Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เทียบโปรไฟล์ “วราวุธ VS สุริยะ” ลือแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย

    เทียบโปรไฟล์ “วราวุธ VS สุริยะ” ลือแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย

    เปิดประวัติ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” 

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ถือเป็นอีกหนึ่งคน ที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองว่า อาจมีชื่อเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย 

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองอาวุโสและผู้มีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลไทย เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2497 ที่กรุงเทพมหานคร ด้วยภูมิหลังด้านการศึกษาที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ที่ยาวนาน ทั้งในภาคธุรกิจและการเมือง ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามาโดยตลอด

    พลิกผันจากแพทย์สู่ “วิศวะ”

    เส้นทางการศึกษาของสุริยะเริ่มต้นที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้าน แพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ด้วยความสนใจด้านอื่น เขาได้ตัดสินใจเปลี่ยนสายไปศึกษาต่อด้าน วิศวกรรมอุตสาหการ ที่ University of California, Berkeley ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2521 ก่อนจะเข้ารับการอบรมหลักสูตรสำคัญอย่าง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นปี 2538

    เส้นทางการเมือง จากรัฐมนตรีช่วยฯ สู่เลขาธิการพรรค

    นายสุริยะเริ่มก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2541 ในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย (สมัยที่ 2) โดยได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย ในปี 2544 ซึ่งทำให้เขาได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการพรรค ในปีถัดมา บทบาทของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรัฐบาล แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคในขณะนั้น

    บทบาทสำคัญในตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย

    ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ทำให้สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในหลายกระทรวงสำคัญ อาทิ

    • กระทรวงอุตสาหกรรม
    • กระทรวงคมนาคม
    • กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ผลงานเด่นที่ถูกจารึกไว้ในช่วงที่เขามีบทบาทบริหาร ได้แก่ การจัดตั้ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) เพื่อเป็นกลไกในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และการดำเนินการ แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในขณะนั้น

    ที่มา : รัฐบาลไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860165&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mGneSpg9Cg1b1V6n05wwD

  • ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

    //s.isanook.com/ns/0/ud/1970/9850022/new-thumbnail1200x720_v2(3).jpg

    ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    ยูทูบเบอร์ดังเล่าทั้งน้ำตา ลูกสาววัย 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก ร้อง “อย่าตีหนู” เปิดโปงความจริงสุดช็อกที่โรงเรียนอนุบาล 

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2025 YouTuber ชื่อดัง Ted จากช่อง 35線上賞屋 ได้เปิดเผยผ่านวิดีโอความยาวเกือบ 7 นาที ถึงประสบการณ์สุดสะเทือนใจของลูกสาววัย 2 ขวบกว่า ที่ถูกทำร้ายในโรงเรียนอนุบาลสองภาษาแห่งหนึ่งในไต้หวัน

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ในวิดีโอ Ted เล่าว่า ลูกสาวของเขาได้ตื่นขึ้นกลางดึก พร้อมกับร้องขอว่า “อย่าตีหนู” และ “อย่าตีหน้าหนู” ซึ่งเป็นคำพูดที่สะท้อนถึงความกลัวและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของเด็กน้อย

    นอกจากนี้ Ted ยังได้เปิดเผยว่า โรงเรียนดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม เช่น การขู่เด็กด้วยการติดสติกเกอร์ที่ปาก และการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีผู้ปกครองหลายคนออกมาให้ข้อมูลสนับสนุนในเรื่องนี้

    การตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเปิดเผย สำนักงานการศึกษาของเมืองนิวไทเปได้ดำเนินการตรวจสอบ และพบว่า โรงเรียนดังกล่าวได้จดทะเบียนในฐานะ “โรงเรียนกวดวิชา” แต่กลับดำเนินการในลักษณะของโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการศึกษาของเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี

    ทางสำนักงานการศึกษาจึงได้สั่งปิดโรงเรียนดังกล่าว และมีโทษปรับสูงสุดถึง 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 318,000 บาท)

    การสนับสนุนและการเรียกร้องความยุติธรรม

    Ted ได้กล่าวขอบคุณผู้ปกครองที่กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูล และยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับลูกสาวและเด็ก ๆ ทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้

    เขายังได้เรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็ก และให้มีการตรวจสอบและควบคุมโรงเรียนอนุบาลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

    1. Mirror Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9850022/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HSLgKefxxNTGBvOUu11DF

  • กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก เหนือกว่าเวียดนาม-ไทย

    กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก เหนือกว่าเวียดนาม-ไทย

    นิตยสารท่องเที่ยว Condé Nast Traveller จัดอันดับ “ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก” พบ กัมพูชาอยู่อันดับ 5 ส่วนไทยอยู่อันดับ 8

    เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 68 กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards

    โดยกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน

    FB/ក្រសួងទេសចរណ៍ Ministry of Tourism, Cambodia
    กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก

    Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า “ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ ‘เมตตา’ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม”

    Condé Nast Traveller เสริมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”

    สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า “เคนยา” ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน

    Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์และความเป็นท้องถิ่น

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/258831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DjeNAtXNu2Q5WYMFAMFc7

  • เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชี้ “Wellness Tourism” คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เคทีซีผนึกพันธมิตรวงการท่องเที่ยว เปิดเวที “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” จุดประกายแนวคิดสุขภาพเชื่อมเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ไทยสู่ Wellness Destination ระดับโลก

    เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” โดยรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของไทย ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชีวาศรม ปัญญ์ปุริ Thailand Gastronomy Network และโรงแรมสุโขทัย มาร่วมวิเคราะห์ทิศทาง “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคหลังโควิด-19

    เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 230 ล้านล้านบาท) และเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิต” มากขึ้น

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    Wellness Ecosystem คือกุญแจสำคัญ สู่การเป็น Wellness Destination ของไทย

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษา BDMS Wellness ชี้ว่า วิกฤตโควิด-19 ได้เปลี่ยนแนวคิดเรื่องสุขภาพให้กลายเป็น “ไลฟ์สไตล์ถาวร” ผู้คนทั่วโลกหันมาดูแลตัวเองทั้งในด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต นำไปสู่การเติบโตของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)” ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

    • Primary Wellness Tourism – นักเดินทางที่ตั้งใจท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ (15%) มียอดใช้จ่ายสูง
    • Secondary Wellness Tourism – นักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีกิจกรรมเพื่อสุขภาพเสริมระหว่างทริป (85%)

    “หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็น Wellness Destination ระดับโลก เราต้องสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาวะของคนไทยเอง โดยเฉพาะการเจาะตลาด Gen Z (อายุ 13–28 ปี) ที่พร้อมลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต” — นายภูมิกิตติ์กล่าว

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท

    ชีวาศรมชี้ตลาดโตแรง นักท่องเที่ยวสุขภาพพักยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท เผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวของชีวาศรมกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ และอีก 20% เป็นชาวไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นมากจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% โดยกลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) และ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม ใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาว ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่ถึง 6 เดือน

    นายกรดย้ำว่า “เสน่ห์ความเป็นไทย” คือหัวใจในการสร้างความแตกต่างของตลาด Wellness Tourism เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด

    “Thai Senses” พลังแห่งเอกลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทย “ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI)” กล่าวเสริมว่า เอกลักษณ์ของไทยอยู่ที่การเชื่อมโยง “5 Senses” กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุรินำมาสร้างสรรค์เป็น Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรไทยเช่น กระเพรา หรือดอกไม้หอมอย่างมะลิ และภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยฟื้นฟูพลังใจ “จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ของโลก ที่เราสามารถต่อยอดเป็นรายได้ระดับโลกได้อย่างแท้จริง” เขากล่าว

    ยิ่งกว่านั้นการจัดการกับความเครียดของคนในยุคนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้ตลาด wellness เติบโตไวไม่เฉพาะในกลุ่มคนสูงวัยเท่านั้น

    “อาหารเป็นยา” หัวใจของ Wellness Tourism ไทย

    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยคือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะผสานภูมิปัญญาสมุนไพร เครื่องแกง และหลัก “Food as Medicine – อาหารเป็นยา” ไว้อย่างลงตัว “หากเราสื่อสารให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นคุณค่าทางโภชนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้เป็นพลังขับเคลื่อน Wellness Tourism ได้อย่างยั่งยืน”

    เธอยังเปิดเผยว่า GWI คาดว่าในปี 2027 อุตสาหกรรม Wellness Tourism จะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 51 ล้านล้านบาท) โดยนักท่องเที่ยวสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 68,000 บาท) สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ทั้งนี้ ประเทศไทยยังครอง อันดับ 1 ของโลกด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022–2023 ในกลุ่ม 25 ประเทศชั้นนำ

    “ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะเป็น ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย’ หากเรานำแนวคิด Wellness on a Plate มาสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนความเป็นไทยอย่างร่วมสมัย” — ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

    มิสเตอร์ ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ

    The Sukhothai Spa ตัวอย่างต้นแบบของการผสานวัฒนธรรมกับสุขภาพ

    มิสเตอร์ ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ กล่าวว่า The Sukhothai Spa คือหนึ่งในตัวอย่างของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบไทย” ที่ผสมผสานเรือนไทยโบราณเข้ากับศาสตร์บำบัดสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนและเยียวยาแบบองค์รวม พร้อมยกระดับด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งการได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริการระดับโลก และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก อย่างยั่งยืน

    นางสาว วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี

    เคทีซีปักหมุด Wellness Hub สร้าง Ecosystem การเดินทางสุขภาพครบวงจร

    นางสาว วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิกเคทีซีมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น โดยพบว่ายอดใช้จ่ายในโรงแรมที่เน้น Wellness สูงกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 1.88 เท่า และมีกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เคทีซีจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม “KTC Wellness Hub” ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์จากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ เพื่อมอบสิทธิ์เข้าถึงบริการสุขภาพคุณภาพสูงได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการบัตรเครดิต แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทยกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Wellness Destination แห่งเอเชีย อย่างแท้จริง” — นางสาววริษฐากล่าวทิ้งท้าย
     

    กระแส Wellness Tourism ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่รวมพลังของสุขภาพ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ภายใต้จุดแข็งของไทยทั้งด้านอาหาร สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการบริการระดับโลก หากทุกภาคส่วนเดินหน้าร่วมกัน ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก (Global Wellness Hub) ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YrHXbUFoAW8v2mFDCCoj1

  • BEDO-UNDP โชว์ศักยภาพ! ประจวบคีรีขันธ์ พลิกเกมอนุรักษ์สู่ “ท่องเที่ยวชีวภาพ”

    BEDO-UNDP โชว์ศักยภาพ! ประจวบคีรีขันธ์ พลิกเกมอนุรักษ์สู่ “ท่องเที่ยวชีวภาพ”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/102607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mag5kNSQgU7iwPpn8e5KW

  • หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    ภูมิภาค

    หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศ ณ ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อนายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสาย “ธรรมะ” สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสาย “ธรรมชาติ” สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและดื่มด่ำกับความเขียวขจี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ร่วมในกิจกรรม

    สำหรับทริปทดสอบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคมนี้ ได้เชิญเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมคาราวานสำรวจศักยภาพของเส้นทางต่างๆ ในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน 2 เส้นทาง 1.เส้นทางอำเภอโนนสัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอเมือง ในจุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ วัดถ้ำกลองเพล Skywalk ภูแอ่น สะพานเชื่อมฮักบ้านตาดไฮ เป็นต้น 2.เส้นทางอำเภอสุวรรณคูหา อำเภอนากลาง และอำเภอนาวัง ชมแหล่งท่องเที่วสำคัญอาทิ สถานีภูซาง แพดงสวรรค์บ้านสระแก้ว วัดถ้ำเอราวรรณ วัดภูผายาว บ้านภูผาเจาะ เพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น สำหรับนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัด ภายใต้โครงการ “ยกระดับการท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ที่ไม่ได้มีดีแค่การสร้างเส้นทางใหม่ๆ แต่เป็นการชุบชีวิตการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยเชื่อมโยงมนต์เสน่ห์ของ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับการเกษตรและเทรนด์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามอง เชื่อมโยงสู่งานพืชสวนโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L1o4kfwrLb9lFFccMfziU

  • &

    &

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวเหลือ 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจากจีดีพีโลกในครึ่งแรกของปี 2568 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2568 จะชะลอลงเหลือ 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 2569 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า “ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าจีดีพีประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 2568 ก่อนที่จะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 2568 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/2568 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น”

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566-2567 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของจีดีพี ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieytwqifzbcsppmdmpgexemrib63erqp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ufH0ORjHpTTI2OvRWoJVQ

  • “รมว.อรรถกร” เผย “สหพันธ์เปตองโลก” อนุญาตบรรจุเปตองเข้ากีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 พร้อมดันใช้คำว่า“มวยไทย”ลงในกีฬามวย ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

    “รมว.อรรถกร” เผย “สหพันธ์เปตองโลก” อนุญาตบรรจุเปตองเข้ากีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 พร้อมดันใช้คำว่า“มวยไทย”ลงในกีฬามวย ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายนายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส.กล้าธรรม ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาเรื่องของปัญหาการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่9-20 ธ.ค.นี้ โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงว่า ขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งขณะนี่เรากำลังเร่งดำเนินการภายในอาทิตย์หน้าจะเริ่มมีการโฆษณาตามพื้นที่ที่มีประชาชนสัญจรไปมาไม่ว่าจะเป็นสนามบิน รถไฟฟ้า เราจะทำการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่

    ส่วนชนิดกีฬาเบื้องต้นทางกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬา ได้ของบประมาณสำหรับการแข่งขัน30ประเภทกีฬาเท่านั้น แต่ด้วยความพร้อมในขณะนี้มีการขอเพิ่มชนิดกีฬาเป็น50กว่าชนิดกีฬา รวมถึงการจัดอาเซียนพาราเกมส์ที่จ.นครราชสีมาในช่วงต้นปีหน้าสำหรับผู้พิการเราจำเป็นต้องจัดอย่างเต็มที่และยิ่งใหญ่

    “ภารกิจการจัดซีเกมส์เป็นภารกิจเร่งด่วน ด้วยเงื่อนไขเวลา กรอบงบประมาณที่จำกัด ซึ่งผมอยากขอให้คนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้นักกีฬาต่างชาติพูดต่อและกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง” นายอรรถกร กล่าว

    ส่วนที่สหพันธ์เปตองโลกสั่งแบนห้ามจัดแข่งในซีเกมส์นั้น นายอรรถกรระบุว่า เรื่องนี้มีปัญหาจากความไม่เข้าใจกันระหว่างสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยและสหพันธ์เปตองโลก ซึ่งเป็นปัญหาก่อนที่ตนจะมาดำรงตำแหน่ง หากไม่มีการแข่งขันเปตองจะส่งผลให้นักกีฬาที่เก็บตัวมาเป็นปี ๆ สูญเสียเวลาและโอกาส รวมถึงไทยจะถูกตั้งคำถามว่าในฐานะเจ้าภาพจึงไม่สามารถบรรจุกีฬาเปตองเพื่อการแข่งขันได้ ซึ่งตนได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปคุยกับทางสหพันธ์เปตองโลกให้เข้าใจโดยการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา โดยทางร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทางการกีฬาแห่งประเทศไทยได้เขียนจดหมายเพื่อปรับความเข้าใจ พร้อมให้ตัวแทนเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผลการตอบรับคือสหพันธ์เปตองโลกยอมรับและอนุญาตให้ซีเกมส์ครั้งนี้สามารถบรรจุกีฬาเปตองลงในการแข่งขันได้

    ส่วนการเปลี่ยนชื่อกีฬามวยจากเจ้าภาพก่อนหน้านี้ที่ใช้คำว่ากุนขแมร์ ในการแข่งขันครั้งนี้เราจะสามารถบรรจุกีฬาโดยใช้คำว่า ”มวยไทย“ ได้หรือไม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ในการแข่งขันมีมวนหลักอยู่ 2 ประเภทคือ มวยสากล หรือ Boxing และ มวยไทย ใช้คำว่า Muay ซึ่งคนทั่วโลกทราบอยู่แล้วว่ามวยไทยคืออะไรรากฐานมาจากไหน ดังนั้นการที่จะใช้คำว่ามวยเฉยๆแทนมวยไทยก็รับได้ แต่เราต้องการผลักดันให้มวยไทยดังมากกว่านี้ จึงจะมีการหารือและเสนอไปยังมนตรีซีเกมส์ เพื่อขอความเห็นและผลักดันเพื่อให้ได้ใช้คำว่ามวยไทยในการแข่งขันครั้งนี้

    ส่วนในการจัดการที่พัก รถโดยสาร รวมถึงการกินนั้นของนักกีฬานั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็น จ.สงขลา จ.ชลบุรี รวมถึงกรุงเทพฯ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ประกอบกับการจัดแข่งขันซีเกมส์นั้นช่วงในช่วงไฮซีซั่น เราได้กำกับดูแลไม่ให้ราคาแพงจนเกินไป ในการการเดินทางเราได้ประสานงานไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ตรวจสอบเส้นทาง เพิ่มป้ายบอกทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาและนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xwleik_U3kDV88bBGNgvA

  • “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

    “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

    ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 3.5 แสน สืบสานมรดกวัฒนธรรมเชียงแสน–เชื่อมสองฝั่งลาว–ไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งปี

    เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — ยามค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน ลมแม่น้ำโขงพัดเอื่อยพาแสงไฟระยิบจากชุมชนบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน สะท้อนผิวน้ำเป็นริ้ว ยาวไปจนสุดสายตา “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ครั้งที่ 27 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางเสียงสวดเบา ๆ ของคณะสงฆ์ เสียงซุ่มซ่ามของช่างไม้ที่เพิ่งยกโครงเรือไฟขึ้นค้ำยัน และเสียงผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานความหลังให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่คือการประกาศว่า วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงยังเต้นเป็นชีพจรของเชียงแสน และปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ใส่คันเร่งเพิ่ม—อัดงบสนับสนุน 350,000 บาท ขยายงานให้เข้มแข็งขึ้น ตอกย้ำแนวทาง “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”

    พิธีเปิดจัด ณ ลานกิจกรรมริมฝั่งโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย (นายกนก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย–เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานคับคั่ง ภาพของโคมไฟที่ขึงเรียงเป็นแนวเหนือระเบียงโขง รูปทรงเรือไฟที่ถักสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา กับลวดลาย “12 ราศี” อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสื่อความหมายถึงการ บูชาพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา และ ขอบคุณธรรมชาติ ผู้หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมาตลอดชั่วอายุคน

    เรื่องเล่าจากสายน้ำ ไฟ แสง และความทรงจำของเชียงแสน

    หากจะเล่าประวัติศาสตร์เชียงแสนโดยไม่มีแม่น้ำโขงก็เหมือนเล่านิทานโดยละทิ้งตัวละครเอก เมืองท่าการค้ามาช้านานแห่งนี้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากล้านนาและฝั่งลาวอย่างลึกซึ้ง ไหลเรือไฟ” จึงไม่ใช่กิจกรรมตามฤดูกาล หากเป็นพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกัน เพื่อรับ–ส่งความหมายของชีวิต จากพรรษาสู่กาลใหม่ เมื่อไฟวิ่งตามกระแสน้ำ ชาวบ้านถือเป็นนิมิตหมายของความสว่างไสวที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป

    ที่ บ้านสบคำ จุดบรรจบของความทรงจำจากเวียงจันทน์กับเชียงแสน พิธีนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว—ลวดลายเรือไฟ จึงถูกออกแบบโดยผสานลายพิสดารแบบลาวกับเส้นเรียบง่ายแบบล้านนา ตั้งแต่ ราศีเมษ–ราศีมีน ถูกเล่าผ่านโครงไม้ไผ่ โปรยกระดาษสา ติดไฟตามจังหวะราศี และประดับเครื่องหมายมงคล เช่น นellik หรือลายเครือวัลย์ ที่เชื่อว่าเรียกความอุดมสมบูรณ์ เมื่อไฟติด—แต่ละราศีเหมือนถูกปลุกให้ “ลอยเล่าเรื่อง” ต่อผู้ชม ขณะเสียงฆ้องกลองท้องถิ่นค่อย ๆ ประคองขบวนแสงลงสู่สายน้ำ

    งบ 3.5 แสนบาท กับโจทย์ใหญ่ “งานวัฒนธรรมที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

    อบจ.เชียงราย วางงบสนับสนุน 350,000 บาท สำหรับปีนี้ โดยเปิดเผยเป้าประสงค์ไว้ชัดเจน 3 ข้อ

    1. ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน — ดัน “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ให้เป็นเหตุผลของการเดินทางช่วงหลังออกพรรษา ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาสัมผัสบรรยากาศริมโขงและใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
    2. สร้างงาน–สร้างอาชีพ–กระจายรายได้ — ให้ช่างฝีมือท้องถิ่น ร้านค้าเล็ก ๆ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชนอาสา และโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ ได้งาน–ได้รายได้ อย่างเป็นธรรม
    3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม — ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพิธีกรรมอย่างแท้จริง ถ่ายทอดทักษะทำเรือไฟ การสานไม้ไผ่ การทำโคม และบทเพลงท้องถิ่นไปยังรุ่นใหม่

    เงินสนับสนุนก้อนนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโครงการยักษ์ แต่หาก บริหารแบบ “งานเล็ก–ผลลัพธ์ยาว” จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เทศกาลเดินต่อได้อย่างเข้มแข็ง องค์ประกอบสำคัญคือ การจัดระเบียบพื้นที่ (ตลาดชุมชน–จุดจอดรถ–จุดชม) ความปลอดภัย (เรือ–ริมตลิ่ง–การจราจร) และ การสื่อสารข้อมูล (ตารางพิธี–เส้นทางเข้าถึง–ข้อปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม) ให้ “ทดลอง–เรียนรู้–อัปเกรด” ทุกปี

    สองฝั่งแม่น้ำ โครงการเดียวกัน เชื่อมลาว–ไทยผ่านไฟและศรัทธา

    เชียงแสนกับฝั่งลาวตรงข้ามมีประเพณีคล้ายคลึงกันมานาน ปีนี้ผู้จัดยังย้ำ มิติความร่วมมือสองฝั่งโขง ทั้งการเชิญคณะศิลปวัฒนธรรมจาก สปป.ลาว มาร่วมแสดง การสวดเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การทำเรือไฟแบบ “หาบ–ขึง–ลอย” ให้ปลอดภัยและงามตามครรลอง เมื่อเรือไฟที่ประดับ สัญลักษณ์ 12 ราศี ล่องไปพร้อมกันในคืนเดียว ภาพที่เกิดขึ้นไม่เพียงสวยงาม แต่เป็น คำประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ว่าพรมแดนธรรมชาติไม่อาจขวางกั้นความศรัทธาและวัฒนธรรมร่วม

    จากงานบุญสู่โมเดลเศรษฐกิจชุมชน เงินใหม่ไหลเข้า—ไม่ใช่แค่ไหลผ่าน

    คำถามเชิงนโยบาย คือ เทศกาลนี้ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างการใช้จ่ายของผู้มาเยือน” หากเทศกาลออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 1–2 วันควบคู่—เช่น แวะ วัดพระธาตุผาเงา จุดชมโค้งน้ำโขง, ตลาดชุมชนบ้านสบคำ, พิพิธภัณฑ์เขตโบราณสถานเชียงแสน—จะเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และการเดินทางในพื้นที่

    แนวทางที่ผู้จัดพยายามผลักดัน (ตามนโยบาย “เที่ยวเชียงรายทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”) ได้แก่

    • เปิด ซุ้มของดีชุมชน ผ้าทอ–จักสาน–กาแฟท้องถิ่น–อาหารพื้นบ้าน ให้เป็น พื้นที่ค้าขายของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่ผู้รับเหมาภายนอก
    • จัด เวทีย่อย “เล่าไฟ–เล่าราศี” สาธิตงานหัตถกรรม ทำโคม–สานไม้ไผ่–จุดไฟอย่างปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก เรียนรู้–ลงมือทำ–ซื้อกลับบ้าน”
    • สื่อสาร หลักกิน–เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้แก้วน้ำ/ภาชนะใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะ ปลูกจิตสำนึก “คืนแม่น้ำให้สะอาดกว่าเดิม”
    • จัดการ จราจร–จอดรถ–รถรับ–ส่ง เพื่อลดแรงเสียดทานกับชุมชน ไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาระ

    หากทำได้สม่ำเสมอ เทศกาลจะ ผลิตเงินใหม่” ให้ชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียง “เงินผ่าน” ที่ไหลไปกับขบวนพ่อค้าเร่

    ศิลป์พิธีกรรมในรายละเอียด ช่าง–เยาวชน–พระสงฆ์ และบทบาทที่เกาะเกี่ยวกัน

    เบื้องหลังเรือไฟหนึ่งลำจะมี ช่างหลัก 4–6 คน ควบคุมงานโครงไม้ไผ่ ขึงลวด เดินไฟ และปรับสมดุลให้ลอยน้ำได้ดี กลุ่ม เยาวชนอาสา รับหน้าที่ตัดกระดาษ ติดลาย–ลงสี จัดทำป้ายราศี และประดับโคม ส่วน พระสงฆ์ เป็นผู้วางพิธีกรรม เจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานเปิดงาน และ “ส่งเรือไฟ” ลงสู่แม่น้ำโดยสงบและเป็นมงคล

    การมีส่วนร่วมของ โรงเรียน–วัด–หน่วยงานท้องถิ่น ยังช่วยให้พิธี—ซึ่งเคยอยู่บนบ่าคนรุ่นพ่อแม่—ถูกส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างเป็นระบบ เยาวชน เรียนรู้ทักษะฝีมือ จริง จับต้องไม้ไผ่จริง—ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ—และเห็นคุณค่า งานบุญที่ทำด้วยมือ” มากกว่าเป็นเพียง “งานโชว์เพื่อการท่องเที่ยว”

    ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม งานริมโขงยุคใหม่ต้อง “งาม–สะอาด–ปลอดภัย”

    ผู้จัดย้ำเกณฑ์ความปลอดภัย 3 ชั้น

    1. ชั้นชุมชน/พื้นที่ — กั้นแนวชม ปรับลาดตลิ่ง จุดอพยพฉุกเฉิน มีไฟส่องสว่างทางเดิน จัดเวรยามชุมชน
    2. ชั้นกิจกรรมเรือไฟ — ตรวจความมั่นคงโครงสร้างทุ่น, ใช้วัสดุไม่ติดไฟลุกลามง่าย, มีเรือช่วยเหลือพร้อม, ซ้อมแผนกรณีไฟติดผิดปกติ
    3. ชั้นสาธารณสุข — จุดปฐมพยาบาล, รถพยาบาลสแตนด์บาย, จุดน้ำสะอาด, ประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก

    ด้านสิ่งแวดล้อม มี แผนเก็บกวาดหลังงาน พร้อมการคัดแยกขยะและ การเก็บชิ้นส่วนเรือไฟ คืนจากแม่น้ำ โดยประสานเรือชาวบ้านและอาสาสมัคร เพื่อให้โขง สว่างเพียงชั่วคืน—สะอาดไปอีกนาน”

    นัยเชิงวัฒนธรรม Soft Power ที่ชี้นำด้วยความอ่อนโยน

    ในโลกที่เมืองท่องเที่ยววิ่งแข่งกันด้วยคอนเสิร์ตหมื่นคนและไฟงานอลังการ เชียงแสนเลือกยืนอยู่ในเลนของ “ความอ่อนโยน”—งานวัฒนธรรมที่ เล็ก–ละเอียด–ลึก” และมีเรื่องเล่าของตัวเอง 12 ราศี ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสวยงาม แต่สื่อถึง วงจรชีวิต–เวลา–ฟ้า–ดิน ที่ผู้คนลุ่มน้ำโขงอยู่กับมันมานับร้อยปี การสนับสนุนของ อบจ. ในปีนี้จึงไม่ใช่การเพิ่มสีสันชั่วครู่ แต่คือ การค้ำยันเสาหลักทางจิตวิญญาณของพื้นที่ ให้สูงพอจะมองเห็นจากไกล และมั่นคงพอให้ลูกหลานปีนขึ้นไปยืนได้

    ก้าวต่อไป ทำอย่างไรให้งานปีที่ 27 เป็น “บันได” ไม่ใช่ “เพดาน”

    เพื่อให้งานเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการเทศกาลวัฒนธรรมมักเสนอ 4 กลไก

    • ฐานข้อมูลผู้มาเยือน — เก็บข้อมูลอย่างยินยอม จังหวัด–ช่วงอายุ–พฤติกรรมเที่ยว–ค่าใช้จ่าย–ความพึงพอใจ เพื่อวางแผนปีถัดไป
    • เครือข่ายช่าง–ครูผู้รู้ — ทำคลังองค์ความรู้ชุมชน (how-to โครงเรือไฟ, ลายราศี, ตำรับโคม) ให้เยาวชนเข้าถึงได้จริง
    • ปฏิทิน “เที่ยวทั้งปี” — เชื่อมไหลเรือไฟกับกิจกรรมอื่น เช่น งานผ้าทอ, ลอยกระทงเชียงแสน, ปีใหม่ชนเผ่า ให้เกิด Route เชียงรายตลอดปี
    • ความร่วมมือข้ามพรมแดน — ทำ MOU ระหว่างชุมชนลาว–ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ เวทีการแสดง และริเริ่ม “คืนเรือไฟสองฝั่ง” ในรูปแบบร่วมสมัย

    หากทำได้ งานปีที่ 27 จะเป็นเพียง ขั้นบันได” สู่เวทีใหญ่ที่ยังคงหัวใจชุมชน และเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมไปพร้อมกัน

    เสียงจากชุมชนและผู้จัด แม้ไม่ใช่คำปราศรัยยาว แต่ชัดในเจตนา

    แม้ในพิธีเปิด ผู้บริหารและชุมชนไม่ได้ให้คำปราศรัยยืดยาวต่อสื่อ แต่การจัดสรรงบ การยืนเคียงของ นายก อบจ.เชียงราย–เจ้าคณะจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น และการเข้าร่วมของประชาชน คือ “ถ้อยคำในภาคปฏิบัติ” ที่ดังพอแล้วว่า—เชียงแสนตั้งใจจะรักษาและยกระดับมรดกริมโขง ให้เป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนรุ่นหลัง

    คู่มือสั้น ๆ ก่อนถึงริมน้ำ

    • ช่วงเวลา คืนแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน (ปีนี้ตรงกับ 8 ต.ค. 2568)
    • สถานที่ ลานกิจกรรมริมโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
    • การเดินทาง–จอดรถ ติดตามประกาศจุดจอดและรถรับ–ส่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นริมตลิ่ง
    • สิ่งแวดล้อม พกแก้ว/ขวดใช้ซ้ำ ทิ้งขยะให้ถูกประเภท งดปล่อยโคมลอย/พลุในพื้นที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
    • ความปลอดภัย ระวังขอบตลิ่ง พาเด็กและผู้สูงอายุอยู่ในเขตปลอดภัยเสมอ

    ไฟที่สว่างบนสายน้ำ—เพื่อเห็นทางเดินของทั้งเมือง

    “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” อาจกินเวลาแค่คืนเดียว แต่ผลสะเทือนของมันยาวนานกว่านั้น แสงไฟที่ล่องไปตามน้ำทำให้เราเห็นหลายอย่าง—เห็นเศรษฐกิจชุมชนที่ขยับได้ด้วยงานเล็ก, เห็นเยาวชนที่ได้เรียนรู้งานมือและพิธีกรรม, เห็นความร่วมมือสองฝั่งโขง, และ เห็นความตั้งใจของจังหวัด ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นหัวเรือของการท่องเที่ยวตลอดปี งบ 350,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงเลขเชิงบัญชี หากคือ การลงทุนในความทรงจำร่วม ซึ่งคืนผลตอบแทนเป็นศักดิ์ศรีและรายได้ให้ชุมชน

    เมื่อไฟดวงสุดท้ายดับลงในสายน้ำ ภาพที่ค้างตาอาจเป็นลายราศีที่ยังอุ่น แต่สิ่งที่ค้างใจคือ ความรู้สึกว่าเมืองนี้ยังสว่าง—ด้วยคนของเมืองนี้เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-saen-fire-boat-festival-mekong-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ojyt5oFUEAQsnVtPYcLE4

  • “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ลงพื้นที่เพื่อติดตามการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการและเด็กพิเศษ

                        “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาพิเศษ ภายใต้แนวคิด “เด็กพิเศษไม่ใช่ภาระ แต่คือคนที่มีศักยภาพเฉพาะตัว” โดยรัฐจะต้องช่วยส่งเสริมให้มีงาน มีรายได้ และพัฒนาเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ กีฬา หรือการเรียนรู้

    จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปัจจุบันมีนักเรียนพิการเรียนรวมกว่า 351,531 คน อยู่ในโรงเรียน 21,165 แห่ง ทั่วประเทศ ตัวเลขนี้สวนทางกับจำนวนผู้เรียนโดยรวมที่ลดลง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเร่งสนับสนุนอย่างจริงจัง

                          “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรหลายประเด็น เช่น ปัญหาใบประกอบวิชาชีพครู การเลื่อนวิทยฐานะ การขาดแคลนอุปกรณ์และงบประมาณ ตลอดจนสวัสดิการครูที่ไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่าย โดยได้มอบหมายให้ สพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเสนอต่อ ก.ค.ศ.

    ขณะเดียวกัน ยังสั่งการให้ สพฐ.หารือร่วมกับคุรุสภา เพื่อ “ปลดล็อก” การผลิตครูและพัฒนาครูในสาขาที่ยังไม่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ โดยให้โรงเรียนเรียนรวมที่ประสบความสำเร็จ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความรู้กับโรงเรียนอื่น ๆ

                        “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    ในประเด็นสวัสดิการครู ศ.ดร.นฤมล ชี้ว่า รัฐบาลจะเร่งบูรณาการทำงานกับการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อแก้ปัญหาบ้านพักครู โดยจัดทำในแผนงบประมาณปี 2570 ควบคู่มาตรการเร่งด่วนปีนี้

                          “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ จะไม่ทอดทิ้งเด็กพิเศษและครูการศึกษาพิเศษ เราจะสร้างระบบที่เท่าเทียม ให้ทุกคนมีโอกาส มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/641027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rw3tw_W3E7nlWNJW1trp7