© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5189892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3llSuSkwuvoUNgsb2A–qV

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5189892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3llSuSkwuvoUNgsb2A–qV

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.
9 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards (นิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษ) โดยกัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน
Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ เมตตา ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม พร้อมเพิ่มเติมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”
สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า “เคนยา” ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/919917&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MDJb5-MwrCfH9qCZq1PJx

เมียนมามุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเมียนมามีความต้องการผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจำนวนมากในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม รวมทั้งให้ความสำคัญกับการปลูกฝังและพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และร่วมมือกัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี นวัตดรรม การประยุกต์ใช้ AI ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีทักษะ ความรู้ ความสามารถสอดรับกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วย
ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมและมุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นวาระแห่งชาติของเมียนมา “เป็นโอกาสอันดี” สะท้อนว่าเมียนมาให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเมียนมาในระยะต่อไป เพราะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรที่มีคุณภาพ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยียกระดับการเกษตร การผลิต และเรื่องต่างๆ เช่น เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร ดิจิทัลและ AI รวมทั้งการศึกษาและการยกระดับบุคลากร ซึ่งธุรกิจไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญ สามารถต่อยอดเติมเต็มความต้องการตลาดเมียนมาในเรื่องดังกล่าวได้ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป
********************************************
ที่มา: นสพ. Global New Light of Myanmar
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fdpv4hpj65e8s1t0e9kj5yk2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wUp_77WAGLbl-5fRin6bj

9 Oct 68
วันที่ พฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ มอบหมายให้ นางวรวีร์ ด่านทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม คณะทำงานประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่
การประชุมจัดขึ้นเพื่อ ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะทำงาน ในการนำเสนอภารกิจและผลการดำเนินงานของสำนักงานฯ ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย ได้แก่
• Facebook : สพม.เชียงใหม่
• Facebook : ประชาสัมพันธ์ สพม.เชียงใหม่
• Website : สพม.เชียงใหม่ และ สพฐ.
• หนังสือพิมพ์ออนไลน์
• TikTok : สพม.เชียงใหม่
• จดหมายข่าว สพม.เชียงใหม่
ทั้งนี้ เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของสำนักงานฯ เข้าถึงสาธารณชนได้อย่าง ทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
การประชุมจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่






———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3791015/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jan5YuWTT1WKv-M1yE33-


บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาเช่าจำนวน 2 สัญญา มูลค่ารวม 833,797,200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีรายละเอียด คือ
1.) สัญญาให้เช่าอุปกรณ์ Handheld จำนวน 23,480 เครื่องระยะเวลา 5 ปี ให้แก่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมีการลงนามผู้ให้เช่า คือ กิจการร่วมค้า SPAC ระหว่าง SPREME และ บริษัท อะเคเชีย ไอ.ที.เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด มีมูลค่ารวม 417,000,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2.) สัญญาเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาพร้อมอุปกรณ์ ตาม โครงการการเช่าคอมพิวเตอร์พกพา สำหรับพัฒนานักเรียนกรุงเทพมหานครในยุคดิจิทัล อาทิ อุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) อุปกรณ์ประมวลผลระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมประยุกต์การให้บริการ อุปกรณ์ประกอบระบบคอมพิวเตอร์สำหรับพัฒนานักเรียนกรุงเทพมหานครในยุคดิจิทัลระยะเวลา 3 ปี ให้แก่ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำหรับผู้ให้เช่า คือ SPREME มูลค่า 416,797,200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SPREME กล่าวว่า การคว้างานใหญ่ทั้งจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานราชการ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ SPREME ในการส่งมอบโซลูชั่นด้าน IT ครบวงจร ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน ผลักดันให้งานในมือรอรับรู้รายได้ เพิ่มเป็น 2,200 ล้านบาท สร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/788348&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_eG5tJq7I9GnXLTRhACza


ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 48,510.72 จุด ลดลง 69.72 จุด หรือ -0.14% ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,523.89 จุด ลดลง 228.70 จุด หรือ -0.85% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,915.48 จุด ลดลง 18.49 จุด หรือ -0.47%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 0.66% ส่วนดัชนี ASX/S&P 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียลดลง 0.26%
ตลาดหุ้นจีนเปิดอ่อนแรงลงในวันนี้ หลังปิดตลาดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีเมื่อวานนี้ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่พุ่งขึ้นตามทิศทางราคาโลหะ หลังจากรัฐบาลจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตแร่หายาก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมีอำนาจเหนือกว่าในอุตสาหกรรมแร่หายาก ท่ามกลางการแข่งขันด้านการค้าและเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นกับสหรัฐอเมริกา
วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งที่ 6 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ต.ค.) ด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 45 แต่คะแนนสนับสนุนไม่ถึง 60 คะแนนซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการผ่านร่างกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณไปจนถึงวันที่ 21 พ.ย. ส่งผลให้การชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (CBO) ประมาณการว่า พนักงานของรัฐบาลกลางประมาณ 750,000 คนจะถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างในช่วงการชัตดาวน์
สำนักข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียที่มีการเปิดเผยในช่วงเช้าวันนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเกาหลีใต้ ณ สิ้นเดือนก.ย. อยู่ที่ระดับ 4.2202 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.73 พันล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของยอดเงินฝากในสกุลเงินต่างประเทศที่ถือครองโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ
ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับตั้งแต่ทุนสำรองฯ ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 4.046 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพ.ค.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ต.ค. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ObDOx0qPzIy2QrpnPQQk

“สิริพงศ์” ชี้สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้น จากหลายมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล โดยเฉพาะ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ คาดไตรมาส 4 ของไทย มีแนวโน้มเติบโตเชิงบวก
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด จากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจภาคการค้าและบริการ เชื่อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 56.0 ซึ่งสอดคล้องกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เห็นว่า การสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ เช่น จาก โครงการคนละครึ่ง ต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” การออมเพื่อการเกษียณอายุ และหวยออมทรัพย์ เป็นต้น
“นายกฯ อนุทิน กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะทีมกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ “Quick Big Win” ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rgMxIqZEg6FrIuMRU44Ul

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงข้อจำกัด 4 เดือน ทีมเศรษฐกิจจึงกำหนดแนวทางทำงานภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” คือ ทำเร็วและทำทันที โดยเร่งกระตุ้นระยะสั้นเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม พร้อมทั้งได้ผลยาวเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นกระจายตัวด้วยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
1.กับดักด้านการลงทุนเป็นประเด็นแรก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่เก่าและติดกับดักการเติบโตในอุตสาหกรรมเดิม แต่ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค AI, Data Center, EV, ระบบอัตโนมัติ และโลกสีเขียว ดังนั้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหัวหอกหลักในการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่เหล่านี้
ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกการลงทุน รัฐบาลจะจัดทำโครงการ Fast Pass เพื่อแก้ปัญหากฎ กติกา ที่ทำให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ยังไม่สามารถลงทุนได้จริง เนื่องจากติดปัญหาขอใบอนุญาตน้ำหรือไฟ การขอให้คนที่มีความสามารถมาทำงานในไทย
2.กับดักเรื่องคน และทักษะแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากร วันนี้มีผู้อายุเกิน 60 ปี ราว 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกษียณแล้วรายได้จะหายไป รายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วยและจะเพิ่มภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะในอนาคต นอกจากนี้กำลังแรงงานไทยยังมีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้นักลงทุนย้ายไปประเทศอื่น
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเน้นการ Re-skill และ Up-skill ทักษะแรงงาน โดยจัดสรรเงินจากกองทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ฝึกอบรมระยะสั้น และการอบรมออนไลน์ที่ตรงความต้องการของตลาด และตามความต้องการของภาคธุรกิจ มีการตั้งเป้าหมาย 4 เดือนแรก จะอบรมแรงงาน 100,000 คน พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้คนไทย
รวมทั้ง จะทำต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เปิดหลักสูตรอบรมผ่านแอปถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้าในระบบมาเรียนรู้ทักษะสร้างรายได้ การบริหารจัดการต้นทุนการเงินและภาษี
3.กับดักด้านเทคโนโลยี เป็นอีกประเด็นสำคัญ เนื่องจากธุรกิจไทยหลายแห่งไม่ทันโลกยุคใหม่ โดยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากจากยุค Digital Transformation ก้าวไปสู่ AI ที่ทำงานแทนคนได้ และรัฐบาลจะช่วยเหลือ SME โดยให้เงินสนับสนุน (Grant) 50% สำหรับการทำวิจัยพัฒนา (R&D) กำหนดวงเงินสำหรับรายเล็กที่ 20 ล้านบาท และรายใหญ่ 50 ล้าน
รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบอัตโนมัติ โดยให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ SME ได้รับเงินอุดหนุนทันที
4.กับดักหนี้และวินัยการคลัง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงมาก ประชาชนรายย่อยต้องแบกรับภาระผ่อนต้น ผ่อนดอก และมีกำลังซื้อลดลง หากไม่แก้ไขกำลังซื้อที่หดหายจะเริ่มกระทบธุรกิจ SME และอาจลามไปถึงธุรกิจรายใหญ่ รวมถึงหนี้รัฐหรือหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 64% ของ GDP
ขณะนี้กระทรวงการคลังหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจะดึงหนี้จากคนตัวเล็กตัวน้อยออกมาจากระบบ และนำไปไว้ในบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เนื่องจากหากตั้ง AMC ใหม่ อาจไม่ทันใน 4 เดือน จึงอาจใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ดำเนินการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจำกัด (SAM)
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้เร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้คนไทยมีภาระหนี้ลดลง และจะสนับสนุนให้รวบหนี้ที่อยู่หลายธนาคารไว้ที่เดียว โดยจะเห็นผลการดำเนินการ AMC ภายในเดือน ต.ค.นี้
กระทรวงการคลังจะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน โดยจะทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เดือน พ.ย.นี้ ให้ลงรายละเอียดการดำเนินนโยบายการคลังชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อแสดงให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ลดความกังวลต่อการก่อหนี้สาธารณะไทย
นายเอกนิติ กล่าวถึงการปรับปรุงระบบภาษีและค่าลดหย่อนว่า จะปรับปรุงเกณฑ์ค่าลดหย่อน โดยไม่ต้องแก้ พ.ร.บ.เนื่องจากปัจจุบันการลดหย่อนภาษีมีความหลากหลายมาก
ทั้งนี้ จะกำหนดเพดาน (Ceiling) ที่ชัดเจนการลดหย่อนใน 1 ปี ได้เท่าไร โดยข้อเสนอที่น่าสนใจคือ Individual Saving Account (ISA) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะให้ประชาชนมีเพดานและอิสระเลือกลงทุนหุ้น พันธบัตร หรือลงทุนต่างประเทศได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องออกผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงเหมือนอดีต รวมถึง Framework ลดหย่อนจะเสร็จในเดือน พ.ย.นี้
นอกจากนี้ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบภาษี และการยกเว้นให้เฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบ จะช่วยให้ภาษีของรัฐบาลโตขึ้นเยอะ
แม้รัฐบาลมีเวลาแค่ 4 เดือน และแก้ปัญหานี้ไม่ได้ทั้งหมดแต่ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแต่ละแผนงานเชื่อว่าจะวางรากฐานการแก้ปัญหาระยะยาวได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oiENnAN0cxepsBuhj6DkH

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” โดยระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลไทยจะเร่งเจรจาในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อให้มีความชัดเจนของรายการสินค้า และตั้งเป้าจะให้การเจรจาดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ โดยถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ไทยต้องปรับตัวให้ทัน
ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาและทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออกของไทย อีกทั้งยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพบางส่วน แต่ก็สะท้อนอุปสงค์ที่ชะลอตัวในอีกด้านเช่นกัน
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกเผชิญ 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน GDP ไทยเติบโตช้าลงจากเดิมที่เคยอยู่ราว 5% เหลือเพียง 3% และล่าสุด คาดว่า จะขยายตัวเพียง 1.8–2.3% ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ระดับ -0.7% จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัว ขณะเดียวกัน ผลิตภาพแรงงานลดลง ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ลดลง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน 7 นโยบายหลัก ได้แก่
โดยทุกมาตรการสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 เดือน
นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเสนอแนวทางเสริมศักยภาพประเทศใน 3 ด้าน คือ
นางศุภจี ยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดแรกที่จะถึงในสัปดาห์หน้านั้น ทางฝั่งกระทรวงพาณิชย์ จะรายงานความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยขณะนี้มีการพูดคุยทางเทคนิคแล้ว และมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยพยายามจะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 และจะพูดคุยถึงรายละเอียดรายการประเภทสินค้าอย่างชัดเจน รวมถึงรายละเอียดในเรื่องของสินค้าที่มาจากต่างประเทศที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด และทำให้ไม่มีปัญหาเรื่อง Transshipment มากจนเกินไป
ส่วนหัวหน้าทีมเจรจาทีมไทยแลนด์ คณะรัฐมนตรี ต้องมีการแต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์สามารถเป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้ แต่ในมุมของประเทศยังไม่ใช่ เพราะมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะต้องมีการพูดคุยเรื่องนี้กันก่อน เพราะการเจรจาไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ แต่ต้องนำภาคเอกชน และกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้หารือกับภาคเอกชนอย่างสภาหอการค้าไทย โดยสภาหอการค้าฯ ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับบางอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfpaBh3Rq3c0eRkPa_kbW

ในขณะเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเองก็อยู่ในภาวะที่น่ากังวล อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยสูงถึง 5% เหลือคาดการณ์เพียง 1.8% – 2.3% ในปัจจุบัน ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ซึ่งอาจนำไปสู่ ภาวะเงินฝืด (Deflation) หากไม่มีการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศอย่างทันท่วงที
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว นางศุภจีได้เสนอยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบายหลักที่เน้นผลลัพธ์รวดเร็ว (Quick Big Win) ดังนี้
เสริมรายได้ฐานราก: มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ผ่านการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น โครงการ “ธงเขียว” ที่ช่วยลดราคาปุ๋ย
สร้างตลาดใหม่และขยายการค้า: เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ 14 ฉบับให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมตั้งเป้าปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ ให้สำเร็จภายในปี 2568 รวมถึงการจัดคณะผู้แทนการค้า (Trade Mission) เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดียและตะวันออกกลาง
ลดภาระค่าครองชีพ: เดินหน้าโครงการ “ธงฟ้า” อย่างต่อเนื่อง พร้อมริเริ่มความร่วมมือใหม่ๆ เช่น การร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และการสร้างความโปร่งใสด้านราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระให้ประชาชนได้กว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี
[ เปลี่ยนโครงสร้างสู่อนาคตที่ยั่งยืน ]
นอกเหนือจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นางศุภจีได้ย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยใช้จุดแข็งของไทยให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์, ศักยภาพด้าน “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) และการเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
ปรับโครงสร้างเกษตรกรรม สู่เกษตรแม่นยำที่ผลิตตามความต้องการของตลาด (Demand-driven)
มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม
พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม “MOC+” เพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value-based Economy)
“เมื่อภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส ประชาชนก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง” นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า และเมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33x-91zOxoIpb-HpCLIn8q