Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สตม. เข้ม สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว

    สตม. เข้ม สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว

    ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

    ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันท์ รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.อติศักดิ์ ปัญญา ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง บก.ตม.2, พ.ต.ท.สืบพงษ์ วิสูตรธนาวิทย์ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง บก.ตม.2 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมและขยายผลคดีสำคัญในสนามบิน สร้างความเชื่อมั่น สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนี้

    1. ตม.สนามบิน ขยายผลจับกุมขบวนการขนคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายไปมาเลเซีย

    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2568 เวลาประมาณ 18.40 น. ฝ่ายสืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง นำโดย พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.ท.รัฐพล สุวรรณรัฐ สว.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ได้จับกุม นายโซอิด (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี สัญชาติบังกลาเทศ ซึ่งหลบหนีเข้ามาจากประเทศเมียนมาแล้วจะมาขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยัง อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา เพื่อเดินทางต่อไปประเทศมาเลเซียเพื่อไปหาภรรยาซึ่งเป็นคนมาเลเซีย โดยจับกุมได้ที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ฝั่งภายในประเทศ ต่อมา พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ที่รับผิดชอบงานมั่นคงและงานอาชญากรรมข้ามชาติ ได้รายงานให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบ โดย พล.ต.ต.พันธนะฯ ได้สั่งการให้สืบสวนขยายผลและจับกุมขบวนการนำพาคนต่างด้าวดังกล่าวให้ถึงที่สุด

    จากการสืบสวนขยายผลสามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ได้แก่

    1. นายฟิรเดาส์ (สงวนนามสกุล) สัญชาติไทย พื้นเพเป็นคนจังหวัดนราธิวาส ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5493/2568 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2568 ในความผิดฐาน “ผู้ใดนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้” และ “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุกไม่เกินสิบปี โดยนายฟิรเดาส์ฯ ทำหน้าที่ประสานงานการข้ามแดนจากฝั่งประเทศเมียนมาเข้าไทย หาที่พักคอย พร้อมทั้งจองตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนายโซอิดฯ

    2. นายเอ็ม (นามสมมติ) สัญชาติบังกลาเทศ (ยังอยู่ที่บังกลาเทศ) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5494/2568 ลงวันที่ 22 ก.ย.2568 เป็นนายหน้าประสานงานขอวีซ่าให้กับนายโซอิดฯ เข้าประเทศเมียนมาและประสานงานกับนายฟิรเดาส์ฯ ในการเดินทางข้ามชายแดนทางช่องทางธรรมชาติ ต่อมา พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ได้นำกำลัง ฝ่ายสืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง และกำลังของ กก.1 บก.สส.สตม. ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส. สตม. เพื่อร่วมกันเข้าจับกุมนายฟิรเดาส์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่อพาร์ทเม้นท์ ภายในซอยรามคำแหง 65 ซึ่งเป็นห้องพักของนายฟิรเดาส์ฯ จากการตรวจค้นห้องเช่าพบสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งภายใน ซ.รามคำแหง 24 ที่นายฟิรเดาส์ฯ ใช้เป็นแหล่งพักพิงคนต่างด้าว ก่อนส่งเดินทางล่องใต้ไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชุดจับกุมได้นำนายฟิรเดาส์ฯ ค้นบ้านเช่าหลังดังกล่าว พบนายโจ (สงวนนามสกุล) ชาวเมียนมา อายุประมาณ 40 ปี หลบอยู่ในบ้าน จากการสอบถามนายฟิรเดาส์ฯ และนายโจ ให้การรับว่านายโจเป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเดินทางกลับมาจากไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และต้องการจะกลับประเทศเมียนมา มีขบวนการนำพามาส่งที่บ้านเช่าหลังนี้เพื่อพักไว้ ก่อนที่จะมีรถมารับไปส่งที่ชายแดนต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายฟิรเดาส์ฯ ตามหมายจับดังกล่าว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง และจับกุมนายโจ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

    2. ตม.สนามบิน ขยายผลจับกุมชาวศรีลังกาใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อเดินทางไปยุโรป

    เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 นำโดย พ.ต.ท.หญิง กมลทิพย์ เข็มนาค สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้ทำการจับกุม Mr.Sayanthan (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สัญชาติศรีลังกา ที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมสัญชาติฝรั่งเศส แสดงต่อเจ้าหน้าที่สายการบินที่หน้า Gate เพื่อเดินทางไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งแผนประทุษกรรมดังกล่าวที่ชาวศรีลังกามักจะเดินทางอพยพไปทำงานที่ประเทศแถบยุโรปโดยใช้หนังสือเดินทางปลอมนั้น เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป. บก.ตม.2 ได้เฝ้าสืบสวนติดตามมาโดยตลอด และสามารถจับกุมความผิดลักษณะดังกล่าวได้หลายรายแล้ว รวมทั้งยังขยายผลจับกุมต่อไปยังขบวนผู้ที่ส่งหนังสือเดินทางปลอมในสนามบินด้วย กก.สส.ปป.บก.ตม.2 นำโดย พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมกับ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. และสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จว.สมุทรปราการ ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ที่มาส่งหนังสือเดินทางปลอมและ Check in ออก Boarding Pass ให้กับ Mr.Sayanthan ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ Mr.Jo (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติสวีเดน ซึ่งเป็นลูกครึ่งอิรัก และยังคงพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ผบก.ตม.2 จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ของ Mr.Jo ต่อมาจากการสืบสวนพบว่า Mr.Jo หลบซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยนานาสุขุมวิท จึงไปตรวจสอบและควบคุมตัว และขออนุมัติศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายจับในความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางและใช้หนังสือเดินทางปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยนอกจากมุ่งจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว สตม. ยังมุ่งขยายผลต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อขุดรากถอนโคนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องการให้คนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด โดยสนามบินจะเป็นจุดสกัดเพื่อไม่ให้เป็นทางผ่านของอาชญากรรมอีกต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gLp4-Gow4Lc9Mq4v5FSUb

  • “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69 รับผลกระทบท่องเที่ยว-ส่งออก : อินโฟเควสท์

    “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69 รับผลกระทบท่องเที่ยว-ส่งออก : อินโฟเควสท์

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปี 68 อาจชะลอตัวเหลือโต 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปีคาดว่าจะเติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจาก GDP โลกในครึ่งแรกของปี 68 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 68 จะชะลอลงเหลือเติบโต 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 69 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่า GDP ประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 68 ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 68 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/68 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 66-67 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 68 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 69 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของ GDP ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของ GDP ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V8ScM2wScpi80GvLMnpd8

  • เปิดท่องเที่ยว

    เปิดท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานเฉลิมฉลองบ้านรักไทยที่ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุดและเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    เมื่อค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฯ และร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมีนางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย ให้การต้อนรับ 

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ  บ้านรักไทย จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย

    อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทย ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าต่อไปว่า  อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/919845&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29dtNblXC5AZ1exp3eGOnE

  • อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มฝรั่งเศส-เยอรมัน วัย 19 ปี หลังถอนคดีข้อหาสอดแนม

    อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มฝรั่งเศส-เยอรมัน วัย 19 ปี หลังถอนคดีข้อหาสอดแนม

    อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มสัญชาติฝรั่งเศส-เยอรมันวัย 19 ปี หลังจากถอนข้อหาสอดแนมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ยืนยันการปล่อยตัวของ เลนนาร์ต มอนเตร์ลอส เมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าเขาจะเดินทางกลับฝรั่งเศสในวันพฤหัสบดี

    นักปั่นจักรยานท่องเที่ยวถูกจับ

    มอนเตร์ลอส ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนในเมืองบันดาร์อับบาส ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ของความขัดแย้งระยะสั้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล หนุ่มคนนี้กำลังปั่นจักรยานท่องเที่ยวคนเดียวข้ามอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางจากยุโรปไปเอเชียด้วยจักรยาน

    เขาถูกจับขณะมุ่งหน้าไปยังชายแดนอัฟกานิสถาน ในช่วงที่วีซ่าอิหร่านของเขากำลังจะหมดอายุ มอนเตอร์ลอสมีแม่เป็นชาวเยอรมัน บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส และเติบโตขึ้นในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส

    การปล่อยตัวและกระบวนการทางกฎหมาย

    ศาลอิหร่านประกาศถอนข้อหาสอดแนมต่อมอนเตร์ลอสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อสุดสัปดาห์ และพักอยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศสในเตหะรานขณะรอการยุติเอกสารเพื่อออกจากประเทศ

    ‘ครอบครัวเราโล่งใจที่ลูกชายจะกลับมาหาเรา’ พ่อแม่ของมอนเตร์ลอสกล่าวในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรผ่านทนายความ ชิรีนเน่ อาร์ดากานี

    คดีพลเมืองฝรั่งเศสคนอื่น

    ฝรั่งเศสยังมีพลเมืองหลายคนถูกคุมขังในอิหร่าน โดยเฉพาะ เซซิล โคห์เลอร์ และ ฌาค ปารีส คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสที่ถูกกล่าวหาว่าสอดแนมให้อิสราเอล ซึ่งถูกคุมขังมาเกือบ 3 ปีครึ่งและเผชิญโทษประหารชีวิต

    บาร์โรต์กล่าวว่า ‘ไม่ได้ลืมเซซิล โคห์เลอร์ และฌาค ปารีส ซึ่งเราเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที’ ทั้งคู่ถูกจับในวันสุดท้ายของการท่องเที่ยวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022

    แลกเปลี่ยนนักโทษและความหวัง

    ฝรั่งเศสและประเทศยุโรปอื่น ๆ สงสัยว่าอิหร่านจับตัวพลเมืองชาวตะวันตกเป็นตัวประกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อผ่อนปรนในประเด็นนิวเคลียร์และการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะนี้อิหร่านคาดว่าคุมขังชาวยุโรปประมาณ 20 คน

    มีสัญญาณบวกสำหรับการแลกเปลี่ยนนักโทษ โดยทูตอิหร่าน อับบาส อาราชี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าข้อตกลงใกล้จะถึงขั้นตอนสุดท้าย บาร์โรต์ระบุในสัมภาษณ์สื่อเมื่อวันจันทร์ว่ามี แนวโน้มที่จะสามารถนำพวกเขากลับมาได้ในสัปดาห์ข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/world/iran-releases-franco-german-teen-spy-charges-dropped&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Um4HeVXoucran0WN3EjjI

  • เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เมื่อลมหนาวเริ่มมาเยือน หลายคนคงเริ่มวางแผนทริปส่งท้ายปี และประเทศญี่ปุ่น ก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันอันดับต้นๆ ที่ครองใจนักเดินทางชาวไทยได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

    ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีไม่ว่าคุณจะตั้งใจไปชมความงามของซากุระในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.), เดินทอดน่องท่ามกลางสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.), หรือหลีกหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนในฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ซึ่งมักจะได้ตั๋วเครื่องบินและที่พักในราคาที่สบายกระเป๋ากว่าฤดูอื่น หรือแม้แต่การไปท้าลมหนาว เล่นสกีหิมะ และแช่ออนเซ็นอุ่นๆ ในฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.)

    แต่เพื่อให้การเดินทางในฝันของคุณราบรื่นและสมบูรณ์แบบที่สุด การเตรียมตัวให้พร้อมคือหัวใจสำคัญ และในยุคดิจิทัลเช่นนี้ สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็สามารถเป็นได้ทั้งไกด์นำทาง ล่ามส่วนตัว และผู้ช่วยค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด

    ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันที่จำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาให้ครบจบในที่เดียว รับรองว่าทริปของคุณจะง่าย สะดวก และน่าประทับใจยิ่งกว่าเคย

    แอปพลิเคชันท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องมีติดเครื่อง

    แอปพลิเคชันในด้านอาหารการกิน

    • Tabelog: แอปพลิเคชันรีวิวร้านอาหารที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้แอปฯ นี้เป็นหลักในการค้นหาและให้คะแนนร้านอาหาร จุดเด่นคือระบบการให้คะแนนที่ละเอียดและน่าเชื่อถือ ปัจจุบัน Tabelog มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเวอร์ชันภาษาอังกฤษที่ใช้งานง่าย ทำให้การค้นหาร้านอร่อยและการจองโต๊ะที่สะดวกขึ้นมาก
    • Gurunavi: แอปพลิเคชันค้นหาร้านอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น มีจุดเด่นที่ความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ โดยมีหน้าตาแอปฯ ที่รองรับภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี สามารถค้นหาร้านอาหารได้อย่างละเอียด ทั้งตามประเภทอาหาร, โลเคชัน, งบประมาณ และยังมีคูปองส่วนลดต่างๆ มอบให้อีกด้วย

    แอปพลิเคชันในด้านการเดินทาง

    • Google Maps: ถือเป็นหนึ่งแอปพลิเคชันสำคัญสามัญประจำเครื่องที่ขาดไม่ได้ สามารถใช้นำทาง ค้นหาสถานที่ ดูตารางเวลารถไฟและรถบัสได้อย่างละเอียดและแม่นยำแบบเรียลไทม์ได้เลยในประเทศญี่ปุ่น
    • Japan Travel by NAVITIME: แอปพลิเคชันยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว มีข้อมูลครบถ้วนทั้งการค้นหาเส้นทางรถไฟ ชินคันเซ็น รถไฟใต้ดิน พร้อมคำนวณค่าโดยสารและเวลาเดินทาง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและบทความที่น่าสนใจอีกด้วย
    • Japan Transit Planner: แอปพลิเคชันที่เชี่ยวชาญด้านการค้นหาเส้นทางขนส่งสาธารณะในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ สามารถตรวจสอบตารางเวลา ค่าโดยสาร และตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย
    • GO (เดิมชื่อ JapanTaxi): หากต้องการเรียกแท็กซี่ แอปพลิเคชัน “GO” คือแอปฯ ที่คนญี่ปุ่นใช้กันมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศรวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ สามารถเรียกรถ, ดูตำแหน่งรถและชำระเงินแบบไร้เงินสดผ่านแอปฯ ได้เลย ซึ่งสะดวกและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

    แอปพลิเคชันในด้านความสะดวกและการช่วยเหลือ

    • VoiceTra: ถึงแม้จะไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรง แต่เป็นแอปฯ แปลภาษาที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของญี่ปุ่น (NICT) มีความแม่นยำสูงในการแปลเสียงพูดแบบสองทิศทาง รองรับหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยและอังกฤษ เหมาะสำหรับใช้ในการสื่อสารกับคนท้องถิ่นในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
    • Google Translate: แอปฯ แปลภาษาที่ครอบคลุมและใช้งานง่าย สามารถแปลได้ทั้งจากการพิมพ์ข้อความ เสียงพูด หรือแม้กระทั่งการใช้กล้องถ่ายรูปส่องไปที่ป้ายหรือเมนูอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2887858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XOBLIc0Syip_mIKswHxB9

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (9 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้ง ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มไอทีที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 81,900.00 จุด เพิ่มขึ้น 126.34 จุด หรือ +0.15%

    ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันต่างชาติได้ยุติการขายสุทธิที่ดำเนินมาติดต่อกัน 10 วันทำการในช่วงต้นสัปดาห์ และพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันพุธและพฤหัสบดี (8-9 ต.ค.)

    หุ้น 12 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มไอทีที่บวกขึ้น 0.2%

    ด้านหุ้นรายตัว ราคาหุ้น Tata Consultancy Services ซึ่งเป็นบริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย ปรับตัวขึ้น 0.2% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR980IQ8IK9J86RM0TJP7ZKTJW9IF2NE&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dEOtvBLzob2Azhx5_Uc3a

  • จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ภายในงาน ‘Thailand Economic Outlook 2026: Out of the Trap’ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือน ‘คนป่วย’ ที่กำลังเดินเข้าห้อง ICU พร้อมกางพิมพ์เขียวของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่มีภารกิจเร่งด่วนในการพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตมานานหลายปี

    ดร. เอกนิติ ย้ำว่าด้วยเวลาทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ ทีมเศรษฐกิจจึงต้องทำงานภายใต้กรอบที่ชัดเจนคือ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win, Big Win’ ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกัน

    Quick Win, Big Win มากกว่าแค่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดร. เอกนิติ อธิบายว่าแนวคิด ‘Quick Win, Big Win’ คือการลงมือทำทันทีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่ม แต่ทุกนโยบายต้องมีมิติของ ‘ผลลัพธ์ระยะยาว’ และ ‘การกระจายประโยชน์’ แฝงอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ไม่ได้มุ่งแค่ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้รายย่อย แต่ยัง ‘พลัส’ ทักษะดิจิทัลเข้าไปด้วย

    ‘คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเยอะ แต่ส่วนใหญ่ใช้ไปกับโซเชียลมีเดีย เราจึงใส่หลักสูตรอบรมระยะสั้นเข้าไปในโครงการ เพื่อสอนทักษะการขายของออนไลน์ การทำบัญชี และการใช้ AI เพื่อให้พวกเขานำไปต่อยอดสร้างรายได้’ นอกจากนี้ ยังสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบจะได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    4 กับดักใหญ่ ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    หัวใจสำคัญของปาฐกถาคือการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ดร. เอกนิติ เรียกว่า ‘4 กับดัก’ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไทย จากที่เคยเป็น ‘เสือ’ กลายเป็น ‘คนป่วย’

    1. กับดักการลงทุน สัดส่วนการลงทุนของไทยต่อ GDP หายไปครึ่งหนึ่ง จาก 40% ในช่วงก่อนวิกฤตปี 40 เหลือเพียง 20% ในปัจจุบัน ทำให้ประเทศต้องใช้ ‘เครื่องจักรเก่าๆ’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่สามารถแข่งขันในโลกใหม่ได้
    2. กับดักเรื่องคน ประเทศไทยกำลังเผชิญพายุ 2 ลูกซ้อน คือ สังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง และปัญหาทักษะของแรงงานที่ผลิตออกมา ‘ไม่ตรงกับความต้องการ’ ของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    3. กับดักเทคโนโลยี โลกได้ก้าวข้ามจากยุค Digital Transformation ไปสู่ยุค AI แล้ว แต่คนไทยและธุรกิจไทยจำนวนมากยังตามไม่ทัน ทำให้เสียโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
    4. กับดักหนี้ ปัญหาหนี้ 3 ขาที่รุนแรง ทั้ง ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่สูงจนบั่นทอนกำลังซื้อ, ‘หนี้ SME’ ที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่เริ่มถูกจับตาจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    กางแผนปฏิบัติการ ทางออกจากกับดักสู่โอกาสใหม่

    เพื่อปลดล็อกกับดักทั้ง 4 ข้อ รัฐบาลได้วางแนวทางที่ชัดเจนโดยมีเป้าหมายที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน

    • แก้กับดักการลงทุน ใช้ BOI เป็นหัวหอกดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (Targeted Industries) เช่น Data Center, Semiconductor, BCG (Bio-Circular-Green), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้ประเทศ
    • พลิกโฉม ‘คน’ ด้วยทักษะยุคใหม่ ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ เพื่อ Reskill และ Upskill คนไทย 100,000 คนภายใน 4 เดือน โดยเปลี่ยนจาก ‘Supply-driven’ (ผลิตตามที่สถาบันมี) เป็น ‘Demand-driven’ (ผลิตตามที่ตลาดต้องการ) ผ่านการทำ Bootcamp และหลักสูตรระยะสั้นที่ร่วมมือกับภาคเอกชน
    • อัปเกรด SME สู่โลกเทคโนโลยี เดินหน้าให้ ‘แกรนต์’ 50% แก่ SME ที่ต้องการลงทุนด้าน R&D หรือเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบ Automation พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐเข้าไปประกบเพื่อปล่อยสินเชื่อ ‘Transformation Loan’ แก้ปัญหา SME ไม่มีเงินทุนเริ่มต้น
    • สำหรับ ‘หนี้ครัวเรือน’ จะใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ มาซื้อหนี้เพื่อปรับโครงสร้างให้รายย่อย สำหรับ ‘หนี้ SME’ จะใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและมีโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ให้รายใหญ่ช่วยซัพพลายเชน ส่วน ‘หนี้สาธารณะ’ จะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

    ดร. เอกนิติ ปิดท้ายว่า แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่รัฐบาลมีความชัดเจนที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการ ‘จุดประกายแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นจากหล่ม พร้อมกับการวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดผลในระยะยาว บนพื้นฐานของการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-economic-outlook-out-of-the-trap-dr-ekniti&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05y5nS3EczOzxe0tSHR4CC

  • ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

     นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุม กนง.นัดแรกของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ นายวิทัย รัตนากร โดยกล่าวว่า  กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50 % ต่อปี  โดยมี 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 %

    ทั้งนี้ กนง.ได้ปรับลดประมาณเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ ปี 2569 ลงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.2% จากการคาดการณ์ 2.3% ในครั้งก่อน  และคาดว่าจะขยายตัว 1.6 %ในปีหน้า จากที่เคยคาดไว้ 1.7% โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

    ขณะเดียวกัน กนง.เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ การกลับมาของนักท่องเที่ยว และการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนการเงิน ท่ามกลางสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    “กนง.เห็นว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ ทำให้กรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับการขยายตัวที่ชะลอลงในปีหน้า”

     นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 0% และปรับขึ้นมาเป็น 0.5% แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงโดยยืนยันว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง แต่เข้าใจว่า ภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ คนไทยอยู่ในภาวะฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DVLmu_Zu_KJCt6msiYXc_

  • “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    9/10/2568 | 144 |

    (8 ตุลาคม 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในเวที “The Rule of Law Forum ครั้งที่ 3” ภายใต้หัวข้อ “การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness)
    ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว The Standard

    นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “หลักนิติธรรม: วาระแห่งชาติเพื่อความสามารถในการแข่งขันของไทย” โดยย้ำว่า “หลักนิติธรรม” คือรากฐานสำคัญของสังคมที่ยั่งยืน เปรียบเสมือน “เสาเข็มของความยุติธรรม” ที่ทุกประเทศต้องมี ไม่มีประเทศใดแข่งขันได้อย่างมั่นคง หากปราศจากระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคาดเดาได้ พร้อมเน้นว่าการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องอาศัยความเชื่อมั่นในกฎหมายและความเป็นธรรมในทุกระดับ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “หลักนิติธรรม” ไม่ได้หมายถึงเพียงกฎหมายเท่านั้น แต่คือ “วัฒนธรรมแห่งความเป็นธรรม” ที่ต้องปลูกฝังให้หยั่งรากในสังคมไทย เพื่อให้ระบบยุติธรรมเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดมั่นในความถูกต้องและไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลถือว่าการใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือการละเว้นไม่บังคับใช้กฎหมายในคดีสำคัญ เช่น ยาเสพติด บ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและต้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    รัฐบาลยังได้วางแผนดำเนินการเพื่อนำประเทศสู่การเป็นสมาชิก OECD ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1. จัดทำ Roadmap ด้านหลักนิติธรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

    2. ปฏิรูปกฎหมายและปลดล็อกคอร์รัปชัน ป้องกันธุรกิจสีเทา และสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม

    3. สร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยระบบ Open Government และเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้เข้าถึงและตรวจสอบได้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับหลักนิติธรรมคือ “ต้นทุนแห่งความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบที่โปร่งใส ยั่งยืน และแข่งขันได้บนเวทีโลก


    เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง ผ่านแนวคิด “Reset โครงสร้างประเทศ”

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 “เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?” ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมรัฐมนตรี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งประเทศที่ปรับตัวช้าจะสูญเสียทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองในเวทีโลก การ “Reset ประเทศ” จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ” โดยแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. Reset ด้านความมั่นคง – สร้างความมั่นคงภายในและชายแดน แก้ปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยหลักนิติธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมประกาศว่า “จะไม่ให้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนของเศรษฐกิจไทยอีกต่อไป”

    2. Reset ด้านเศรษฐกิจ – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมเกษตรกร และฟื้นฟู SME พร้อมเร่งผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ AI และ Big Data เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่ให้ผลยาว

    3. Reset ด้านสังคม – ลงทุนใน “มนุษย์” รองรับสังคมสูงวัย สนับสนุนการมีงานทำของผู้สูงอายุ และส่งเสริมอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดูแลผู้สูงวัย พร้อมยกระดับการศึกษาและทักษะคนรุ่นใหม่

    4. Reset ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล – มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 พร้อมสร้าง “รัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อป้องกันคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมมือกันสร้าง “ประเทศไทยเวอร์ชันใหม่” ที่พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


    รัฐบาลตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าขับเคลื่อน ESG Plus

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

    1. บริบทเศรษฐกิจโลกจากเสรีนิยมสู่การแข่งขันแบบแบ่งขั้ว

    2. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย

    3. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่รุนแรงขึ้น

    4. แนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียวและสิ่งแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก

    พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทาง “ESG Plus” คือ เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับการมีธรรมาภิบาลและการรักษาสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ เป็นรองประธาน และมีกรรมการอีก 28 ราย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RL-w54AW2KO59bxPShjus

  • ปิด! การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติออบขาน ชั่วคราว ฝนตกหนัก

    ปิด! การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติออบขาน ชั่วคราว ฝนตกหนัก

    เวลา 07.45น. วันนี้ (9 ต.ค. 68) สถานการณ์น้ำแม่ขาน ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบขาน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อคืนมีฝนตกหนัก ส่งผลให้ขณะนี้น้ำในอุทยานมีระดับสูงขึ้น ทางอุทยานฯ จะอัปเดตสถานการณ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง แจ้งเพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์น้ำท่าของลำน้ำขาน  พื้นที่ท้ายน้ำลำน้ำขาน ในพื้นที่อำเภอสันปาตอง เฝ้าระวังระดับน้ำต่อไป

    ปริมาณน้ำฝน

    ที่ทำการอุทยานฯ                   33  มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 1 แม่สาบ           19   มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 2 ทุ่งเริง           25 มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 3 ห้วยหยวก       – มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 4 ห้วยตาด        – มม.

    ขอบคุณข้อมูล-ภาพ: อุทยานแห่งชาติออบขาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ebmErIOXog_H9yiTWGpP7