Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว ชมวิวพาโนรามา “ผารักษ์สลัดได”

    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว ชมวิวพาโนรามา “ผารักษ์สลัดได”

    เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม ห้ามพลาดเช็กอินผารักษ์สลัดไดและผาเก็บตะวัน

    ปลายฝนต้นหนาวคือฤดูกาลที่วังน้ำเขียวโรแมนติกที่สุด ผารักษ์สลัดได บ้านพุทธชาติ ต.ไทยสามัคคี กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งกับ ทะเลหมอกยามเช้า จุดนี้อยู่สูงราว 530 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พร้อมกับมอบวิวพาโนรามา 180 องศาให้เห็นทั้งผืนป่ากว้าง เมืองหมอกบาง และเส้นขอบฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงยามอาทิตย์ลับขอบเขาในตอนเย็น เรียกว่ามาเช้าก็ฟิน มาเย็นก็เพลิน

    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว
    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว
    วิวสวยระดับ 180 องศา
    วิวสวยระดับ 180 องศา
    ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม
    ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม

    รอบๆ จุดชมวิวรายล้อมด้วยต้นสลัดได พืชท้องถิ่นหาชมยาก ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ช่วงนี้จึงเห็นนักท่องเที่ยวแวะเช็กอินกันตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เพื่อจับจองมุมโปรด สูดอากาศเย็นๆ แล้วนั่งมองหมอกค่อยๆ คลี่ตัวเหนือภูเขา เป็นความเรียบง่ายที่ชวนหลงรักแบบไม่ต้องปรุงแต่ง

    ทางด้านสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” ชวนปักหมุดเส้นทางครบรสทั้งผารักษ์สลัดได และผาเก็บตะวัน แห่งอุทยานแห่งชาติทับลาน 

    “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” สโลแกนเที่ยววังน้ำเขียวปีนี้
    “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” สโลแกนเที่ยววังน้ำเขียวปีนี้

    ใครคิดถึงทริปธรรมชาติสบายๆ ใกล้กรุงเทพฯ กำหนดการเปิดซีซันกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไปนั่งดูหมอกด้วยกันที่วังน้ำเขียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10bAU9f7rUOTUBqu2bvyul

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (9 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้ง ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มไอทีที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 81,900.00 จุด เพิ่มขึ้น 126.34 จุด หรือ +0.15%

    ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันต่างชาติได้ยุติการขายสุทธิที่ดำเนินมาติดต่อกัน 10 วันทำการในช่วงต้นสัปดาห์ และพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันพุธและพฤหัสบดี (8-9 ต.ค.)

    หุ้น 12 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มไอทีที่บวกขึ้น 0.2%

    ด้านหุ้นรายตัว ราคาหุ้น Tata Consultancy Services ซึ่งเป็นบริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย ปรับตัวขึ้น 0.2% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-ir980iq8ik9j86rm0tjp7zktjw9if2ne&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27_2DZ2XniG5gLBkJnWfxs

  • สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ

              สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

              อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7

              แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

     

     #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน

    #สนค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx

  • กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด!  ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด! ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังแถลงผลการประชุม เสร็จสิ้นว่า จากผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2 นั้นอย่างไรก็ตามต้องขอชี้แจงว่า แม้ที่ประชุมจะ มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย แต่ กนง. ก็พร้อมปรับลดดอกเบี้ยลง หากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมาได้รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว

    โดยในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ของปีนี้ลงอยู่ที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่ 2.3% และ 1.7% โดยการคาดการณ์ดังกล่าว ได้รวมผลของโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว โดย กนง. ยังคาดด้วยว่า GDP ในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ จะโตต่ำกว่า 2% 

    ที่มีปัจจัยมาจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือ MPI ที่เริ่มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐ และโรงงานปิดซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลานานและจำนวนมากกว่าที่คาด ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่จะปิดซ่อมบํารุงไปจนถึงช่วงปลายปี ส่วนโรงกลั่นจะปิดประมาณ 2 เดือน  แต่ทั้งนี้มาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกน้อยกว่าที่คาด โดย กนง. คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 10% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 4% 

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเงินฝืด  แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีจะอยู่ที่ 0.0% ก็ตาม เนื่องจากราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง แต่เงินเฟ้อที่ลดลงมาจากการลดลงของราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่มีผลผลิตออกมาค่อนข้างมากเท่านั้น 

    ขณะที่ค่าเงินบาท ยอมรับว่า แข็งค่าขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ในกลุ่มเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 กันยายน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐพบว่าแข็งค่าขึ้นแล้ว 5.2% อย่างไรก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทถ้าหากพบว่ามีความผันผวนหรือเคลื่อนไหวเร็วกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น

    นายสักกะภพ ได้แนะนำให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ให้มากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจาก ผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ไม่มีการทำป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนถึง 81% ซึ่งถ้าหากว่ามีการป้องกันความเสี่ยงก็จะช่วยลดผลกระทบความผันผวนที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาท

    ส่วนเรื่องการดูแลซื้อขายทองคำที่ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ ขณะนี้ยังคง อยู่ระหว่างการหารือและยังไม่ได้มีมาตรการใดออกมา 

    สำหรับกรณีที่ประเทศไทยถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตปรับ มุมมองของประเทศ หรือ Outlook เป็นลบ นายสักกะภพ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ กนง. ให้ความสำคัญและได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากว่าหากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตลง จะส่งผลต่อการลงทุนของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กนง. หารือกันมาสักพักแล้ว และให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรักษาวินัยทางการคลังและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ให้อยู่ในระดับที่เกิดความมั่นใจต่อต่างชาติ โดยตนเองเชื่อว่าที่รัฐบาลรับรู้ปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ กล่าวว่า กนง. สนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง SME และภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยแนะนำให้ทำเป็นมาตรการเฉพาะจุด ซึ่งคาดว่าเร็วๆนี้จะมีมาตรการออกมาชัดเจน เช่น การจัดตั้ง AMC เพื่อซื้อหนี้เสียของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกมาบริหารจากสถาบันการเงินและการสนับสนุนสินเชื่อให้กับภาค SME เพิ่มเติม 

    ขณะที่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ยังคงหดตัวแต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม ขณะที่หนี้เสียในภาพรวมค่อนข้างทรงตัวยกเว้นหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ปรับตัวลดลง นายสักกะภพ กล่าวทิ้งท้าย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    ผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/258846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaUKKBEXjHUUpbCKN_MS2

  • ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    (9 ต.ค.68) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วยพล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ  รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร  ลิขิตมานนท์  ผกก.3 บก.ทท.1  แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1  “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท” หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่

    สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. มีเจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง  แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อหนึ่ง มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงินดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้ว ซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิด เป็นผู้ชายต่างชาติ อายุ 43 ปี จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม  2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”

    จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่า เคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้าย กันกับร้านรับแลกเงิน ดังนี้

    1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท
    2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความสียหายประมาณ  185,600 บาท 
    3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความสียหายประมาณ  107,330 บาท 
    4.เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความสียหายประมาณ  201,330 บาท 
    5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความสียหายประมาณ  244,958 บาท 
    6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาท

    ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่า ชายคนดังกล่าว ใช้หนังสือเดินทาง ผู้ต้องหาตามหมายจับ พักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัว จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ชายคนดังกล่าว และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง  จึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58812&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JJCcwXcvumcHi7US48i5k

  • สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ

              สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

              อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7

              แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

     

     #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน

    #สนค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx

  • แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    ภูมิภาค

    แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ หมู่บ้านรักไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง และเป็นประธานในพิธีเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ว่าที่พันตรียุทธนา  เจ้าดูรี  นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย ให้การต้อนรับ มี นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความสำคัญของกิจกรรม

    เนื่องด้วยช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ ทั้งนี้บ้านรักไทยจึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ล่าสุดและมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL-yZpA_sDPbVdom5W1x5

  • ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา ฉลอง “ดีวาลี 2568” ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกอินเดีย ที่คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด

    ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา ฉลอง “ดีวาลี 2568” ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกอินเดีย ที่คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด

    เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลแห่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีสุดตระการตาในงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025”

    โดยงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จะเนรมิตย่านคลองโอ่งอ่างและพาหุรัดให้สว่างไสวไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 นี้

    ปีนี้มาในแนวคิด “Light Unites Us – แสงเชื่อมสัมพันธ์” ที่จะใช้แสงไฟนับพันดวงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง พลังชีวิต และมิตรภาพอันงดงามระหว่างสองประเทศ การันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะการเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีนอกประเทศอินเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

    ไฮไลต์เด็ดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 

    โดยงานจะแบ่งเป็น 2 โซนหลักที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ

    โซนพาหุรัด ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 โดยจะทำการเปลี่ยนถนนทั้งสาย ให้มีการประดับประดาด้วยไฟสุดอลังการและเทคโนโลยีสื่อผสมสุดล้ำ ตั้งแต่ เวลา 16.00 – 22.00 น. รวมถึงมีโชว์วัฒนธรรมสุดพิเศษ ในวันที่ 18-20 ต.ค. 2568 ให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อินเดีย วันละ 4 รอบ เช่น ระบำโคม, นาฏยศิลป์ร่วมสมัย, Bharatanatyam, Bihu, Bollywood Dance และอีกมากมาย

    พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง และกิจกรรมและเวิร์กชอป ให้เพลิดเพลินกับการเพ้นท์เฮนน่า, เพ้นท์โคมไฟ, ร้อยลูกปัด, ชิมอาหารและชอปสินค้าสไตล์อินเดีย

    รวมถึงเสริมสิริมงคล ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสักการะบูชาพระแม่ลักษมีและพระพิฆเนศ เพื่อต้อนรับแสงสว่างแห่งความสำเร็จและโชคลาภ พร้อมการจุดพลุ ในวันที่ 19 ตุลาคม และขบวนแห่ “Happiness Troop” ที่จะมาสร้างสีสันและความคึกคัก นำโดยขบวนแห่พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ และขบวนสไตล์บอลลีวูดสุดอลังการ

    โซนคลองโอ่งอ่าง ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 จะพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ริมคลอง ชมความงดงามของแสงไฟหลากสีที่สะท้อนบนผืนน้ำ ตกแต่งด้วยศิลปะ “รังโกลี” (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อยดวง พร้อมการแสดงวัฒนธรรม ในวันที่ 16-20 ต.ค. 2568 และการแสดงบนเวทีย่อยริมคลอง ที่จะมาสร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนของคุณพิเศษยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะบนกำแพง (Art Wall) และบนพื้น (Art Street) ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

    งาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ไม่ใช่แค่เพียงอีเวนต์ แต่คือการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญที่ตอกย้ำมิตรภาพไทย-อินเดีย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จัดขึ้นในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 ที่คลองโอ่งอ่าง และ ถนนพาหุรัด กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w6nqwzCCNZdAXUosHVTZk

  • ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจซบเซารุนแรง พร้อมเร่งสร้างแรงกระตุ้นในภาคการบริโภค การลงทุน การค้าภายในประเทศ และการท่องเที่ยว

    วัตถุประสงค์ของนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน (“Quick”) มีขนาดเม็ดเงินเพียงพอให้เกิดผลในระดับภาพรวม (“Big”) และกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศ (“Win”)

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการสำคัญล่าสุด ในส่วนของของโครงการคนละครึ่ง พลัส เตรียมเปิดใช้งานในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผ่ายแอปฯเป๋าตัง ใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท ส่วนการเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โดยจะเพิ่มวงเงินให้ 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,700 บาทต่อคนต่อ 2 เดือน เริ่มโอนเงินรอบแรกพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ใช้งบ 22,780 ล้านบาท ขณะที่ยังมีการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนเป็นอีกตัวช่วยผู้ประกอบการให้ไปต่อ

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ขณะที่กระทรวงพลังงาน สั่งตรึงราคา LPG (ก๊าซหุงต้ม) ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง (15 กก.)ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ส่วนกระทรวงพาณิชย์สั่งดำเนินมาตรการธงฟ้า สินค้าราคาประหยัด ช่วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา การจับมือกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการเปิดเผยราคายาอย่างโปร่งใส และสามารถไปหาซื้อยาจากร้านข้างนอกได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของนโยบายรัฐบาลในครั้งนี้อยู่ที่ความชัดเจนด้านเป้าหมายและไทม์ไลน์ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลได้ขยับแล้ว นอกจากนี้ยังใช้เครื่องมือที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น เป๋าตัง บัตรสวัสดิการฯ ครอบคลุมทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น คือการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาขน และระยะยาวคือการพัฒนาอุตสาหกรรม และต่อลมหายใจผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ

    แต่ทั้งนี้นโยบาย Quick Big Win ยังมีจุดอ่อนและความเสี่ยง คือ กรอบเวลา 4 เดือนสั้นเกินไปในการดำเนินโครงการให้เห็นผลจริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ ขณะที่เม็ดเงินยังมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงโครงการของประชาชนในกลุ่มเปราะบางยังอาจมีข้อจำกัด มีความเสี่ยงด้านการคลังและภาระหนี้ระยะยาว และปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก และปัจจัยภายในประเทศเช่นน้ำท่วม และภัยธรรมชาติ อาจบั่นทอนผลกระทบเชิงบวก

    อย่างไรก็ดีหากพิจารณาแล้ว โอกาสความสำเร็จของโครงการ ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง เพราะโครงการใช้กลไกที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เช่น “คนละครึ่ง” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ก็มีความเสี่ยงล้มเหลวเช่นกัน เนื่องจากโครงการใหม่อาจมีความล่าช้าจากความไม่พร้อมในทางระบบ และในแง่กฎหมาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

    บทสรุปนโยบาย Quick Big Win เป็นก้าวแรกที่จำเป็นและเร่งด่วนของรัฐบาลอนุทิน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด ซึ่งหากโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเชิงระบบ ความเร็วในการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้น สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในปีถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcB79tuzeR8Gx_xC89Kyv

  • เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ
    พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 (FY2024) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งเผยให้เห็นความ ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขยายโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับโลก Environmental Vision 2050 ของเอปสัน ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ และเลิกพึ่งพาทรัพยากรใต้ดินอย่างสิ้นเชิง

    เอปสันเริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 และรายงานฉบับล่าสุดได้สรุปความก้าวหน้าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Achieve Sustainability in a Circular Economy) การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ขอบเขตใหม่ (Advance the Frontiers of Industry) การยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) และการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม (Fulfil Social Responsibility) ทั้งสี่ด้านนี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมของเอปสันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้ เอปสันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 11% ในปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ลดลงเหลือ 814 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือใกล้เคียงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็นประมาณ 4,500 เครื่องต่อปี

    *การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน*
    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าผลักดันวาระด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการลด
    ของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่ง โดยเพียงลำพังการขยายการทำ Drop Shipping ก็สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 113 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566

    เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอปสันได้ขยายการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้จะสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนโครงการเฉพาะของตนเองเพื่อลดขยะ อนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความก้าวหน้าระดับภูมิภาค โดยเอปสันสามารถรีไซเคิลวัสดุสิ้นเปลืองจากหมึกได้มากกว่า 1,600 กิโลกรัม และแปรรูปเศษอาหารกว่า 500 กิโลกรัมเป็นปุ๋ย ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารราว 1,700 มื้อ

    ความพยายามในการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนภายในสำนักงานยังส่งผลให้สำนักงานแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการรับรองมาตรฐาน BCA Green Mark ระดับ Gold ภายในช่วงเวลาการรายงาน และต่อมาอีก
    5 สำนักงานก็ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ความสำเร็จระดับภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อแนวปฏิบัติด้านอาคารที่ยั่งยืน ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์

    *การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม*
    รายการความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ยังนำเสนอความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน

    โดยเฉพาะในการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล พนักงานได้เข้าร่วมการอบรมด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบครบถ้วน 100% ควบคู่กับมาตรการต่อต้านการทุจริต และมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ ในปีงบประมาณ 2567 เอปสันสามารถบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความปลอดภัยของพนักงาน

    *การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน*
    เอปสันยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “Epson Goes to School” และการมอบเครื่องพิมพ์ เพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ในหลายประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลในอนาคต

    *การธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม*
    รายงานยังเน้นย้ำถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเอปสัน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคีท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปริมาณขยะ อาทิ โครงการเก็บกู้ขยะกว่า 1,400 กิโลกรัม ทั้งพลาสติกและโฟม และกิจกรรมทำความสะอาดใน 6 ประเทศ ขณะที่ในอินโดนีเซีย เอปสันร่วมกับ WWF ในโครงการ “Trees for Life” ปลูกต้นไม้กว่า 200,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยเหลือครอบ ครัวกว่า 300 ครัวเรือน

    *ตัน เมย์ ลิน หัวหน้าคณะทำงานด้านความยั่งยืน เอปสัน เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้* กล่าวว่า “สำหรับเอปสัน ความยั่งยืนคือการมอบพลังให้กับพนักงานและชุมชนในการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและความรับผิดชอบในภูมิภาค เพื่อให้เป้าหมายระดับโลกสอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่จริง”

    *เอลวิน ตัน ผู้รับผิดชอบโครงการในแต่ละประเทศ* เสริมว่า “ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจริงในทุกตลาดภายใต้การกำกับดูแลของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะพลาสติก หรือการขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีการแบบลงมือทำจริงนี้ช่วยให้ทั้งพนักงานและชุมชนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”

    รายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ฉบับเต็มของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอ่านได้ที่นี่ และเวอร์ชันสรุปสำหรับผู้บริหารสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449845&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIRpnSwnva-MexuTG3Uto