Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ
    พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 (FY2024) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งเผยให้เห็นความ ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขยายโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับโลก Environmental Vision 2050 ของเอปสัน ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ และเลิกพึ่งพาทรัพยากรใต้ดินอย่างสิ้นเชิง

    เอปสันเริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 และรายงานฉบับล่าสุดได้สรุปความก้าวหน้าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Achieve Sustainability in a Circular Economy) การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ขอบเขตใหม่ (Advance the Frontiers of Industry) การยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) และการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม (Fulfil Social Responsibility) ทั้งสี่ด้านนี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมของเอปสันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้ เอปสันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 11% ในปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ลดลงเหลือ 814 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือใกล้เคียงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็นประมาณ 4,500 เครื่องต่อปี

    *การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน*
    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าผลักดันวาระด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการลด
    ของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่ง โดยเพียงลำพังการขยายการทำ Drop Shipping ก็สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 113 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566

    เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอปสันได้ขยายการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้จะสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนโครงการเฉพาะของตนเองเพื่อลดขยะ อนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความก้าวหน้าระดับภูมิภาค โดยเอปสันสามารถรีไซเคิลวัสดุสิ้นเปลืองจากหมึกได้มากกว่า 1,600 กิโลกรัม และแปรรูปเศษอาหารกว่า 500 กิโลกรัมเป็นปุ๋ย ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารราว 1,700 มื้อ

    ความพยายามในการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนภายในสำนักงานยังส่งผลให้สำนักงานแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการรับรองมาตรฐาน BCA Green Mark ระดับ Gold ภายในช่วงเวลาการรายงาน และต่อมาอีก
    5 สำนักงานก็ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ความสำเร็จระดับภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อแนวปฏิบัติด้านอาคารที่ยั่งยืน ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์

    *การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม*
    รายการความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ยังนำเสนอความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน

    โดยเฉพาะในการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล พนักงานได้เข้าร่วมการอบรมด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบครบถ้วน 100% ควบคู่กับมาตรการต่อต้านการทุจริต และมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ ในปีงบประมาณ 2567 เอปสันสามารถบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความปลอดภัยของพนักงาน

    *การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน*
    เอปสันยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “Epson Goes to School” และการมอบเครื่องพิมพ์ เพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ในหลายประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลในอนาคต

    *การธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม*
    รายงานยังเน้นย้ำถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเอปสัน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคีท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปริมาณขยะ อาทิ โครงการเก็บกู้ขยะกว่า 1,400 กิโลกรัม ทั้งพลาสติกและโฟม และกิจกรรมทำความสะอาดใน 6 ประเทศ ขณะที่ในอินโดนีเซีย เอปสันร่วมกับ WWF ในโครงการ “Trees for Life” ปลูกต้นไม้กว่า 200,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยเหลือครอบ ครัวกว่า 300 ครัวเรือน

    *ตัน เมย์ ลิน หัวหน้าคณะทำงานด้านความยั่งยืน เอปสัน เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้* กล่าวว่า “สำหรับเอปสัน ความยั่งยืนคือการมอบพลังให้กับพนักงานและชุมชนในการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและความรับผิดชอบในภูมิภาค เพื่อให้เป้าหมายระดับโลกสอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่จริง”

    *เอลวิน ตัน ผู้รับผิดชอบโครงการในแต่ละประเทศ* เสริมว่า “ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจริงในทุกตลาดภายใต้การกำกับดูแลของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะพลาสติก หรือการขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีการแบบลงมือทำจริงนี้ช่วยให้ทั้งพนักงานและชุมชนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”

    รายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ฉบับเต็มของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอ่านได้ที่นี่ และเวอร์ชันสรุปสำหรับผู้บริหารสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449845&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIRpnSwnva-MexuTG3Uto

  • นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ เผย ประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้าครม.ชุดใหญ่

    09 ต.ค.2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเริ่มได้เมื่อใด ว่า ครม.เศรษฐกิจได้มีการตั้งขึ้นมาแล้ว โดยคาดว่าจะประชุมทุกบ่ายวันจันทร์ จะได้มีการกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อน ซึ่งใน ครม.เศรษฐกิจก็มีหลายคนที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลามีเรื่องที่จะเข้าสู่การประชุม ครม.ประจำสัปดาห์จะได้ทำความเข้าใจและพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เมื่อถามว่า ส่วนระยะเวลาการทำงาน 4 เดือนนี้จะตั้งคู่สมรสคณะรัฐมนตรีขึ้นมาช่วยทำงานและสนับสนุนภารกิจด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เอาไว้หลังเลือกตั้ง ตอนนี้เป็น ครม.มู ก่อนขอตัวขึ้นไปไหว้องค์นรสิงห์จำลองที่ด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/875968/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FjM3clQTUVErdAu2GG0hA

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับดักที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ในระดับต่ำ เฉลี่ย 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไม่สามารถผลักดันให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    สำหรับกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เห็นว่ามีด้วยกัน 4 กับดักใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ 

    1.กับดักเรื่องของการลงทุน ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ทั้งนี้ในแนวทางการแก้ไขปัญหา ล่าสุดได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาทางสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ BCG และ EV โดยกำหนดเป้าหมายการดึงดูดให้ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางการส่งเสริมแบบ Fast Pass คือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบ Fast Track ควบคู่ไปกับการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน

    2.กับดักเรื่องของคน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต และยังเป็นต้นทุนเรื่องของงบประมาณภาครัฐในการเข้าไปดูแลสวัสดิการอีกด้วย

    สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ส่วนแรกนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายออกมาแล้วเกี่ยวกับการขยายเกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกันในตลาดแรงงานนั้น รัฐบาลกำลังหาทางสร้างคนให้ตรงกับงานและตรงความต้องการของตลาด โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ล่าสุดได้หารือกับบีโอไอ เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูง ให้ได้ 100,000 คน ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026

    3.กับดักเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวกระโดดไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเพาะในภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการมาช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน ผ่านกลไกของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้เงินสนับสนุน (Grant) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับตัว 

    โดยรัฐช่วยเหลือสัดส่วน 50% หากเป็นรายเล็กจะได้วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท และรายกลาง ได้วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือด้วย ล่าสุดได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และยืนยันที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว

    4.กับดักหนี้ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 3 ขาสำคัญ คือหนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นหนี้ครัวเรือน ต่อมาคือหน้าเอสเอ็มอี และสุดท้ายคือนี้ภาครัฐ ทั้งนี้ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือหนี้ภาคประชาชน ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่มาระหนี้ โดยเตรียมซื้อหนี้เสีย หรือ NPL ของประชาชนออกมา แต่ในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้ อาจจะทำไม่ทันในช่วงเวลา 4 เดือน 

    ดังนั้นรัฐบาลอาจใช่กลไกเดิมที่มีอยู่เข้ามาดำเนินการ เช่น การให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้ามาดำเนินการในช่วงแรกไปก่อน

    ส่วนหนี้ของเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาดูแลเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะที่หนี้ภาครัฐ จะพยายามรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบ

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาแค่ 4 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแผนงานต่าง ๆ เชื่อว่า จะเป็นการวางรากฐานในการแก้ปัญหาระยะยาวนี้ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XW2WibK7TnlJ-wsA6QXdT

  • IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันพุธ (8 ต.ค.) ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้าน พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้และปี 2569 จะชะลอลงเพียงเล็กน้อย

    กอร์เกียวาระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว แต่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยซึ่งหลายฝ่ายวิตกเมื่อ 6 เดือนก่อนได้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศยังทรงตัวได้ดี เนื่องจากมีนโยบายเหมาะสม ภาคเอกชนปรับตัวได้ดี ภาษีนำเข้าส่งผลกระทบไม่รุนแรง และภาวะการเงินเอื้ออำนวย

    กอร์เกียวาเผยว่า IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถทนแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้านได้

    เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้น 0.2% เป็น 3.0% และปรับขึ้น 0.1% เป็น 3.1% สำหรับปี 2569

    ทั้งนี้ IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันอังคารหน้า (14 ต.ค.) ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน โดยการประชุมเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างผลกระทบต่อการค้าระดับโลกด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราสูงและดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องการเข้าประเทศ ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    กอร์เกียวากล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีกว่าที่วิตกกัน แต่ยังแย่กว่าที่ควรจะเป็น โดย IMF คาดว่าอัตราการเติบโตระยะกลางของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ราว 3% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 3.7% ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxMXYQW7qGOSW8aBVKiSN

  • “ออกซฟอร์ด” ยืนหนึ่งมหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 10 ปีซ้อน เอเชียแรงสุด ติดโผ 929 แห่ง : อินโฟเควสท์

    “ออกซฟอร์ด” ยืนหนึ่งมหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 10 ปีซ้อน เอเชียแรงสุด ติดโผ 929 แห่ง : อินโฟเควสท์

    นิตยสาร Times Higher Education ของสหราชอาณาจักรเผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2568 โดยมีสถาบันการศึกษาจากเอเชียติดอันดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 929 แห่ง

    รายงานระบุว่า 10 อันดับแรกยังคงเป็นของมหาวิทยาลัยจากอังกฤษและสหรัฐฯ โดย มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน ตามด้วยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) อันดับ 2 แต่จำนวนสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ ใน 500 อันดับแรกนั้นต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีเพียง 102 แห่ง

    ส่วนในเอเชียนั้น มหาวิทยาลัยจีนมากกว่า 1 ใน 5 เลื่อนอันดับขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมหาวิทยาลัยชิงหัวครองอันดับสูงสุดของเอเชียที่อันดับ 12 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่ที่อันดับ 13

    สำหรับญี่ปุ่น มีมหาวิทยาลัยติดอันดับทั้งหมด 115 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยโตเกียวขยับขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่ 26 ขณะที่มหาวิทยาลัยเกียวโตร่วงจาก 55 มาอยู่ที่ 61 ส่วนมหาวิทยาลัยโทโฮคุอยู่ที่อันดับ 103 มหาวิทยาลัยโอซาก้าอยู่ที่ 151 และมหาวิทยาลัยจุนเทนโดติดกลุ่ม 600 อันดับแรกเป็นครั้งแรก

    ด้านเกาหลีใต้มีมหาวิทยาลัย 4 แห่งติด 100 อันดับแรก เพิ่มเป็นสองเท่าจากปีก่อน ขณะที่ฮ่องกงมีมหาวิทยาลัย 6 แห่งติด 200 อันดับแรก ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    การประเมินมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อ้างอิงข้อมูลปีการศึกษา 2566 ก่อนผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น การยกเลิกเงินทุนวิจัย และการเพิกถอนใบอนุญาตรับนักศึกษาและนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งนิตยสารระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวอาจทำให้อันดับมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ชั้นนำลดลง

    ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาทั้งหมด 3,168 แห่งเข้ารับการประเมินใน World University Rankings 2026 ครอบคลุมด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย คุณภาพงานวิจัย และมุมมองระดับนานาชาติ และมี 2,191 แห่งจาก 115 ประเทศและดินแดนติดอันดับ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535994&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NFHtq110ZUkp4cCUaJLyD

  • แลอดีต 50 ปี แห่งอ้อมกอดมรณะ กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียถูกปลงพระชนม์โดยพระนัดดา – BBC News ไทย

    แลอดีต 50 ปี แห่งอ้อมกอดมรณะ กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียถูกปลงพระชนม์โดยพระนัดดา – BBC News ไทย

    King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    ที่มาของภาพ, C Maher/Daily Express/Hulton Archive/Getty Images

      • Author, หลุยส์ ฮิดัลโก
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 1975 สมเด็จพระราชาธิบดีไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในกรุงริยาด เมื่อเจ้าชายไฟซาล บิน มูซาด พระนัดดาทรงใช้พระแสงปืนยิงสังหารพระองค์ในระยะประชิด

    ในขณะนั้น อาห์เหม็ด ซากี ยามานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติ ยืนข้าง ๆ ขณะที่พระองค์ทรงถูกยิง

    ต่อมาในปี 2017 ดร.เม ยามานี บุตรสาวของเขาได้เล่าให้บีบีซีฟังถึงเหตุการณ์ที่ยากจะลืม

    “ฉันไม่มีวันลืมวันนั้น ฉันซึมซับความเจ็บปวดของพ่อ และฉันยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ ลองนึกภาพบุคคลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คือที่ปรึกษาของเขา เป็นอาจารย์ของเขา และเป็นเพื่อนของเขา ที่ถูกยิงในระยะประชิดเช่นนี้ดูสิ”

    กษัตริย์ไฟซาลทรงถูกยิงถึง 3 ครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ขณะที่พระองค์ทรงก้มลงจุมพิตพระนัดดาเพื่อทักทาย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • The sun rises over the carved stone stairways and columns of the terrace at the ruined ancient Persian city of Persepolis. A raised stone area contains many giant stone columns and lintel structures. Figures are carved into the base of the platform.

    • แพทองธาร ชินวัตร บอกกับ สส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ “สื่อสารแบบใจถึงใจ” หลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    • Newly-elected Liberal Democratic Party (LDP) leader Sanae Takaichi receives an applause after winning the LDP leadership election on October 4, 2025 in Tokyo, Japan

    • King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    บิดาของ ดร.ยามานี รัฐมนตรีผู้ภักดีต่อกษัตริย์ไฟซาลตลอดระยะเวลา 15 ปี และมักจะอยู่เคียงข้างพระองค์แทบจะตลอดเวลา เล่าว่า กษัตริย์ไฟซาลทรงถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่สวรรคตในเวลาต่อมาไม่นาน

    ทั้งนี้ กษัตริย์ไฟซาล ทรงเป็นผู้ปกครองลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันใต้ผืนทะเลทราย และยังทรงเป็นหนึ่งในพระโอรสของกษัตริย์ผู้ทรงก่อตั้งประเทศด้วย

    Numerous heads of state attend the funeral ceremonies for Saudi King Faisal in 1975 in Riyadh. Among them, his successor King Khaled, Chairman of the Palestine Liberation Organization (PLO) Yasser Arafat, President of the Republic of Egypt Anwar al Sadat, Algerian President Houari Boumedienne, and President of Syria Hafez El Assad.

    ที่มาของภาพ, Claude Salhani/Sygma/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มีประมุขจากหลายชาติในขณะนั้นได้เข้าร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ไฟซาลในปี 1975 ในกรุงริยาด อาทิ ยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำองค์การปลดปล่อยแห่งชาติปาเลสไตน์ หรือ (Palestine Liberation Organization – PLO), อันวาร์ อัล ซาดัต ประธานาธิบดีอียิปต์, ฮูอารี บูเมเดียน ประธานาธิบดีแอลจีเรีย และฮาเฟซ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย

    ในวันเกิดเหตุ เม ยามานี ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุ 18 ปี กำลังรอคอยบิดาของเธออยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองห่างออกไปไม่กี่ไมล์

    “ตอนนั้นฉันนั่งอยู่ภายในอะพาร์ตเมนต์ของพ่อที่รายล้อมไปด้วยหนังสือของเขา พ่อเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่แปลกประหลาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เขาเดินตรงไปที่ห้องรับประทานอาหารแล้วเขาก็กรีดร้องออกมาและพูดได้คำ ๆ เดียวว่า “หายนะแท้ ๆ”

    ในวันนั้นเหมือนไม่ใช่ตัวเขาเลย ซึ่งเคยขึ้นชื่อว่า เป็นบุคคลที่สงบเสงี่ยม พูดจาเบา ๆ และแล้วเขาก็ตัดสินใจบอกลูกสาวว่าเกิดอะไรขึ้น

    “เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่คณะผู้แทนด้านกิจการน้ำมันของคูเวตกำลังเข้าเฝ้ากษัตริย์ไฟซาลในพระราชวัง และพ่อของฉัน ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติก็เข้าไปชี้แจงต่อกษัตริย์ไฟซาล” ดร.ยามานี เล่า

    “เจ้าชายพระองค์นั้น ช่างน่าขันที่ทรงมีพระนามเดียวกันว่า เจ้าชายไฟซาล [อิบู มุซาอิด] ทรงเป็นพระนัดดาของกษัตริย์ไฟซาล ทรงเสด็จมาพร้อมกับคณะผู้แทนดังกล่าวพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของคูเวต จากนั้นกษัตริย์ไฟซาลก็ทรงกางพระกรออกเพื่อโอบกอดพระนัดดา”

    “ต่อมาพระนัดดาของพระองค์ทรงหยิบพระแสงปืนขนาดเล็กออกจากกระเป๋าและยิงพระแสงปืนไปยังพระเศียรของพระองค์เป็นจำนวนสามนัด และพ่อของฉันก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับพระองค์”

    บางรายงานในขณะนั้นระบุว่า ผู้ก่อเหตุดูเหมือนจะบอกกับตำรวจว่า ยามานีผู้พ่อยืนอยู่ใกล้มากจนเขาคิดว่าเขาได้สังหารยามานีไปด้วย ต่อมายามานีได้เดินทางไปโรงพยาบาลกับกษัตริย์ไฟซาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ยืนยันว่า พระองค์ทรงสิ้นพระชมน์แล้ว

    “หลังจากนั้น ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบงัน ตามถนนในกรุงริยาดก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า และเงียบสงัด” เธอบรรยายให้ฟัง

    กษัตริย์นักปฏิรูป

    ในปี 1964 กษัตริย์ไฟซาลทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ดินแดนที่มีผืนทะเลทรายกว้างใหญ่เทียบเท่ากับพื้นที่ของยุโรปตะวันออก และยังได้รับการยกย่องว่าเป็น พันธมิตรชาติอาหรับรายใหม่ของอังกฤษ

    พระราชกรณียกิจของพระองค์คือการสร้างความทันสมัยให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้าหลังมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังที่เดวิด ดิมเบิลบี ผู้สื่อข่าวของบีบีซีในขณะนั้นได้กล่าวไว้ แต่พระองค์ทรงทำได้สำเร็จหรือไม่ โดยที่จะไม่สูญเสียบัลลังก์ไป

    พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระโอรสที่มีพระชนมายุมากที่สุดของกษัตริย์อับดุลอาซิส อัล ซาอุด ทรงร่วมรบในยุทธการของพระราชบิดาเพื่อรวมคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น

    ต่อมาพระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การปกครองของพระเชษฐาของพระองค์หลังจากพระราชบิดาสวรรคต

    เมื่อเวลาผ่านไป พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวขวัญว่า ทรงเป็นนักการเมืองที่เฉียบแหลม เคร่งศาสนา ขยันขันแข็ง และเป็นนักปฏิรูป อีกทั้งยังทรงเคยค้าขายในเมืองหลวงในประเทศต่าง ๆ ของโลกมาก่อน

    นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงถูกมองว่าเป็นผู้ปกครองที่ต้องการใช้ความมั่งคั่งจากน้ำมันที่เพิ่งค้นพบของประเทศเพื่อนำพาความเป็นรัฐสมัยใหม่ ซึ่งรวมไปถึงระบบการศึกษา สาธารณสุข และระบบตุลาการ มาสู่ซาอุดีอาระเบีย

    ทว่าการปฏิรูปของกษัตริย์ไฟซาลไม่ได้ทำให้กลุ่มอนุรักษนิยมในศาสนาอิสลามที่เคร่งครัดซึ่งราชวงศ์ของพระองค์เป็นพันธมิตรด้วยมีความพอใจเสมอไป

    เมื่อกลางทศวรรษที่ 1960 ในขณะที่พระองค์ทรงร่วมเปิดสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของซาอุดีอาระเบีย ได้เกิดการโจมตีด้วยอาวุธที่อาคารดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์นั้นนำโดยพระเชษฐาของพระนัดดาของพระองค์ ผู้ที่ต่อมาคือ ผู้ลอบปลงพระชนม์พระองค์เอง

    นอกจากนี้กษัตริย์ไฟซาลยังทรงเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษาด้วย

    ดร.ยามานี เล่าว่า “พระราชินีอิฟฟัต [พระมเหสีองค์ที่สอง] ทรงริเริ่มการศึกษาสำหรับเด็กหญิงในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

    “ฉันภูมิใจที่ได้กล่าวว่า ฉันเป็นหนึ่งในนักเรียนหญิง 9 คนแรกในโรงเรียนของพระองค์ และกษัตริย์ไฟซาลทรงโน้มน้าวสถาบันทางศาสนาเปิดโอกาสให้การศึกษาแก่ผู้หญิง และพวกเธอจะเป็นแม่ที่ดีขึ้น โรงเรียนนั้นมีชื่อว่า ดาร์ อัล ฮานัน (Dar Al Hanan) หรือโรงเรียนแห่งความอ่อนโยน”

    Saudi Arabian Oil Minister Sheik Ahmed Zaki Yamani speaking at a press conference in June 1978

    ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อาห์เหม็ด ซากี ยามานี เป็นสามัญชนที่ได้รับการศึกษาระดับสูงและยังเป็นทนายความ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของราชวงศ์ของซาอุดีอาระเบีย

    อาห์เหม็ด ซากี ยามานี เริ่มทำงานให้กับกษัตริย์ไฟซาลตั้งแต่ปี 1960 นี่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะเขาเป็นสามัญชน เป็นผู้มีการศึกษาสูง และเป็นทนายความ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ในซาอุดีอาระเบีย

    กษัตริย์ไฟซาลทรงอ่านบทความบางชิ้นที่เขาเขียน และบทความเหล่านี้ก็เป็นที่สนพระทัยของพระองค์

    “พ่อของฉันเปิดสำนักงานกฎหมายแห่งแรก แล้วท่านก็เขียนบทความที่ท้าทายที่สุดเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล บทความเหล่านั้นลงนามโดยชายคนหนึ่งชื่ออาบู เม หรือ พ่อของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อเม เพราะฉันเป็นลูกสาวคนแรกของท่าน ดังนั้นเจ้าชายไฟซาล ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร จึงตรัสถามว่า ‘ชายคนนี้คือใคร ?’ เพราะพระองค์ทรงกำลังมองหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย

    ต่อมากษัตริย์ไฟซาลทรงแต่งตั้งให้อาห์เหม็ด ซากี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ชีค ยามานี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของพระองค์

    นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงร่วมกันรัฐมนตรีคนนี้วางนโยบายที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถควบคุมทรัพยากรน้ำมันมหาศาลได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก และทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามในโลกอาหรับและบนเวทีระหว่างประเทศ

    การผลัดเปลี่ยนอำนาจ

    ในปี 1973 หลังสงครามระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในอาหรับจบลง ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เป็นผู้นำการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางการเมืองเป็นครั้งแรก

    การลดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่ง ชีค ยามานี คือผู้รับหน้าที่ให้ออกมาสื่อสารในเรื่องนี้

    “สิ่งที่เราต้องการคือ การถอนกำลังอิสราเอลออกจากดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครองทั้งหมด จากนั้นราคาน้ำมันก็จะอยู่ในระดับเดียวกับเดือน ก.ย. 1973” เขากล่าว

    เขายอมรับว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมากจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ประเทศผู้ผลิต และประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

    การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจดังกล่าวได้รับการยอมรับในปี 1974 (หรือหนึ่งปีก่อนที่พระองค์จะทรงถูกปลงพระชนม์) และกษัตริย์ไฟซาลยังทรงได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีโดยนิตยสารไทม์ด้วย

    ดร.ยามานี กล่าวว่า “เราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ไฟซาล นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า ฆาตกรเป็นชายที่มีความผิดปกติทางจิต ตอนนั้นฉันอายุได้เพียง 18 ปี และรู้สึกถึงความเจ็บปวดของบิดา และยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้”

    หลังการสวรรคตของกษัตริย์ไฟซาล ชีค ยามานี ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของซาอุดีอาระเบียต่ออีก 11 ปี จนถึงปี 1986

    ส่วน ดร.ยามานี ซึ่งเป็นบุตรสาวของรัฐมนตรีคนนี้ ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นสตรีชาวซาอุดีอาระเบียคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

    เธอเขียนหนังสือเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาวอาหรับหลายเล่ม และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารต่าง ๆ เช่น โกลด์แมน แซคส์ และบริษัทน้ำมันต่าง ๆ เช่น เชลล์

    บทความนี้อ้างอิงมาจากตอนหนึ่งของรายการ “วิทเนสส์ ฮิสทรี” (Witness History แปลเป็นไทยว่า แลประวัติศาสตร์) ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y5lzjv95qo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mEY2Cp-SddcawnnnO8Tbv

  • ทายถูกไหม? นี่คือใคร พิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ใบ้ว่าคือคนที่เรา เห็นหน้าแทบทุกวัน

    ทายถูกไหม? นี่คือใคร พิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ใบ้ว่าคือคนที่เรา เห็นหน้าแทบทุกวัน

    ทายถูกไหม? นี่คือใคร ภาพพิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ที่ปัจจุบันคือผู้ประกาศข่าวดัง

    เชื่อว่าหลายคนอาจต้องขยี้ตา เมื่อเห็นภาพพิธีกรสาวสวยจากรายการ “ข่าวเยาวชน” ทางช่อง 9 เมื่อปี พ.ศ. 2542 หรือเมื่อ 26 ปีก่อน หลายคนอาจจะทายกันไปต่างๆ นานาว่าเธอคือใคร แต่เฉลยก็คือ ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรมากความสามารถนั่นเอง

    เมื่อนำภาพในอดีตของเธอมาเทียบกับบทบาทผู้ประกาศข่าวรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ทางช่อง 3 ในปัจจุบัน ก็ยิ่งตอกย้ำความสวยสง่าและความอ่อนเยาว์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่ากาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ เส้นทางชีวิตและผลงานของเธอนั้นน่าสนใจและเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

    ประวัติการศึกษาที่ไม่ธรรมดา

    ดร.อริสรา กำธรเจริญ หรือชื่อหลังแต่งงานคือ อริสรา วิภาตะวัติ เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เธอให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เธอสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยุและโทรทัศน์มาได้สำเร็จ จากนั้นจึงศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารสื่อสารมวลชน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาสื่อสารมวลชน จากสถาบันเดียวกัน นอกจากนี้ เธอยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะวารสารศาสตร์ฯ อีกด้วย

    เส้นทางในวงการสื่อสารมวลชน

    อริสรา กำธรเจริญ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงในปี พ.ศ. 2539 จากการประกวดหนุ่มสาวแพรว และได้รับตำแหน่งรองสาวแพรว หลังจากนั้นก็มีผลงานโฆษณาและละครซิตคอมตามมา ก่อนจะผันตัวเข้าสู่วงการข่าวอย่างเต็มตัวในฐานะผู้ประกาศข่าวและพิธีกร

    เธอสร้างชื่อเสียงจากการเป็นพิธีกรรายการที่มีชื่อเสียงหลายรายการในอดีต เช่น เกมคนเก่งกับแอลจี และ ข่าวเยาวชน ทางช่อง 9 ก่อนจะย้ายมาสร้างผลงานคุณภาพกับทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน โดยรายการที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำในวงกว้างคือ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ และ โหนกระแส รวมทั้ง เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ 

    บทบาทผู้ประกาศข่าวคุณภาพ

    ปัจจุบัน ดร.อริสรา กำธรเจริญ ยังคงทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวหญิงในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ซึ่งความสามารถของเธอนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การันตีด้วยรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงยอดเยี่ยม จากเวทีพิฆเนศวร ในปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2566

    นอกเหนือจากความสามารถด้านการข่าวแล้ว อริสรา กำธรเจริญ ยังเป็นที่รักของแฟนข่าว ด้วยบุคลิกที่น่าเชื่อถือ การใช้ภาษาที่ชัดเจน และความเป็นมืออาชีพ ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนได้อย่างสง่างามมาจนถึงทุกวันนี้

    แหล่งอ้างอิง

    1. Wikipediaฃ
    2. Positioning Magazine

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9850066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UPJ_moxzrwdTklqmnwBv8

  • ส่อง “ยิม เลียก – กลุ่มทุนกัมพูชา” ไม้ใหญ่ในร่มเงาตระกูล “ฮุน”

    ส่อง “ยิม เลียก – กลุ่มทุนกัมพูชา” ไม้ใหญ่ในร่มเงาตระกูล “ฮุน”

    ปฎิเสธไม่ได้ว่า อาณาจักรความมั่งคั่งของ “ตระกูลฮุน” ในกัมพูชา เกิดขึ้นจากการปูทางของ “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขยายและส่งต่อไปให้ลูก ๆ ทั้ง 5 คน จนสามารถคุมอำนาจในประเทศได้แทบทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงิน และการสื่อสาร มีการจัดวางตำแหน่งสำคัญ ๆ ผ่านเครือข่ายเครือญาติและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ

    ในกัมพูชา ฮุน มาเนต (Hun Manet) ลูกชายคนโต ได้เรียนรู้การขึ้นสู่ศูนย์ กลางของอำนาจ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อปี 2566

    หากไล่เลียงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกัมพูชา ผ่านการแต่งงานจะเห็นได้ว่า “ตระกูลฮุน” มีการจัดวางลำดับผ่านเครือข่าย เครือญาติที่กล่าวได้ว่า แทบจะทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน แบบไร้รอยต่อ ทุกอย่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกัมพูชาอาจเรียกได้ว่า แทบไม่ได้อะไรเลย

    เปิดสมุดพก 5 ครอบครัวตระกูลฮุน

    ฮุน มาเนต ลูกชายคนโต ในขณะที่ยังเป็นนายทหาร แต่งงานกับ ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) ลูกสาวของ ปึจ โสพน ( Pich Sophoan ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและอาชีวศึกษา และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในสมัย “ฮุน เซน” เป็นนายก

    ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) จบการศึกษาด้านสาธารณสุขในระดับปริญญาเอกจากประเทศอังกฤษ ช่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในกัมพูชา และมีตำแหน่งเป็นรองประธานสภากาชาดกัมพูชา ขณะเดียวกันยังเป็นนักธุรกิจ และเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนอยู่หลายแห่ง

    และหนึ่งในนั้นคือ บริษัท Phnom Penh Toll Way Co. Ltd. ซึ่งดำเนินโครงการก่อสร้างทางด่วน ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ มีทำสัญญาสัมปทานทางด่วนจากรัฐบาลมูลค่ากว่า 10.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2554 ต่อมาในปี 2558 รัฐบาลของฮุน เซนก็เข้ามาซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าว

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ระบุว่า ปัจจุบัน ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) มีตำแหน่งในบริษัทเอกชน 11แห่ง เป็นประธานกรรมการบริษัทอยู่ 4 แห่ง และมีชื่อเป็นบอดร์ดบริหารอีก 7 บริษัท โดยบริษัทต่าง ๆมีการประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ด้านเทคโนโลยี การนำเข้า-ส่งออก เวชภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์

    ฮุน มานา (Hun Mana) ลูกคนที่ 2 ทำธุรกิจเกี่ยวกับกิจการสื่อสารในประเทศ มีหน้าที่ควบคุมกำกับทิศทางการนำเสนอข้อมูลของข่าวรัฐบาล และจากต่างประเทศ เธอมีตำแหน่งเป็นประธาน Bayon TV และหนังสือพิมพ์ Cam bodge Soir แต่งงานกับ ดาย วิเชีย (Dy Vichea) บุตรชายของ พล.ต.ท. โฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา

    ฮุน มานิต ( Hun Manit) ลูกคนที่ 3 รับราชการทหาร มีตำแหน่ง ผู้อำนวย การข่าวกรองทหารกัมพูชา, รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภริยา คือ โฮก ชินดาวี (Hok Chendavy) บุตรสาวของ พล.ต.ท. โฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา

    ฮุน มานี (Hun Many) ลูกคนที่ 4 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบริการพลเรือน แต่งงานกับ ยิม ไชลิน (Yim Chhay Lin) บุตรสาวของ “ยิม ไซรี” (Yim Chhaily) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาชนบทของกัมพูชา

    และ ฮุน มาลี (Hun Maly) ลูกสาวคนเล็ก เป็นนักธุรกิจ ดูแลโครงการก่อสร้าง และกิจการด้านพลังงาน ทำเรือสำราญร้านอาหารและดูแลเรื่องยา แต่งงานกับ สก พุทธิวุทธ (Sok Puthyvuth) ลูกชาย อดีตรองนายกฯ

    โดย ฮุน เซน มอบหมายให้ สก พุทธิวุทธ (Sok Puthyvuth)เป็นประธานคณะกรรม การบริหารโทรคมนาคมกัมพูชา ดูแลระบบสื่อสารและงาน ICT ทั้งหมด คอยควบคุมและเซนเซอร์เนื้อหาออนไลน์โดยไม่ต้องมีหมายศาล

    ข้อมูลในปี 2563 พบว่า การคุมประเทศทั้งระบบของเครือข่ายอำนาจ “ตระกูลฮุน” ในปัจจุบันพบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งความเชื่อมโยงและสายพันธ์อยู่เบื้องหลังมากกว่า 114 แห่ง และมีทุนจดทะเบียนรวมกันมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวนนี้ยังไม่รวม 16 บริษัท หรือคิดเป็น 14 % ของทั้งหมด 114 บริษัท ที่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับทุนจดทะเบียน

    โดยบริษัทเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในภาคธุรกิจที่ทำรายได้สูงที่สุดในกัพูชา ทั้ง ด้านการค้า การเงิน พลังงาน และการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น การพนัน การก่อสร้าง เกษตรกรรม และการทำเหมืองแร่ 

    เครือข่ายกลุ่มทุนธุรกิจ-สายสัมพันธ์เพื่อนเก่า

    หากมองย้อนกลับดูสายสัมพันธ์ของ “ตระกูลฮุน” กับเครือข่ายใหญ่ของกลุ่มทุนธุรกิจในกัมพูชาพบว่า มีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Royal Group ของ Kith Meng หรือ ออกญา คิธ เหมิง ประธานหอการค้ากัมพูชา คนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลัง การร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะจีน เช่น Huawei, China Southern Power Grid

    กลุ่มของ Mong Reththy หรือ มง ริธธี นักธุรกิจจีน-เขมร เจ้าของฉายา “คนรวยของ ฮุนเซน “สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ที่ปรึกษาใกล้ชิดอดีตนายก ฮุน เซน

    กลุ่มของ “ลิม ชิวโฮ” เจ้าแม่นำเข้า-ส่งออกเจ้าของคลังสินค้าใหญ่ในกรุงพนมเปญ ที่ขยายเครือข่ายมาเติบโตอยู่สีหนุวิลล์ แตกไลน์ทำธุรกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม สถานบันเทิง และแหล่งชอปปิง

    และเพื่อนเก่าของฮุน เซน อย่าง “ลียง พัด” เจ้าของกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group โดยโรงแรมและรีสอร์ท 4 แห่งคือ O-Smach Resort, Garden City Hotel, Koh Kong Resort, Phnom Penh Hotel ซึ่งถูกกระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ระบุว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาและคอลเซ็นเตอร์ที่บังคับหรือหลอกลวงคนไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย และถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายอันละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม

    รวมทั้ง Sok Kong หรือ “ซอก กง” ผู้ก่อตั้ง Sokimexบริษัทปิโตรเลียมในกัมพูชา หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดสองคนของกัมพูชา ร่วมกับ “คิธ เหมิง” แม้จะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์และการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในกัมพูชาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562

    แม้ในช่วงหลังบทบาทของ ซอก กง จะลดลง เนื่องจาก ฮุน เซน เริ่มผลักดันกลุ่มทุนรุ่นใหม่ เช่น คิธ เหมิง และลูกหลานของตนเองขึ้นมาแทน แต่เครือข่ายของ ซก กง ยังมีบทบาทในระดับเบื้องหลัง โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม

    Bic Group ตระกูลยิม สายสัมพันธ์ใกล้ชิด

    แต่กลุ่มสำคัญที่มีความเกี่ยวดองกับ “ตระกูลฮุน” ที่กำลังถูกจับตาในขณะนี้คงหนีไม่พ้น กลุ่ม Bic Group ของ Yim Leak หรือ “ยิม เลียก” เนื่องจากพี่สาวของเขา คือ “ยิม ไช ลิน” (Yim Chhaylin ) ได้แต่งงานกับ “ฮุน มานี” ลูกชายคนที่ 4 ของ “ฮุน เซน”

    และ“ยิม ไซรี” (Yim Chhaily) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาฟื้น ฟูและพัฒนาด้านการเกษตรและชนบทในสมัยรัฐบาลฮุนเซน บิดาของทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทของอดีตนายกกัมพูชาอีกด้วย

    ด้วยผลประโยชน์ที่เอื้อกัน อีกทั้งลูก ๆ ทั้ง 4 คนของ ยิม ไซรี (Yim Chhaily) ยังมีบทบาททั้งด้านการทหารและธุรกิจ โดยเฉพาะ“ยิม เลียก” (Yim Leak) ซึ่งเป็นนักธุรกิจกัมพูชาที่ทำธุรกิจด้านพลังงานและกลุ่มบริษัทของเขามีคนไทยหลายตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการถือหุ้นและร่วมลงทุน

    พล.ท.ยิม เลียง (Yim Leang) ลูกชายคนโต เป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายอารักขาความปลอดภัยของ สมเด็จ พลเจีย ซิม ซิม อดีตประธานวุฒิสภา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีตำรวจแห่งชาติ และรองหัวหน้าสำนักของสมเด็จวิบูลย์เสนาภักดี สาย ชุม ประธานวุฒิสภา

    โดยเมื่อครั้งที่ ฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2520 ได้ออกพระราชกฤษฎีกาโอนย้ายเขาจากกองทัพกัมพูชา (RCAF) ไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งรองอธิบดีตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายดูแลความมั่นคงและการคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เขาดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการร่วมของกองบัญชาการทหารสูงสุด RCAF

    “ยิม ไช ลิน” (Yim Chhaylin ) ภริยาของ “ฮุน มานี” ลูกชายคนเล็กของ “ฮุน เซน” ยิม ไช ลิน เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมแพทย์ในสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท TEHO International ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการคอนโด The Bay

    ยิม เลียท (Yim Leat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกัมปงทม หลังจบการศึกษาจากกรุงพนมเปญ และในปี 1997 ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียน Jean Moulin ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2001 ย้ายไปสหรัฐฯเพื่อเรียนต่อระดับชั้น มัธยมที่โรงเรียน Fairmont Academy และสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2003 ต่อมาปี 2009 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย DeVry จากสหรัฐอเมริกา

    ยิม เลียท (Yim Leat) เคยรับราชการในสภาฟื้นฟูและพัฒนาด้านการเกษตรและชนบท ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ต่อมาได้ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดกัมปงทม ในนามพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในการเลือกตั้งครั้งที่ 6 ปี 2018 ได้รับเลือกตั้งและกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร และการตรวจสอบของรัฐสภา

    และลูกชายคนคนเล็ก “ยิม เลียก” (Yim Leak) ประธานคณะกรรมการบริษัท BIC Group ซึ่งมีบริษัทในเครือจำนวนมาก และทำโครงการอสังหา ริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ บนพื้นที่จำนวน 61 เฮกตาร์ที่ชื่อว่า One Phnom Penh นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของบริษัท Kulen Property Group บริษัทที่มีบทบาทสำคัฯในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาด้วย ปัจจุบันมีการประเมินว่า “ยิม เลียก” มีทรัพย์สินมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    “ยิม เลียก” (Yim Leak ) เกิดเมื่อปี 2503 แต่งงานกับสาวไทย วิษณี เทพเจริญ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย ทายาทโครงการอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้านค่าย “ณุศาศิริ”

    โครงข่ายความสัมพันธ์และเส้นทางการทำธุรกิจของอดีตผู้นำกัมพูชา ในห้วงที่ไทย-กัมพูชา ยังมีปัญหาข้อพิพาทและอยู่ระหว่างเจรจาหยุดยิง ท่ามกลางเส้นตายของไทยขอให้กัมพูชา ทำแผนอพยพชาวเขมรออกจากพื้นที่ “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” วันที่ 10 ต.ค.2568

    อ่านข่าว

    “เขมร” เมินเส้นตาย “อพยพ” เกมวัดใจกองทัพแค่ “งดประชุม RBC”

    สกัด “กัมพูชา” ภัยคุกคาม ปิดด่านยาว ฉีกเป๋าตังค์ “ฮุน เซน”

    จับไต๋ “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกกลบความจริง สร้าง “กาสิโน” ล้ำไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357425&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_N2ZIFXC1AJFuB_4nYPch

  • แว่นท็อปเจริญ จับมือ สกสค. ลงนาม MOU มอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสายตา แก่ครูและบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แว่นท็อปเจริญ จับมือ สกสค. ลงนาม MOU มอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสายตา แก่ครูและบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แว่นท็อปเจริญ นำโดย นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นำโดย นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพสายตาให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยแว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นนำนวัตกรรม บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีการตรวจวัดสายตาที่ทันสมัย ร่วมยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสายตาได้อย่างทั่วถึง ผ่านโครงการสิทธิประโยชน์ที่จัดทำร่วมกับคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งครอบคลุมทั้งการให้บริการตรวจวัดสายตาฟรี การมอบสิทธิพิเศษส่วนลดแว่นตาและเลนส์สายตา สำหรับครูและบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ ด้วยบริการที่เข้าถึงง่ายจากร้านแว่นท็อปเจริญ กว่า 2,000 สาขามากที่สุดในไทยและอาเซียน

    แว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพและที่สุดของการบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านสายตาอย่างครบวงจร เพื่อการมองเห็นที่สดใส กว้างไกล และเข้าถึงได้ของทุกคนในสังคม จากการบริการด้านสายตากว่า 78 ปีของแว่นท็อปเจริญ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th หรือ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial และ Line ID: @topcharoen

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uggYsljiRfcO8qgSmPqss