Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล “ดิวาลี 2025” 16-31 ต.ค. ดึงนทท.อินเดีย 2.5 ล้าน

    ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล “ดิวาลี 2025” 16-31 ต.ค. ดึงนทท.อินเดีย 2.5 ล้าน

    อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือบริเวณ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย ที่จะถูกจุดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับแสงใหม่ในชีวิต ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม เวลา 16.00-22.00 น. และในวันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรที่ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลดีวาลีในพื้นที่อื่น ๆ ประกอบด้วย ICONSIAM  ห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ทั้งนี้ ตลอดระยะการจัดงาน ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 100,000 คน และคาดการณ์รายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศในช่วงเทศกาลดิวาลี ไม่น้อยกว่า 650 ล้านบาท

    ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล

    ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและผู้ร่วมงานผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025” ส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รับเทียนที่ระลึกและสิทธิพิเศษส่วนลดในการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ  สยามพิวรรธน์, Central Group, King Power, Big C, One Bangkok, Erb, ซื่อสัตย์ iSnack, Jula’s herb และอีกมากมาย โดยเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิประโยชน์ภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-18 ตุลาคม 2568 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่คลองโอ่งอ่าง และวันที่ 18-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่พาหุรัด เพื่อให้ทุกการมาเยือนในช่วงเทศกาลดีวาลีครั้งนี้ เต็มไปด้วยแสงแห่งความสุข ความโชคดี และประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดในประเทศไทย

    ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล

    ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนและรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียแล้วกว่า 1,821,962 คน ครองอันดับ 1 ใน 3 ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้ดี ประกอบกับเที่ยวบินตรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น ส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันเริ่มขยายการเดินทางไปยังพื้นที่หมู่เกาะ ได้แก่ เกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 36,704 บาท/คน/ทริป จำนวนวันพักเฉลี่ย 6.60 คืน

    ทั้งนี้ ททท. ยังเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ Family, Incentive, Wedding & Celebrations, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf พร้อมตั้งเป้าหมายกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้ได้ 2.5 ล้านคนภายในสิ้นปี 2568

    ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/860163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lDKiTNQl2D0zE15IuNIbi

  • LINE ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา หนุน SME ร้านกาแฟในงาน World Coffee Hub 2025    เอาใจคอกาแฟ มอบส่วนลดพิเศษกว่า 2,500 สิทธิ์

    LINE ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา หนุน SME ร้านกาแฟในงาน World Coffee Hub 2025   เอาใจคอกาแฟ มอบส่วนลดพิเศษกว่า 2,500 สิทธิ์

    ไอที

    LINE ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา หนุน SME ร้านกาแฟในงาน World Coffee Hub 2025   เอาใจคอกาแฟ มอบส่วนลดพิเศษกว่า 2,500 สิทธิ์

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    LINE ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา หนุน SME ร้านกาแฟในงาน World Coffee Hub 2025  

    เอาใจคอกาแฟ มอบส่วนลดพิเศษกว่า 2,500 สิทธิ์

    LINE for Business ผนึกกำลัง เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านกาแฟไทย ใช้โซลูชันบน LINE สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนการเติบโต ในงาน World Coffee Hub 2025 เทศกาลกาแฟพิเศษสุดยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง พร้อมมอบสิทธิพิเศษกว่า 2,500 สิทธิ์ให้ผู้ร่วมงาน ระหว่างวันที่ 8–14 ตุลาคม 2568 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

    พบกับไฮไลต์เอาใจคอกาแฟแบบจัดเต็ม ขนทัพ Specialty Coffee จาก 120 ร้านดังทั่วไทยมาเสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์กว่า 1,000 เมนู พร้อมส่วนลดพิเศษจาก LINE for Business เพียงสแกนสมัครสมาชิกผ่าน LINE Official Account

    (LINE OA) ร้านกาแฟภายในงานที่เข้าร่วมรายการ เพื่อสะสมให้ครบ 100 แต้ม แลกรับฟรี Coffee Passport Coupon ส่วนลดทันที 20 บาท รวมทั้งสิ้นกว่า 2,500 สิทธิ์ตลอดงาน นอกจากนี้ LINE for Business ยังได้ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านกาแฟในงาน World Coffee Hub 2025 ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

    · การจัดอบรมและเตรียมความพร้อมให้ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ จากผู้เชี่ยวชาญ LINE Certified Coach ให้ทักษะความรู้ทั้งในด้านการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นโดนใจ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลบน LINE เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ อาทิ LINE OA, MyShop และ MyCustomer | CRM

    · โปรโมทร้านค้าผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของ LINE สร้างการรับรู้และดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งในรูปแบบสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง เพิ่มโอกาสการขายให้ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟ

    · ต่อยอดการขายหลังจบงานผ่านแคมเปญออนไลน์ ต่อยอดความสำเร็จหลังจบงานผ่านแคมเปญออนไลน์ ให้ผู้บริโภคยุคดิจิทัลทั่วไทยสามารถอุดหนุนสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการอย่างต่อเนื่องได้บน LINE SHOPPING ระหว่างวันที่ 3–16 พฤศจิกายน 2568  

    มาร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านกาแฟไทย พร้อมรับโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในงาน World Coffee Hub 2025 นี้ได้ ตั้งแต่วันที่ 8–14 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น G พร้อมติดตามอัปเดตข้อมูลแคมเปญออนไลน์บน LINE SHOPPING ช่วงวันที่ 3-16 พฤศจิกายน 2568 นี้ได้ที่ LINE: @lineshoppingth  

    สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่สนใจใช้เครื่องมือดิจิทัลบน LINE สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนธุรกิจ สามารถติดตามข่าวสาร เทคนิคความรู้ใหม่ ๆ และกิจกรรมดี ๆ เพื่อ SME ไทยจาก LINE for Business ได้ที่ LINE: @linebizth และเฟซบุ๊กเพจ LINE for Business

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449942&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15_7l4ZrCFzTKxyjkOkQsQ

  • ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย ‘ติดหล่ม’ จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย ‘ติดหล่ม’ จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    เศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 13:57 น.

    “ส.อ.ท.” ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” หลัง GDP ปีนี้เสี่ยงโตต่ำ จากปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรังตลอดทศวรรษ เสนอรัฐเร่งปฏิรูปกฎหมาย–การศึกษา–ภาคอุตสาหกรรม ดันประเทศออกจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” สู่เศรษฐกิจใหม่ด้วยโมเดล 4GO

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook Out of the Trap จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” วันนี้ (9 ต.ค.68) ว่า  สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า ตัวเลข GDP ปัจจุบันนั้น คาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 1 เติบโต 3.2% (ดีกว่าปีที่แล้ว) และไตรมาสที่ 2 เติบโต 2.8% ทำให้ค่าเฉลี่ยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3%  โดยแนวโน้มคาดว่าไตรมาสที่ 3 จะลดลงเหลือประมาณ 1.7% และไตรมาสสุดท้ายเหลือเพียง 0.3% สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเหมือน “รถที่ติดหล่ม”   

    โดยปัญหาการเติบโตต่ำนี้มีอาการมาเป็นเวลา 10 ปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ประมาณ 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก ซึ่งอันดับในอาเซียน ประเทศไทยเคยเป็น “ดาวรุ่ง” และเคยอยู่ในอันดับ 3 หรือ 4 ในอาเซียน แต่ล่าสุดเราอยู่ใน อันดับ 6 การเปรียบเทียบกับเวียดนาม ในไตรมาสที่ 2 ที่ไทยโต 2.8% เวียดนามเติบโตกว่า 8%  และไตรมาสที่ 3 เวียดนามอยู่ที่ 7% และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 8.23% ในขณะที่ไทยคาดการณ์ที่ 1.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความห่างยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง และกับดักที่ประเทศไทย เผชิญอยู่ นอกเหนือจากความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) เช่น การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า (Trade War) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นกับดัก (Structural Challenges) แบ่งเป็น 1. กับดักสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ไทยมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี (ที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน) ประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของประชากรทั้งหมด อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าผู้เสียชีวิตในปีที่แล้ว โดยจุดแข็งในอดีตคือ การมีแรงงานเยอะ และราคาถูก แต่ปัจจุบันเราไม่มีแล้ว

    2. กับดักด้านโครงสร้างกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่าแสนฉบับ ซึ่งไม่ได้เป็นคุณ แต่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากฎหมายที่ล้าสมัย และมีมากเกินไป นำไปสู่ปัญหาการทุจริต 3. กับดักรายได้ปานกลาง ประเทศไทยเคยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรม (รายได้ต่ำ) มาสู่ภาคอุตสาหกรรม (รายได้ปานกลาง) แม้จะมีการย้ายฐานการผลิตมา แต่ประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็น OEM หรือ การรับจ้างผลิต ซึ่งโมเดล OEM นี้ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ส่วนเหลือแคบลง เนื่องจากค่าแรง และต้นทุนต่างๆ แพงขึ้น 

    “โมเดลปัจจุบันไม่สามารถนำประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ เพราะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำ”

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    4. ปัญหาภาคการเกษตร โดยจำนวนคน 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ในภาคการเกษตร แต่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณ 7-8% เท่านั้น 5. ปัญหางบประมาณไม่สมดุล โดยฐานผู้เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน จากประชากรกว่า 60 ล้านคน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้งบประมาณเกิดความสมดุล 6. ระบบการศึกษา ที่ต้องมีการปฏิรูป เพราะบุคลากรที่ผลิตออกมาไม่สอดคล้องกับวิชาชีพหรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 

    สำหรับ 8 ข้อผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น 1. มาตรการตอบโต้ภาษีสหรัฐ แม้ไทยจะปิดเจรจาภาษีได้ 19% แต่ยังมีปัญหาเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับ Local Content (RVC) และ Transhipment (การสวมสิทธิ) ที่ยังไม่จบ 2. ผลกระทบทางอ้อม จาก Trade War สินค้าจีนที่เคยเข้าสหรัฐ ไหลกลับมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยโดนหนักที่สุด เนื่องจากสินค้าทะลักเข้ามามาก ทำให้สินค้าไทยต่อสู้ไม่ได้ และต้องปิดกิจการจำนวนมาก

    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการค้า (ปีที่แล้วมูลค่า 180,000 ล้านบาท) ทำให้ Supply Chain โรงงานต่างๆ ได้รับผลกระทบ และค่าใช้จ่ายสูงมาก 5. หนี้ภาคครัวเรือน อยู่ในระดับสูงมาก แม้จะลดลงจาก 90% ของ GDP เหลือประมาณ 87-88% แต่เมื่อรวมหนี้นอกระบบเป็น 104% ถือเป็นสาเหตุที่กำลังซื้อหายไป 
    6. ค่าเงินบาทแข็ง สหรัฐ ใช้นโยบายทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่ค่าเงินบาทของไทยกลับแข็งกว่าเพื่อนบ้าน โดยเคยแข็งขึ้นไปกว่า 7% เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ปัจจุบันดีขึ้นเหลือราวกว่า 5% แต่การแข็งค่านี้ทำให้ภาคการส่งออก (60% ของ GDP) และภาคการท่องเที่ยว (10% กว่า) แข่งขันไม่ได้ การแข็งค่าของเงินบาททำให้เกิดผลกระทบเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้าหมายที่ 40 ล้านคน โดย 9 เดือนแรกเหลือเพียง 20 กว่าล้านคน ต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 7-8% และเม็ดเงินที่ได้รับก็ลดลง 7. การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) และ 8. เสถียรภาพทางการเมือง ที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ต่อเนื่อง 

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    สำหรับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ก็มีโอกาส เช่น การลงทุนที่ดีขึ้น การย้ายฐานการผลิต เช่น PBC, Data Center, Cloud Service และ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาในประเทศไทย ช่วยให้ยอดส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่โรงงานที่ปิดกิจการเกือบ 100% เป็นของคนไทยล้วนๆ ดังนั้น ต้องดูแลโครงสร้างนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเหมือน “หลอกตัวเอง” 

    ยุทธศาสตร์การปรับตัว (Transformation) ของภาคอุตสาหกรรม โดย ส.อ.ท. มี 48 กลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industry) กลุ่มล่าสุดคือ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอวกาศ โดย 47 กลุ่มเดิมได้รับผลกระทบจาก Digital Disruption การปรับตัวต้องเปลี่ยนผ่านจาก OEM ไปสู่ ODM หรือการออกแบบเอง เพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็น OBM ที่มีแบรนด์ของประเทศ การใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การใช้แรงงานที่มีทักษะสูง และการใช้เครื่องทุ่นแรง (Automation, Robert) 

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีนโยบายขับเคลื่อน 4GO คือ 1. Go Digital & AI โดยการใช้ AI เป็นตัวแก้โจทย์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเพิ่มความแม่นยำ โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ ส.อ.ท. ตั้งเป้าหมายจะทรานส์ฟอร์มสมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 8,000 กิจการ ภายใน 3-5 ปี 2. Go Innovation ปรับวิธีคิดไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อให้สามารถ “ทำน้อยได้มาก” 

    3. Go Global หาตลาดใหม่สำหรับการส่งออก ที่ไม่พึ่งพาสหรัฐ มากเกินไป ซึ่งคิดเป็น 18.4% ของการส่งออกทั้งหมด และ 4. Go Green ดูแลสิ่งแวดล้อม และปรับให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Road Map ที่ขยับเร็วขึ้น 15 ปี เป็น 2050 เพื่อให้ทันกับลูกค้าหลัก (สหรัฐ, EU, ญี่ปุ่น, เกาหลี) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next Generation Industry) โดยใช้จุดแข็งของประเทศด้าน Biodiversity (ความหลากหลายทางชีวภาพ) และภาคเกษตรกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้น BioTech, Bio-based, Agro-based Industry ขับเคลื่อนด้วย BCG และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   

     สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐ ส.อ.ท. ต้องการภาครัฐที่มีความชัดเจน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหมือนอย่างที่ประเทศจีนทำ อาทิ 1. ความชัดเจนในเป้าหมาย โดยกำหนดความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใดในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2. การแก้ไขกฎหมาย โดยทำให้กฎหมายง่าย และสะดวกขึ้น ลดต้นทุน และลดการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน 3. Local Content  โดย ส.อ.ท.ผลักดันโครงการ Make in Thailand เพื่อให้ภาครัฐ ที่มีงบจัดซื้อจัดจ้างปีละล้านล้านบาท ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก 

    4. เร่งเจรจาข้อตกลงการค้า และปรับยุทธศาสตร์กระจายตลาดส่งออก 5. การลงทุนการสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรางถนนท่าเรือการบริหารจัดการน้ำ และอื่นๆ 6. คนพัฒนาแล้วก็การศึกษา และส่งเสริมการอัปสกิลลิส skill New Skill และ ifelong Learning หาหลักสูตรที่ชัดเจนในการผลิตบุคลากรให้เพียงพอ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202431&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04OBfNbgGYQd2tvvhbvHvB

  • OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP

    OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP

    องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ส่งสัญญาณเตือนไทยอย่างชัดเจนว่า รากฐานด้านหลักนิติธรรมที่อ่อนแอกำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

    คำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข้อสังเกตเชิงทฤษฎี แต่มาพร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่า หลักนิติธรรมที่อ่อนแอไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางกฎหมายหรือปัญหานามธรรม แต่กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง และกำลังฉุดรั้งศักยภาพการพัฒนาของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ความยุติธรรมคือปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง

    ดร.ทาเทียนา เทปโลวา หัวหน้าที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมจาก OECD ได้ทลายภาพจำเดิมๆ ที่มองว่าความยุติธรรมเป็นเพียงเรื่องของสังคมและกฎหมาย โดยกล่าวตรงๆ ว่า

    “ความยุติธรรมไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่คือปัญหาของการเติบโตและเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจโดยตรง… ประเทศที่มีระบบยุติธรรมที่คาดเดาได้และมีประสิทธิภาพจะดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าเสมอ”

    ดร.เทปโลวา เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ข้อพิพาททางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไข สามารถสร้างความเสียหายให้ประเทศได้สูงถึง 3% ของ GDP ถ้าคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจของไทย หมายถึงเงินหลายแสนล้านบาทที่หายไปในแต่ละปี

    ความเสียหายนี้ไม่ได้มาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจ ต้องแบกรับจากการที่กติกาไม่ชัดเจน และการบังคับใช้สัญญาทำได้อย่างอ่อนแอและล่าช้า

    ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ หลักนิติธรรมคือปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการตัดสินใจลงทุน เพราะพวกเขาต้องการความแน่นอนและความเชื่อมั่นในระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากระบบที่ยุติธรรมเท่านั้น การที่ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD การปฏิรูปหลักนิติธรรมจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เวที Rule of Law Forum: จุดนัดพบของคำเตือน

    ข้อมูลและคำเตือนเหล่านี้ถูกนำเสนอในงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ ‘การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness)’ เวทีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยความร่วมมือระหว่าง TIJ เครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว THE STANDARD

    การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรระดับโลกในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสวนาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณร่วมกันว่าปัญหาหลักนิติธรรมของไทยต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    WJP ส่องกระจก: ไทยอยู่ตรงไหนในภาวะถดถอยของหลักนิติธรรมโลก

    มร.มาร์ค ลูอิส ผู้แทนจาก The World Justice Project (WJP) องค์กรผู้จัดทำดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ฉายภาพให้เห็นบริบทที่กว้างขึ้นว่า โลกกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม’ (Rule of Law Recession) มาหลายปีแล้ว

    ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดการลงทุนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประเทศที่ไม่ปรับตัวหรือปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนแอลงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

    ดัชนี Rule of Law Index ที่ WJP จัดทำขึ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของประเทศ WJP อธิบายความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างหลักนิติธรรมกับเศรษฐกิจว่า

    “หลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่ช่องทางที่หลักนิติธรรมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันนั้นชัดเจนมาก ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้การบังคับใช้สัญญาทำได้ยาก ไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชันที่จำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้คืออุปสรรคโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

    การที่ดัชนีชี้ให้เห็นจุดอ่อนของไทยในมิติสำคัญอย่างการปราศจากคอร์รัปชันและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบ จึงเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่ารากฐานของไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก

    ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ WJP ไม่ได้เพียงแต่วัดผล แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงกลไกที่ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมกำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ

    ไทย ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ 10 ปี ขณะที่โลกวิ่งหน้า

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ของประเทศไทยที่น่ากังวลจาก WJP Rule of Law Index ปี 2024 ปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนเพียง 0.50 เต็ม 1 อยู่ในอันดับที่ 78 จาก 142 ประเทศ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งของโลกและภูมิภาค

    ดร.พิเศษ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาและเจ็บปวดว่า “เรากำลังยืนอยู่บนสนามแข่งขันที่เอนเอียง ข้อมูลชี้ชัดว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเรายังย่ำอยู่ที่เดิม ในขณะที่โลกวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การไม่พัฒนาขึ้นก็เท่ากับเรากำลังถอยหลัง”

    คำว่า ‘สนามแข่งขันที่เอนเอียง’ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบ แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในไทยอย่างแท้จริง เมื่อกฎหมายขาดความชัดเจนและศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอและเลือกปฏิบัติ ระบบราชการขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

    สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและธุรกิจที่พยายามดำเนินไปตามกติกาต้องเสียเปรียบอยู่เสมอ การ ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ มานานนับทศวรรษไม่ใช่แค่การเสียเวลา แต่คือการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล และกำลังทำให้ไทยถูกประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งแซงหน้าไปเรื่อยๆ

    จุดอ่อนที่สุดที่ ดร.พิเศษ เน้นย้ำคือ การจำกัดอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยได้คะแนนน้อยที่สุด สะท้อนถึงปัญหาการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นรากเหง้าที่ทำให้ปัญหาอื่นๆ ทั้งคอร์รัปชันและความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่และลุกลามต่อไป

    ถึงเวลาเผชิญความจริงและลงมือปฏิรูป

    ภาพรวมจากทั้ง 3 มุมมอง – OECD, WJP และ TIJ – ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและน่ากังวล ‘สนามที่เอนเอียง’ ที่ ดร.พิเศษ กล่าวถึงคือต้นเหตุที่นำไปสู่ ‘GDP 3% ที่สูญเสีย’ ที่ OECD เตือนไว้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมอันดับ Rule of Law ของไทยจึงย่ำอยู่ที่เดิมมาตลอดทศวรรษ

    เสียงเตือนจากทุกทิศทางดังขึ้นพร้อมกันแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญหาคืออะไร เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่คำถามที่แท้จริงคือ ประเทศไทยจะพร้อมยอมรับความจริงและลงมือปรับปรุงระบบให้กลับมามีความเป็นธรรมหรือไม่

    เพราะถ้ายังคงเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาลุกลามต่อไป สิ่งที่เสี่ยงจะสูญเสียไปไม่ใช่แค่โอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลข GDP หลายเท่าตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/oecd-thailand-rule-of-law-gdp-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RkXJyH0M86WS3wLQZgcB3

  • ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    การเงิน-การลงทุน

    ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 19:04 น.

    ‘ขัตติยา’ กสิกรไทย ชี้ “การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ เตือนไทยต้องเริ่มตอนนี้ เพื่อหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในหัวข้อ “การเงินยั่งยืน เกราะป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ”ในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap กรุงเทพธุรกิจ ว่า “การเงินยั่งยืน” หมายถึง การจัดสรรเงินลงทุนหรือให้สินเชื่อไปยังภาคส่วนที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์

    แนวคิดนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่โจทย์ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ยังหมายถึงกรอบทางการเงินที่จะช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ด้วย

    หากมองไปที่การเงินยั่งยืนในไทย โดยเฉพาะการเงินสีเขียว พบว่ายังอยู่ในระดับต่ำมาก มูลค่าการเงินสีเขียวรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 480,000 ล้านบาท แม้ว่าหากนับรวมทั้งตราสารหนี้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ก็ยังไม่ถึง 2-5% ของสินเชื่อรวมทั้งหมดในประเทศ ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมาย Net Zero

    อย่างไรก็ตาม การเงินยั่งยืนไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะการปล่อยกู้เพื่อเป้าหมาย Net Zero เพราะในขณะที่โลกกำลังเดินหน้าเรื่อง Green Finance ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอีกมาก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นที่ต้องแก้ไขทันที และปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะกลาง และยาว

    อย่างไรก็ตามในมุมธนาคารกสิกรในด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารได้เพิ่มเป้าสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นมูลค่า 400,000–500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ลูกค้าเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างจริงจัง

    สำหรับโจทย์เรื่อง “การเงินยั่งยืนเพื่อป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ” ปิติเห็นว่า คือ การจัดสรรเงินทุน และสินเชื่อให้สอดคล้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคง และความทั่วถึง โดยเฉพาะในแง่ Financial Inclusion หรือการเข้าถึงระบบการเงินอย่างเท่าเทียม หากทำได้จริง เศรษฐกิจไทยก็จะมีฐานมั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืน

    คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราจะทำอย่างไร แต่คือ ทำไมต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ เพราะหากไม่เริ่ม ประเทศไทยอาจพลาดโอกาสในการเติบโตทั้งในระดับธุรกิจ และระดับประเทศ

    หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือ กับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap ซึ่งประเทศไทยติดอยู่ในกับดักนี้มานานถึง 40 ปี โดยเฉพาะ 10–12 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของคนไทยแทบไม่เติบโต ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 20,000 บาทต่อเดือน หากต้องการหลุดพ้นจากกับดักนี้ ต้องเพิ่มรายได้ต่อหัวเป็นอย่างน้อย 12,600 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่

    การออกจากกับดักนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากสามภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยแต่ละภาคมีบทบาท และความท้าทายแตกต่างกัน ภาครัฐต้องรับมือกับระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 64% ของจีดีพี

    ขณะที่ขีดความสามารถการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนสถาบันการเงินต้องบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ภาคเอกชน และประชาชนต้องปรับตัวภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตช้า และผันผวน

    ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ผลกระทบจากสงครามการค้า ภาษีนำเข้า การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว หากยังทำแบบเดิม ประเทศไทยก็จะยังคงอยู่ในกรอบเดิม

    ในมุมของภาครัฐ มองว่าต้องเร่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแรง ผ่านนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต้องลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ และทำให้กฎระเบียบต่างๆ มีความเท่าเทียม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้บนกติกาเดียวกับรายใหญ่

    เช่นเดียวกับภาคเอกชน ที่ต้องกลับมาจัดการโครงสร้างทางการเงินของตนเอง โดยเฉพาะการนำหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนอย่างถูกต้อง ลดภาระดอกเบี้ย และบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ การเพิ่มผลิตภาพทั้งในด้านการผลิต และการดำเนินงาน จะช่วยให้สามารถเพิ่มรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืนทางธุรกิจ

    บทบาทของธนาคารถือเป็นสิ่งสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินให้ถูกทิศทาง ต้องนำเงินทุน และสินเชื่อไปสู่ภาคส่วนที่สามารถต่อยอด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง เพราะทรัพยากรมีจำกัด

    ธนาคารจึงต้องส่งเงินไปยังที่ ที่ใช่เพื่อสร้างผลลัพธ์สูงสุด ทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างโซลูชันทางการเงินใหม่ๆ และการช่วยให้ลูกค้าธุรกิจมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ

    เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว ธนาคารต้องลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ผ่านการหาทุนราคาถูก และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และพร้อมต่อยอดเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero และความมั่นคงในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1202508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iKWmP5r7lcjRlftqDoW6K

  • “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    ศุภจี ชี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ชูกลยุทธ์ ”กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว“ เร่งเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปีนี้

    คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงาน “Out of The Trap Thailand Economic Outlook 2026” ว่าตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจากนโยบายทางการเงินและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่กระทบกับประเทศไทยโดยตรง รวมถึงค่าแรงที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาทำให้ภาคเอกชนมีต้นทุนที่ไม่ชัดเจน

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเร่งทำคือ พยายามแก้ปัญหาและเจรจาหาข้อยุติเรื่องเพดานภาษีกับสหรัฐฯ ให้ได้เร็วที่สุดภายในสิ้นปีนี้ เพราะถ้าไม่สามารถทำได้เศรษฐกิจไทยจะลำบาก และตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกที่เป็นผู้ค้ากับสหรัฐฯก็กำลังปรับตัวด้วยการหาประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับประเทศไทย ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ ก็คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง อัตราเงินเฟ้อต่ำ และผลิตภาพของแรงงานก็ลดลง ทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัว ซึ่งหากประเทศไทยไม่เปลี่ยนอะไรคงไม่ได้แล้ว

    กระทรวงพาณิชย์ จึงขอเสนอทำกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” กับ 7 นโยบาย 3 ยุทธศาสตร์ โดยมี 3 ข้อหลัก ๆ คือ

    1. เสริมรายได้ฐานรากและสร้างรายได้ให้มั่นคงในภาคเกษตรกร

    2. เร่งขยายตลาดและหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    3. ลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ

    ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ

    1. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้วยการปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร

    2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต

    3. พัฒนาระบบนิเวศการค้าสู่ระบบดิจิทัล

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2888138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GwibVmRypMMyMGQg2aLVz

  • “ศุภจี”  แนะ ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจ

    “ศุภจี” แนะ ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 15:45 น.

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ชี้ไทยเผชิญความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และ 4 เทรนด์กระแสโลก ทำเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยลง  แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้านพาไทยหลุดกับดัก “พาณิชย์” พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบาย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ  ว่า  วันนี้ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมสัมมนาในเวทีที่มีความสําคัญ ยิ่งแล้วก็ในวาระที่เป็นวาระที่มีความสําคัญของทางธุรกิจ และกลุ่มเนชั่น เนื่องด้วยที่ว่าปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 38 ปี ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี ซึ่งเรามาร่วมกันวิเคราะห์เจาะลึกว่า  เราจะหาทางออก Out of the Trap ได้อย่างไร

    กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การดูแลการค้าทั้งใน และต่างประเทศ จะทำอย่างไร  ซึ่งเราคงต้องดูบริบทโลกภาวะเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ใน 4 ด้าน คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผันผวนทั่วโลก จากปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical)   

    มาตรการทางภาษีของสหรัฐที่ส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งไทยถูกสหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ที่   19% ทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้  อย่างไรก็ตามเราต้องพยายามเจรจาเรื่องต่างๆ ให้จบภายในปลายปีนี้ทั้งนี้เพราะสหรัฐ เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย มีทั้งโอกาส และความท้าทาย หลายประเทศต้องหาคู่ค้าใหม่เพื่อรองรับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ  หากการเจรจาเรื่องนี้ไม่สำเร็จอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าถึง 1.9 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และอาจเกิด Trade Diversion (การหาคู่ค้าใหม่)

    ขณะที่นโยบายการเงินของสหรัฐ มีแนวโน้มลดลงส่งผลต่อไทย ทำให้เงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออก ทำให้ความสามารถแข่งขันเราลดน้อยลง อีกทั้งยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพบางส่วน แต่ก็สะท้อนอุปสงค์ที่ชะลอตัวในอีกด้านเช่นกัน

    นอกจากนี้ เรื่องของ ภาวะเศรษฐกิจของโลกแล้วยังมีในเรื่องของ เทรนด์ ที่น่าสนใจ 4 เรื่องได้ แก่ 1. DEGLOBALIZATION การค้าเสรี  มีการเจรจามากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้เราอยู่ในห่วงโซ่ซัพพลายเชนมีการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค

    2. DECARBONIZATION นโยบายการค้าที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น มาตรการ CBAM ของ สหภาพยุโรป จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขัน ในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับมาตรฐานการผลิต และปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดรับกัน

     3. DIGITALIZATION การปรับตัวการนำเทคโนโลยีมาใช้ และ  4. DIMOGRAPHICS  ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีที่แล้ว และกำลังจะเป็น Super-Aged Society ในไม่ช้า ส่งผลให้ Domestic Consumption (การบริโภคในประเทศ) ลดลง และความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงานลดลง เพราะจำนวน Work Force (แรงงาน) ลดลงต่อเนื่อง 4-5 ปี

    ส่วนภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน การเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง GDP ของไทยเติบโตช้าลง อย่างเห็นได้ชัดจากเดิม 5% เหลือ 3% และปัจจุบัน คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.8% – 2.3% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 (-0.7%) จากราคาพลังงาน และราคาอาหารสดที่ลดลง อาจนำไปสู่ภาวะ เงินฝืด (Deflation) หากไม่เร่งกระตุ้นอุปสงค์ (Demand) รัฐบาลจึงได้ออกโปรแกรมกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส

    ทั้งนี้  นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาจึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล คือ กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว โดยวางยุทธศาสตร์สำคัญ แบบ Quick Win ใน 3 ด้าน 7 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. เสริมรายได้ฐานราก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร โดยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และดูแลต้นทุนผ่านโครงการ “ธงเขียว” 2. สร้างตลาดใหม่ และขยายการค้า โดยปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และตั้งเป้าจะให้ FTA ไทย–สหภาพยุโรป และไทย–เกาหลีใต้ สำเร็จภายในปี 2568 และ 3. ลดภาระค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ เช่น ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทุกมาตรการสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 เดือน

    นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับโอกาส และความท้าทาย Out of the Trap โดยประเทศไทยมีจุดแข็งคือ1. ที่ตั้งเป็นศูนย์กลางการผลิต หากมาผลิตสินค้าที่ไทย แกนกลางห่วงโซ่อุปทานโลก จากการเคลื่อนย้าย ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทข้ามชาติ 2.องค์ความรู้ และภูมิปัญญา คือ ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ฉะนั้นต้องการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ สนับสนุนการพัฒนา สินค้ามูลค่าสูง G Wellness Economy 3. ครัวไทยสู่โลก ซึ่งไทยมีศักยภาพการเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ปลอดภัยของโลก 4. Green Economy คือ เรื่อง Sustainability สู่ศักยภาพการแข่งขันไทยในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อออกจากการกับดักเศรษฐกิจ ใน 3 ด้านคือ 1. ปรับโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรสู่เกษตรแม่นยำ เปลี่ยนจากระบบผลิตตามอุปทาน (Supply-driven) สู่การผลิตตามความต้องการตลาด (Demand-driven) 2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต พัฒนาแบรนด์ และนวัตกรรมอาหารให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Future Food ของภูมิภาค และ 3. พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy ผ่านเทคโนโลยี และระบบ Trade Intelligence รวมถึงบริการแพลตฟอร์ม “MOC+” แบบ One-stop Service

    “ภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส ประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า และเมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็เติบโต” นางศุภจี กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw107aD9PbunkahRrKV6Wezk

  • กัมพูชาคาดเศรษฐกิจปี 68 โตชะลอ 5% เซ่นพิษปมชายแดนไทย-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาคาดเศรษฐกิจปี 68 โตชะลอ 5% เซ่นพิษปมชายแดนไทย-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    วงเซ วิสโซธ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของกัมพูชาว่าจะขยายตัวที่ 5% ในปี 2568 ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567

    รองนายกฯ กัมพูชากล่าวระหว่างพิธีเปิดตัวแผนพัฒนายุทธศาสตร์แห่งชาติในวันนี้ (9 ต.ค.) ว่า การขยายตัวที่ชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้นเป็นผลมาจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับประเทศไทย และการที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการทางภาษีในอัตรา 19% ต่อสินค้ากัมพูชา

    รองนายกฯ กัมพูชาระบุเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวประชากร (GDP per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จาก 2,713 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และ 2,520 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2566

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของกัมพูชามีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออกสินค้าประเภทเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทาง ตลอดจนภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    รายงานจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวรายภาคอุตสาหกรรมสำหรับปี 2568 โดยคาดว่า ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยการผลิตเสื้อผ้า สินค้าที่ไม่ใช่เสื้อผ้า และการก่อสร้าง จะขยายตัว 7.1%, ภาคบริการ ซึ่งครอบคลุมการท่องเที่ยว การขนส่ง โทรคมนาคม การค้า และอสังหาริมทรัพย์ จะขยายตัว 3.8% และภาคเกษตรกรรมจะขยายตัว 0.9%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u89SLDvZWIHI5FPqbWDRM

  • เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

    เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน กล่าวภายในงาน Thailand Economic Outlook 2026 จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี แต่ประเทศไทยยังคงใช้ “กลยุทธ์เก่า” ที่ไม่สอดคล้องกับ “ภูมิทัศน์ใหม่” ของโลก

    “เรารู้ว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว และพยายามปรับตัวอยู่ตลอด แต่การมองและการปรับทิศทางของเรายังตั้งอยู่บนฐานความคิดแบบเดิม เหมือนพยายามขับรถที่มีล้อในโลกที่กลายเป็น Water World สุดท้ายก็จมอยู่ดี” 

    โลกจากยุค “3 มาก” สู่ “3 น้อย”

    ดร.สมประวิณ อธิบายว่า โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นยุคของ “3 มาก” ได้แก่

    1. คนมาก คือประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทำให้ปริมาณ มีความสำคัญ
    2. ความร่วมมือมาก มีเวทีความร่วมมือพหุภาคีจำนวนมาก 
    3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจมาก ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันสร้างความเติบโต

    แต่โลกปัจจุบันกลับกลายเป็น “3 น้อย”

    1. คนน้อยลง  โครงสร้างประชากรแก่ตัวทั่วโลก
    2. ความร่วมมือน้อยลง การเมืองโลกแยกขั้ว ประเทศต่าง ๆ พึ่งพาตนเอง
    3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนตัวมากขึ้น แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตนเองมากกว่าความร่วมมือ

    “วันนี้ความร่วมมือแบบในอดีตแทบไม่เหลือแล้ว โลกเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด” 

    ปรับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องยุค 3 น้อย 

    ดร.สมประวิณ กล่าวว่า กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในอดีตนั้น “ถูกต้องตามบริบทโลกในยุคนั้น” เพราะเป็นยุคที่ต้องผลิตให้ได้มาก ถูก และเร็ว เพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่ในยุค 3 น้อย แนวทางดังกล่าวใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากกว่าปริมาณ

    โดยเสนอให้ไทยปรับกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

    1. จาก Outside-in เป็น Inside-out เปลี่ยนจากการพึ่งพาซัพพลายเชนโลก มาสร้างมูลค่าจากศักยภาพภายในประเทศ
    2. จาก Top-down เป็น Bottom-up เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น
    3. จาก Exclusive เป็น Inclusive Growth ทำให้การเติบโตครอบคลุม ไม่จำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม

    สร้างโอกาสเท่าเทียม พัฒนาฝั่งอุปทาน

    ดร.สมประวิณ กล่าวอีกว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านคือ การพัฒนา “ฝั่งอุปทาน” (Supply Side) หรือ “การพัฒนาตัวเราเอง” โดยเริ่มจากฐานรากของสังคม เราต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเข้าถึงทรัพยากร การเข้าสู่ตลาด และการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด แต่ควรทำให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม

    ดร.สมประวิณ กล่าวว่า แม้ไทยจะให้ความสำคัญกับ “Hard Infrastructure” เช่น สนามบินหรือรถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “Soft Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งช่วยให้คนทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยมีองค์ประกอบคือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ

    “เรามักเรียกร้องให้เอกชนเพิ่มผลิตภาพหรือสร้างนวัตกรรม แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่า ‘ผลิตภาพของภาครัฐ’ เป็นอย่างไร ทักษะของแรงงานรัฐ หรือความคิดเชิงนวัตกรรมของรัฐอยู่ตรงไหน ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯระบุว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ โดยสาเหตุหลักคือ ‘ประสิทธิภาพของรัฐ’ ดังนั้นสิ่งที่ต้องปฏิรูปมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ ‘รัฐ’ แต่คือ กลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ทั้งระบบ” ดร.สมประวิณ กล่าวทิ้งท้าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AYaSa8H6lIKnJcLriNF2N

  • ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท ครบรอบ 23 ปี ว่ากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนาโครงข่ายถนนสายรองที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท ให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้พัฒนาถนนให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับทุกชีวิตบนท้องถนน ซึ่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า “ทุกโครงสร้างพื้นฐานต้องตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง” และในช่วง 4 เดือนจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันให้เกิด ผลงานเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการเดินหน้าโครงการสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ตำบลเกาะ เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่) ซึ่งทั้ง 2โครงการจะช่วยลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของภาคใต้ให้เติบโต“สะพานทั้ง 2แห่งนี้จะเชื่อมชีวิต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตซึ่งโครงการอยู่ระหว่าง ขั้นตอนการพิจารณารายงานด้านเทคนิคโดยธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากการขับเคลื่อนโครงการเชิงยุทธศาสตร์แล้ว 

     

     ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางหลวงชนบทใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีสายทางได้รับความเสียหาย 59 สายทาง ขณะนี้สามารถเปิดสัญจรได้แล้ว 40 สายทาง และอยู่ระหว่างซ่อมแซมอีก 19 สายทาง พร้อมสั่งการให้กรมทางหลวงชนบท เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราว เปิดทางสัญจรให้ประชาชนโดยเร็ว รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง ติดตั้งป้ายเตือน และให้ข้อมูลเส้นทางเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าให้ เร่งยกระดับมาตรฐานถนนในพื้นที่ เศรษฐกิจสำคัญ สนับสนุนเส้นทางเชื่อมต่อระบบรถไฟทางคู่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมตอบสนองชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย

     ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบท  (ทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงชนบท ดูแลโครงข่ายถนนทั่วประเทศกว่า 51,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้รับงบประมาณกว่า 53,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการสำคัญทั้งการก่อสร้างถนน สะพาน และระบบอำนวยความปลอดภัยทางถนน เช่น ถนนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถนนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และโครงการทางต่างระดับจุดตัดสำคัญทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่ากรมทางหลวงชนบท จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจภายใต้นโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” อย่างเต็มกำลังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

    นอกจากนี้ ทช.ยังมีแผนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ปีงบประมาณ 2569 เช่น 1.ถนนสายแยกทช.ชม.3029 แยกทล.1006 อ.เมืองเชียงใหม่ สันกำแพง จ.เชียงใหม่ตอนที่2 วงเงิน 720 ล้านบาท 2.ถนนสายแยก ทช.ชม.3029 แยกทล.1006 อ.เมืองเชียงใหม่ สันกำแพง จ.เชียงใหม่ตอนที่ 3 วงเงิน 780 ล้านบาท 3. ถนนสายแยก ทล.34 เชื่อมกับถนนทางหลวงชนบทสายฉช.3001 จังหวัดสมุทรปราการ ตอนที่2 ช่วงที่ 1 วงเงิน 700ล้านบาท และ4.สะพานข้ามทางรถไฟบนถนนเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยานศูนย์กลางการค้าส่งชายแดนบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมวงเงิน 610 ล้านบาทรวมงบประมาณทั้งสิ้น 2810 ล้านบาท

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UJEaK1oFyE5WlHJiAJaUF