Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษา แต่กลายเป็น “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนโลก

    คำว่า Wellness ได้เปลี่ยนจากเทรนด์ชั่วคราวมาเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ภายใต้กระแสนี้ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในโลก ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2566 และมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% ต่อปี คิดเป็น 7.87% ของ GDP ไทย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

    จากประเทศท่องเที่ยวสู่ประเทศแห่งสุขภาพ และต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรียกว่า Longevity Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ

    ภาพโครงการ

    นิยามความมั่งคั่งใหม่ของโลก เมื่อ “Wellness” กลายเป็นเศรษฐกิจ

    การทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นทิศทางโลกในศตวรรษใหม่ Wellness หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ โดยผสมผสานแนวคิดจากศาสตร์สุขภาพโบราณอย่างอายุรเวทของอินเดีย การแพทย์แผนจีน และแนวทางกรีก-โรมัน เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ปัจจุบันตลาดเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571

    ในเวทีโลก คู่แข่งอย่าง AMAALA ในซาอุดีอาระเบีย คือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเวลเนส ด้วยแนวคิด “Ultra-luxury Wellness Community” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความยั่งยืนแบบ Carbon Neutral และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ประเทศไทยอาจยังพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยคือ “ระบบนิเวศสุขภาพที่มีอยู่แล้ว” ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง

    เปิดแผนที่ขุมทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท พลังซ่อนเร้นในเศรษฐกิจเวลเนสไทย

    เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างเศรษฐกิจเวลเนสของไทย จะพบว่าการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากภาคส่วนเดียว แต่เป็นผลจากการผสานพลังของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารและโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงเวชศาสตร์เฉพาะบุคคลและสุขภาพจิต โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท หรือกว่า 30% ของตลาดทั้งหมด และเติบโตถึง 119.5% ภายในปีเดียวหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าจับตามองคือ “พลังการใช้จ่าย” ของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่างชาติที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 58,000 บาทต่อทริป มากกว่านักท่องเที่ยวไทยกว่า 5 เท่า นั่นหมายความว่าการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเป็นกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    โมเดล “5S” พิมพ์เขียวสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก

    ความสำเร็จของไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกหล่อหลอมจากวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนผ่านโมเดล “5S” ที่ถอดแนวคิดมาจากยุทธศาสตร์ของ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกันผลักดันเป้าหมาย “Thailand as a Global Wellness Hub” โดยวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก ได้แก่

    • Scientific Wellness Services – การยกระดับบริการสุขภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine), Genome, AI และ Telemedicine เพื่อสร้างบริการเชิงป้องกันที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง
    • Signature Thai Wellness – การสร้างอัตลักษณ์ไทยที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ ผ่านภูมิปัญญาไทย เช่น นวดไทย สมุนไพร และอาหารสุขภาพ ผสานกับมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก
    • Sustainable Wellness Tourism – การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ESG และ Green Destination เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง
    • Smart Healthcare Technology – การนำ Big Data และ AI มายกระดับบริการด้านสุขภาพแบบรายบุคคล (Personalized Healthcare) เพื่อเปลี่ยนจากการรักษาเชิงรับเป็นการดูแลเชิงรุก
    • Safe & Trusted Destination – การสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ทั้งทางการแพทย์และการบริการ

    ดังที่ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic กล่าวไว้ว่า

    “ประเทศไทยมีครบทุกองค์ประกอบ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก ราคาที่แข่งขันได้ วิถีชีวิตแห่งสุขภาพ และการต้อนรับอันอบอุ่น เราพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism ของโลก”

    จาก Wellness Tourism สู่ “Longevity Economy” วิสัยทัศน์เศรษฐกิจแห่งชีวิตที่ยืนยาว

    ในก้าวต่อไปของวิวัฒนาการอุตสาหกรรมสุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนจาก “Wellness Tourism” ไปสู่ “Longevity Economy” เศรษฐกิจที่เน้นการยืด Health Span หรือ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” มากกว่าเพียงการยืดอายุขัย แนวคิดนี้สอดคล้องกับการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ซึ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ

    สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มชัดเจนในประเทศไทย ภาคส่วนเวชศาสตร์ป้องกันและแพทย์เฉพาะบุคคล เติบโตถึง 10.5% ขณะที่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ขยายตัว 11.4% นำโดยโครงการมิกซ์ยูส “เวลเนสซิตี้” มูลค่า 25,000 ล้านบาทของ BDMS ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ อีกทั้ง สุขภาพจิต (Mental Wellness) ยังเติบโตถึง 13.7% สะท้อนถึงการยกระดับมุมมองเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกายและใจ

    ด้วยความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร การแพทย์ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยตั้งเป้าจะก้าวขึ้นสู่ Top 5 Wellness Destination ของโลก ภายในปี 2025 พร้อมคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทะลุ 15 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการก้าวสู่เวทีแข่งขันโดยตรงกับประเทศมหาอำนาจสุขภาพอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และจีน

    บทสรุปอนาคตที่มั่งคั่ง คือสุขภาพที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อ “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงความเป็นอยู่ที่ดี แต่กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์อย่างโมเดล 5S และความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เช่น Global Wellness Institute ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่กำลังจะกลายเป็น ระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

    การก้าวสู่ “Longevity Economy” จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” สุขภาพที่ดีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะในอนาคตอันใกล้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด” จะไม่ใช่ทองคำหรือพลังงาน แต่คือ ชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีความสุข

    อ้างอิง:

    www.bdmswellness.com

    tatreviewmagazine.com

    www.brandbuffet.in.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vU-eCCXHSakOUWBRJvPMF

  • มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ


    10/10/2568 | 178 |

    กระทรวงมหาดไทย จับมือกระทรวงการคลัง ประชุมสร้างการรับรู้ความเข้าใจขับเคลื่อนโครงการคนละครึ่ง พลัส+ พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอใช้ทุกกลไกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    วันนี้ (10 ต.ค. 68) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปยังศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยมี ผู้บริหารกรม ผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและพื้นฟูเศรษฐกิจไทย ซ่ภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยภาครัฐจ่าย 50% (ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน) โดยกำหนดวงเงินสิทธิ หากเป็นประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะได้รับ 2,400 บาท/คน และกรณีประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษี จะได้รับ 2,000 บาท/คน ในห้วงระยะเวลาใช้จ่ายในโครงการ ตั้งแต่ 29 ต.ค. 68 – 31 ธ.ค. 68

    สำหรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยกดผ่านแบนเนอร์ของโครงการคนละครึ่ง พลัส เท่านั้น กำหนดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 -22.00 น. ของทุกวัน จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ หรือครบวงเงินงบประมาณของโครงการ โดยการยืนยันผล หากเป็นประชาชนที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565) ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะมีแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ทันที และหากเป็นประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565) ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะได้รับ SMS และแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน ทั้งนี้ ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้

    ด้านคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน ได้แก่ 1. มีบัตรประชาชน สัญชาติไทย อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ ลงทะเบียน 2. ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ต.ค. 68 และ 3.ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิในโครงการคนละครึ่ง เฟส 1-5 และสำหรับด้านสิทธิประโยชน์ พลัส 1. เพิ่มช่วงอายุ: ประชาชนสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ขยายจากเดิมที่ 18 ปี พลัส 2. เพิ่มวงเงินใช้จ่าย: รับสิทธิสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน พลัส 3. เพิ่มสิทธิพิเศษ: ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีที่ 2,400 บาทต่อคน ตลอดโครงการ  ขณะที่ประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษีที่ 2,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการ พลัส 4. เพิ่มโอกาส: ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SME เข้าร่วมโครงการ และ พลัส 5. เพิ่มทักษะใหม่: การเงินดิจิทัล ขายเก่ง ลดต้นทุน ด้วยเทคโนโลยีใหม่

    ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน โทร. 0-2111-1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง โดยสามารถตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0-2111-1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02-273-9020 ต่อ 3510, 3238, 3313, 3512, 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KyWUTZ2OhXyAUDfGv5X0t

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    งาน GovernorConnect

    rn

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568

    rn”}}” id=”text-ea78040cbb”>

    งาน GovernorConnect

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกหลังรับตำแหน่งเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป สรุปประเด็นหลักดังนี้

    แนวทางการทำงานของ ธปท.

    rn

      rn

    • สานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
    • rn

    rn

    เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

    rn

    เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต

    rn

    เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

    rn

     

    rn

      rn

    • ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ 
    • rn

    rn”}}” id=”01″>

    แนวทางการทำงานของ ธปท.

    • สานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

    เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

    เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต

    เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

    • ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ 
    ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ประกอบด้วย

    rn

    1) การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้ง Virtual Bank

    rn

     

    rn

    2) การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมอง และข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และนำมาประกอบการตัดสินนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศโดยรวม รวมทั้งสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะมาช่วยเสริมกับนโยบายการเงินที่ดูแลเศรษฐกิจการเงินในภาพรวม เช่น มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไก AMC (ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเพื่อออกแบบกลไกให้เหมาะสม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569) การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)

    rn

    3) การผลักดันงานส่งเสริมทักษะและความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน (financial literacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น เช่น การส่งเสริมการออม การสอนวิธีการใช้เงิน เพื่อให้คนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

    rn

     

    rn

    ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด

    rn”}}” id=”02″>

    ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ประกอบด้วย

    1) การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้ง Virtual Bank

    2) การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมอง และข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และนำมาประกอบการตัดสินนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศโดยรวม รวมทั้งสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะมาช่วยเสริมกับนโยบายการเงินที่ดูแลเศรษฐกิจการเงินในภาพรวม เช่น มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไก AMC (ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเพื่อออกแบบกลไกให้เหมาะสม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569) การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)

    3) การผลักดันงานส่งเสริมทักษะและความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน (financial literacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น เช่น การส่งเสริมการออม การสอนวิธีการใช้เงิน เพื่อให้คนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

    ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251010.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CT_pmaiox1NhlkrkXi3Q

  • องค์กรพัฒนาเอกชนหวั่นเศรษฐกิจกัมพูชา ‘พัง’ หลังแรงงานแห่กลับประเทศว่างงานกว่า 9 แสนคน

    องค์กรพัฒนาเอกชนหวั่นเศรษฐกิจกัมพูชา ‘พัง’ หลังแรงงานแห่กลับประเทศว่างงานกว่า 9 แสนคน

    องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) 18 แห่ง แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเดินทางกลับของแรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 900,000 คนจากประเทศไทย พร้อมเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพการจ้างงานและสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เปราะบางอยู่แล้ว 

    ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกเมื่อวันอังคาร (7 ต.ค.) องค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านี้ได้เน้นย้ำว่า จำนวนของแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศครั้งนี้ ซึ่งเกิดจากการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเวลานาน 5 วันตามแนวชายแดนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แซงหน้าช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีแรงงานเดินทางกลับประเทศประมาณ 260,000 คน 

    แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า แรงงานที่เดินทางกลับประเทศจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากเร่งด่วน รวมถึงการขาดแคลนอาหารและโอกาสในการทำงาน ขณะที่ศูนย์แรงงานและสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีแรงงานกว่า 700 คนได้เดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ชนบท ซึ่งการเข้าถึงการจ้างงานมีข้อจำกัดอย่างมาก 

    แม้ว่ากระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพจะประกาศในเดือนสิงหาคมว่ามีตำแหน่งงานว่าง 190,000 ตำแหน่ง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่แรงงานที่กลับมาส่วนใหญ่มีทักษะด้านการก่อสร้างและเกษตรกรรม ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างแรงงานและความต้องการของตลาดงาน 

    องค์กรพัฒนาเอกชนกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลขยายและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ครอบครัวของแรงงานข้ามชาติที่กลับมา ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารฉุกเฉินและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณะฟรี โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ จัดตั้งระบบโควตาแรงงานชั่วคราวเพื่อส่งเสริมการจ้างงานภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก เช่น การก่อสร้าง การแปรรูปทางการเกษตร และการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งออกใบรับรองวิชาชีพให้กับแรงงานที่มีทักษะที่กลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประสบการณ์ในภาคการก่อสร้าง บริการ และอาหาร 

    ซุน เมซา โฆษกกระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพ รับทราบถึงข้อกังวลดังกล่าว แต่ย้ำว่าการกลับมาของแรงงานเป็น ‘โอกาสทอง’ ในการตอบสนองความต้องการแรงงานในภาคการผลิตที่กำลังเติบโตของกัมพูชา 

    “ปัจจุบันกัมพูชามีโอกาสงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งงานในภาคก่อสร้าง 60,000 ตำแหน่ง”

    — เมซา กล่าว และอ้างถึงโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งรวมถึงมาตรการด้านแรงงานสำคัญ 11 ฉบับที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน เพื่อสนับสนุนการจัดหางานให้กับแรงงานที่กลับประเทศ 

    ระหว่างวันที่ 3-26 ตุลาคม กระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพกำลังดำเนินแคมเปญครอบคลุมใน 5 จังหวัด ได้แก่ เปรยแวง กำปงธม บันเตียเมียนเจย และเสียมราฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้หางานมากถึง 300,000 คนกับนายจ้าง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและสหภาพแรงงาน 

    เมซากล่าวเสริมว่า “ยังมีตำแหน่งงานว่างในโรงงาน 84,000 ตำแหน่ง และคาดการณ์ว่ากัมพูชาจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นมากถึง 380,000 ตำแหน่ง จากโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกว่า 500 โครงการ” พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะยังคงดำเนินความพยายามในการฝึกอบรมแรงงานที่ไม่มีทักษะ และช่วยเหลือประชากรยากจน รวมถึงกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการจ้างงานต่อไป 

    (Photo by Chor Sokunthea / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/ngos-alarmed-over-900000-jobless-migrant-returnees&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ziIJ_XgHfw2ohMZg07OZB

  • รัฐบาลชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ เห็นสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดี ดัน Q4 บวก

    รัฐบาลชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ เห็นสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดี ดัน Q4 บวก

    วันนี้ (10 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด จากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจภาคการค้าและบริการ เชื่อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 56.0 ซึ่งสอดคล้องกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.4 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    ด้าน สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็ได้ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด 

    ขณะที่ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เห็นว่า การสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ เช่น จาก โครงการคนละครึ่ง ต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” การออมเพื่อการเกษียณอายุ และหวยออมทรัพย์ เป็นต้น

    “นายกฯ ได้กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” นายสิริพงศ์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fl0qPm_xItBnGqzyJyzIS

  • ‘ศุภจี’ แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    ‘ศุภจี’ แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” หัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้ไทยต้องเร่ง “ปรับตัวอย่างรวดเร็ว” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น

    นางศุภจี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใน 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่

    1.De-globalization การกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานและการลดการพึ่งพา

    2.De-carbonization การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

    3.Digitalization การเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งอาจเป็นทั้ง “โอกาสและอุปสรรค”

    4.Demographics โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ส่งผลต่อกำลังแรงงานและศักยภาพการผลิต

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่ปัจจุบันลดเหลือราว 2% และคาดว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8–2.3% พร้อมเตือนว่า เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ -0.76% ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด หากไม่เร่งกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศ แนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ คือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ และ 7 นโยบาย Quick Big Win เพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกร สร้างตลาดใหม่ และลดค่าครองชีพประชาชน

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ “หลุดจากกับดัก” ต้องอาศัยการปรับแนวคิดและโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่บน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่
        
    1.Demand-Driven Economy แทน Supply-Driven Economy ไทยต้องปรับจากการผลิตตามกำลัง (Supply) ไปสู่การผลิตตามความต้องการของตลาด (Demand) โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก (Market Intelligence) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการตอบโจทย์ตลาดจริง โดยเฉพาะตลาดใหม่ในต่างประเทศ
        
    2.ไทยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสู่ “อาหารอนาคต” (Future Food) เช่น อาหารสุขภาพ อาหารโปรตีนทางเลือก และอาหารฟังก์ชัน ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนของโลก (Sustainability) พร้อมสร้าง Value Chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
        
    3.Technology Transformation & Digital Empowerment การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ยกระดับทุกมิติของการค้า ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการให้บริการภาครัฐ เช่น แพลตฟอร์ม “MOC+” (+ คือ ประชาชน) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก  

    สำหรับ 3 ยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ปีนี้ไทยมีข้าวราว 25.8 ล้านตัน โดยมีข้าวหอมมะลิ 6.8 ล้านตัน ซึ่งตลาดรองรับได้ดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ยังมีสต๊อกข้าว 1.8 ล้านตันที่ต้องบริหารให้ได้ราคาดีที่สุด กระทรวงพาณิชย์ได้ออกโครงการลดต้นทุนเกษตรกร เช่น โครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย พร้อมดูแลสมดุลอุปสงค์–อุปทาน (Demand–Supply) เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และช่วยให้ราคาข้าวอยู่ในระดับเหมาะสม

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างและขยายตลาดใหม่ ปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ซึ่งอยากให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น และเพิ่งลงนามกับกลุ่ม EFTA (ยุโรป 4 ประเทศ: สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเจรจากับประเทศที่มีมาตรฐานสูง และยังเป็นต้นแบบไปสู่การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจา รวมทั้ง FTA ไทย–เกาหลีใต้ ที่จะเกิดผลเป็นรูปธรรมภายในต้นปีหน้า โดยภาครัฐจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้มากขึ้น

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    ในส่วนของตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์วางแผนจัด Trade Mission เจาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยทำการบ้านล่วงหน้าร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้สินค้าตรงกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ทั้งด้านคุณภาพ ขนาด และบรรจุภัณฑ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 ลดค่าครองชีพประชาชน จัดโครงการธงฟ้ากว่า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ โดยปีนี้จะขยายสู่พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน เพื่อช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ พร้อมเปิดความร่วมมือใหม่กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสด้านราคายา โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ในราคามาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านยาได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจับมือกับไปรษณีย์ไทย และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันสินค้าชายแดนและสินค้าชุมชนเข้าสู่ตลาดของขวัญปลายปี ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจฐานราก

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของประเทศไทย คือ ที่ตั้งซึ่งสามารถใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าได้ทั่วภูมิภาค และด้วยเครือข่าย FTA ที่ครอบคลุม จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและขยายการค้าการลงทุนในอนาคต ไทยต้องใช้จุดแข็งนี้ให้เต็มที่ ผสานกับองค์ความรู้และการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย Value-Based Economy เน้นนวัตกรรมและคุณค่าอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนได้รับโอกาส และประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eN-zfX7tg4DN17TdlYdY9

  • &

    &

    เศรษฐกิจจังหวัดเพชรบูรณ์กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจาก GFEST ผู้จัดงานมืออาชีพภายใต้ GMM SHOW ประกาศวันจัดเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาว “Chang Music Connection Presents Rock Mountain 2026” อย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 ณ Jolly Land เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เทศกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในงานดนตรีร็อกฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างชัดเจน

    'เพชรบูรณ์' เศรษฐกิจคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่จองที่พักแน่นเขาค้อ หลัง 'GMM SHOW' ประกาศวันจัดเทศกาลร็อกฤดูหนาว 'Rock Mountain 2026' คาดเงินสะพัดกว่า 400 ล้านบาท

    ทันทีที่มีการประกาศวันจัดงาน เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดจองโรงแรม รีสอร์ต และโฮมสเตย์ในอำเภอเขาค้อพุ่งสูง หลายแห่งมียอดจองเต็มล่วงหน้า นักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนพักต่อเนื่อง 1-3 คืน เพื่อเที่ยวชมธรรมชาติและพักผ่อนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นหลังจบงาน จากการจัดงานในปีที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักของที่พักในเขาค้อเต็ม 100% ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เห็นตรงกันว่า งาน Rock Mountain ไม่เพียงสร้างความคึกคัก แต่ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่เข้าพักและการใช้บริการต่าง ๆ ในพื้นที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดเติบโตอย่างชัดเจน และหลายฝ่ายคาดว่าการจัดงานในปี 2569 นี้ จะสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท จึงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้การท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์กลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่อง และยกระดับรายได้ของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 'เพชรบูรณ์' เศรษฐกิจคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่จองที่พักแน่นเขาค้อ หลัง 'GMM SHOW' ประกาศวันจัดเทศกาลร็อกฤดูหนาว 'Rock Mountain 2026' คาดเงินสะพัดกว่า 400 ล้านบาท

    Rock Mountain 2026 ถือเป็นเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวสุดยิ่งใหญ่ที่รวมที่สุดของทุกองค์ประกอบไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเป็น 10 ศิลปินร็อกชั้นแนวหน้าของประเทศ อาทิ BIG ASS, BODYSLAM, POTATO, KLEAR, TAITOSMITH, THREE MAN DOWN, JOEY PHUWASIT, ONLY MONDAY, SILLY FOOLS และ SWEET MULLET รวมถึงเรื่องโปรดักชั่นระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะเวทีที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของงานในแต่ละปีด้วยการออกแบบที่ไม่เคยซ้ำกัน สำหรับปีนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ “เกาะลับแห่งยักษ์” พร้อมจัดเต็มด้วยแสง สี เสียง และพลุสุดตระการตา ที่จัดขึ้นบนพื้นที่อัฒจันทร์ธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขาค้อ เรียกได้ว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้เดินทางมายังจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนมาก ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจบริการต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก

    นอกจากจะมอบความบันเทิงด้านดนตรีแล้ว Rock Mountain ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวที่โดดเด่นในระดับประเทศ งานนี้จึงไม่เพียงสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การบริการ และธุรกิจชุมชน ถือเป็นตัวอย่างของพลังอุตสาหกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างทั้งความสุขและมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

    สำหรับเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาว “Chang Music Connection Presents Rock Mountain 2026” จะเปิดจำหน่ายบัตร Early Bird ราคา 2,000 บาท (จากปกติ 2,500 บาท) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ www.allticket.com และแอปพลิเคชัน TICKETIER หรือทาง https://ticketier.events/6dQAF สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook / Instagram / TikTok : GFESTTH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyubc5m2nuqjaom47mjzb8aj70kjkoe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29b4ohRBbUrqlMuA5MHl5q

  • ชายแดนไม่เงียบ : เส้นแบ่งเขตแดนอาจกั้นแผ่นดิน แต่ไม่อาจกั้น”ชีวิต” และ”เรื่องราว” ของผู้คน

    ชายแดนไม่เงียบ : เส้นแบ่งเขตแดนอาจกั้นแผ่นดิน แต่ไม่อาจกั้น”ชีวิต” และ”เรื่องราว” ของผู้คน

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2025 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/txucvlgobkfj9387hmc3w9b0-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bHv57xtZw4YepjONZma2P

  • กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

    กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

    กรุงเทพมหานคร ตอกย้ำสถานะสุดยอดจุดหมายปลายทางของนักเดินทางทั่วโลกอีกครั้ง จากการประกาศผลรางวัล “Best in Travel 2025” โดย Smart Travel Asia นิตยสารท่องเที่ยวดิจิทัลชั้นนำ ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักอ่านและนักเดินทางหลายแสนคนทั่วโลก

    ผลปรากฏว่ากรุงเทพฯ ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดให้เป็น “เมืองสำหรับวันหยุดพักผ่อนที่ดีที่สุดในเอเชีย (Best Holiday Destination in Asia) ประจำปี 2025” และเป็นการครองตำแหน่งแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่สองอย่างยิ่งใหญ่

    รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่ยังคงมัดใจนักท่องเที่ยวได้อย่างอยู่หมัด โดย Smart Travel Asia ได้ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่ากรุงเทพฯ คือ “เมืองที่เปี่ยมด้วยพลังและชีวิตชีวา ทั้งกลางวันและกลางคืน” จากการสำรวจพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวเทใจให้กรุงเทพฯ มาจากประสบการณ์ที่หลากหลายและผสมผสานกันอย่างลงตัว

    ปัจจัยที่ทำให้ กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2025

    สวรรค์ของนักชิม (Dining & Nightlife) กรุงเทพฯ คือเมืองหลวงแห่งอาหารอย่างแท้จริง ตั้งแต่สตรีทฟู้ดระดับตำนานที่มีอาหารให้เลือกชิมไม่รู้จบ ไปจนถึงร้านอาหารระดับ Michelin Star และรูฟท็อปบาร์ที่สามารถชมวิวเมืองได้แบบ 360 องศา

    มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ อย่างเช่นความงดงามของวัดพระแก้ว วัดอรุณราชวราราม และวัดโพธิ์ ยังคงเป็นจุดหมายที่ต้องมาเยือน การได้สัมผัสสถาปัตยกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์คือประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

    รวมแหล่งช้อปปิ้งครบทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรูใจกลางเมืองอย่างสยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิลด์ หรือตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง “สวนจตุจักร” กรุงเทพฯ สามารถตอบสนองทุกความต้องการของนักช้อป

    ความคุ้มค่า และผู้คนที่เป็นมิตร เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่มอบความคุ้มค่า ทั้งในเรื่องค่าครองชีพ โรงแรมที่พักคุณภาพ และที่สำคัญคือรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทย

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย 2025

    กรุงเทพมหานคร, ไทย

    บาหลี, อินโดนีเซีย และ โตเกียว, ญี่ปุ่น (ครองอันดับร่วม)

    เชียงใหม่, ไทย

    โซล, เกาหลีใต้ และ หลวงพระบาง, ลาว (ครองอันดับร่วม)

    เกาะฮ่องกง และ ภูเก็ต, ไทย (ครองอันดับร่วม)

    การที่ประเทศไทยมีเมืองติดอันดับถึง 3 แห่ง (กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต) สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยที่สามารถมอบประสบการณ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของกรุงเทพฯ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

    ข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888274&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36A6BihJT02NLOR1psf5xM

  • เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    เกาะสมุยปักหมุดเมืองด้านสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดันไทยสู่ผู้นำเอเชีย

    เศรษฐกิจสุขภาพทะยานแซงแฟชั่นและยา! ผู้นำอุตสาหกรรมรวมตัวในงาน C9 Sessions ขับเคลื่อนเกาะสมุยสู่ฮับระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การยืดอายุขัย และไลฟ์สไตล์แอคทีฟ

    เกาะสมุยก้าวสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยว

    เกาะสมุยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จากเดิมที่เป็นเกาะหรูสำหรับการพักผ่อน สมุยได้ปรับภาพลักษณ์ให้สอดรับกับเทรนด์ระดับโลกที่ผสานแนวคิดเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ และการดูแลสมรรถนะร่างกาย จนกลายเป็นนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญทั้งกับสุขภาพ และการผ่อนคลาย

    ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตั้งแต่รีทรีตโยคะ รีสอร์ตสปา คลินิกสุขภาพ ไปจนถึงศูนย์ส่งเสริมอายุยืน ซึ่งภาคธุรกิจสุขภาพของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ เกาะสมุยได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ผสานความสงบของทะเลเมืองร้อนเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพและกีฬา

    โอกาสเหล่านี้ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในงาน C9 Sessions – Koh Samui Wellness Tourism “Beyond the Spa” ซึ่งเป็นเวทีที่รวมผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเกาะสมุยให้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และไลฟ์สไตล์แอคทีฟในเอเชีย

    “เศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมยา แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความจริงใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ทำให้เกาะสมุยมีโอกาสในการยกระดับมาตรฐานใหม่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ การยืดอายุขัย และสมรรถนะของร่างกาย” กล่าวโดย อินโก ชเวเดอร์ (Ingo Schweder) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GOCO Hospitality และกรรมการผู้จัดการ Horwath HTL Health & Wellness

    อินโก ยังเสริมว่า “การแพทย์เพื่อการยืนอายุ (Longevity Medicine) สุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Precision Health) และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Wellbeing)” คือสามแกนหลักของการเติบโตในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ด้านสุขภาพที่มีความหมาย และให้ผลลัพธ์จริงในทุกมิติของการบริการด้านการท่องเที่ยว

    แรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้คือ Maraleina Sports Resort ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ และได้ผสานแนวคิดหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ฟุตบอล ว่ายน้ำ ฟิตเนส กีฬาแร็กเกต และกิจกรรมสำหรับครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก อาทิ สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานฟีฟ่า โรงยิมสมรรถนะสูง และโซนฟื้นฟูร่างกายที่ออกแบบมาเพื่อนักกีฬาและนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ

    มาร์เซโล ฟอนเซกา (Marcelo Fonseca) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ Maraleina Sports Resort กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเรามาจากความหลงใหลในกีฬา และความเชื่อมั่นในศักยภาพของเกาะสมุย สิ่งที่เริ่มต้นจากความฝันในการสร้างโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นผ่านสโมสร Samui United ได้ขยายกลายเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวเจเนอเรชันมิลเลนเนียลและเจนซีไม่ได้มองหาการพักผ่อนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการขยับร่างกาย สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยกีฬาได้กลายเป็นประตูสำคัญที่เปิดเส้นทางสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือของ Maraleina กับ โครงการฝึกอบรมฟุตบอล Paris Saint-Germain Academy ได้ยกระดับเกาะสมุยให้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกีฬาระดับนานาชาติ มอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้ฝึกซ้อมตามมาตรฐานระดับโลก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมุยให้โดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

    สำหรับ มิก้า ชูนวลศรี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Maraleina Sports Resort เขาเชื่อว่าพลังของกีฬาที่มีต่อชุมชนคือหัวใจสำคัญของเรื่องราวเกาะสมุย โดยกล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงกีฬาคือเรื่องของผู้คนและเป้าหมาย และที่สโมสร Samui United เรากำลังสร้างโอกาสให้ผู้เล่นท้องถิ่น พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเกาะ อีกทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนแบบทั่วไป ให้ได้ฝึกซ้อม เล่นกีฬา และฟื้นฟูร่างกายในสถานที่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดียวกัน ซึ่งสมุยมอบความลงตัวระหว่าง ความจริงแท้ และ ความมุ่งมั่น ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

    เมื่อการท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เปลี่ยนวิธีที่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ใช้ในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยว แนวคิดแบบ “ไฮบริด” ที่รวมการฟื้นฟูร่างกายเข้ากับการพัฒนาศักยภาพ และเชื่อมโยงการมีสติ (mindfulness) เข้ากับการเคลื่อนไหว กำลังกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับแต่ละจุดหมาย

    “การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เติมพลังให้สมุยมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพียงตามฤดูกาล แต่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดึงดูดผู้เดินทางจากทั่วโลก และยกระดับสมุยให้ก้าวข้ามจากจุดหมายแห่งการพักผ่อนแบบเดิม ๆ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและและโครงการใหม่ ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ เกาะสมุยจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์แอคทีฟของเอเชีย” กล่าวโดย บิล บาร์เน็ตต์ (Bill Barnett) กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks

    จากรีสอร์ตหรูที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพและยืดอายุขัย ไปจนถึงสถาบันฟุตบอลระดับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงของเกาะสมุยสะท้อนให้เห็นถึงกระแสการท่องเที่ยวระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับ สุขภาพ ชุมชน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15A8rMxw8cb913Wgvweb-n