Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บางกอกออนเทรนด์ ย่านสุดปัง! ดังทุกฟีด | Insights

    บางกอกออนเทรนด์ ย่านสุดปัง! ดังทุกฟีด | Insights

    กรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหลับไหลและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของมหานครที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความทันสมัยได้อย่างลงตัว ตั้งแต่วัดวาอารามย่านประวัติศาสตร์ คาเฟ่น่านั่ง ร้านอาหารบรรยากาศดี สตรีทฟู้ด และห้างสรรพสินค้าทันสมัยที่เต็มไปด้วยสีสันของไลฟ์สไตล์คนเมือง หลายย่านของกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดคอนเทนต์ใหม่ ๆ บนโซเชียล โดยเฉพาะบน TikTok Facebook และ Instagram ที่ชาวเน็ตต่างแชร์ “ย่านสุดปัง” กันแบบเต็มฟีด

    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568 เพื่อติดตามความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ (Social Listening) เกี่ยวกับความสนใจการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร 

    ย่านไหนมาแรง? เจาะกระแสเที่ยวกรุงเทพฯ

    จากการพูดถึงย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า

    สุขุมวิท (33.0%) ครองอันดับหนึ่งด้วยพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทันสมัย ทั้งแหล่งชอปปิง ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ EmQuartier Emporium Emsphere และ Terminal 21 รายล้อมด้วยโรงแรมหรู การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS พร้อมสวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนเบญจกิติ สำหรับนักวิ่งและคนรักสุขภาพ

    นอกจากนี้ ยังมีโซน ทองหล่อ – เอกมัย ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และบูติกแฟชั่น อีกทั้ง ยังมีไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้อย่าง The Commons จุดนัดพบสุดฮิตของกลุ่มเพื่อน ๆ

    พระนคร (27.8%) ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เสาชิงช้า รวมถึงถนนข้าวสาร และท่ามหาราช ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    สยาม (8.6%) ศูนย์กลางการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดดเด่นด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ อาทิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซีไลฟ์ แบงคอก ที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS

    เยาวราช (7.9%) เอาใจสายกินด้วยสตรีทฟู้ดที่ไม่เคยหลับไหล สายถ่ายรูปต้องหลงรักสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณสุดคลาสสิก โดยเฉพาะ “ถนนทรงวาด” รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีน

    รัชดา/ห้วยขวาง (7.3%) เป็นหนึ่งในแหล่งแฮงก์เอาต์ยอดนิยม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืน แหล่งรวมร้านค้า The Street Ratchada ร้านอาหาร ผับและบาร์ ตอบโจทย์สายชอป สายกิน หรือสายนั่งชิล เหมาะกับการนัดพบเพื่อนฝูง

    ลาดพร้าว (5.7%) แหล่งไลฟ์สไตล์ครบวงจรอีกแห่งในกรุงเทพฯ มีทั้งศูนย์การค้า เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ รวมถึงตลาดนัดจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) สำหรับการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวงบจำกัดที่ต้องการสัมผัสวิถีกรุงเทพฯ

    สีลม/สาทร (5.2%) มีทั้งไนท์ไลฟ์ ร้าน Fine dining และบาร์บนตึกสูงเพื่อชมวิวเมืองอย่าง Rooftop Bar ที่ตึกมหานคร รวมถึง One Bangkok และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง Dusit Central Park สวนลอยฟ้า จุดถ่ายรูปสวย ๆ พื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง

    ดุสิต (4.5%) เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์ ทั้ง วังปารุสกวัน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น

    การกระจายความนิยมของแต่ละย่านชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย คือ ผู้คนไม่ได้เลือกท่องเที่ยวเพียงแค่สถานที่อย่างเดียว แต่เลือกตามสไตล์การเที่ยวที่สะท้อนตัวตน มาดูกันว่าผู้คนในสังคมออนไลน์ชอบเที่ยวแนวไหนบ้าง และอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้แต่ละสไตล์โดดเด่น

    เที่ยวกรุงเเบบไหน โดนใจสายทัวร์!

    สาย Lifestyle & Cafe Hopping ได้รับ Engagement สูงถึง 65.2%:

    การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์กำลังมาแรงในหมู่ Gen Z และ Millennial ที่มองหาประสบการณ์เที่ยวกรุงแบบ “มีสไตล์” คอนเทนต์สาย Aesthetic อย่างคาเฟ่ฮอปปิ้ง ร้านขนมเก๋ ๆ สถานที่หรือมุมถ่ายรูปสวย (Instagrammable) ที่เหมาะแก่การแชร์ลงโซเชียล กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะบน TikTok และ Instagram ที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อน การถ่ายคอนเทนต์ และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่แสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ 

    (Aesthetic หมายถึงผู้ที่ชื่นชอบหรือให้ความสำคัญกับความสวยงามทางสายตา เช่น การจัดแต่งภาพ สี และสไตล์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว)

    สาย Shopping & Urban Life ได้รับ Engagement 24.6%:

    การเที่ยวแบบ “คนเมือง” ยังคงเป็นที่นิยม เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางชีวิตคนเมือง การเดินทางด้วย BTS/MRT ทำให้การเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการชอปปิงในห้างสรรพสินค้า เดินเล่นตามตลาด หรือการชมวิวจากตึกสูง ล้วนเป็นกิจกรรมที่สะดวก สามารถทำได้หลายอย่างในวันเดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีเวลาจำกัดแต่ยังต้องการความหลากหลายและความสะดวกสบาย

    สาย Experience & Creative Activity ได้รับ Engagement 5.2%:

    การเที่ยวเชิงประสบการณ์เป็นกิจกรรมที่มีฐานผู้สนใจเฉพาะกลุ่ม เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช้อป กิจกรรมผจญภัย คอนเสิร์ต หรือกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ แม้จะมีสัดส่วนเอ็นเกจเมนต์ไม่มาก แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เมื่อคนเริ่มมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและมีคุณค่าเพิ่ม เป็นการเที่ยวที่ช่วยสร้างทักษะใหม่ สร้างความทรงจำที่ไม่เหมือนใคร เหมาะกับผู้ที่ชอบลองสิ่งใหม่และต้องการมีส่วนร่วมแบบ Active

    สาย Culture ได้รับ Engagement 3.4%:

    การเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงได้รับความสนใจแม้ไม่ใช่กระแสหลัก แต่กรุงเทพฯ ยังถือเป็นศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรม ทั้งวัด พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ต่าง ๆ ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แม้คนรุ่นใหม่จะหันไปสนใจคอนเทนต์แนวไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงมีคุณค่าสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสัมผัสความงดงามแบบดั้งเดิมของกรุงเทพฯ

    สาย Nature ได้รับ Engagement 1.6%:

    การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในกรุงเทพฯ แม้จะยังมีสัดส่วนเอ็นเกจเมนต์ไม่มากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเลือกกิจกรรมที่สะดวกและใกล้ตัวกว่า แต่ประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติยังคงมีคุณค่าสำหรับกลุ่มที่แสวงหาความสงบและต้องการพักใจ การเดินเล่นในสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว กลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเติมพลังชีวิตให้กับคนเมืองกลุ่มนี้

    พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย

    เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) จาก Social Listening จะเห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีระดับปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันและสะท้อนความนิยมของคอนเทนต์ท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ 

    คอนเทนต์แบบ Short-form video ยังคงครองใจสายเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความรวดเร็ว สนุกสนาน และไอเดียใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยว TikTok จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีเอ็นเกจเมนต์สูงสุดสำหรับแรงบันดาลใจและคอนเทนต์ท่องเที่ยวแบบกระชับ

    ยังคงเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยว ผู้ใช้มักเข้ามารีวิว แนะนำ หรือแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับงานอีเวนต์และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อกับชุมชนออนไลน์เพื่อรับคำแนะนำก่อนตัดสินใจ

    แหล่งรวมรูปภาพสวย ๆ และแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่สนใจมุมถ่ายรูปสวย ๆ (Instagrammable) ของสถานที่ท่องเที่ยว แม้เอ็นเกจเมนต์ไม่มากเท่า TikTok และ Facebook แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับสาย Aesthetic และการวางแผนภาพก่อนออกเดินทาง

    เป็นพื้นที่สำหรับคอนเทนต์เจาะลึก และเล่าเรื่อง (Storytelling) แบบ Long-form video ผู้ชมบนยูทูปมักเข้ามาดูรีวิวท่องเที่ยวที่มีรายละเอียดครบถ้วน พร้อมทั้งความบันเทิง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้รายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนตัดสินใจ

    ยังมีบางกลุ่มที่มักค้นหารีวิวจากแพลตฟอร์ม X และ Pantip ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยและสอบถามประสบการณ์ได้อย่างสบายใจ

    4D Cycle: วัฏจักรโซเชียล ของนักเที่ยวยุคดิจิทัล!

    Discover – ค้นหาแรงบันดาลใจ (TikTok, 58% Engagement)

    ทุกการท่องเที่ยวเริ่มต้นจากการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์ม TikTok เป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยม เพราะวิดีโอสั้น ๆ สนุก ๆ ช่วยให้เราเห็นภาพรวดเร็วและเกิดแรงบันดาลใจทันทีว่า “ที่นี่น่าไปจริง ๆ” การเล่าเรื่องผ่านวิดีโอหรือภาพประกอบเพลงฮิต ช่วยให้ผู้ชมสามารถตัดสินใจเบื้องต้นได้ว่าอยากไปตามรอยหรือไม่

    Discuss – แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Facebook, 30% Engagement)

    เมื่อเริ่มสนใจจริง ๆ ขั้นตอนต่อมาคือการสอบถามและรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น Facebook เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี เพราะมีรีวิวและคอมมูนิตี้นักท่องเที่ยวที่พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เราจะได้เห็นมุมมองจริง ๆ ของผู้คน เพิ่มความมั่นใจก่อนวางแผนทริป

    Decide – ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก (YouTube, 2% Engagement)

    ก่อนออกเดินทาง หลายคนเลือกเข้า YouTube เพื่อดูรีวิวแบบละเอียด ทั้งวิธีการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และบรรยากาศจริง ๆ วิดีโอ Long-form ช่วยให้เข้าใจครบทุกมิติ ทำให้มั่นใจและตัดสินใจออกเดินทางได้อย่างพร้อมที่สุด

    Deliver – ส่งต่อประสบการณ์สู่สังคมออนไลน์ (Instagram, 7% Engagement)

    หลังจากไปเที่ยวจริงแล้ว การแชร์ประสบการณ์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ Instagram เป็นพื้นที่สำหรับโพสต์ภาพถ่ายและ Reels สวย ๆ ไม่เพียงเก็บความทรงจำ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อน ๆ และนักท่องเที่ยวคนอื่นตามรอยต่อ

    วงจรนี้กลับไปที่ Discover ของนักท่องเที่ยวคนใหม่ ๆ เมื่อคนอื่นเห็นโพสต์ ก็เกิดแรงบันดาลใจใหม่ เริ่มต้นวงจร 4D อีกครั้ง

    เสน่ห์กรุงเทพฯ ที่ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” พูดถึง

    กรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ที่มีสีสัน จากการวิเคราะห์เสียงบนโซเชียลมีเดีย พบว่า 20% ของ Mention มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้แชร์ประสบการณ์ ทิศทางคอนเทนต์ส่วนใหญ่เน้นการรีวิวแลนด์มาร์ก โรงแรม ร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง รวมถึงบริการยอดฮิตอย่าง สปาและนวดแผนไทย

    นอกจากนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “ความสะดวกในการเดินทาง” โดยเฉพาะสถานที่ที่ใกล้รถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เพียงมองหาสถานที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงที่ง่ายและรวดเร็ว

    กรุงเทพฯ กับมุมลับที่ต้องไปสัมผัสเอง!

    กรุงเทพฯ ไม่ได้มีดีแค่แลนด์มาร์กหรือร้านคาเฟ่ชื่อดัง แต่ยังเต็มไปด้วย Hidden Gem (สถานที่หรือมุมพิเศษที่ซ่อนอยู่และมีเสน่ห์เฉพาะตัว) ตรอกซอยเล็ก ๆ ในพระนครและเยาวราชซ่อนสตรีทอาร์ตและอาคารคลาสสิกให้ถ่ายรูปชิค ๆ ขยับไปทองหล่อและสุขุมวิทกับคาเฟ่วินเทจ บาร์สุดเก๋ และร้านอาหาร Aesthetic ที่สามารถนั่งชิลล์ได้ทั้งวัน ส่วนใครมองหามุมพิเศษ ลองแวะ Rooftop Bar เพื่อชมวิวเมืองสวย ๆ หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะร่มรื่นอย่างสวนเบญจกิติและสวนรถไฟ

    ทุกมุมของกรุงเทพฯ คือโอกาสสร้างเรื่องราวและแรงบันดาลใจ มุม Hidden Gem ที่คุณเจอและแชร์ลงโซเชียล อาจกลายเป็นจุดเช็กอินใหม่ให้คนอื่นตามรอย พร้อมประสบการณ์ที่รอให้ทุกคนค้นพบ

    ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568

    Author picture

    By Sapimnat Thongkongkia, Thanon Phewthongngam

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dataxet.co/insights/bangkok-travel-trends-social-listening&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wSnSQCDbNRgLJCG9e2j1D

  • มิชลินไกด์ขยายธุรกิจสู่โรงแรมและไวน์ มุ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์โลก

    มิชลินไกด์ขยายธุรกิจสู่โรงแรมและไวน์ มุ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์โลก

    คู่มือมิชลินไกด์ (Michelin Guide) จากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการรับประทานอาหารระดับสูงมานานกว่าศตวรรษ กำลังขยายธุรกิจเข้าสู่การแนะนำโรงแรมและไวน์ เพื่อเป้าหมายในการเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก บริษัทลูกของผู้ผลิตยางรถยนต์ฝรั่งเศสแห่งนี้ต้องเผชิญการแข่งขันกับคู่มือท่องเที่ยวอื่น เว็บไซต์รีวิว เช่น TripAdvisor และอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารออนไลน์จำนวนมาก

    ขยายสู่ตลาดโรงแรมระดับโลก

    เกว็นดัล ปูลเล็นเนค  ผู้บริหารสูงสุดของมิชลินไกด์ เปิดเผยในงานประกาศรางวัลที่กรุงปารีสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่า เราได้รักษาฐานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมโรงแรมมาโดยตลอด บริษัทได้เปิดตัวระบบการจัดอันดับโรงแรมระดับโลกใหม่ โดยใช้สัญลักษณ์ ‘กุญแจ’ จำนวน 1-3 ลูก แทนการให้ดาว โดยพิจารณาจากเกณฑ์ด้านบริการ สไตล์ และเอกลักษณ์

    ปูลเล็นเนค ยังประกาศเพิ่มเติมว่า มิชลินไกด์จะเริ่มทำการรีวิวไวน์ ผ่านการพัฒนาหรือรีแบรนด์นิตยสารไวน์ Robert Parker Wine Advocate ในสหรัฐอเมริกา เขากล่าวว่ามิชลินไกด์สามารถมองได้ว่าเป็นสื่อระดับโลกในปัจจุบัน

    ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

    การดำรงอยู่ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้นำไปสู่การปรับบทบาทจากการส่งผู้ตรวจสอบแบบนิรนามไปยังร้านอาหารเท่านั้น ปัจจุบันมิชลินไกด์ครอบคลุมพื้นที่ 69 เขตทั่วโลก และมีผู้เข้าชมเว็บไซต์และแอปพลิเคชันฟรีเดือนละประมาณ 9 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา

    การสร้างรายได้จากผู้เยี่ยมชมออนไลน์ทำผ่านบริการจองออนไลน์ โดยเก็บค่าคอมมิชชัน 10-15% ต่อการจองแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังรับเงินจากกระทรวงการท่องเที่ยวและหน่วยงานราชการในการจัดทำคู่มือ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง

    ความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือ

    ดร.หยี่ถิง เติง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยลอนดอนคอลเลจ ซึ่งศึกษาผลกระทบของดาวมิชลิน ระบุว่า มิชลินไกด์ต้องสร้างสมดุลในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ หากพวกเขาทำงานร่วมกับรัฐบาล บริษัทท่องเที่ยว และหน่วยงานอื่นมากเกินไป จะมีคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจถูกผลักดันโดยหน่วยงานอื่นมากน้อยเพียงใด

    ปูลเล็นเนคตอบโต้ว่า มิชลินไกด์แยกทีมผู้ตรวจสอบและทีมพาณิชย์อย่างเข้มงวด และจะรีวิวจุดหมายปลายทางเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ามีการพัฒนาเพียงพอแล้วเท่านั้น การมุ่งเน้นโรงแรมถือเป็นการกลับสู่จุดเริ่มต้นของคู่มือ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1900 โดยผู้ก่อตั้งมิชลิน อองเดร และเอดูอาร์ มิชลิน เพื่อกระตุ้นให้คนขับรถออกเดินทางและใช้ยางรถยนต์มากขึ้น

    แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันจากรางวัลและคู่มือต่างๆ เช่น Conde Nast, Forbes, Travel + Leisure และรายการ The World’s 50 Best Hotels แต่ อัลวาโร่ ซาร์โซโซ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเซบียา ประเทศสเปน ยืนยันว่า มิชลินไกด์ยังคงเป็นผู้กำหนดรสนิยมที่สำคัญ โดยบทบาทในยุคอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนจาก ‘ผู้ควบคุมฝ่ายเดียว’ เป็น ‘สัญญาณหลัก’ ในเครือข่ายที่การเปิดรับสื่อและรีวิวออนไลน์ช่วยขยายผลแทนที่จะแทนที่

    เกว็นดัล ปูลเล็นเนค   หัวหน้ามิชลิน ไกด์ กับการขยายสู่การแนะนำโรงแรม และไวน์

    เกว็นดัล ปูลเล็นเนค  หัวหน้ามิชลิน ไกด์ กับการขยายสู่การแนะนำโรงแรม และไวน์

    Le Bristol โรงแรมที่เหล่าคนดังและผู้บริหารในปารีสชื่นชอบ   เป็นหนึ่งในโรงแรม 'สามแห่งสำคัญ' ของมิชลิน

    Le Bristol โรงแรมที่เหล่าคนดังและผู้บริหารในปารีสชื่นชอบ เป็นหนึ่งในโรงแรม ‘สามแห่งสำคัญ’ ของมิชลิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/michelin-guide-expands-hotels-wine-global-lifestyle-brand&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OM4SrsEnJ-jq5_FuAp2R_

  • ชง 17 ข้อ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ รับฟังครู-ผู้เรียน เปลี่ยนให้ทันยุคดิจิทัล – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 17 ข้อ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ รับฟังครู-ผู้เรียน เปลี่ยนให้ทันยุคดิจิทัล – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 17 ข้อ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ รับฟังครู-ผู้เรียน เปลี่ยนให้ทันยุคดิจิทัล

    เผยผลวิจัยสะท้อนปฏิรูปการศึกษาไทยแค่ “วาทกรรม” ไม่เกิดการแก้ปัญหาจริง ชง 17 ข้อเสนอ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ฟังครู นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ปรับเปลี่ยนกฎหมายทุก 5 ปี ให้ทันยุคดิจิทัล

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับทีมวิจัยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลวิจัยร่างพ.ร.บ.การศึกษาไทยเทียบ 6 ประเทศ แนะให้ยึดครู นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยทุก 5 – 10 ปี ให้ก้าวทันยุคดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์ ชง 17 ข้อเสนอสำคัญบรรจุในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ ยกระดับการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ ย้ำต้องทำจริง ไม่ใช่แค่สร้างวาทกรรมเพื่อหาเสียงทางการเมือง

    ชง 17 ข้อเสนอร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    ผศ.ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หัวหน้าทีมวิจัย ได้เปิดเผยข้อค้นพบจากการศึกษาและวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตลอดระยะเวลา 6 เดือน (เมษายน – ตุลาคม 2568) โดยสรุปเป็นข้อเสนอสำคัญ 17 ข้อ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นให้ระบบการศึกษาออกแบบบนฐาน “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ความเสมอภาค และความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาไทย

    สาระสำคัญของข้อเสนอ 17 ข้อ เริ่มต้นจากการกำหนด 1.วิสัยทัศน์และหลักการ ของกฎหมาย ที่ควรเน้นความยืดหยุ่น การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และสมดุลระหว่างอิสระของสถานศึกษากับนโยบายส่วนกลาง 2. บัญญัติสิทธิผู้เรียนอย่างชัดเจน ครอบคลุมการเข้าถึงการศึกษา การคุ้มครอง การร้องเรียน และบริการพื้นฐาน เช่น อาหารกลางวัน สุขภาวะ และการสนับสนุนจิตวิทยาเด็ก โดยเน้นว่าการศึกษาควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่เลือกปฏิบัติ

    3. โครงสร้างของกฎหมาย ต้องมีลักษณะ “ร่มใหญ่” ที่กำหนดแนวทางกว้าง ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่น 4. โครงสร้างบริหาร เน้นกระจายอำนาจเชิงปฏิบัติสู่ระดับจังหวัด ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน 5. เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง อีกทั้งยังเสนอให้การศึกษาควรเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ คือการให้ความรู้กับพ่อแม่ เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง

    6. เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ เสนอให้ใช้ระบบ เครดิตแบงก์ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสามารถเทียบโอนความรู้จากทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาได้ 7. ออกแบบหลักสูตรให้มีความหลากหลาย ไม่ยึดติดกรอบตายตัว เปิดให้สถานศึกษาบูรณาการสาระความรู้ข้ามวิชา และพัฒนาเนื้อหาร่วมกับชุมชนท้องถิ่น

    8. – 9. การประเมินและคุณภาพครู ก็เป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยเสนอให้ลดภาระเอกสารของครู เปลี่ยนแนวทางประเมินเพื่อการพัฒนา ให้สิทธิครูในการพัฒนาวิชาชีพขั้นต่ำต่อปี 10.ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและผลิตครูที่มีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

    11. การส่งเสริมเทคโนโลยีและการเปิดเผยข้อมูลการศึกษา 12. การบริหารงบประมาณที่ยืดหยุ่นและโปร่งใส 13. การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของผู้เรียน โดยเฉพาะความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยังไม่เคยปรากฏในร่างกฎหมายฉบับใด .14. การศึกษาเชิงพื้นที่ โดยให้อำนาจจังหวัดในการออกแบบจุดเน้นการเรียนรู้ เพื่อให้การศึกษาตอบโจทย์บริบทท้องถิ่นได้จริง

    15. มีกลไกติดตามการเปลี่ยนผ่านและทบทวนกฎหมาย โดยคณะผู้วิจัยยังเสนอให้มีกลไกสำหรับการเปลี่ยนผ่านและการทบทวนกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 5 หรือ 10 ปี เพื่อให้เป้าหมายการศึกษาไม่ล้าหลัง 16. มีระบบประกันคุณภาพ ที่ไม่ผูกติดกับเอกสารและการประเมินที่เป็นทางการมากเกินไป เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน และ 17. มีกลไกความรับผิดชอบ ที่ตรวจสอบได้จริง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่เพียงในทางทฤษฎี

    ข้อเสนอทั้ง 17 ประการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยให้ “ยืดหยุ่น เป็นธรรม และมีคุณภาพ” โดยเฉพาะการออกแบบกฎหมายที่ไม่เพียงตอบโจทย์ของรัฐ แต่ยังต้องตอบโจทย์ของผู้เรียน ชุมชน และสังคมไทยในภาพรวม

    ‘วาทกรรม’ กับ ‘ความจริงหน้างาน’

    ศุภโชค ปิยะสันติ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ใกล้ชิดกับสถานศึกษาจริง โดยระบุว่า ช่องว่างระหว่างหลักการในกฎหมายกับการปฏิบัติในชีวิตจริงที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญมายาวนาน หลายข้อความในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาที่ผ่านมาเป็นเพียง วาทกรรมที่ไพเราะ แต่ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในระดับโรงเรียน นอกจากนี้ โรงเรียนยังต้องเผชิญกับความวุ่นวายจากนโยบายที่หลากหลายและซ้ำซ้อน เช่น โครงการโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนสีขาว และแนวนโยบายอื่น ๆ ที่มากระทบโดยตรงต่อภาระงาน ขณะเดียวกัน ระบบประกันคุณภาพที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ร.บ. ปี 2542 ก็ถูกวิจารณ์ว่า ไม่ได้ช่วยอะไร เนื่องจากเน้นเพียงการตรวจสอบเอกสารมากกว่าการพัฒนาคุณภาพที่แท้จริง

    ในส่วนของข้อเสนอเชิงหลักการ นายศุภโชค เสนอให้ผู้ร่างกฎหมายตกลงกันให้ชัดเจนว่าต้องการให้ พ.ร.บ. มีลักษณะเป็นกฎหมายร่มใหญ่ หรือจะลงรายละเอียดให้ครบถ้วน เพราะหากไม่มีฉันทามติที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความสับสนในการขับเคลื่อน พร้อมย้ำว่าแก่นแท้ของการศึกษา คือ การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การสอน อีกทั้งเสนอให้มีองค์กรนโยบายกลางที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ทิศทางนโยบายการศึกษาแกว่ง ไปตามรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจที่เปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง

    “ถ้าเราปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามอำเภอใจของนักการเมือง จะเป็นกลายเป็นวาทะกรรมทางการเมือง เพื่อหาคะแนนเสียง และผลกระทบจะตกมาอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่จะหาทิศทางไม่เจอ และเกิดอาการดื้อยา คือไม่สนใจไม่ว่าจะเกิดนโยบายอะไรขึ้น” ศุภโชคกล่าว

    นอกจากนี้ เขายังให้ความเห็นว่า ในประเด็นการกระจายอำนาจที่แม้จะถูกกล่าวถึงมานาน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการส่งอำนาจไปยังสถานศึกษา ซึ่งควรได้รับความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดผู้เรียนมากที่สุด พร้อมสะท้อนปัญหาทางกฎหมายอื่นที่เป็นอุปสรรค เช่น ข้อจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยเสนอให้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ให้ชัดเจน รวมถึงสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสาระข้ามวิชา การจัดสรรงบประมาณแบบถ่วงน้ำหนักตามบริบท

    ต้องกระจายอำนาจ-ฟังเสียงคนหน้างาน

    ขณะที่ ปาริชาต ชัยวงษ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้สะท้อนมุมมองจากคนหน้างาน ที่เห็นผลกระทบของนโยบายการศึกษาต่อชีวิตจริงของครูและนักเรียนมาโดยตรง โดยเสนอว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ควรหลุดพ้นจากการเป็นเพียง วาทกรรมที่ไพเราะ แล้วหันมาใส่ใจแนวคิดและคำสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยเฉพาะการเน้น “ความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางการศึกษา” เพื่อจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่เปราะบาง หรือโรงเรียนที่มีบริบทพิเศษ พร้อมเสนอให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่จะยืนยันว่า การศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ของพลเมือง เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้โดยไม่ถูกกีดกันจากเงื่อนไขทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือภาษา

    นอกจากนี้ ต้องเน้นถึงความสำคัญของเสียงครูและเสียงนักเรียน ที่ควรถูกบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้มีหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของครูซึ่งได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้กฎหมายฉบับใหม่นี้กลายเป็น ธรรมนูญของการเรียนรู้ ที่คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่กฎหมายที่เน้นจัดการเชิงระบบราชการ หรือผลิตแรงงานตอบโจทย์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

    “ครูคือคนหน้างานที่เห็นปัญหาการศึกษาอย่างแท้จริง แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ส่งเสียง เมื่อไม่มีหน่วยงานกลางที่เป็นตัวแทนของครู เสียงของเราจึงต้องตะโกนออกไปท่ามกลางนโยบายที่สั่งลงมาให้ปฏิบัติ ทั้งที่ในความจริง ครูไม่ได้มีหน้าที่แค่รับนโยบาย แต่ควรมีสิทธิร่วมออกแบบมันด้วย” เธอสะท้อนปัญหาที่พบ

    พ.ร.บ.การศึกษา เป็นเหมือนมิติลี้ลับ

    ธีรศักดิ์ จิระตราชู ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นในฐานะผู้ติดตามกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยสะท้อนถึงความล่าช้าและข้อจำกัดของกระบวนการทางกฎหมายในรัฐสภา พร้อมชี้ให้เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ยังไม่เคยเข้าสู่การพิจารณาของสภา และอาจถูกพับเก็บภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากวาระของสภาใกล้สิ้นสุด เขาเปรียบเทียบการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น “มิติลี้ลับ” ที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทั้งยังวิจารณ์ว่า สังคมไทยยังคงอยู่ในปรากฏการณ์ “ตาบอดคลำช้าง” แม้ทุกฝ่ายจะมีเป้าหมายร่วม แต่ต่างคนต่างยกร่างจากวาระของตนเอง ทำให้ไม่เห็นภาพรวมร่วมกันที่ชัดเจน อีกทั้งระบบกฎหมายปัจจุบันก็ไม่เอื้อต่อการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและยั่งยืน

    ในส่วนของข้อเสนอ นายธีรศักดิ์ เน้นว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่ควรมีลักษณะเป็น “ร่มใหญ่” ที่ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่คาดหวังจากผู้เรียนในอนาคต, การปรับระบบและโครงสร้างให้หน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนมีบทบาทมากขึ้น, การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม, การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมโดยเฉพาะให้อิสระโรงเรียนในฐานะนิติบุคคล, การสร้างระบบความรับผิดชอบที่เน้นการเยียวยาและฟื้นฟู และการเสริมกลไกสนับสนุน เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระครู นอกจากนี้ ยังยกบทเรียนจาก พ.ร.บ. ปี 2542 ที่แม้จะมีโครงสร้างที่ดี แต่กลับไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และกลายเป็นภาระให้โรงเรียนต้องดิ้นรนหาเงินเอง ท่ามกลางระบบที่ไม่สนับสนุนอย่างแท้จริง

    “การกระจายอำนาจที่ไปไม่สุด ทำให้สถานการณ์ที่ระบบการศึกษาส่วนกลางล้มเหลวในการส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและตอบโจทย์อนาคต จะทำให้การศึกษาได้กลายเป็น Education fails all (การศึกษาที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง) เนื่องจากภาคเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ ไม่เชื่อมั่นแล้วว่า พวกเขาสามารถหวังพึ่งระบบการศึกษาของรัฐภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้” ธีรศักดิ์ให้ความเห็นเสริม

    ธีรศักดิ์ ได้เสนอให้ผลักดันการแก้กฎหมายแบบแพ็กเกจ ควบคู่ไปกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยโครงสร้างราชการ หรือ พ.ร.บ. ข้าราชการครู เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ พร้อมชี้ว่า ต้องสร้างวัฒนธรรมความเชื่อมั่น ในการทำงานของคนในระบบ ให้ครู ผู้บริหาร และหน่วยงานต่าง ๆ กล้าทดลอง ทำสิ่งใหม่ โดยไม่กลัวการถูกลงโทษหรือถูกตีความผิดทางกฎหมาย ทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นภายใต้หลักการใหญ่ที่ยึดโยงกับผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

    อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นและสรุปภาพรวมของโครงการวิจัยเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนต่างมีเป้าประสงค์ ของตัวเองในการใช้กฎหมายการศึกษาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม ส่งผลให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้การรวมร่าง พ.ร.บ. เป็นหนึ่งเดียวเป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยขณะนี้มีถึง 5 ร่างที่กำลังถูกใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการพิจารณา ท่ามกลางสถานการณ์ “สุญญากาศทางการเมือง” เขามองว่านี่คือจังหวะสำคัญที่ต้องเร่ง “รักษาความต่อเนื่อง” ของการพูดคุยและถกเถียง เพื่อไม่ให้เสียงของภาคประชาชนถูกกลบหายไปในความเงียบทางนโยบาย

    หนึ่งในความโดดเด่นของงานวิจัยนี้ คือการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายการศึกษาของ 6 ประเทศ ทั้งในเอเชียและตะวันตก เพื่อใช้เป็น “กระจกสะท้อน” แนวคิดของไทย โดยเฉพาะบทเรียนจากรัฐเดี่ยวอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อาจารย์อรรถพลชี้ว่า แม้จะเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกัน แต่ก็มีความหลากหลายในการออกแบบกฎหมายและการกระจายอำนาจ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แม้มีประชากรมาก แต่ก็เพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการออกกฎหมายลูกควบคู่ ขณะที่สิงคโปร์เน้นการรวมศูนย์โดยอิงบริบทเฉพาะของรัฐเล็ก นี่จึงเป็นบทสะท้อนให้ไทยมองอย่างรอบด้านว่า ไม่จำเป็นต้องรื้อกฎหมายแม่เสมอไป หากสามารถออกแบบระบบกฎหมายลูกที่ตอบสนองต่อบริบทท้องถิ่นได้ดี

    สภาผู้บริโภค ยืนยันเจตนารมณ์ในการใช้ผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวฐาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายในปีนี้และปีหน้า โดยพร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง สำหรับการสนทนาเชิงนโยบาย เพื่อเจาะลึกประเด็นเฉพาะจากผลวิจัยให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเตรียมขยายหัวข้อวิจัยในปีถัดไป โดยมุ่งเน้นเรื่อง “การศึกษาให้เปล่า” (Free Education) พร้อมเน้นย้ำความตั้งใจที่จะใช้วิจัยเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางนโยบาย (Research Informs Policy) จริงจัง เพื่อให้กฎหมายใหม่ตอบโจทย์ความเป็นธรรมทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/17-national-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NPthYH94DgKqKiJgl3lsB

  • “เอกชนไม่ทน” ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “เอกชนไม่ทน” ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “เอกชนไม่ทน” 4 องค์กรภาคเอกชน และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม กิโยตินกฎหมาย ปราบคอร์รัปชันทันที

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมวงเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของกลไกเชิงสถาบันกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ในเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับเครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว The Standard เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเร่งปฏิรูประบบหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน

    โดยผู้ร่วมเวทีทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง กลายเป็นดินแดนที่ไม่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ จากปัญหาใหญ่ “ขาดหลักนิติธรรม” เพราะมีกฎหมายที่ล้าสมัย กฎหมายซ้ำซ้อนให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจมากเกินไป และเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม เพราะ “ภาคเอกชนจะไม่ทน” อีกต่อไป

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    หอการค้า เตรียมเปิดผลการศึกษา “คอร์รัปชันไทยอยู่ในระดับที่น่ากลัว” ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนมหาศาล

    “ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต้องการจะเปิดเผยผลการศึกษาในช่วง 4-5 ปีหลัง ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ที่ถูกจัดว่ามีความน่าเชื่อถือมาก โดยพบว่า ประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่ในระดับรุนแรง มีตัวเลขที่เห็นแล้วสามารถใช้คำว่า “น่ากลัวมาก” ทำให้ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่ขอร้องไม่ให้เปิดเผย แต่จากนี้ไป กกร.ตัดสินใจว่าจะนำมาเปิดเผยในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเสนอแนะว่า ประเทศไทยต้องใช้คำว่า หลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลมาต่อต้านการคอร์รัปชัน”

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาใหญ่ของการทำธุรกิจและการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าทางหอการค้าจะพยายามให้ความร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แต่หากพิจารณาจากดัชนีชี้วัดด้านต่าง ๆ ในระดับโลก ก็พบข้อเท็จจริงว่า การคอร์รัปชันในประเทศไทยยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดอีกตัว คือ ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม ที่ประเทศไทยได้คะแนนไม่ดีเช่นกัน

    ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ย้ำว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแนวทางระงับยับยั้งการทุจริตที่ฝังรากลึกลงไปแล้ว ก็จะส่งผลให้เสียบรรยากาศในการลงทุน เพราะไทยยังมีกฎหมายที่เต็มไปด้วยระเบียบและขั้นตอนที่ล้าสมัย ให้อำนาจในการใช้ดุลพินิจกับหน่วยงานของรัฐมากมายและซ้ำซ้อน สะท้อนว่ายังมีระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดการคอร์รัปชัน ในขณะที่ภาคเอกชนพยายามเรียกร้องมาตลอดให้รัฐทำกระบวนการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อกำจัดกฎหมายที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ผลบ้างเท่านั้น

    “การขาดเสถียรภาพทางการเมือง และการมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ต่อเนื่อง” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเน้นย้ำว่า ส่งผลทำให้การลงทุนในประเทศยังไม่นิ่ง ดังนั้นภาคเอกชนต้องการให้รัฐมีนโยบายที่นิ่ง ต่อเนื่อง พร้อมไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะด้านการศึกษา

    “ภาคเอกชนจะไม่ทนกับการคอร์รัปชันอีกต่อไป ดังนั้น กกร.ตัดสินใจแล้วว่า จะขับเคลื่อนเดินหน้าต่อต้านการคอร์รัปชันร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) และ ป.ป.ช. เพราะคนที่ต้องยอมจ่ายเงินให้กับการคอร์รัปชันก็คือพวกเรา”

    สำหรับแนวทางที่ภาคเอกชนจะทำเพื่อส่งเสริมภาคเอกชนด้วยกันให้ทำธุรกิจด้วยหลักนิติธรรม จะอยู่ภายใต้ motto ว่า Unlocking New Growth หรือ การปลดล็อกเพื่อการเติบโตของหอการค้าไทย ด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    มีกฎหมายล้าสมัย แต่มีคอร์รัปชันเป็น Soft Power ฉุดภาคอุตสาหกรรมไทย แข่งขันไม่ได้ในเวทีโลก

    “ที่เราบอกว่า ease of doing business มันจะง่ายได้จริงมั้ย ถ้าการคอร์รัปชันกลายเป็น New Normal ในประเทศไทย … ต้องถามว่านี่ถือเป็น Soft Power ของประเทศหรือเปล่า เพราะมีการจ่ายกันแบบไม่เคอะเขิน จ่ายกันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำเสนอว่า ขณะนี้มีปัญหาซ้อนปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก ถือเป็น global challenges ทั้งสงครามทางการค้า ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต และหากมาดูเฉพาะในประเทศไทย ก็จะพบปัญหาที่ซ้อนปัญหาอยู่อีก 8 ปัจจัยใหญ่ ที่เคยแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไปแล้ว

    8 ปัจจัยปัญหาที่ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวถึง คือ ภาษีสหรัฐและสงครามการค้า ซึ่งแม้ได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐลงมาเหลือ 19% แล้ว แต่ในรายละเอียดยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติ … ปัญหาการทุ่มตลาดมาที่ภูมิภาคอาเซียนอย่างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบมากที่สุดคือประเทศไทย จนทำให้ธุรกิจ SME ของไทยกำลังจะไปต่อไม่ได้ … ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยอยู่ระหว่างความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ … ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบกับการค้าชายแดนของไทย เพราะไทยได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชาอยู่ประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบ … ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ซึ่งเดิมมีข้อมูลว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเคยมีมูลค่าสูงถึง 90% ของ GDP และถ้าไปรวมกับหนี้นอกระบบด้วย มีมูลค่าสูงถึง 104% ของ GDP ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อสินค้าเพราะมีหนี้สิน หนี้ธุรกิจก็กำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย ส่วนหนี้ SME พุ่งสูงขึ้นไปถึง 7.62% ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยดู … ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งคิดเป็น 60% ของรายได้ GDP และภาคท่องเที่ยว อีก 10% … ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ … และปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง

    “แต่ภายใต้ปัญหาทั้ง 8 ปัจจัยนี้ มีสิ่งที่เป็นหัวใจอยู่ตรงกลาง ก็คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง อีก 5 เรื่อง” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่กว่าที่ซ่อนอยู่ ประกอบด้วย

    “ปัญหามีประชากรเกือบ 14 ล้านคน หรือ คิดเป็น 21% ของจำนวนประชากรเป็นผู้สูงวัย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ … ปัญหาติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน เพราะอุตสาหกรรมของไทยไม่มีคุณค่าทางการตลาดมากพอ … ปัญหาระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้คนที่เรียนจบมาไม่มีงานทำ … ปัญหางบประมาณไม่สมดุล เพราะมีฐานการเก็บรายได้จากคนเพียงประมาณ 4 ล้านคน เพื่อมาเลี้ยงคนกว่า 60 ล้านคน … และปัญหาการคอร์รัปชันในระบบราชการ ซึ่งเกิดจากทั้งระบบราชการและระบบกฎหมายไทยที่ล้าสมัย … 5 ประเด็นนี้ ถือเป็นปัญหาแกนกลางของไทย”

    ส่วนข้อเสนอ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ต้องเริ่มจากกลับไปกลัดกระดุมเม็ดแรก โดยต้องเข้าใจว่า ดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศใดก็ตามจะต้องวิ่งควบคู่ไปกับการมีค่าดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ดี ประเทศที่มีค่าหลักนิติธรรมดีจึงมีเศรษฐกิจที่เติบโตและมั่นคง แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็จะมีสภาพเหมือนกับประเทศไทยในเวลานี้

    “เป็นไปได้ยังไง ไทยเคยเป็นประเทศที่เป็นดาวรุ่งในภูมิภาคอาเซียน แต่กลับมีสภาพยับยู่ยี่ขนาดนี้ … ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2558-2568) ประเทศเรามีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยปีละ 2% เท่านั้น และในปีนี้ (2568) เมื่อดูทุกไตรมาสแล้ว ค่าเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ที่ 1.8-2.2% … ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปดูว่าทำไมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจึงตกลงมาถึง 5 อันดับ ก็จะเห็นเลยว่า ประสิทธิภาพของรัฐในการให้บริการมีปัญหา โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องของงบประมาณที่รัฐต้องนำมาลงทุนมีปัญหา ประสิทธิภาพของภาคเอกชนลดลง”

    ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ภาคเอกชนพยายามนำเสนอในทุกเวทีในเรื่องของการกิโยตินกฎหมาย ซึ่งมีผลการศึกษาเดิมหากทำไปเพียงพันกว่ากระบวนการ จะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 0.8% แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องขอเสนอซ้ำไปว่าขอให้รีบทำทันที เพราะกฎหมายที่มีมากเกินไปและล้าสมัยเป็นที่มาของคอร์รัปชัน

    “ย้ำด้วยว่า กกร.ไม่ทน … เพราะการคอร์รัปชันเกิดจากทฤษฎีสามขา คือ นักการเมือง ข้าราชการ และขาที่ต้องจ่ายเงินคือภาคเอกชน … ดังนั้นต้องแก้ที่ 2 ขาฝ่ายรับ คือ นักการเมืองกับข้าราชการ ถ้าทำได้ ประเทศไทยจะแข่งขันได้แน่นอน”

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    Reinvent Thailand ภาคเอกชน เสนอรัฐบาลจับมือฟื้นเศรษฐกิจไทยด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “ข้อมูลทุกด้านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย โดยสรุปได้เป็น 3 ด้าน คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ และประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ มีหัวใจอยู่ที่ประเทศไทยกำลังขาดหลักนิติธรรม”

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่สามารถออกจากกับดักการเติบโตได้ และทุกครั้งที่มีวิกฤตก็จะถูกกดให้ย่ำแย่ลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง หากยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยจะยังเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จะถูกแซงไปเรื่อย ๆ และจะนำไปสู่ปัญหาอีกมากมายตามมาในทุกมิติ โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงสถิติหลาย ๆ ด้านมาแสดงเป็นหลักฐานยืนยัน

    ข้อมูลแรก คือ ข้อมูลที่ระบุว่า บุคลากรของประเทศไทยในเวลานี้ มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ในขณะที่คนวัยทำงานมีจำนวนลดลง โดยมีการคำนวณไว้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรจะลดลงไปอีก 1 ล้านคน แต่จะมีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของประชากรทั้งหมด

    ข้อมูลต่อมา คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีตัวเลขระบุว่า คนไทยกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดเพียง 10% เป็นกลุ่มที่ครอบครองรายได้สูงถึง 52% ของประเทศ นำไปสู่ปัญหาการจ้างงานตามมา เพราะมีข้อมูลที่สอดคล้องกันชี้ว่า รายได้ส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น

    “ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 1% คือส่วนที่มีผลต่อ 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME ทั้งหมดรวมกัน มีผลเพียง 35% ของ GDP … แต่กลุ่ม SME ที่ส่งผลต่อ GDP น้อยกว่ามาก กลับเป็นผู้จ้างงานคนไทยถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด”

    ประธานสมาคมธนาคารไทย ยังแสดงตัวเลขที่ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบมาก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48% ของ GDP และมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 53% สะท้อนผ่านตัวเลขระบบภาษีอากร ที่มีคนยื่นเสียภาษีประมาณ 11 ล้าน แต่มีคนเสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคน และมี SME เพียง 28% อยู่ในระบบ ส่วนอีกกว่า 70% อยู่นอกระบบ นำไปสู่ปัญหามากมายที่มีการศึกษามาแล้วจากธนาคารโลก ทั้งปัญหาประชากรมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลของหน่วยงานรัฐ ปัญหาผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาการปรับตัวได้ช้า และปัญหามีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

    “ทั้งหมดนี้ ปัญหาที่เป็น Key หลัก ก็คือ การขาดหลักนิติธรรม” ประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำ

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มีข้อมูลมาแสดง คือ ปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ รวมสูงถึง 104% ของ GDP ซึ่งมีผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยทั้ง GEN Y และ GEN Z มีหนี้สินมากแล้วทั้งหนี้บ้านและรถยนต์ แต่ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียเป็นจำนวนมหาศาล ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ เพราะไม่มีระบบสวัสดิการของรัฐเข้าไปดูแล และไม่มี Social Safety Net สำหรับกลุ่มเปราะบาง

    ข้อมูลที่ถูกนำมาแสดงยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่แรงงานในระบบกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนลดลงตามไปด้วย ในขณะที่การรายงานตัวเลขแรงงานของไทยก็มีปัญหา เพราะนำตัวเลขผู้ว่างงานไปบรรจุไว้ในตัวเลขของแรงงานภาคเกษตรซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริง จากนั้นก็ใช้ทรัพยากรสาธารณะเข้าไปเจือจุนผ่านนโยบายประชานิยมอย่างหนักหน่วงขึ้นไปเรื่อย ๆ

    “มาที่ภาคธุรกิจ ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แสดงให้เห็นด้วยว่า ธุรกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา มีสัดส่วนการปิดตัวลงมากกว่าเปิดใหม่ และธุรกิจที่เปิดใหม่ก็อยู่ในภาวะขาดทุน”

    นอกจากนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทย ยังแสดงให้เห็นข้อมูลที่มีปัญหาอีกหลายด้าน ทั้ง ปัญหาตลาดทุนในไทยไม่ให้ผลตอบแทนในประเทศตามที่พึงจะมี ประสิทธิภาพของภาครัฐตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียมาหลายปี ปัญหาการเติบโตของเงินสีเทาที่ไม่สามารถเชื่อมโยงหาที่มาของเงินได้ และไม่สามารถหาสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งตัวได้

    สำหรับแนวทางที่จะพาประเทศไทยออกจากวิกฤตนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทย นำเสนอแพลตฟอร์มเชิงนโยบายที่เรียกว่า Reinvent Thailand ซึ่งเกิดจากการขบคิดร่วมกันของภาคเอกชน 3 สถาบัน ร่วมกับสถาบันภาคการเงิน คือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะสร้างเป็นแพลตฟอร์มให้เกิดเวทีถกเถียงสาธารณะโดยมีรัฐเป็น Lighthouse โดยกำหนดเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จในเวลาอันสั้น คือ Quick Big Win ในเวลา 4 เดือน ใน 5 ภาคธุรกิจที่จะสร้างผลกระทบกับ SME และเกิดการจ้างงานมากที่สุด คือ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและอาหาร ภาค Medical & Wellness ภาคยานยนต์ และภาค Smart Electronic ซึ่งได้นำเสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว และเป็นแพลตฟอร์มที่ กกร.จะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินการกิโยตินกฎหมายที่เกี่ยวกับ 5 ภาคธุรกิจนี้

    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    รัฐต้องกิโยตินกฎหมาย โดยไม่ต้องถามหน่วยราชการ ได้ GDP เพิ่มทันที 0.8%

    “เรื่องการปฏิรูปกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและล้าสมัย หรือการกิโยตินกฎหมาย มีคณะทำงานทำการศึกษากันมานานแล้ว สามารถทำได้เลย และต้องทำอย่างเร่งด่วนด้วย เพื่อไม่ให้กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ถ้ามี Political View ก็สามารถทำได้เลย และได้ยินว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลนี้มีความตั้งใจที่จะทำ ก็ต้องรอดู”

    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังพบเจอ คือ ปัญหา “กับดักของกฎหมาย” ซึ่งแยกออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ กระบวนการออกกฎหมายที่ล่าช้า การยกเลิกกฎหมาย และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากร

    กระบวนการออกกฎหมายไทยที่มีความล่าช้ามาก เป็นกับดักข้อแรกที่ ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ให้ข้อมูลว่า การออกพระราชบัญญัติ 1 ฉบับของไทย จะต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึงประมาณ 18-26 เดือน ซึ่งถือว่าใช้เวลานานเกินไป เช่นเดียวกับการออกกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ซึ่งมีหลายกรณีที่การออกกฎหมายล่าช้าทำให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากจากการไม่มีกฎหมาย และทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสในการแข่งขัน

    กับดักที่ 2 เป็นกับดักที่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า สำคัญที่สุด มีผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจมากที่สุด และต้องทำโดยเร่งด่วนที่สุด นั่นคือ การยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน หรือการกิโยตินกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติถึงเกือบ 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองเกือบ 1 แสนฉบับ และประเภทใบอนุญาตอีกประมาณ 7,000 ใบ โดยมีกฎหมายเป็นจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน หรือออกมาซ้ำซ้อนกันเอง เป็นผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจมาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนในการประกอบธุรกิจของเอกชน เกิดช่องทางการคอร์รัปชันได้ง่าย ไม่จูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน พร้อมระบุด้วยว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนร่วมให้เข้าไปช่วยในกระบวนการกิโยตินกฎหมายมาตลอด แต่ทำไปได้เพียงแค่ประมาณ 10% เท่านั้น เพราะติดกระบวนการที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ จะต้องไปถามความเห็นจากเจ้าของกระทรวงก่อน และได้รับคำตอบว่า ไม่เห็นด้วยในที่สุด

    “มาวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาชวนให้ไปช่วยทำกิโยตินกฎหมายอีกรอบ ทั้งที่รัฐบาลนี้จะมีอายุแค่ 4 เดือน โดยบอกว่า จะทุบเลย จะไม่ขอความเห็นจากหน่วยงานเจ้าของกฎหมายแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอดู เพราะในความเป็นจริงแล้ว ถ้าจะเริ่มด้วยการแก้กฎหมายลำดับรอง ก็สามารถทำเสร็จได้เลยแค่ภายใน 1 เดือนเท่านั้น เพราะมีการศึกษาไว้หมดแล้ว”

    “ล่าสุด รัฐมนตรีพาณิชย์ ศุภจี ก็มาคุยที่ตลาดหลักทรัพย์ว่าจะทำให้กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงแรกที่กิโยตินกฎหมายได้เร็ว … ผมก็บอกว่า มีการศึกษากฎหมายของกระทรวงพาณิชย์มาหมดแล้ว ทั้งการแก้ พรบ. หรือแก้ในระดับกฎกระทรวง เพียงแต่ว่า มันต้องมี political view ที่จะทำ”

    ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสนอต่อไปว่า ถ้า 2 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ซึ่งมีรัฐมนตรีคนนอกที่มาจากภาคเศรษฐกิจเป็นผู้นำการทำกิโยตินกฎหมาย จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กระทรวงอื่นต้องดำเนินการตาม โดยเฉพาะกระทรวงที่มีกฎหมายล้าสมัยและซ้ำซ้อนมากที่สุดกระทรวงมหาดไทย ก็อาจจะต้องทำตามทันที เพราะนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคือ GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้นมาทันที 0.8% พร้อมกับการลดลงของปัญหาคอร์รัปชัน

    “ถ้าเรื่องกิโยตินกฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและตลาดทุนถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนจะทำ ก็สามารถทำได้ ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เปิดการรับฟังความเห็น ขอความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองรวมทั้งพรรคฝ่ายค้าน และเสนอเป็นพระราชกำหนดผ่านกลไกรัฐสภาไปเลย … เพราะถ้าไม่ทำในรัฐบาลนี้ ก็คาดว่า รัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งก็คงยากที่จะได้ทำ”

    ส่วนกับดักที่ 3 คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี มีข้อมูลที่สำคัญมาก คือ มีบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลในไทยทั้งหมดประมาณ 9 แสนบริษัท มีประมาณ 3 แสนบริษัทที่ยื่นภาษี และมีเพียงประมาณ 1 แสนบริษัทเท่านั้นที่เสียภาษีจริง และ 800 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีสัดส่วนเป็นผู้เสียภาษีคิดเป็นถึง 34% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ทั้งหมด จึงต้องไปดูว่า ธุรกิจที่ควรจะต้องเสียภาษีอีกเป็นจำนวนมากหายไปไหน ซึ่งสามารถไปดูได้จากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ในการออกมาตรการต่าง ๆ ให้ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องเข้าสู่ระบบภาษี รวมทั้งต้องพยายามเปลี่ยน mindset ของคนไทย ที่ไม่มองการเสียภาษีเป็นหน้าที่แต่มองเป็นภาระ จึงต้องทำควบคู่ไปกับการเขียนกฎหมายที่ระบุให้คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกมาก

    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

    คอร์รัปชันฝังรากลึก จากหลบซ่อนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กัน ประเทศไทยต้องไม่ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว

    “รูปแบบการคอร์รัปชันที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ ล้วนเป็นเรื่องเดิม ๆ รูปแบบเดิม ๆ ที่เราพูดถึงกันมานานแล้ว แต่ที่เลวร้ายไปกว่าเดิม คือ ในปัจจุบันการคอร์รัปชันมันไม่ใช่การลักกินขโมยกินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่”

    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ยกตัวอย่างการคอร์รัปชันหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ การออกใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งการติดต่อเรื่องที่ดิน ขนส่ง ก่อสร้าง การขอเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร … การคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างภาครัฐซึ่งมักจะดำเนินการได้ล่าช้ากว่ากำหนดเสมอแถมยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บริสุทธิ์ได้รับความสูญเสีย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2888226&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZgRSRI6MvYRHrHtiBUkUr

  • ‘ทักษิณ’ ได้งานแล้ว! ราชทัณฑ์มอบหน้าที่ ‘อาจารย์’ แทนลอกท่อ

    ‘ทักษิณ’ ได้งานแล้ว! ราชทัณฑ์มอบหน้าที่ ‘อาจารย์’ แทนลอกท่อ

    ‘อธิบดีกรมราชทัณฑ์’ แย้มเตรียมให้ ‘ทักษิณ’ ช่วยงานการศึกษา เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษนักโทษในเรือนจำ ปัดส่งคุมลอกท่อ เหตุสูงอายุ

    10 ต.ค. 2568 – ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี ในวันที่ 13 ต.ค. 2568 โดยมีผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมราชทัณฑ์ และมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 แก่ผู้ทำคุณประโยชน์

    พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า มอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก ปัจจุบันคดีความผิดของผู้ต้องขังที่พบมากที่สุดยังเป็นคดียาเสพติด และสถิติการกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังยังไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กรมราชทัณฑ์ต้องแก้ไข

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่านายทักษิณอยากไปช่วยคุมการลอกท่อนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

    ส่วนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

    แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยเกี่ยวกับการขอพักโทษว่า ตามระเบียกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

    ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

    เมื่อถามว่า การขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 จะต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า ไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/876656/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PPlC2G-jO1p7lbkNqoryS

  • เปิดวิจัย ปรับ 6 พฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม สุขภาพดีขึ้น

    เปิดวิจัย ปรับ 6 พฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม สุขภาพดีขึ้น

    เราเคยเชื่อว่า การรับประทานถั่วเหลืองมากขึ้น หรือเพิ่มอาหารเสริม เช่น วิตามินอี วิตามินซี หรือซีลีเนียม จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ แต่ปัจจุบันสถาบันวิจัยมะเร็งอเมริกัน (American Institute for Cancer Research) พบว่า “ไม่จริง” เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ  แน่นอนว่าไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้  และยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น พันธุกรรม และอายุที่มากขึ้น

    โดยความเสี่ยงขณะอายุ 40 ปี  อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 48  และเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 26 เมื่ออายุ 60 ปี

    ควบคุมน้ำหนัก

    การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม การศึกษาของสมาคมมะเร็งอเมริกัน พบว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10–15 กก.ในช่วงวัยผู้ใหญ่ (หลังอายุ 18 ปี) มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหลังวัยหมดประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงที่น้ำหนักขึ้นไม่เกิน 10 กก. ถึง 40% ยกเว้นผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดในวัยหมดประจำเดือน นักวิจัยยังพบว่าการลดน้ำหนักประมาณ 10  กก. หรือมากกว่าหลังจากหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

    ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง

    การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ออกกำลังกาย  โดยสามารถลดความเสี่ยงลงได้ 20–30% ด้วยการออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เต้นแอโรบิค และโยคะ สัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง   การออกกำลังกายยังช่วยลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำในผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งเต้านม

    การออกกำลังกายเป็นประจำ มีผลต่อการหมุนเวียนของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อเต้านม รวมถึงมีผลต่อระดับอินซูลินและ Insulin –like growth factor (IGF)  ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม

    หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

    ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลต่อการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเกิดมะเร็งเต้านม รวมถึงแอลกอฮอล์ยังทำปฏิกิริยากับสารก่อมะเร็ง และยับยั้งความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง

    เพิ่มวิตามินดี

    มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะมาจากการรับประทานอาหารหรือได้รับจากแสงแดด มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง 50%  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิตามินดี 800–1,000 IU* ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่  เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามหากได้รับแสงแดดที่มากพอ อาจเพิ่มวิตามินดีเสริม  400 IU ก็เป็นได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม

    ความเสี่ยงในการใช้ยาคุมกำเนิด

    การสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายที่ชื่อ เอสโตรเจน ตลอดชีวิตเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากแหล่งภายนอกเพิ่มเติม เช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การใช้ฮอร์โมนรักษาโรคทางนรีเวชหรือการมีบุตรยาก และการรักษาด้วยฮอร์โมนในหญิงวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ถ้ารับประทานเป็นเวลานานกว่า 1-5 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงนั้นจะลดลงเหมือนคนปกติหลังจากหยุดการรับประทานยาเกิน 1 ปี การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ใน Mayo Clinic Proceedings พบว่าผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะหากเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดก่อนมีลูกคนแรก

    ทั้งนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการใช้ฮอร์โมนบำบัดร่วมกันในระยะยาว (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม และระดับความเสี่ยงจะลดลงหลังจากหยุดฮอร์โมน อย่างไรก็ตามการบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพิ่มความเสี่ยง นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้หญิงที่รับประทานยาไดเอทิลสติลเบสตรอล (Diethylstilbestrol-DES) ในระหว่างตั้งครรภ์ (เพื่อลดโอกาสในการแท้งบุตร) มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านม รวมถึงลูกสาวที่คลอดโดยคุณแม่ที่รับยา DES ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ยาคุมกำเนิดและการรักษาด้วยฮอร์โมนจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ยาหรือฮอร์โมน แต่ก็มีประโยชน์ในการรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่นกัน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้ฮอร์โมนก่อน

    ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

    เต้านมประกอบด้วยไขมันและเนื้อเยื่อเต้านม ผู้หญิงบางคนมีไขมันมากกว่าเนื้อเยื่อเต้านม ขณะที่บางคนก็มีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่าไขมัน ผู้หญิงที่มีเนื้อเยื่อเต้านมที่มีความหนาแน่นสูงมีแนวโน้มเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม  ทั้งนี้ความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ เช่น ฮอร์โมน อายุ และเชื้อชาติ กรณีที่เต้านมมีเนื้อเยื่อเต้านมมากกว่า 50% จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นสูง” ซึ่งผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ระบุว่าประสิทธิภาพการทำแมมโมเกรมที่ใช้ตรวจคัดกรองผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะลดลง 36 -38%  เพราะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมจะบดบังก้อนเนื้อไว้

    ผู้หญิงที่มีภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงจะมีโอกาสเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 4-6 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่เนื้อเยื่อเต้านมมีความหนาแน่นต่ำ

    ลักษณะเหล่านี้พบได้บ่อยในหน้าอกของผู้หญิงที่อายุน้อย แต่ก็พบได้ในผู้หญิงที่มีอายุมากโดยเฉพาะการรักษาด้วยฮอร์โมนร่วม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน) ความหนาแน่นของเต้านมส่วนหนึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นกัน

    ด้วยเหตุผลที่ยังไม่แน่ชัดนัก แต่มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นมีเซลล์มากกว่า  จึงอาจเป็นปัจจัยทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อาจเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะเนื้องอกในเต้านม (ทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง) เนื่องจากพื้นหลังของเนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นบนเครื่องแมมโมแกรมจะปรากฏเป็นสีขาว ส่วนเนื้อเยื่อไขมันจะดูเข้มกว่าและมีความแตกต่างกับเนื้องอก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เป็นอีกหนึ่งวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่สามารถช่วยตอบคำถามหรือแยกแยะเนื้องอกในเต้านม (ทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง) ที่เกิดจากภาพแมมโมแกรมที่น่าสงสัยได้ แต่ถ้าตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์แล้วไม่สามารถระบุรอยโรคได้แน่ชัด ควรส่งตรวจวินิจฉัยเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพิ่มเติม

    ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/health/care/7504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OnYkOKZ0IJbfhjAlqKytM

  • ‘นฤมล’ ไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ ปฏิรูปการศึกษาพิเศษให้เท่าทันโลก | เดลินิวส์

    ‘นฤมล’ ไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ ปฏิรูปการศึกษาพิเศษให้เท่าทันโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 68 ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียร์ชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.) ตลอดจนนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้บริหาร สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 6

    โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า อาจารย์ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้ผลักดันงานด้านการศึกษาพิเศษ ตามแนวคิดที่มองเด็กพิเศษ เป็นผู้ที่มีทักษะความสามารถที่แตกต่างออกไป ให้ได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ มีงาน มีรายได้ หรือได้รับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามศักยภาพ เช่น กีฬาพาราลิมปิก เป็นต้น ซึ่งล่าสุด ครม. ได้เห็นชอบแต่งตั้ง นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับผู้พิการและการจัดกีฬาของผู้พิการ หรือ พาราลิมปิก ซึ่งจะเข้ามาช่วยดูแลการศึกษาพิเศษด้วยเช่นกัน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า จากการรายงานทำให้ทราบว่า ปัจจุบันในจำนวนผู้เรียนของ สพฐ. กว่า 6 ล้านคน มีนักเรียนพิการเรียนรวมสังกัด สพท. และสังกัด สศศ. ถึงจำนวน 351,531 คน ในโรงเรียน 21,165 แห่ง สวนทางกับจำนวนผู้เรียนโดยรวมของประเทศที่ลดลง จึงต้องการมารับฟังปัญหา อุปสรรคและความต้องการของการจัดการศึกษาพิเศษ ก่อนที่จะมีนโยบายอะไรออกไป เพราะทางรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและต้องการสนับสนุนเพื่อยกระดับการศึกษาพิเศษให้เป็นรูปธรรม เช่น เรื่องของงบประมาณ อุปกรณ์ อัตรากำลัง เพราะเราเข้าใจดีว่า โรงเรียนที่ดูแลเด็กเหล่านี้ไม่เหมือนโรงเรียนปกติทั่วไป รวมทั้งเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพการงานของครู และบุคลากรด้วย ที่จะต้องมีเกณฑ์ประเมินแตกต่างจากเกณฑ์ทั่วไป

    “วันนี้ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบประกอบวิชาชีพ เรื่องวิทยฐานะ เรื่องเงินอุดหนุนต่าง ๆ จึงได้สั่งการให้เลขาธิการ กพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การขอวิทยฐานะในกลุ่มครูการศึกษาพิเศษ รวบรวมสรุปเป็นข้อเสนอต่อบอร์ด ก.ค.ศ. ต่อไป”

    ส่วนในเรื่องของการพัฒนานักวิชาชีพให้มีโอกาสในการที่จะเข้ามาเป็นครู ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ตนได้ให้ สพฐ. ไปหารือร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อหาแนวทางปลดล็อคในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับการพัฒนาครู ที่ครูจะจบเฉพาะเอกภาษาไทย เอกวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของการดูแลเด็กพิการ ทาง สพฐ. จะต้องดำเนินการพัฒนาครูกลุ่มนี้ โดยให้โรงเรียนเรียนรวมที่มีความโดดเด่น ประสานเชื่อมต่อการทำงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษให้กับโรงเรียนเรียนรวมอื่นที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

    “กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษ ที่จะต้องไปดูว่าจะเกลี่ยงบประมาณสนับสนุนการศึกษาพิเศษให้มากขึ้น รวมทั้งเรื่องของสวัสดิการครูการศึกษาพิเศษ ที่ย้ายกลับบ้านไม่ได้ และจะต้องอยู่จังหวัดที่ใกล้เคียงแทน พบว่ามีค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูงนั้น ก็จะสอดคล้องกับนโยบายการปรับปรุงบ้านพักครู ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องทำงานร่วมกับการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อปรับปรุงบ้านพักครูในปีนี้ในระยะเร่งด่วน และระบุไว้ในแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5189034/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IuyodewRvYJs6MLotmCyx

  • ททท.หนุนท่องเที่ยวตามไลฟ์ไสตล์ ต่อยอดดันไทย ‘Tourism Hub’ โลก

    ททท.หนุนท่องเที่ยวตามไลฟ์ไสตล์ ต่อยอดดันไทย ‘Tourism Hub’ โลก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการะตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว หรือ Tourism Hub ของโลก 

    โดยเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรม DNA Travel & Fair 2025 ภายใต้แนวคิด Subculture หรือวัฒนธรรมย่อย มาผสานกับการท่องเที่ยวตามความสนใจ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวได้ค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวที่เข้ากับตนเอง รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางที่ตรงใจมากขึ้น 

    นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้นำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน   

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่าพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่การเยี่ยมชมสถานที่สวยงาม แต่มุ่งค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมาย เน้นความเป็นส่วนตัว และตอบสนองต่อความสนใจเฉพาะด้านของตนเองอย่างแท้จริง (Personalized Experience)    

    ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ททท. จึงได้จัดกิจกรรม DNA Travel & Fair 2025 ขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ DNA 2025 (Destination Navigator Assessment) นำเสนอผ่านแนวคิด Thailand’s Subculture: Decode Your Journey เพื่อเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านความชอบส่วนบุคคล 

    และนำเสนอเส้นทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งผจญภัย วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติผ่าน 5 โซนกิจกรรม โดย ททท. คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานตลอด 4 วันกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้ตลอดการจัดงานกว่า 400 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641075&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VP6iD9EN8u1_D8cwY0UtJ

  • ร้อง “กมธ.ท่องเที่ยว” เดือดร้อน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา  | โชว์ข่าวเช้านี้  |10 ต.ค.68

    ร้อง “กมธ.ท่องเที่ยว” เดือดร้อน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา | โชว์ข่าวเช้านี้ |10 ต.ค.68

    “สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา” ร้อง “กมธ.ท่องเที่ยว” เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดฮวบ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกได้รับผลกระทบ แต่ไร้เยียวยาภาครัฐ เสนอ 11 ข้อเรียกร้อง โดยเสียหายกว่า 9,000 ล้านบาท ขอไทยช่วยไทย ยัน ชายแดนยังเที่ยวได้
    #ไทยกัมพูชา #เยียวยา #ท่องเที่ยว #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #โชว์ข่าวเช้านี้

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw276Zckjd4JTmHTR5iO1p1H

  • ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก ชวนเที่ยวสระแก้วผ่านกิจกรรมคาราวาน ‘สัมผัสเสน่ห์ตะวันออก’

    ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก ชวนเที่ยวสระแก้วผ่านกิจกรรมคาราวาน ‘สัมผัสเสน่ห์ตะวันออก’

    ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก ชวนเที่ยวสระแก้วผ่านกิจกรรมคาราวาน 'สัมผัสเสน่ห์ตะวันออก' กระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังภาคเอกชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยว ” Caravan & Media Fam Trip to Sa Kaeo” เชิญชวนสื่อมวลชนและผู้ที่นิยมกิจกรรมท่องเที่ยวแบบครอบครัวและกลุ่มเพื่อน มาสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนไว้ของจังหวัดชายแดนภาคตะวันออก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจสำคัญ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยวิถีชีวิตชุมชนที่น่าสนใจ แหล่งผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ และธรรมชาติที่งดงาม

    ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมความงามของโบราณสถาน ณ ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ที่มีการค้นพบศิลาจารึกที่ระบุศักราชเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเยี่ยมชมเรียนรู้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรขึ้นชื่อ ณ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคุ้มเพชรโกโก้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ของจังหวัดสระแก้วให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกระแสการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน และผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยจัดการเดินทางแบบคาราวาน 2 วัน 1 คืน พร้อมเข้าพัก ณ โรงแรมอินโดไชน่า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยจะมีขึ้นในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่อากาศดี ระหว่างวันที่ 24 – 25 ตุลาคม 2568 นี้

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประสานงานโครงการฯ โทรศัพท์ 092-289-2644


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755778&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CFZaTSzP_F_mO-pJeDOWb