Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TTB เตือนเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยเริ่มสะดุด แนะเร่งยกเครื่องใหม่ก่อนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    TTB เตือนเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยเริ่มสะดุด แนะเร่งยกเครื่องใหม่ก่อนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) มองสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวไทย สะท้อนถึงการอิ่มตัวจากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง สาเหตุมาจากที่เที่ยวเดิมขาดการต่อยอด และขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลง และลดทอนการท่องเที่ยวซ้ำ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเดินทางมาก่อนหน้า ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวในไทยควรต้องพัฒนาเพื่อยกระดับเพื่อรักษา Momentum ของนักท่องเที่ยวไทยไว้ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาอีกครั้ง

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจของไทย และยังเป็นช่องทางสำคัญของการส่งผ่านเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ปกติการหมุนเวียนของเม็ดเงินทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างธุรกิจอันเป็นแหล่งงานตามแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า เม็ดเงินรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 67 สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง

    โดย ttb ประเมินรายได้ท่องเที่ยวของคนไทยในปี 68 ยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในมิติด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงถึง 284 ล้านคนต่อครั้ง ซึ่งแม้ยังอยู่ภายใต้บริบท “เที่ยวใกล้ ไปกลับ กระชับเส้นทาง” ส่งผลให้รายจ่ายต่อทริปลดลง แต่ด้วยการชดเชยของมิติจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศสามารถสร้างมูลค่าเกินกว่า 1.20 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานับเป็นยุคทองของการท่องเที่ยว จากอานิสงส์ของโครงสร้างอายุของประชากรวัยท่องเที่ยว (25-65 ปี) ที่นับว่ายังสามารถส่งผลบวกให้กับภาคการท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาณการท่องเที่ยวที่เคยเป็นจุดหนุนทั้งในรูปแบบ ดังนี้

    1. กลุ่มเมืองท่องเที่ยวหลักในแต่ละภูมิภาคที่ปกติมีนักท่องเที่ยวเกินกว่า 4 ล้านคน/ครั้ง/ต่อปี เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 66 เติบโตดีที่ 15.3% แต่เริ่มชะลอในปี 2567 ที่ 6.2% และปี 68 การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลับเหลือเพียง 0.4% หรือเมืองหลักในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ สงขลาเติบโต 59.1% ในปี 66 และเริ่มชะลอลง 12.2% และ 6.3% ในปี 67 และ 68 ตามลำดับ

    2. กลุ่มเมืองรองที่มีศักยภาพสูงเพียงพอดึงดูดให้พักค้างแรม เช่น จังหวัดจันทบุรี ปี 66 เติบโตถึง 206.8% และค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 5.5% ในปี 67 จนปี 68 หดตัวลง -8.2% หรือจังหวัดสมุทรสงครามเติบโต 55.6% ในปี 66 แต่กลับหดตัวลงต่อเนื่อง -3.0% และ -17.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ

    3. เมืองรองกลุ่มไปเช้า-เย็นกลับ อาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 66 เติบโต 25.2% ในปี 67 เริ่มชะลอตัวลงเหลือ 11.8% และปัจจุบันเหลือ 6.8% หรือกลุ่มจังหวัดที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น จังหวัดตรังที่ในปี 66 เติบโต 51.5% แต่ค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 22.8% และ 5.1% ในปี 67 และ 68 ตามลำดับ

    4. การท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกันเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน เช่น นครพนม-สกลนคร ปี 66 เติบโต 29.0% และเริ่มชะลอตัวลงในปี 67 และ 68 ที่เติบโต 9.4% และ 7.2% ตามลำดับ

    ในมุมมองของ ttb ปัจจัยที่สำคัญต่อการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ที่เริ่มสูญเสียแรงดึงดูดเมื่อไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ซ้ำซากทำให้ความพึงพอใจลดลง และลดโอกาสในการกลับมาเยือนซ้ำ สะท้อนได้จากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต้นทุนการเดินทางสูงและมีทางเลือกที่หลากหลายในตลาดโลก

    ดังนั้น หากไทยยังคงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวเดิมโดยไม่ต่อยอดหรือยกระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจทำให้เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังปี 57 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) จึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวของคนไทย จากการใช้ทรัพยากรเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่แน่นอนแต่มีค่าครองชีพสูงขึ้น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวจึงถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ทั้งในด้านระยะทาง ค่าใช้จ่ายต่อทริป และความคุ้มค่าของประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวแบบใกล้บ้าน ไปเช้า-เย็นกลับ หรือเลือกเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองหลัก ซึ่งแม้จะช่วยกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการเติบโตของภาพรวมการท่องเที่ยวของคนไทย

    จากปัจจัยดังกล่าว ttb มองสิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อยกระดับทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่และการฟื้นกำลังซื้อในการท่องเที่ยว ได้แก่

    1. ยกระดับ Public Transport : หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการท่องเที่ยวไทยคือ “การเข้าถึง” แม้ไทยมีถนนและสนามบินเพียงพอ แต่ยังขาด Connectivity และมี Cost of Time สูง การเดินทางระยะไกลด้วยรถโดยสารใช้เวลานาน ส่วนเครื่องบินแม้เร็วแต่มีต้นทุนสูงและขั้นตอนยุ่งยาก เมื่อลงเครื่องยังต้องเดินทางต่อเพื่อเข้าเมือง ขณะที่ระบบขนส่งท้องถิ่นก็ยังไม่ครอบคลุม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเช่ารถ เพิ่มค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสูง (Last Mile Tourism) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง

    ดังนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้างนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อเข้าถึงพื้นที่หลักของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงภาครัฐที่ ต้องเร่งเชื่อมต่อสถานีรถไฟกับระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อเพิ่ม Connectivity ของระบบขนส่งเข้าด้วยกัน และช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจากความสะดวกและต้นทุนที่ลดลง

    2. เที่ยวไทยไปได้ทุกเวลา : หากประเทศไทยต้องการยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ความเคยชิน การปรับภาพลักษณ์ใหม่ “All-Season Tourism” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วง Off Peak หรือสถานที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผ่านการนำเสนอ เช่น หน้าฝน เป็น Green Season ที่เน้นกิจกรรมธรรมชาติ เช่น น้ำตก ป่าฝน และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ส่วนหน้าหนาวสามารถโปรโมท ดอยสูง ทะเลหมอก และเส้นทางเดินป่า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วย “การสร้างภาพจำใหม่ว่า “เที่ยวไทยได้ทุกเวลา” ที่ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและลดความแออัดในจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง และบริการที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่”

    3. สนับสนุนและลดหย่อน : มีการสนับสนุนจากภาครัฐที่จูงใจเพียงพอในการสนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้เต็มประสิทธิภาพ และให้ใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ขยายวงเงินใช้จ่ายเมืองรองให้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มสินค้าและบริการให้ได้รับการลดหย่อนภาษี เนื่องจากจำนวนเงินที่จำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากการเดินทางแค่ 1 ทริป การท่องเที่ยวเมืองรองในทริปถัดไปอาจไม่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรอง ส่งผลให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในครั้งถัด ๆ ไป ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศอาจไม่ได้รับแรงจูงใจเพิ่มเติม รวมถึงโครงการคนละครึ่งที่ภาครัฐมีนโยบาย อาจนำไปปรับใช้เพิ่มเติมในภาคโรงแรมและท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

    ดังนั้น แม้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันจะสะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shape ในบางพื้นที่ ที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่อีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จึงควรต้องมีแรงหนุน Momentum ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปรียบว่าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจเริ่มเก่าจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงเพื่อยื้ออาการอาจช่วยยืดเวลาได้บ้าง แต่หากต้องการให้ประสิทธิภาพกลับมาเหมือนเดิม อาจถึงเวลาที่ต้อง Overhaul ใหม่ทั้งระบบ ทั้งในมิติของการเข้าถึง (Accessibility) การสร้างภาพจำใหม่ (Rebranding) และการออกแบบการท่องเที่ยวแบบ All-Season Tourism เพื่อให้เครื่องยนต์เครื่องนี้กลับมาทำงานเต็มที่ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในระยะยาว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i3YsuUbLpC06SXRH9LceJ

  • หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” | เดลินิวส์

    หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” | เดลินิวส์

    หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ”

    นายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสาย “ธรรมะ” สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสาย “ธรรมชาติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5189033/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mI4ubk73lkCP1EFK9eC3u

  • “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69

    “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปี 68 อาจชะลอตัวเหลือโต 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปีคาดว่าจะเติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจาก GDP โลกในครึ่งแรกของปี 68 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 68 จะชะลอลงเหลือเติบโต 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 69 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่า GDP ประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 68 ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 68 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/68 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 66-67 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 68 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 69 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของ GDP ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของ GDP ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12755472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-MkO6v7ayg3X0tznhVVYt

  • ขยะภูเก็ตยังพุ่งไม่หยุด การคัดแยกขยะอินทรีย์ล้มเหลว คาดฤดูท่องเที่ยวหนักกว่านี้ – ข่าวภูเก็ต

    ขยะภูเก็ตยังพุ่งไม่หยุด การคัดแยกขยะอินทรีย์ล้มเหลว คาดฤดูท่องเที่ยวหนักกว่านี้ – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Tourist Saved From Propeller Accident, Phuket Airport Runway, Couple Caught || Oct 8

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Tourist Saved From Propeller Accident, Phuket Airport Runway, Couple Caught || Oct 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588-13580.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_MHOo1jxlj34HIRXwqFks

  • หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย ‘ธรรมะ-ธรรมชาติ’ ชูเสน่ห์ ‘วิถีแพรพรรณลุ่มภู’

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย ‘ธรรมะ-ธรรมชาติ’ ชูเสน่ห์ ‘วิถีแพรพรรณลุ่มภู’ ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    วันที่ 9 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ณ ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อนายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสายธรรมะ สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสายธรรมชาติ สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและดื่มด่ำกับความเขียวขจี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ร่วมในกิจกรรม

    สำหรับทริปทดสอบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคมนี้ได้เชิญเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมคาราวานสำรวจศักยภาพของเส้นทางต่างๆ ในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน 2 เส้นทาง 1.เส้นทางอำเภอโนนสัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอเมือง ในจุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ วัดถ้ำกลองเพล Skywalk ภูแอ่น สะพานเชื่อมฮักบ้านตาดไฮ เป็นต้น 2.เส้นทางอำเภอสุวรรณคูหา อำเภอนากลาง และอำเภอนาวัง ชมแหล่งท่องเที่วสำคัญอาทิ สถานีภูซาง แพดงสวรรค์บ้านสระแก้ว วัดถ้ำเอราวรรณ วัดภูผายาว บ้านภูผาเจาะ เพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น สำหรับนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัด ภายใต้โครงการ “ยกระดับการท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ที่ไม่ได้มีดีแค่การสร้างเส้นทางใหม่ๆ แต่เป็นการชุบชีวิตการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยเชื่อมโยงมนต์เสน่ห์ของ วิถีแพรพรรณลุ่มภู ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับการเกษตรและเทรนด์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามอง เชื่อมโยงสู่งานพืชสวนโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อุทยานฯเขาแหลมดีเดย์ 12 ก.ย.เปิดจองเดินป่าพิชิตยอดเขา 'สันหนอกวัว'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/919908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cf1Ut4I0tM-k0HJL1SPH5

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • 10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 หอมอร่อย ชงง่าย ได้รสอูมามิ

    10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 หอมอร่อย ชงง่าย ได้รสอูมามิ

    “ชาเขียวมัทฉะ” เมนูเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนทั่วไปและคนรักสุขภาพ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความสดชื่นระหว่างวันได้ดี ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นด้านผิวพรรณ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีส่วนช่วยเร่งการเผาผลาญอีกด้วย บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำ 10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี รสชาติอร่อย ชงง่าย เหมาะกับการใช้ชงเครื่องดื่มเมนูร้อน-เย็น จะมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง ติดตามได้ที่นี่

    10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 อร่อยเข้มข้น มีกลิ่นหอม ชงง่าย ละลายไว

    1. ผงมัทฉะ Llamito

    ผงมัทฉะออร์แกนิก 100% Llamito รสชาติโทนสาหร่ายเข้มข้น กลมกล่อม ไม่ขมฝาด สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้หลากหลายเมนู ทั้งเมนูร้อนและเมนูเย็น ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะลาเต้ร้อน, เพียวมัทฉะเย็น หรือนำไปปั่นพร้อมผลไม้ สำหรับเมนูสมูทตี้ก็ได้ ผงมัทฉะบรรจุอยู่ในกระป๋องมีฝาปิด ใช้งานสะดวกและจัดเก็บง่าย

    • ปริมาณ 250 กรัม
    • ราคา 499 บาท

    2. ผงมัทฉะ Kawami

    Kawami ผงมัทฉะ 100% นำเข้าจากเมืองอูจิ จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดชาญี่ปุ่นแห่งแรกของโลก โดดเด่นด้วยรสชาติอูมามิอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ติดขมหรือฝาด ดื่มง่าย มาพร้อมกลิ่นหอมละมุน มีสีเขียวสดตามธรรมชาติ ผงมัทฉะบดได้เนียนละเอียด สามารถละลายได้ดีทั้งในน้ำร้อนและน้ำเย็น จะชงเป็นเมนูเพียวมัทฉะ หรือชงผสมกับนม น้ำมะพร้าว หรืออื่นๆ ก็อร่อย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 325 บาท

    3. ผงมัทฉะ MATCHAZUKI

    MATCHAZUKI ผงชาเขียวมัทฉะ เกรด Excellent เหมาะสำหรับเมนูเครื่องดื่มหรือขนมที่ต้องการความเข้มข้น เน้นสีและรสชาติของมัทฉะที่ชัดเจน แต่ไม่ติดรสขม เช่น มัทฉะน้ำมะพร้าว, มัทฉะลาเต้, ไอศกรีมมัทฉะ, พุดดิ้งมัทฉะ หรือบราวนี่มัทฉะ เนื้อผงมัทฉะเนียนละเอียด กลิ่นหอม ไม่ผสมสารเติมแต่ง สี กลิ่น และครีมเทียม

    • ปริมาณ 40 กรัม
    • ราคา 555 บาท

    4. ผงมัทฉะ Peace Oriental Teahouse

    Peace Oriental Teahouse ผงมัทฉะเกรด Classicist มีสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมชัด รสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสชาติขมหรือฝาดของมัทฉะ จะนำไปชงคู่กับนมเป็นเมนูลาเต้ ชงใสแบบเคลียร์มัทฉะ หรือนำไปทำขนมก็ได้ สามารถเลือกระดับความร้อนในการชงมัทฉะได้ 3 ระดับ  ซึ่งแต่ละระดับจะทำให้โทนรสชาติและกลิ่นของมัทฉะแตกต่างกัน ได้แก่

    • Low-Firing มีกลิ่นและรสชาติโทนสาหร่ายชัดเจน
    • Medium-Firing หอมกลิ่นคั่วอ่อนๆ รสชาติอยู่ตรงกลางระหว่างโทนถั่วกับโทนสาหร่าย
    • Medium-High Firing รสชาติโทนถั่ว ครีมมี่ กลมกล่อม หอมกลิ่นถั่วคั่ว
    • ปริมาณ 40 กรัม
    • ราคา 685 บาท

    5. ผงมัทฉะ Moonfarms (ไร่พระจันทร์)

    Moonfarms (ไร่พระจันทร์) ผงมัทฉะเกรดพรีเมียมจากเกษตรกรไทย รสชาติโทนสาหร่าย กลมกล่อม ติดขมเล็กน้อย มีกลิ่นหอมมัทฉะที่เป็นเอกลักษณ์ เหมาะกับการนำไปชงเป็นเครื่องดื่มเพียวมัทฉะ ช่วยเติมความสดชื่นในระหว่างวันได้ดี ผงมัทฉะมีความละเอียด ทำให้ชงง่าย ละลายน้ำได้เร็ว

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 399 บาท

    6. ผงมัทฉะ Tenju

    Tenju ผงมัทฉะนำเข้าจากเมืองโอกุระ ประเทศญี่ปุ่น มีส่วนผสมของน้ำตาล 1% รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล ติดรสขมเล็กน้อย ผงมัทฉะมีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอม ละลายน้ำง่าย สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้ทั้งเมนูร้อนและเย็น และยังเหมาะกับการนำไปทำไอศกรีมและเมนูเบเกอรีอีกด้วย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 230 บาท

    7. ผงมัทฉะ Boncafe

    ผงมัทฉะ Boncafe ผลิตจากยอดใบชาอ่อน 3 ใบแรกของต้นชา ที่ปลูกในเมืองนิชิโอะ ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในแหล่งผลิตชาเขียวชื่อดังของโลก เมื่อชงแล้วมีสีและรสชาติที่เข้มข้น ไม่ติดขม ไม่มีรสฝาด มีส่วนประกอบของน้ำตาล 1% เหมาะกับการนำไปชงเป็นมัทฉะลาเต้ หรือเมนูมัทฉะที่มีส่วนผสมของนม และสามารถนำไปใช้ทำเบเกอรีและไอศกรีมมัทฉะได้อีกด้วย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 800 บาท

    8. ผงมัทฉะ CHADO

    Shino Matcha Powder จาก CHADO ผงมัทฉะเกรดพิธีการ สายพันธุ์โอคุมิโดริ นำเข้าจากเมืองนิชิโอะ ประเทศญี่ปุ่น ไม่มีส่วนผสมของนมและน้ำตาล มาในโทนสาหร่าย ถั่ว โกโก้ และวานิลา มีรสขมปานกลาง ฝาดเล็กน้อย คาเฟอีนสูง หอมกลิ่นมัทฉะชัด เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มมัทฉะรสชาติเข้มข้น สามารถชงได้ทั้งแบบ Koicha และ Usucha

    • ปริมาณ 50 กรัม
    • ราคา 975 บาท

    9. ผงมัทฉะ Aroma

    ผงมัทฉะ 100% จาก Aroma เนื้อเนียนละเอียด ละลายน้ำง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน มีสีเขียวอ่อน กลิ่นหอมมัทฉะชัด รสชาติเข้มข้น อาจมีติดรสขมและมีความฝาดของใบชาเล็กน้อย สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้หลากหลายเมนู ทั้งเมนูร้อน เย็น และเมนูปั่น สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเบเกอรีและไอศกรีมได้เช่นกัน

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 299 บาท

    10. ผงมัทฉะ Richie

    สำหรับใครที่มองหาผงมัทฉะคุณภาพดี ราคาสบายกระเป๋า ผงมัทฉะของ Richie เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ นอกจากจะเป็นมัทฉะนำเข้าจากเมืองอูจิ ประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นแหล่งกำเนิดของชาเขียวมัทฉะแล้ว ยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากงาน National Japanese Tea Contest ครั้งที่ 65 อีกด้วย ซึ่งผงอูจิมัทฉะสูตรนี้ มีสีเขียวสด รสชาติกลมกล่อม ขมและฝาดเล็กน้อย เหมาะสำหรับการนำไปชงดื่ม

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 259 บาท

    สำหรับใครที่ชื่นชอบมัทฉะโทนสาหร่าย อาจเลือกเป็นผงมัทฉะยี่ห้อ Llamito, Moonfarms หรือ CHADO หรือหากต้องการผงมัทฉะที่มีความเข้มข้น สีสด กลิ่นชัด แนะนำเป็นผงมัทฉะยี่ห้อ Peace Oriental Teahouse, MATCHAZUKI, Boncafe หรือ Aroma และใครที่ต้องการมัทฉะรสชาติกลมกล่อม ผงมัทฉะยี่ห้อ Kawami, Tenju หรือ Richie ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

    ทั้งหมดนี้คือลิสต์ผงมัทฉะที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดมาให้ โดยผงมัทฉะของแต่ละยี่ห้อผลิตจากใบชาที่มาจากแหล่งเพาะปลูกที่แตกต่างกัน ทำให้ผงมัทฉะมีสี กลิ่น ความขมฝาด และรสชาติแตกต่างกันไป สามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ หรือพิจารณาจากโทนรสชาติที่ชอบ หากยังไม่ถูกใจ สามารถเลือกซื้อยี่ห้ออื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Shopee / Lazada 

    (ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/food/1000817&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0adkkRdiNJokpkRJWnhlii

  • การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    🔻หลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติอิหร่าน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากบริษัท “รูซอะตอม” ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งนำโดย นายนิโคไล สปาสกี้ รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของบริษัท ได้เดินทางมายังกรุงเตหะราน และเข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ขององค์การพลังงานปรมาณูอิหร่าน
    🔸หัวข้อหลักในการเจรจา คือ การขยายความร่วมมือด้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาด 1,250 เมกะวัตต์
    🔻ในการเยือนกรุงมอสโกของ โมฮัมหมัด อิสลามี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามใน บันทึกความร่วมมือสองฉบับ ว่าด้วย เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก และ โครงการโรงไฟฟ้า “อิหร่าน–โฮร์โมซ” ซึ่งประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 1,250 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่าโครงการกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • 4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

     วิเคราะห์ 4 กับดักสำคัญที่รั้งเศรษฐกิจไทย 

    แกนหลักในวิสัยทัศน์ของนายเอกนิติ คือการวิเคราะห์ถึง “โรค” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเขาได้ระบุถึง 4 กับดักสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตหลังวิกฤตปี 2540 ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย

    1.กับดักด้านการลงทุน (The Investment Trap): ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนการลงทุนของรัฐและเอกชนเคยสูงถึง 40% ของ GDP ก่อนปี 2540 แต่ปัจจุบันกลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20% “ไม่มีการลงทุนใหม่ จะเอาที่ไหนไปโต” นายเอกนิติตั้งคำถามเชิงท้าทาย

    2. กับดักด้านประชากร (The Demographic Trap): ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากร 1 ใน 5 มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปจากระบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ก่อให้เกิดปัญหา “Skills Mismatch” ที่รุนแรง

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี (The Technology Trap): แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ AI

    4. กับดักด้านหนี้สิน (The Debt Trap): หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้กัดกินกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากจนหมดสิ้น ทำให้กลไกการบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่มาจากระดับ “จุลภาค”

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    การฟื้นฟูระยะยาว 

    แม้เวลา 4 เดือนจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ แต่นายเอกนิติเชื่อว่าจะสามารถ “สร้างแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้ โดยได้วางแนวทางการแก้ปัญหาแต่ละกับดักไว้อย่างชัดเจน

    แก้กับดักการลงทุน: ปรับยุทธศาสตร์ของ BOI ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่การดึงดูด การลงทุนแนวใหม่ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจ BCG ที่ต่อยอดจากฐานการเกษตรของประเทศไปสู่ Smart Farming และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มอเตอร์ และเกียร์

    แก้กับดักด้านคน: มุ่งเน้นการ “สร้างคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด” ผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างจริงจัง โดยใช้กองทุนเพิ่มทักษะ 1 หมื่นล้านบาท และจัดอบรมระยะสั้นในรูปแบบ Bootcamp ที่เข้มข้นและใช้ได้จริง

    แก้กับดักเทคโนโลยี: ให้ BOI เป็นหัวหอกในการสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเต็มที่ โดยจะมอบเงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงถึง 50% เพื่อจูงใจให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ

    แก้กับดักหนี้สิน:

    หนี้ครัวเรือน: จัดตั้งกองทุน 26,000 ล้านบาท เพื่อเข้า ซื้อหนี้เสียและปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้รายย่อย เป็นการ “ดึงเขาออกมา” จากวงจรหนี้

    หนี้ SMEs: เติมสภาพคล่องและผลักดันให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    หนี้สาธารณะ: ยกระดับวินัยการคลังและสร้างความโปร่งใส โดยยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง ไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่ม

    นี่คือการ”มองสั้น แต่คิดยาว” ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเร่งด่วนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญคือ วินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ จะเป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L8a9dLQKvGLErVTgZLVte

  • ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ดังนั้น การรีเซ็ตประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือ การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ ซึ่งเราจะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่จะต้องปรับตัว และให้ความร่วมมือไปพร้อมกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล ที่มีตน เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น สิ่งที่ต้องรีเซ็ต เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ประกอบด้วยดังนี้

    1.การรีเซ็ต ด้านความมั่นคง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินหรือจะวิ่งต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศจะต้องมีความชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้พลังทั้งการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ และนี่คือความคาดหวังและทิศทางที่จะดำเนินต่อไป

    ขณะเดียวกัน จะต้องจัดการกับปัญหาภัยทางสังคมที่กัดกล่อนประเทศ ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกท่าน โดยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศเราด้วย ดังนั้นจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน แบบเป็น Unitเดียวกัน บูรณาการ ยึดหลักนิติธรรมด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยกฎหมายของประเทศจะต้องมีความศักดิ์สิทธิไม่เลือกปฏิบัติ และต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝง อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา และ มีผลกระทบต่อผู้เป็นผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and developmentซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่หากประเทศไหนได้เข้าเป็นสมาชิกได้ จะเป็นการยกระดับเรตติ้งของประเทศเช่นกัน โดยจะเน้นในเกณฑ์เรื่องการมีกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยจะต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆให้ได้มาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในโลกยุคปัจจุบัน

    2.รีเซ็ตด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่องสำคัญ คือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมภาคเกษตรกร และการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวได้ โดยในเรื่องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น ได้เร่งดำเนินการลดค่าครองชีพต่างๆ รวมถึงลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง รวมถึงจัดให้มีโครงการต่างๆ ให้เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเ พื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการล่าสุด โดยที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่เป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งได้ผ่านครม.เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรัฐบาลใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท และจากการเติมเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 กว่าล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งรัฐบาลเติม 44,000 ล้านบาท ประชาชนเติม 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท รวมโครงการบัตรสวัสดิการ จะส่งผลให้มีเม็ดเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

    เชื่อว่าเขาเหล่านั้นจะทำการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายตัวของเม็ดเงิน มั่นใจว่าจะทำให้มีการเสริมรายได้เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ฝากให้ทุกท่านกระจายข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เพราะหากเขาไม่เข้าใจ อาจทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้

    นายอนุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงานด้วยแนวทาง smart farming โดยจะสนับสนุนเรื่องพลังงานพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และภาคครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงบริหารราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ที่ช่วยทั้งชาวนา และทำให้อยู่ในกติกาใหม่ของโลกไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องการเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและเอสเอ็มอี รัฐบาลเข้าว่า ท่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการค้า สงครามการค้า และความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน Agreement on Reciprocal Tax นอกจากนี้ยังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยการนำ AI และ Big DATA มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงอุตสาหกรรมอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และกรีนเทคโนโลยี เป็นต้น

    วันนี้เราต้องตั้งเป้า เพราะวันนี้เราตามเวียดนาม และถือเป็นฝันร้ายของผม โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยพวกเราจะต้องช่วยกัน ซึ่งไม่เกินความสามารถ เรานำมาไกลมาก จนเราอาจจะรู้สึกอยู่ตัว และชะลอตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขกับสิ่งที่เป็น แต่พอเผลอแปปเดียว เหมือนกระต่ายกับเต่า ที่พอตื่นขึ้นมาเขาแซงไปแล้ว ดังนั้นเราจะต้องกระโดดให้ทัน ด้วยประสบการณ์พื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย ที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน พื้นฐานโครงสร้าง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ สังคม มั่นใจว่า เรายังสามารถเกิดใหม่ โตใหม่ได้ ซึ่งหวังว่าประเทศไทยของเราจะยังสามารถคงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจภูมิภาคได้ หากเราร่วมมือกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเผชิญกับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยวันนี้ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพที่ดี รักษาทุกคน รักษาทุกที่ และรักษาทุกโรค แต่ทั้งนี้ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่สูง อย่างไรก็ตาม หากไทยยังมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเชื่อว่ายังไปต่อได้อย่างแน่นอน และคนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระของลูกหลาน โดยปัจจุบัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการเกษียณอายุราชการจากปัจจุบัน ที่ 60 ปี ซึ่งเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวเอกชนมีระบบการรองรับอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาของเราในอนาคต โดยจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนาทักษะ และกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด

    3.รีเซ็ตด้านสุดท้าย คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล ซึ่งโลกกำลังเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี ค.ศ.2050 หรือ อีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยจะดำเนินการจัดตั้งให้มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน ผลักดันผลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ประชากรของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกประเทศ ไม่ให้มีการ ตั้งกฎเกณฑ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้ คือการลงทุนระยาว เพื่อความยั่งยืนในอนาคตของประเทศ ตามหลักของสหประชาชาติ

    ขณะที่ดิจิทัล จะเร่งสร้างความเป็นรัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงกันทุกระบบ เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันกันทั้งประเทศ ซึ่งจะมีผลคือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น

    ไม่มีรัฐบาลใดจะรีเซ็ตประเทศได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อสารมวลชนด้วย ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพแต่ขาดระบบที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพนั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้อยากให้เรากลับมามองประเทศไทยของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร จริงใจซึ่งกันและกันและ เราจะเห็นประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงประเทศที่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน และแซงเพื่อนบ้าน เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ เชื่อว่า ไม่เกินความสามารถ ยืนยัน ด้วยความมั่นใจมากกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LwzBocID3W–DEnVkf3af