Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 09/10/2025 ช่วงที่1

    นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 09/10/2025 ช่วงที่1

    เผยแพร่:

    นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว ชี้ปัญหา ศก.เกิดจากคอร์รัปชั่นไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/J7pgSpkydSY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hv7KP8rKhOe81SP82MTv0

  • หุ้นโรงไฟฟ้าวิ่งคึก! รับ “พลังงาน” ดัน 8 บิ๊กโปรเจกต์

    หุ้นโรงไฟฟ้าวิ่งคึก! รับ “พลังงาน” ดัน 8 บิ๊กโปรเจกต์

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (9 ต.ค.68) ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าบวกคึก นำโดย บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ณ เวลา 10.25 น. อยู่ที่ระดับ 2.02 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 2.54% สูงสุดที่ระดับ 2.04 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.98 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30.20 ล้านบาท

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาหุ้น ณ เวลา 10:25 น. อยู่ที่ระดับ 44.00 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.57% สูงสุดที่ระดับ 44.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 43.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 211.55 ล้านบาท

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ราคาหุ้น ณ เวลา 10:28 น. อยู่ที่ระดับ 14.40 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.41% สูงสุดที่ระดับ 14.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 72.35 ล้านบาท

    บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ณ เวลา 10:31 น. อยู่ที่ระดับ 4.06 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.50% สูงสุดที่ระดับ 4.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.02 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.67 ล้านบาท

    ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวแถลงนโยบายพลังงานว่า ช่วง 4 เดือนนับจากนี้ จะเร่งผลักดันนโยบาย “Quick Big Win” ด้านพลังงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ทั้งนี้คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับด้านนโยบายพลังงาน จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 700,000 ล้านบาท เกิดการสร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สู่เป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นในปี 2593 จากปี 2608

    : เร่งลงทุน 8 โครงการใหญ่

    สำหรับนโยบายด้านพลังงาน ภาคประชาชน จะผลักดันทั้งหมด 8 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน ช่วยลดค่าไฟในชุมชน คาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในเดือน พ.ย. 2568 เกิดการสร้างงาน 1,600 ตำแหน่ง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ 30,000 ล้าบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.80 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าหมาย 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 50 ระบบ วงเงิน 536 ล้านบาท กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาาน 1,150 ระบบ วงเงิน 11,960 ล้านบาท กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ ตั้งเป้าหมายลดค่าพลังงาน 1,500 บาทต่อไร่ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 12,500 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    3) การเร่งรัดมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ แต่ไม่เกินจริง 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน เริ่มดำเนินการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้ากว่า 585 ล้านหน่วยต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 450 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    4) โครงการโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ จากเขื่อนภูมิพล 778 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 770 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 90 เมกะวัตต์ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 53,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.82 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    5) นโยบายด้านพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม จะทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงานโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) 2,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรม Data Center จะเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาร่างหลักเกณ์และอัตราค่าบริการ TPA ภายในเดือน พ.ย.นี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,600 เมกะวัตต์ เกิดการสร้างงานกว่า 3,094 ตำแหน่ง คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    6) การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งการพัฒนาระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าด้วยกรอบงบประมาณเดิม สามารถรองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าได้ 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 650 เมกะวัตต์ ระยอง 150 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย ที่ต้องการไฟฟ้าประมาณ 3,817.5 เมกะวัตต์ ในปี 2580 คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปี 2568-2570 ประมาณ 1,380 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ในปี 2580

    7) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานได้ 10 ktoe ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 800 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    สำหรับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว รองรับ Net Zero ปี 2593 จะผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ​ (PDP) จะทบทวนรายละเอียดให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และนโยบายพลังงาน เช่น พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน

    8) การพัฒนาการดับจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) นำร่องในแหล่งอาทิตย์ เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2571 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการรวม 8 ล้านตันคาร์บอน และแหล่งอ่าวไทยตอนบน เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2577 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการ 225 ล้านตันคาร์บอน รวมสามารถกักเก็บคาร์บอนได้กว่า 230 ล้านตันคาร์บอนได ออกไซด์ต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 540,000 ล้านบาท ลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 6.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    สำหรับนโยบายดูแลราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันดีเซล ก๊าซ LPG และค่าไฟ ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะยังคงดูแลต่อไป โดยยังตรึงราคาดีเซล ไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคา LPG ยังคงเดิม 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม และค่าไฟงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 จะไม่สูงขึ้นไปกว่าเดิมแน่นอน และจะพยายามหาเครื่องมือเพื่อช่วยลดค่าไฟต่อไป

    :เซ็นเอ็มโอยูพลังงานอาเซียน

    นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้รับตำแหน่งและรัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ได้เร่งดำเนินงานโครงการที่สำคัญในหลากหลายมิติ ซึ่งส่วนของการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงพลังงานก็ได้นำเสนอเรื่องเข้า ครม. 2 เรื่องสำคัญที่จะต้องมีการลงนามระหว่างรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน 10 ประเทศในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 43 หรือ AMEM จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ต.ค. 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย

    โดยเรื่องแรกนั้นเป็นร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) จะมีผลบังคับใช้หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนส่งมอบสัตยาบันเรียบร้อยแล้ว โดยสาระสำคัญ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมเพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาค ทั้งในพื้นที่บนบกและในทะเล ด้วยการพัฒนานโยบาย การพัฒนาตลาดไฟฟ้าอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาด โดยต้องสอดคล้องกับบริบทและกฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน

    2) อาเซียนจะร่วมกันศึกษา ประเมินและทบทวนนโยบาย กฎหมาย และแผนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน โดยการผลักดันการดำเนินกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ รวมถึงประสานงานกับหน่วยงาน/องค์กร/คู่เจรจา เพื่อจัดสนับสนุนงบประมาณ เงินลงทุน และการสนับสนุนด้านเทคนิคที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินกิจกรรม/โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์

    ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) ซึ่งจะร่วมกันจัดตั้งกลไกสำหรับช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการร่วมกันจัดหา/แบ่งปันปิโตรเลียมให้ประเทศผู้ประสบปัญหาเพื่อบรรเทาปัญหา โดยการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามความสมัครใจและความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ สมาชิกอาเซียนจะร่วมกันพัฒนาและปรับใช้มาตรการด้านพลังงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคพลังงานในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น

    :หุ้นไฟฟ้า-พลังงาน-ก่อสร้างคึก

    นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการหัวหน้าฝ่ายวิจัยสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้า ที่จะรับผลดีจากนโยบายของรมว.พลังงานคนใหม่ที่ผลักดันโซลาร์เซลล์ ทั้งโซลาร์ชุมชน การลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่หากมองว่าหุ้นตัวใดที่จะรับประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าจะเป็นบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ที่มีธุรกิจครอบคลุม ทั้งการก่อสร้าง (EPC) และจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าครบวงจร

    ขณะที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ก็มีความร่วมมือกับ GUNKUL ดังนั้นมองว่าทั้ง GUNKUL และ GULF มีโอกาสคว้างานโซลาร์ชุมชนมากที่สุด

    บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กรณีรัฐบาลเดินหน้าโครงการและมาตรการพลังงานสำคัญ คาดว่า บริษัทจดทะเบียนที่จะได้รับประโยชน์ชัดเจน แบ่งเป็น 1) โครงการโซลาร์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจ 30,000 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL 2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ 12,500 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL 3) มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์กระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL

    4) โครงการโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อน กระตุ้นเศรษฐกิจ 53,000 ล้านบาท หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) BGRIM รับงาน EPC โครงการโซลาร์ลอยน้ำ 5) Direct PPA ภาคอุตสาหกรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP (เพิ่มโอกาสขายไฟให้ Data center)

    6) พัฒนาระบบไฟฟ้า EEC กระตุ้นเศรษฐกิจ 1,380 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL ดำเนินธุรกิจก่อสร้างสายส่งและสถานีจ่ายไฟฟ้า 7) พัฒนาการดับจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) กระตุ้นเศรษฐกิจ 540,000 ล้านบาท นำร่องในแหล่งอาทิตย์ และอ่าวไทย หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU

    บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) โครงการและมาตรการที่กระทรวงพลังงานออกมาล่าสุด เป็นบวกต่อหุ้น GULF, BGRIM และ GUNKUL มากสุด เช่นเดียวกับ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON  และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/breakingnews/788095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38rl2duw5nhRt-jjoZKFUr

  • ‘

    เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ-ภัตตาคารจี้รัฐบาลสร้างบรรยากาศใช้จ่าย แนะตัวเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 2% เชียร์ ‘ควิก บิ๊ก วิน’ เติมเงินใช้จ่าย-เร่งเบิกจ่ายงบปี’69-ลดภาระหนี้-ขยายโครงการคุณสู้เราช่วย ปัจจัยหลักช่วย ‘เอสเอ็มอี’ สร้างแต้มต่อ-ประคองธุรกิจ

        ช่วยเอสเอ็มอีลดหนี้-ต่อลมหายใจ

       จี้รัฐบิลด์บรรยากาศ’กินช้อปเที่ยว’

        นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายเล็ก อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างบรรยากาศ หรือออกแรงกระตุ้นให้ประชาชนและผู้บริโภคใช้จ่ายและท่องเที่ยวมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนคนเข้าไปใช้บริการในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารทั่วไป ค่อนข้างน้อยมากในวันปกติ หรือแม้วันหยุดบางช่วงก็ตาม อีกทั้งที่ผ่านมาเจอปัจจัยกดดันผู้ประกอบการ อย่างประเด็นค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าเงินสกุลประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกันถึง 7% ทำให้เกิดความลังเลใช้จ่าย หรืออย่างในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติเห็นการลังเลที่จะจอง หรือรับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อในไทย อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว หรือโครงการลดภาระผู้ประกอบการ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 ที่มีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

        นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือ การแก้หนี้ครัวเรือนและลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี วันนี้ต้องเร่งกระตุ้นเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่แค่ออกโครงการแจกเงิน แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างจริงจัง อยากให้มีการตอกย้ำ “โครงการคุณสู้เราช่วย” ให้กว้างขึ้น มีการปรับปรุงการพิจารณาและวิธีการดึงคนเข้าระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้มากขึ้น การกระตุ้น เศรษฐกิจต้องทำควบคู่กันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเอสเอ็มอี มีความคล่องเพียงพอและภาระหนี้ลดลงก็จะยังทำการค้าขายต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น กลุ่มเหล่านี้จะเป็นห่วงโซ่การหมุนเวียนทางธุรกิจ การฟ้นตัวของเศรษฐกิจก็รวดเร็ว

        “รัฐบาลต้องทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีความเชื่อมั่นและมั่นใจที่จะใช้จ่าย ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น หากกลุ่มหลักของประเทศยังใช้จ่าย ล้อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจก็จะทำงาน นโยบายควิก บิ๊ก วิน หากทำได้เร็วและแรงต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าจะช่วยประคองให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้เพียง 1.5% และทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน 2%” นายพสุกล่าว

         นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่กังวลคือ สถานการณ์ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยอมรับว่ากระทบกับทุกคน ไม่แค่การค้าชายแดน โดยเฉพาะทักษะผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแรงงานกัมพูชาก็เด่นในเรื่องการปูกระเบื้อง เป็นต้น อีกประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งคือการหาตลาดใหม่ ซึ่งไม่ได้ทำได้ง่ายในเวลาอันสั้น และเป็นเรื่องที่มีการแข่งขันสูงมากในวันนี้

        นายนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด เจ้าของและผู้บริหารภัตตาคาร “หงเปา” เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารต้องอาศัยอารมณ์ผู้บริโภคและบรรยากาศที่คึกคักในการกระตุ้นการออกมาบริโภคอาหารนอกบ้าน ซึ่งปี 2568 นี้ยอมรับยอดขายร้านอาหารทั่วไปหายไป 15-20% ดังนั้น เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะออกโครงการที่จะกระตุ้นใช้จ่าย แม้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภัตตาคาร แต่เมื่อคนมีรายได้เพิ่มเติมในการใช้จ่ายประจำวันก็จะใช้เงินที่มีบางส่วนในการเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดยาว ซึ่งร้านอาหารระดับภัตตาคารก็คาดหวังกำลังซื้อจากส่วนนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TP5vlsbAvp3eacaS2Y2pq

  • นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความกังวลต่อสถานการณ์ “ภาวะเงินฝืด” ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ของปีนี้ โดยเตือนว่า หากเกิดภาวะดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างถึง 3 ระดับ และทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการ “อัดฉีดความมั่นใจ” เข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน

    ภาวะเงินฝืดจะสร้างผลกระทบหลักคือการ ขาดความเชื่อมั่น (Confidence) ในทุกภาคส่วน โดยแบ่งผลกระทบได้ดังนี้

    • ระดับมหภาค ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ ไม่เกิดขึ้น
    • ระดับธุรกิจ ผู้บริหารจะเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากคาดการณ์ว่า ลูกค้าปลายทางจะลดการใช้จ่าย ทำให้สินค้าและบริการ ขายยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโดยตรง
    • ระดับครัวเรือน ประชาชนจะ ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รู้สึกว่า “ใช้ชีวิตได้ยากขึ้น” และพร้อมใจกันเก็บเงินแทนการใช้จ่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินในระบบหมุนเวียนช้าลง และเร่งให้เกิดภาวะเงินฝืดลึกขึ้น

    ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ในมุมมองของ นักวิชาการมองว่าความเสี่ยงของ “เงินฝืด” (deflation) ในช่วงไตรมาส 4 ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่น (confidence) ในทุกระดับของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนะว่า มาตรการของรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาจะต้องทำควบคู่กัน 2 ส่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดความมั่นใจ

    การเติมเงิน เป็นการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เช่น นโยบายลดค่าไฟหรือค่าแก๊สที่กำลังดำเนินการ แต่มาตรการนี้ ไม่เพียงพอ

    นักวิชาการ ชี้ 'เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    การกระตุ้น เป็นการกระตุ้นให้เงินที่ถูกเติมเข้าไป ไหลออกจากกระเป๋า ผ่านการใช้จ่าย โครงการอย่าง “คนละครึ่ง” หรือโครงการในลักษณะ Quick Big Win ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนการใช้จ่าย จึงถือเป็นการ ตีโจทย์ได้ดี เพราะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

    “ธุรกิจต้องได้ กระตุ้น ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค ในมุมของภาคธุรกิจ เน้นว่ารัฐไม่ควรมองแค่การอัดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน เช่น ลดค่าไฟ ค่าน้ำ หรือคูปองส่วนลด แต่ต้องมีมาตรการที่กระตุ้นฝั่งธุรกิจให้พร้อมรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการออโตเมชั่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับระบบดิจิทัล หรือมีโครงการร่วมโปรโมชันกับภาครัฐเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและขยายช่องทางจำหน่ายให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้จริง ถ้าเติมเงินแล้วคนเก็บ ไม่ใช้ เงินฝืดก็ยังอยู่ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/640996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0afsfnnLiqyqHqQV41133I

  • “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    รศ.ดร.โอฬาร อธิบายว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกันเงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน

    โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน

    เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1349460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-4c0HPAHGWbDTEtiqzOvP

  • ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨


    9/10/2568 | 33 | |

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

        กรมการพัฒนาชุมชน ขานรับนโยบายรัฐบาล พร้อมขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก – หนุนชุมชนค้าขายมั่นคง เพื่อสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจระดับฐานรากหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกพื้นที่

        นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กำชับ “พัฒนาการจังหวัดทั่วประเทศ” เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างการรับรู้ และสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน ร้านค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมโครงการอย่างกว้างขวาง โดยมีแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุน ดังนี้
    1. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก “รู้สิทธิ เข้าใจ เข้าถึงโครงการ”
    2. หนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP “เข้าร่วมง่าย ได้ประโยชน์”
    3. จัดกิจกรรม “OTOP คนละครึ่ง พลัส”
    4. ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ/จังหวัด ทั่วประเทศ เป็นทีมพี่เลี้ยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP 
    5. ติดตาม ประเมินผล และรายงานความสำเร็จ

    #กระทรวงมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #คนละครึ่งพลัส
    #คนละครึ่ง


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/273918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dZj-VminCOkFMfzD2q1-I

  • เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก

    เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานเฉลิมฉลองบ้านรักไทย ที่ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    เมื่อค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน ฯ และร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย ให้การต้อนรับ

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ บ้านรักไทย จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทย ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3789980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yBBnyuD4aWRhI-OAb3h9V

  • คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    การเมือง

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้านบาท สระแก้ว-ศรีสะเกษ อ่วม เลิกจ้างแรงงาน50เปอร์เซ็นต์แล้ว วอนรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน 

    เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568  นางสาวชนก จันทาทอง สส.จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยว พร้อมด้วยนายยอดชาย พึ่งพร สส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะกรรมาธิการท่องเที่ยว พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ เรื่องมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ 

    โดยนางสาวชนก ระบุว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้ามารับหนังสือตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และก็รับทราบถึงข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการ ทั้ง 11 ข้อ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาเรื่องนี้  ซึ่งบางเรื่องรู้สึกตกใจ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรม เพราะถูกลูกค้าทั้งเลื่อนและยกเลิกห้องพัก ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน แต่ยังไม่ปิดกิจการ โดยจากข้อมูลที่มีพบว่าจังหวัดที่น่าเป็นห่วง คือ จังหวัดสระแก้วและจังหวัดศรีสะเกษ 

    นางสาวชนก ระบุอีกว่า ทางคณะกรรมาธิการเข้าใจดีว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลใหม่ให้เยียวยาผู้ประกอบ อีกทั้งอยากให้ไทยช่วยไทยด้วย และประการสำคัญ คือ ในระยะสั้นนี้อยากให้มีโครงการเฉกเช่นโครงการแอ่วเหนือคนละครึ่ง จัดขึ้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา  ทั้งนี้ 7 จังหวัดชายแดนดังกล่าวมีการปะทะเพียงบางจุดเท่านั้น ไม่ได้ปะทะทั้งจังหวัด ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนทุกคนเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงานได้

    ด้านตัวแทนผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า นับแต่ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ตัวเลขความเสียของการท่องเที่ยว 7 จังหวัด อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท โรงแรมภายในจังหวัดสระแก้วได้เลิกจ้างแรงงานทั้งแรงงานไทยและกัมพูชา รวมแล้ว  50เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงภาคส่วนต่างๆให้สื่อสารกับสังคมว่า จังหวัดชายแดนนั้น ปะทะเพียงบางจุดเท่านั้น ไม่ไช่ปะทะทั้งจังหวัด ภาพรวมส่วนใหญ่ของจังหวัดปลอดภัยดี อย่างทะเลจันทบุรี ทะเลตราด ก็ปลอดภัย   

    สำหรับมาตรการการบรรเทาความเดือดร้อนที่ผู้ประกอบการต้องการให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือในสถานการณ์เป็นกรณีพิเศษ มีทั้งหมด 11 ข้อ อาทิเช่น 1.จัดทำโครงการเหมือนแอ่วเหนือคนละครึ่ง ให้กับในพื้นที่ทั้ง ๗ จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ 2.จัดโครงการหรือมหกรรมเทศกาลท่องเที่ยว 3.กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธธรรมดาหรือนิติบุคคลสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางและใช้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัด 4.กำหนดมาตรการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 5.กำหนดมาตรการพักชำระหนี้และยกเว้นดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงกำหนดให้มีโครงการเงินกู้ระยะสั้น ดอกเบี้ยต่ำ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นต้น 
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/449912&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WaZTqPUMGmGx27rhjo9aY

  • สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ได้จัดการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 
    รุ่นที่ 1 (พนต. 1) มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจำนวน 140 คน ประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายภาคส่วน เช่น บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ศิลปิน และภาคประชาสังคม โดยในการศึกษาอบรมหลักสูตรดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เข้ารับการศึกษาอบรม โดยการนำองค์ความรู้จากการศึกษาอบรมมาจัดทำโครงงานเชิงปฏิบัติการและลงพื้นที่สู่การปฏิบัติ 
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รวบรวมและเผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามรูปแบบที่สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกำหนด จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่
            
    1. ผลของการใช้บัญชีทางการ LINE OA ต่อความถูกต้องในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) : กรณีศึกษาการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
            
    2. การเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นแก่เยาวชนในสถาบันการศึกษาสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
            
    3. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กรณีศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี
            
    4. สูตร (ไม่สำเร็จ) การลาออกของผู้บริหารท้องถิ่นก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง : ศึกษากรณีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี

    5. การวิเคราะห์บทบาทของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารแนวคิดประชาธิปไตย : การส่งเสริมการแสดงออกของวัยรุ่นในกระบวนการประชาธิปไตย
            
    6. การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านระบบออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร
            
    การจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและการเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้ง รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้กับผู้เข้ารับการศึกษาอบรม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจดาวน์โหลดเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสแกน QR Code ด้านล่าง 


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icnoRQtonfEAjmuDfUfU-

  • “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ย้ำ ไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ รายได้ พร้อมปฏิรูปการศึกษาพิเศษให้เท่าทันโลก

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะ ยกระดับการศึกษาพิเศษ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย สร้างอาชีพและรายได้ ให้กับเด็กพิเศษตามแนวคิดที่มองผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถที่แตกต่าง พร้อมสั่งการให้มีการ ปฏิรูปการศึกษาพิเศษ ให้เท่าทันโลก

    รมว.ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรค โดยระบุว่าได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้ขับเคลื่อนงานนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนพิการที่เรียนรวมในสังกัด สพฐ. และ สศศ. มากถึง 351,531 คน

    ศ.ดร.นฤมล ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนด้าน งบประมาณ อุปกรณ์ และอัตรากำลัง เพื่อยกระดับโรงเรียนที่ดูแลเด็กพิเศษให้เป็นรูปธรรม

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    รมว.ศธ. ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากครูและบุคลากรเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ จึงได้สั่งการให้ เลขาธิการ กพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เร่งจัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อทบทวน หลักเกณฑ์การขอวิทยฐานะ สำหรับครูการศึกษาพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อนำเสนอต่อ ก.ค.ศ. ต่อไป

    นอกจากนี้ ยังมอบให้ สพฐ. หารือกับคุรุสภาเพื่อหาแนวทาง ปลดล็อก การเข้ามาเป็นครูการศึกษาพิเศษ และให้โรงเรียนเรียนรวมที่มีความโดดเด่นทำหน้าที่ พัฒนาครู ที่จบเฉพาะสาขาให้มีความรู้ด้านการดูแลเด็กพิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงฯ จะให้ความสำคัญกับการ เกลี่ยงบประมาณ สนับสนุนการศึกษาพิเศษให้มากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหา สวัสดิการครู ที่มีค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพสูง โดยจะร่วมมือกับ การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อ ปรับปรุงบ้านพักครู ทั้งในระยะเร่งด่วนปีนี้ และบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731656&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MCm9N1tySYXXufhjZBmnZ