© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5187563/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nY-dA2Nu3SgEq7-3df6oy

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5187563/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nY-dA2Nu3SgEq7-3df6oy

น.ส.ดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร ประจำปี 2568 “CEO Econmass Awards 2025” ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ 4 เพื่อสร้างต้นแบบผู้นำองค์กรที่เป็นแรงบันดาลใจของภาคธุรกิจ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอ ทั้งสิ้น 20 รางวัล ประกอบด้วย
“สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่” 8 รางวัล 7 สาขาได้แก่ 1.สมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ สาขาทรัพยากร และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 3.ดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) สาขาสินค้าอุปโภคบริโภค 4..ศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัทศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) สาขาธุรกิจการเงิน 5.จาง ช่าย ซิง ประธานฝ่ายบริหารและปฏิบัติการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สาขาเทคโนโลยี 6.ร่มพิศม์ศรี น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) สาขาสินค้าอุตสาหกรรม7. ยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) สาขาบริการ
“สุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง” 3 รางวัล ใน 2 สาขาได้แก่ 1.สาระ ลํ่าซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจภาคบริการ และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.นที อ่อนอิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีทีที คอร์ปอเรชั่น จำกัด สาขาธุรกิจการเกษตรธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิต รางวัล
“สุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี” 5 รางวัล ใน 4 สาขาได้แก่ 1.สุนัฏฐา สุขไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีซี เอสเตท จำกัด สุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจภาคบริการ และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.สุเมธชัย อินทกรณ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮ้าส์ สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง 3. วีรวุฒิ บำรุงไทย กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลิ่มเชียงเส็ง สาขาธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิต 4. ดร.ชาติประชา สอนกลิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค็งโคโซได อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สาขาธุรกิจการเกษตร
รางวัล “สุดยอดซีอีโอรัฐวิสาหกิจ” 3 รางวัล ใน 3 สาขาธุรกิจ ได้แก่ 1. ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สาขา Environment และสาขา Governance 2.ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา Social
ขณะที่รางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” 1 รางวัล ได้แก่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0clI_u7fSHWJXeQWcuaVJq

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกันยายน 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 22-30 กันยายน 2568) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) คงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 153.62
ผลสำรวจเดือนกันยายน 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 35.4% อยู่ที่ระดับ 130.69 และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 19.7% อยู่ที่ระดับ 155.56 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 28.2% อยู่ที่ระดับ 166.67 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ การไหลเข้าของเงินทุน และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อวินัยการคลัง รองลงมา คือ สถานการณ์การนำเข้าและส่งออก และสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน
ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดสื่อสิ่งพิมพ์ (MEDIA)
ตลอดเดือนกันยายน 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ FED ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% รวมถึงความชัดเจนและแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศ และคำเตือนของ Fitch ที่ได้ปรับลดมุมมอง Outlook ของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” สร้างความกังวลต่อนโยบายทางการเงินและเสถียรภาพงบประมาณของรัฐ
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ปิดที่ 1,274.17 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.46% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 43,028 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 11,859 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 96,243 ล้านบาท
ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินของ FED หากมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง จะหนุนสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมส่งออกของยุโรป ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนหลังธนาคารแห่งชาติจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารกว่า 5 แสนล้านหยวนผ่าน Reverse Repo อายุ 7วัน และ 14 วัน และความผันผวนของราคาทองในตลาดโลก
ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และความชัดเจนในการแถลงงบประมาณประจำปีที่จะมีผลต่อการประเมินความเสี่ยงเครดิตและความเชื่อมั่นนักลงทุน และความผันผวนของค่าเงินบาทซึ่งกดดันกลุ่มส่งออก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QlwE7rsy172m0JW0PWj9y

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/315119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zl5IGggkvpCp8YFtngQSH

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2024 มีสถานการณ์ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะยังคงเผชิญความไม่แน่นอนระยะยาวและแนวโน้มการเติบโตในระดับกลางที่ไม่น่าพอใจ
คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการใหญ่ IMF กล่าวกับสื่อมวลชนในกรุงวอชิงตันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะดีกว่าที่คาดไว้ แต่แย่กว่าที่ต้องการ คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจะชะลอตัวเพียงเล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถานการณ์ที่ดีกว่าคาดในสหรัฐอเมริกาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ
จอร์จีวา ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับแรงกดดันจากหลายด้านได้ดี ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายพื้นฐานที่ดีขึ้น ความสามารถในการปรับตัวของภาคเอกชน ภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าคาด และสภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อการเติบโต
สำหรับสงครามการค้า จอร์จีวา กล่าวว่า โลกได้หลีกเลี่ยงการเข้าสู่สงครามการค้าแบบตอบโต้กันทีต่อที และสังเกตว่าอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 23% ในเดือนเมษายนเป็น 17.5% ในปัจจุบัน แม้จะยังคงสูงกว่าส่วนที่เหลือของโลกที่ประมาณ 10%
IMF ยังคงคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ประมาณ 3% ในระยะกลาง ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 3.7% ก่อนการระบาดของโควิด-19 จอร์เจวา อธิบายว่ารูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจีนที่ชзамедลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อินเดียกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญ
IMF เสนอให้เอเชียเพิ่มการค้าภายในภูมิภาคและเสริมความแข็งแกร่งของภาคบริการ ซึ่งอาจเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.8% ในระยะยาว สำหรับแอฟริกา ควรส่งเสริมการปฏิรูปที่เอื้อต่อธุรกิจและสร้างเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา ซึ่งอาจเพิ่ม GDP ต่อหัวได้กว่า 10%
จอร์จีวา ได้วิจารณ์ยุโรปและเรียกร้องให้สหภาพยุโรปรวมตัวกันด้านบริการทางการเงินและพลังงาน และติดตามการปรับตัวของภาคเอกชนสหรัฐอเมริกา
สำหรับสหรัฐอเมริกา IMF แนะนำให้แก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง ส่วนจีนควรปฏิรูปการคลังเพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนและลดการพึ่พิงนโยบายอุตสาหกรรม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-global-economy-better-than-expected-2024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VbDA-zuqlP0yZZez0Kk9J

08 ต.ค. 2025 เวลา 17:35 น.
“สมาคมธนาคารไทย” ชี้ 3 จุดอ่อน ฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน จี้เดินหน้าใช้เทคโนโลยีควบคู่ความยั่งยืน เร่งจัดลำดับความสำคัญฟื้นเชื่อมั่นประเทศ
นายผยง ศรีวณิช ปนะธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน” ภายในงานสัมนาประจำปี CEO ECONMASS AWARDS 2025 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2568 ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเติบโตอยู่ประมาณ 2.7% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่คาดการณ์ว่าจะโตอยู่ประมาณ 4.5% ทั้งที่เมื่อก่อนไทยเคยเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน
นายผยง กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากไม่มีใครอยากลงทุนในประเทศ มีแต่คนอยากใช้เงินผ่านการกระตุ้นหรือการอุดหนุน โดยที่อาจไม่ได้มองถึงความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ สัญญาณที่สะท้อนถึงการขาดความมั่นใจในการลงทุนที่เห็นได้ชัดคือ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จำนวนถึงกว่า 65% มี P/BV หรืออัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชีต่ำกว่า 1
นอกจากนี้ สภาพคล่องในประเทศไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF Fund) อย่างต่อเนื่อง และบริษัทไทยไปลงทุนต่างประเทศสะสมย้อนหลังกลับไปมากมายมหาศาลหลายล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่สภาพคล่องล้นแต่ไม่ถึงคนตัวเล็ก ระบบธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องที่นำไปปล่อยกู้ผ่านตลาดเงินกู้และซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยระยะสั้น เฉลี่ยอยู่ประมาณ 5 ล้านล้านบาท แต่สภาพคล่องเหล่านี้กลับไม่ได้ไปหล่อเลี้ยงผู้ประกอบการรายย่อย
นายผยง ชี้ว่า SME ซึ่งมีสัดส่วนเพียงประมาณ 30% ของ GDP แต่สร้างการจ้างงานถึง 70% กลับไม่ได้รับประโยชน์ ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% สร้าง GDP ประมาณ 65% ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถได้รับผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง
ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ทำการสรุปต้นตอของปัญหาของประเทศออกเป็น 3 เรื่องหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ประกอบไปด้วย 1. ปัญหาเชิงโครงสร้าง 2. ปัญหาด้านประสิทธิภาพการผลิต และ 3. ปัญหาด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ
นายผยง กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะต้องเร่งดำเนินการใน 2 แนวทางสำคัญ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดัก คือ ต้องใช้เทคโนโลยีและต้องอิงไปกับเรื่องของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) และการดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
“ปัญหาหลักที่ทำให้ประเทศอ่อนแอคือ การขาดความสามารถในการสร้างรายได้ในระดับภาคครัวเรือนและภาคผู้ประกอบการรายย่อยในวงกว้าง และระบบไปยึดโยงอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูง”
นายผยง กล่าวว่า สิ่งที่น่ายินดีคือวันนี้นโยบาย Quick Win ของรัฐบาล เป็นไปในทิศทางเดียวกับภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ จัดลำดับความสำคัญของประเทศ และการขับเคลื่อนต้องอยู่บนฐานของความโปร่งใส
ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและนำไปสู่การถกเถียงเชิงนโยบายบนข้อเท็จจริง ทาง กกร. ได้เตรียมที่จะเปิดเผย 3 ดัชนี เพื่อเป็นแนวทางให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจได้เกิดการวิพากษ์บนข้อเท็จจริง ได้แก่ 1. ตัวเลขเศรษฐกิจนอกระบบ 2. หนี้นอกระบบ และ 3. ดัชนีคอร์รัปชัน (Corruption Index)
นายผยง กล่าวว่า การขับเคลื่อนทั้งหมดต้องอยู่บนหลัก นิติธรรม (Rule of Law) รวมถึงการบูรณาการด้านประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเพื่อลดต้นทุนแฝงของทุกภาคส่วน พร้อมทั้งต้องเร่ง เพิ่มทักษะให้คนไทย และสร้างแรงจูงใจในระบบภาษี ซึ่งการประกาศนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลถือเป็นการส่งสัญญาณเบื้องต้นที่เริ่มเกิดความเชื่อมั่น (Trust and Confident) ในระบบเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202310&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W0WXYJ22RlCka9y7GVLsT

วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 ต.ค.68 ที่วัดคีรีภาวนาราม ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง สมาคมท่องเที่ยวบ้านฉาง จับมือกับคณะกรรมการวัดคีรีภาวนาราม และประชาชนชาว อ.บ้านฉาง ได้จัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา ประจำปี 2568 ขึ้น โดยมีนางวันดี เผื่อนอุดม ผอ.ททท.สำนักงานระยอง นายสุมิตร โสภาศรีพันธ์ นายกสมาคมท่องเที่ยวบ้านฉาง และนางศุภร จุลทอง อุปนายกสมาคมท่องเที่ยวบ้านฉาง ร่วมใส่บาตร โดยมีพระครูปัญญาศุภสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดคีรีภาวนาราม นำพระสงฆ์ สามเณร จำนวน 50 รูป นำหน้าโดยเหล่าเทวดา และนางฟ้า เดินลงจากเขาโกรกตะแบกมาตามบันได จำนวน 169 ขั้น เป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง ก่อนที่พุทธศาสนิกชนชาวบ้านฉาง และ นทท.ชาวไทยต่างชาติในเมืองพัทยากว่า 500 คน ที่ตั้งแถวรออยู่ด้านล่างยาวกว่า 1 กม. จะได้ร่วมกันใส่บาตร โดยมีการห่อข้าวต้มมัดที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวท้องถิ่นอำเภอบ้านฉางโดยเฉพาะ โดยห่อข้าวต้มเป็นมัดเล็กๆ ใช้ใบต้นจาก หรือต้นมะพร้าวห่อทำให้มีหางยาว เพื่อให้สะดวกในการจับใส่บาตร โดยการการใช้ข้าวต้มมัดที่เรียกว่า ‘ลูกโยน’ ดังกล่าว ถือว่ามีหนึ่งเดียวในจังหวัดระยอง บรรยากาศ เป็นไปอย่างคึกคัก มีชาวบ้านฉาง และ นทท.ทั้งชาวไทยและต่างชาติในเมืองพัทยา มาร่วมใส่บาตรด้วย โดยเฉพาะ นทท.ชาวต่างชาติที่ชื่นชอบบางรายไม่เคยเห็นประเพณี และพระสงฆ์เดินลงจากยอดเขาสูงดังกล่าว
นางวันดี เปิดเผยว่า เชื่อว่าวัดคีรีภาวนาราม จะเป็นหมุดหมายใหม่ของ นทท.สายศาสนา หรือเชิงศรัทธาจะได้มา ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวใน จ.ระยอง ที่ยังคงรักษาประเพณีในเรื่องของการที่มีพระสงฆ์เดินลงจากยอดเขา และมีเหล่าบรรดาเทวดานางฟ้าด้วย ซึ่งสามารถที่จะปักหมุดให้ นทท.มาชมความงดงามรากหญ้าวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งมีวิถีชีวิตท้องถิ่น การนำข้าวต้มลูกโยนมาใส่บาตร จึงอยากจะเชิญชวน นทท. ได้ปักหมุดท่องเที่ยวที่วัดเขาคีรีภาวนาราม ทำบุญใส่บาตรทุกปี
ด้านนายสุมิตร เปิดเผยว่า สมาคมท่องเที่ยวบ้านฉาง พยายามหาจุดขาย และเอกลักษณ์การท่องเที่ยวของบ้านฉาง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ นทท.รู้จัก ซึ่งการใส่บาตรเนื่องในวันออกพรรษา โดยพระสงฆ์เดินลงจากยอดเขา โดยมีพุทธศาสนิกชนใส่บาตรโดยข้าวต้มมัดลูกโยนดังกล่าว เป็นเอกลักษณ์ที่หายาก และเป็นการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ซึ่งทางสมาคมท่องเที่ยวบ้านฉาง จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ นทท. ได้รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งปีนี้ประสบความสำเร็จมี นทท.ทั้งชาวไทย-ต่างชาติ เข้ามาร่วมงานมากขึ้น และ นทท.ต่างชาติ ประทับใจและตื่นตาตื่นใจมาก โดยปีหน้าเตรียมประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง และเชิญชวนให้เข้ามาทำบุญได้ทั้งปีอีกด้วย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uw6AIu3bc5UBMO-d-6b-S

©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-42&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26DG0HPDGms5AKt_F33h-X

“อ.สติธร” มอง “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” เป็นนโยบายคุ้ม 2 ต่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ห่วงระบบลงทะเบียน-การใช้จ่ายผิดเงื่อนไข
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ ว่า ถือเป็นการต่อยอดนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเวลาเดียวกัน
ดร.สติธร ระบุต่อไปว่า จุดเด่นของคนละครึ่งพลัส อยู่ที่การอุดหนุนเงินตามสถานะภาษีของผู้ได้รับ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกันยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดประโยชน์ 2 ต่อ ทั้งในระยะสั้นคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในระยะยาวคือการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับระบบภาษีที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังของประเทศ
ขณะเดียวกัน ดร.สติธร มีข้อกังวลว่า สิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาทางเทคนิคและการใช้งานระบบ เนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยเข้าร่วมมาก่อน ระบบการลงทะเบียนจึงต้องมีความเสถียร และต้องป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ในเชิงบวกของโครงการในภาพรวม.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eBYtmxQA5HB99UPxOz_Pt

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า อัตราเงินเฟ้อที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค มาจากผลกระทบ 2 มุม คือผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ และผลกระทบในเชิงภาพลักษณ์ สำหรับผลกระทบในเชิงภาพลักษณ์ มาจากการที่ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในอาเซียน โดยเศรษฐกิจไทยขาดเสน่ห์ในการลงทุนและมีภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใสเพราะว่ามีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน อีกทั้งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงโควิด
โดยส่งผลมันทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์โมเมนตัมทางเศรษฐกิจไม่แข็งแรง ไม่มีทิศทางที่เติบโตอย่างสดใส เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่ต่ำ นอกจากจะทำให้มันหลุดจากภาวะเงินฝืดแล้ว อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ควรจะเหมาะสมควรจะอยู่ที่ประมาณ 2
ขณะที่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบส่วนใหญ่มาจากหมวดด้านพลังงานและอาหารสด โดยเฉพาะด้านอาหาร ที่มีต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงมากนักและสามารถผลิตสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการได้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีปริมาณมากกว่าความต้องการ อีกทั้ง ราคาพืชผลทางการเกษตรมีราคาปรับตัวลดลงตามตลาดโลก เช่น ข้าว และสินค้าอื่น ๆ มีราคาไม่ได้สูงเท่าปีที่แล้ว
“ปีที่แล้วราคาพลังงานสูง แต่ปีนี้ราคาพลังงานต่ำเพราะว่าเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยสดใสจากสงครามการค้า รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนมันก็เริ่มคลี่คลาย และ OPEC เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทำให้ต้นทุนพลังงานต่ำ เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก มันที่ทำให้เรามีสัญญาณของ Headline หรือเงินเฟ้อทั่วไปที่ที่ติดลบ”
อย่างไรก็ตาม หากมองอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 0.65 เป็นตัวเลขสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริงคือ Real Demand ที่ไม่ผูกพันกับฤดูกาลหรือสถานการณ์ของโลกถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ใช้ได้ และหากรัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้คนละครึ่งพลัส ในช่วงตั้งแต่ประมาณพฤศจิกายน-ธันวาคม ภาพเศรษฐกิจมันจะเริ่มที่จะ Turn Around กลับมาเป็นบวกแล้วปีนี้ จีดีพีไทยก็อาจจะ ขยายตัวเกินกว่า 2% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อน่าจะกลับมาเป็นบวกในช่วงไตรมาส 4 แต่โดยภาพรวมทั้งปีคาดว่าอัตราเงินฟ้ออยู่ที่ 0% ก็คือไม่ติดลบ
“เงินเฟ้อทางเทคนิค มันก็ยังเป็นสัญญาณเงินฝืดทางเทคนิคในเชิงของเงินเฟ้อทั่วไปนะ แต่ถ้ามอง มองเงินเฟ้อจาก Core CPI หรือ Core Inflation เราติดอยู่ในกับดักที่เรียกว่า GDP Growth Trap การที่เงินเฟ้อต่ำและเศรษฐกิจโตต่ำ ตามหลักวิชาการมันก็น่าเป็นลักษณะของภาวะ Stagnation การโตแบบชะงักงัน ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ดีในเชิงภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันแล้วก็การดึงดูด FDI”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X1l-SuJV1ojmFe8BfGX3m