดือน ประเทศคู่ค้าหลักส่งออกชะลอตัว เช่น สหรัฐอเมริกาขยายตัวเพียงร้อยละ 12.76 จากค่าเฉลี่ย (ม.ค. – ก.ค.) ร้อยละ 30.07 เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งการนำเข้าให้ทันการปรับภาษีของทรัมป์ (Reciprocal Tariff) 

    ขณะเดียวกันส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 2 ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.87 ต่ำสุดจากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกัน ขยายตัวร้อยละ 19.42 ส่งออกไปฮ่องกง ขยายตัวร้อยละ 0.9 และญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ -5.26 

    ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากส่งออกชะลอตัว แฝงมากับเงินบาทแข็งค่าคือ สินค้าเกษตรกรรม หดตัวเชิงเงินบาท ร้อยละ 22.8 สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร หดตัวร้อยละ 17.09 ขณะที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต หดตัวร้อยละ 0.69 ที่น่ากังวลคือเกษตรกรชาวนา (ข้าว) ในเชิงปริมาณส่งออก 8 เดือนแรกส่งออก ลดลงร้อยละ 24 ในเชิงมูลค่าเงินบาท หดตัวร้อยละ 35.63 

    ชำแหละนโยบาย Quick Big Win

    การที่รัฐบาลออกนโยบายแก้เศรษฐกิจระยะสั้น Quick Big Win ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัส งบประมาณก้อนแรก 6.4 หมื่นล้านบาท อาจแทบไม่มีผลต่อ GDP แต่เม็ดเงินเหล่านั้นจะมีส่วนสำคัญต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาสินค้าตกต่ำซึ่งแนะนำว่าจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เฟส

    ขณะเดียวกันเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เก็บเกิบภาษีจริง ซึ่งรมว.คลังระบุว่ามีเม็ดเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมที่จะคืนให้กับภาคเอกชนให้เร่งดำเนินการ ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม 

    ด้านมาตรการสร้างความเชื่อมั่นจากความไม่แน่นอนของรัฐบาล ซึ่งพอรับตำแหน่งวันแรกประกาศจะยุบสภาล่วงหน้าภายใน 4 เดือน ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมและจารีตการเมืองแบบไทยๆ อาจลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน แต่ภาพรวมการนำเข้าสินค้าทุน-เครื่องจักรช่วงตั้งแต่ต้นปี ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 22.15 เทียบกับปีที่แล้ว ขยายตัวร้อยละ 9.16 และการนำเข้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 11.83 

    สะท้อนการลงทุนเอกชนและการผลิตยังเดินหน้า โดยหวังรองรับการส่งออกจะยังขยายตัวได้ในปีหน้า ประเด็นที่ต้องติดตามส่งออกช่วงที่เหลือของปีและปีพ.ศ. 2569 จะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ เนื่องจากการพึ่งพาการบริโภคในประเทศซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอ จะทำให้กำลังการผลิตเดินไม่เต็มตามศักยภาพ และมีสินค้าคงคลังสูง ทำให้มีปัญหาสภาพคล่องตามมา 

    ดึงนักท่องเที่ยวของต่างชาติเข้าประเทศ

    มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือ การท่องเที่ยวของต่างชาติ ลดลงอย่างเป็นนัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดจีน นักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมหายไปถึง ร้อยละ 35 – 40 จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวไปจนถึงอาจหดตัว กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงร้านค้าแผงลอย ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยว จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการด่วนรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไฮท์ซีซั่น

    รัฐบาลอนุทินที่เข้ามาในจังหวะนี้เป็นทั้ง “ความท้าทาย” จะไปรอดจากภาวะการเมืองแปรปรวน เศรษฐกิจไม่เอื้อ ปัญหาขัดแย้งกัมพูชายกระดับเป็นความคลั่งชาติรอวันปะทุ อาจเป็น “โอกาส” หากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น 

    จุดแข็งของรัฐบาลคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีมาจากเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นมืออาชีพ-เก๋าทางการเมือง รวมทั้งมีการดึง “Economic Team” จากคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน โดยให้เร่งแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนปากท้องของประชาชน 

    การแก้หนี้รายย่อย ปัญหาการส่งออกและขัดแย้งกัมพูชา เนื่องจากมีเวลาไม่มากไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือยิ้มสวยๆ ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงประเด็น มาตรการที่ดูเท่แต่เห็นผลระยะยาว ขอให้เก็บไว้ก่อน หากปีหน้าเลือกตั้งจบสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลค่อยว่ากันใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw240jquGA3m5FCfc6YRcfhm

  • ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    สมาคมค้าทองคำ เผย ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค.)  เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท  ขายทองแท่ง 59,450 บาท รูปพรรณ 60,250 บาท

    สมาคมค้าทองคำ รายงาน ราคาทองคำประจำวันที่ 4 ตุลาคม เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท  ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 59,350  ขายออกบาทละ 59,450 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 58,168.92 ขายออกบาท 60,250 บาท

    TAGS: #ราคาทอง #ราคาทองคำ #ราคาทองวันนี้ #ทองคำ #สมาคมค้าทองคำ #ทองแท่ง #ทองรูปพรรณ

    Share this content :

    306

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/36134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32UdfPDQNsONEIYZt75u-L

  • WTI ปิดบวก 0.66% หลังร่วงหนักทั้งสัปดาห์ 8.1% เหตุคาดโอเปกพลัสเพิ่มกำลังผลิต

    WTI ปิดบวก 0.66% หลังร่วงหนักทั้งสัปดาห์ 8.1% เหตุคาดโอเปกพลัสเพิ่มกำลังผลิต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ADE_1Ntu1jDJ5Ec_x6e6z