Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แบงก์ชาตินิวซีแลนด์เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.50% ส่งซิกอาจลดอีกหวังพยุงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาตินิวซีแลนด์เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.50% ส่งซิกอาจลดอีกหวังพยุงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินในวันนี้ (8 ต.ค.) โดยลงมติหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 0.50% มาอยู่ที่ระดับ 2.50% และยังเปิดทางที่จะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมอีก โดยท่าทีนี้สะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายกำลังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง

    หลังจาก RBNZ ประกาศนโยบายดังกล่าว เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนค่าลง 0.90% มาอยู่ที่ 0.5745 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราสวอปดอกเบี้ยอายุ 2 ปี ก็ลดลงจาก 2.6194% มาอยู่ที่ 2.521% เพราะนักลงทุนเชื่อว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเพื่อหนุนอุปสงค์

    RBNZ ระบุในแถลงการณ์นโยบายว่า “คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate – OCR) ลง 0.50% เหลือ 2.50% และ คณะกรรมการยังคงเปิดกว้างที่จะลด OCR เพิ่มเติมอีกตามความจำเป็น เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเข้าใกล้กึ่งกลางของกรอบเป้าหมายที่ระดับ 2% ได้อย่างยั่งยืนในระยะกลาง”

    มติดังกล่าวผิดไปจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า RBNZ จะลดดอกเบี้ยเพียง 0.25%

    นิค ทัฟฟ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ASB ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “การตัดสินใจของ RBNZ ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า แบงก์ชาติเลือกที่จะลดดอกเบี้ยทันทีเพราะเชื่อว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคตอาจจะน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แทนที่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน หรือเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างไร”

    นับตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 RBNZ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วรวม 3.00% และเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1% ถึง 3% ผู้กำหนดนโยบายจึงยังมีช่องว่างให้สามารถลดต้นทุนการกู้ยืมลงได้อีก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2855utGFE54MOnZokBLWUp

  • “อรรถพล” แถลงนโยบายพลังงาน เร่งเครื่อง “Quick Big Win” เต็มกำลัง วางกรอบเป้าหมายชัด ลดค่าใช้จ่ายพลังงานให้ประชาชน สร้างความมั่นคงพลังงานผ่านการเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้ายันภาคอุตสาหกรรม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ลดหย่อนภาษี เด

    “อรรถพล” แถลงนโยบายพลังงาน เร่งเครื่อง “Quick Big Win” เต็มกำลัง วางกรอบเป้าหมายชัด ลดค่าใช้จ่ายพลังงานให้ประชาชน สร้างความมั่นคงพลังงานผ่านการเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้ายันภาคอุตสาหกรรม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ลดหย่อนภาษี เด

    “อรรถพล” แถลงนโยบายพลังงาน เร่งเครื่อง “Quick Big Win” เต็มกำลัง วางกรอบเป้าหมายชัด ลดค่าใช้จ่ายพลังงานให้ประชาชน สร้างความมั่นคงพลังงานผ่านการเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้ายันภาคอุตสาหกรรม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ลดหย่อนภาษี เดินหน้าให้ไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ


    8/10/2568 | 192 |

    (วันที่ 8 ตุลาคม 2568) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เปิดกระทรวงพลังงานแถลงนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ  การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ด้านพลังงาน

    การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงานภาคประชาชน นำโดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถ
    ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ส่วนเป้าหมาย “การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี
     
     การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอ กบง. ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
    เกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนั้น ยังมี “การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC)” คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 

    การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้น รวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย
    Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี
     
    “ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้วางกรอบการทำงาน “Quick Big Win” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างจำกัด เป้าหมายความสำเร็จจึงต้องมีความชัดเจน โดยในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ผมให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เพิ่งได้มีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มและลดราคาน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในอนาคตก็จะมีเป้าหมายในการลดค่าไฟ ซึ่งต้องหารือกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แผนงานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งโครงการโซลาร์รูปแบบต่างๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ กฟผ. ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี” นายอรรถพล กล่าว


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rgIvHfAJKwpB8PbPkxR4i

  • เจาะลึก Quick Big Win พลังงาน ปั๊มเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน จ้างงาน 16,000 คน

    เจาะลึก Quick Big Win พลังงาน ปั๊มเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน จ้างงาน 16,000 คน

    Quick Big Win” กระทรวงพลังงาน มีวัตถุประสงค์คือการการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงานภาคประชาชน 

    รวมถึงจะต้องที่สำคัญสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ  การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดนโยบาย “Quick Big Win” กระทรวงพลังงานว่าจะดำเนินการเรื่องใดบ้าง และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน

    เร่งโซลาร์ภาคประชาชน

    ล่าสุดนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการแถลงนโยบายชองกระทรวงฯ โดยระบุว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี 

    “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 

    เจาะลึก Quick Big Win พลังงาน ปั๊มเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน จ้างงาน 16,000 คน

    ส่วนเป้าหมาย “การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี

    พลังงานภาคอุตสาหกรรม

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยจะเกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    นอกจากนี้ ยังมี “การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC)” โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย 

    เจาะลึก Quick Big Win พลังงาน ปั๊มเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน จ้างงาน 16,000 คน

    ปูพรหมสู่  Net Zero 2050 

    รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

    การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้น รวมถึงการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น 

    อีกทั้งยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

    “จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น เชื่อว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี” 

    นายอรรถพล กล่าวอีกว่า กระทรวงฯได้วางกรอบการทำงาน Quick Big Win ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างจำกัด เป้าหมายความสำเร็จจึงต้องมีความชัดเจน โดยในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ตนให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยที่ผ่านมากระทรวงฯเพิ่งได้มีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มและลดราคาน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    ขณะที่ในอนาคตก็จะมีเป้าหมายในการลดค่าไฟ ซึ่งต้องหารือกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แผนงานที่ได้กล่าวไว้ดังกล่าว ทั้งโครงการโซลาร์รูปแบบต่างๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ กฟผ. ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/640910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05yP721ZOu7BtVDgN62eNt

  • ย้อนรอยอาคมเดือด ! “ขุนพันธ์ 1-3” ฉายใหม่ก่อนถึงคิว “4 เสือ” ศึกมหาโจรห้ามพลาด – หนังใหม่

    ย้อนรอยอาคมเดือด ! “ขุนพันธ์ 1-3” ฉายใหม่ก่อนถึงคิว “4 เสือ” ศึกมหาโจรห้ามพลาด – หนังใหม่

    ฟิล์มพาเราย้อนรอยความมันส์แบบจัดเต็มกับไตรภาคตำนาน ขุนพันธ์ 1-3 ที่จะกลับมาฉายใหม่ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมเป็นต้นไป นี่คือโอกาสทองที่จะ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://movie.kapook.com/view295589.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wcbjlkbJtlYqOI5_WC14W

  • เลขาธิการ ICESCO หารือความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมโลกอิสลามกับประธานรัฐสภา 

    เลขาธิการ ICESCO หารือความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมโลกอิสลามกับประธานรัฐสภา 

    การเมือง

    เลขาธิการ ICESCO หารือความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมโลกอิสลามกับประธานรัฐสภา 

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง ดร. ซาลิม บิน มูฮัมหมัด อัล-มาลิก (H.E. Dr. Salim bin Mohammed Al-malik) เลขาธิการองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม (ICESCO) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย โดยมี นายวรวีร์ มะกูดี ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา นายดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (กิตติมศักดิ์) นายธงชาติ รัตนวิชา ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมให้การรับรอง ณ ห้องรับรองพิเศษ อาคารรัฐสภา
            
    เลขาธิการ ICESCO กล่าวว่า ขอขอบคุณประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และเป็นเกียรติที่ได้มาเยี่ยมชมรัฐสภาสถานที่ทรงเกียรติของประเทศไทย ขอบคุณประธานรัฐสภาที่กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ซาอุดิอาระเบียได้ทำและให้ความร่วมมือกันมาอย่างหลากหลาย ซึ่งประเทศไทยในอีกความหมายหนึ่งคือการผูกมัดเข้าด้วยกัน การได้มาเยือนประเทศไทยเหมือนกันสร้างสายสัมพันธ์ที่จะดึงให้กลับมาประเทศนี้อีก การมาครั้งนี้แม้จะเป็นครั้งแรกแต่เชื่อว่าจะได้กลับมาอีกหลายครั้งในอนาคตอย่างแน่นอน เพื่อมาขยายความร่วมมือในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือเรื่องอื่น ๆ หวังว่าครั้งหน้าที่ได้มาประเทศไทยจะได้มีโอกาสไปเยือนภาคใต้ของประเทศไทยและพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจและประทับใจอย่างยิ่ง จากการได้ศึกษาเรื่องประเทศไทย พบว่ามีความโดดเด่นเรื่องของการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันของคนที่แตกต่าง การเคารพศาสนาซึ่งกันและกัน และเอกลักษณ์หนึ่งคือคนไทยเป็นผู้ที่มีความโอบอ้อมอารี
            
    ICESCO ก่อตั้งในปี 1982 หรือปี 2525 มี 53 ประเทศสมาชิก ทั้งในเอเชียเอเชียกลางตะวันออกกลางรวมไปถึงทางอเมริกาใต้ด้วย เป็นองค์กรที่ครอบคลุมหลากหลาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์ มีการทำการศึกษาวิจัยเรื่องวิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม ซึ่งประเด็นสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญในขณะนี้ คือ เรื่องอิสลามในอนาคต รวมถึงสังคมเอเชียในอนาคต ประเทศไทยเป็นดินแดนในอุดมคติที่ผู้คนหลากหลายศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้
            
    ICESCO ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นมุสลิมศึกษา ภาษาอารบิก หากรัฐสภาไทยมีโครงการจัดสัมมนาที่เกี่ยวข้อง ICESCO พร้อมให้ความร่วมมือส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับรัฐสภาไทยได้
           
    ด้านประธานรัฐสภา กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการนับถือศาสนา และจะเห็นว่าเรื่องของศาสนา การศึกษา เสรีอย่างเต็มที่ ไม่มีการกีดกัน ที่สำคัญพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขของประเทศ ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ทุกศาสนาในประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมสำคัญของศาสนาอิสลาม เช่น งานอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน พระมหากษัตริย์เสด็จด้วยพระองค์เอง แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อศาสนาอิสลามและชาวไทยมุสลิม
              
    เลขาธิการ ICESCO กล่าวด้วยว่า เป็นโอกาสดีที่นานาประเทศจะได้ศึกษาประวัติของพระมหากษัตริย์ไทยและตนได้มีโอกาสศึกษาประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีพระมหากษัตริย์ไม่มากนักในโลกนี้ที่จะมีบทบาทในเรื่องของการทำนุบำรุงศาสนาอิสาลาม ตัวอย่างเช่น พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจุฬาราชมนตรี การเสด็จงานอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ ซึ่งหาไม่ได้ในกษัตริย์ประเทศอื่น
          
    ทั้งนี้ เลขาธิการ ICESCO ยังได้ขอมอบตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ ICESCO ซึ่งมอบให้กับบรรดาผู้นำประเทศที่มีบทบาทสำคัญและให้ความสำคัญกับโลกมุสลิม การส่งเสริมสันติภาพ เช่น อดีตประธานาธิบดีเซเนกัล โดยขอมอบตำแหน่งนี้ให้กับประธานรัฐสภา โดยจะเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ไทยจะได้มีจุดยืนที่มั่นคงเข้มแข็งมากขึ้น ในฐานะประเทศสมาชิกและยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยและโลกมุสลิมให้แน่นแฟ้นขึ้น เนื่องจากประธานรัฐสภาเป็นผู้มีประสบการณ์อย่างยิ่งและเป็นผู้มีความสำคัญกับสังคมไทยและในโลกมุสลิมระหว่างประเทศ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/449760&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cP9A8Wtwts3cKHwnTGEJ5

  • ป.ป.ช.ฟัน 2 อดีตอธิบดีคดีทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย 350 ล้าน

    ป.ป.ช.ฟัน 2 อดีตอธิบดีคดีทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย 350 ล้าน

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ช. รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงนันทนาการและเชิงสุขภาพ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล รวมกว่า 350 ล้านบาท

    คดีที่ 1: อดีตอธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุพล ศรีพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และพวก ในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2555 จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 286.07 ล้านบาท

    จากการไต่สวนพบว่า มีการอนุมัติจัดหาอุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท โดยที่หน่วยงานในพื้นที่ไม่ได้มีความประสงค์ของบประมาณสนับสนุน อีกทั้งยังมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะตรงกับบริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการกีดกันการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม สุดท้ายจัดซื้อในราคาสูงกว่าท้องตลาดหลายเท่า

    ป.ป.ช. เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางอาญาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ส่วนบริษัทเอกชนและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐให้กระทำความผิด

    คดีที่ 2: อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิด นางแสงจันทร์ วรสุมันต์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และพวก ในการดำเนินโครงการลักษณะเดียวกัน ช่วงปีงบประมาณ 2556–2557 รวม 2 สัญญา วงเงิน 29.7 ล้านบาท และ 34.6 ล้านบาท

    จากผลการไต่สวนพบว่า กรมพลศึกษาไม่ได้สำรวจความต้องการจริงในพื้นที่ แต่กลับจัดซื้อครุภัณฑ์ตามคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนดไว้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ไทยเวิร์คฟิตเนส จำกัด เป็นผู้ชนะสัญญาทั้งสองโครงการ และยังมีการกำหนดราคากลางสูงเกินจริง
    ป.ป.ช. จึงเห็นว่า นางแสงจันทร์และผู้เกี่ยวข้องมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 เช่นเดียวกัน ขณะที่บริษัทเอกชนถูกชี้มูลผิดในฐานะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐให้กระทำความผิด

    ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภาครัฐ ที่มีการล็อกสเปกและฮั้วราคาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มเอกชน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/640949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11tk72_gcnjw3TuqDGMO5F

  • ‘อนุทิน’ ปลุก CEO รีเซตประเทศไทย ทวงแชมป์ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน

    ‘อนุทิน’ ปลุก CEO รีเซตประเทศไทย ทวงแชมป์ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน

    วันนี้ (8 ตุลาคม 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงขององค์กรภาครัฐ และเอกชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลขอแรงภาคเอกชนช่วยกันรีเซตโครงสร้างประเทศไทยใหม่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของอาเซียนให้ได้ โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่า ด้วยพื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรม รวมทั้งการมีพื้นที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีความได้เปรียบกว่าหลายประเทศ จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้

    “ตอนนี้เราตามเวียดนามแล้ว นี่เป็นฝันร้ายของตัวเอง เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะต้องมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันรีเซต โดยอาศัยจากสิ่งที่เรามีโครงสร้างที่ดีอยู่แล้ว กระโดดขึ้นมาทวงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กลับคืนโดยเร็ว ซึ่งตัวเองผมมั่นใจว่าเรายังสามารถที่จะกลับมาได้” นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ หลังจากประชาชนกำลังตั้งคำถาม ว่าประเทศไทยจะไปทางไหนต่อ จะรอดหรือไม่จากสงครามทางการค้าที่เกิดขึ้น และปีหน้าจะเกิดวิกฤตอะไรอีก จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งตอนเองยืนยันได้ว่า มีเลือกตั้งแน่นอน เพราะต้องมีการยุบสภา

    'อนุทิน' ปลุก CEO รีเซตประเทศไทย ทวงแชมป์ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน

    โดยปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญกับสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลต่ออนาคต รวมถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีที่เรียกว่า AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจของโลก ทำให้ประเทศที่ปรับตัวช้า ไม่เพียงแต่สูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมาคุยถึงเรื่องการรีเซ็ตโครงสร้างประเทศใหม่ เพื่อปรับระบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต และวางรากฐานใหม่เพื่อให้ประเทศไทยก้าวต่อไป โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงการต่างประเทศ โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบาย เปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือเข้าด้วยกัน

    ด้านแรก รีเซ็ตด้านความมั่นคง สร้างความมั่นคงของประเทศ ทั้งภายนอก และภายใน ล่าสุดรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้ทั้งการทูต ทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคต พร้อมกับจัดการกับปัญหาภัยสังคมที่กัดกร่อนประเทศควบคู่กันไปด้วย พร้อมปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ต่อมาคือ รีเซ็ตเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ และส่งเสริมภาคเกษตรกร สนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัว พร้อมกับเร่งมาตรการลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงานด้วยแนวทาง Smart farming การสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน และภาคการเกษตร และการควบคุมราคาสินค้าทางการเกษตรให้มีความเหมาะสม

    ล่าสุดรัฐบาลได้ออกโครงการคนละครึ่งพลัส และเติมเงินลงในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะอัดฉีดวงเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท ตามนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ เน้นการกระตุ้นระยะสั้นได้ผลยาว และเกิดการกระจายตัว รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัย ซึ่งรัฐบาลได้จัดให้มีระบบด้านการสาธารณสุข เพื่อการดูแลสุขภาพให้ได้ทุกช่วงวัย และมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับคนทั้งมวลด้วย

    “รัฐบาลพยายามวางรากฐานให้เศรษฐกิจมั่นคงแข็งแกร่ง ให้มีการกระจายรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งรัฐบาลจะใช้เวลา 4 เดือนที่รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ในการวางแนวทางและรากฐานที่ดี เพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปที่เข้ามา สามารถเดินหน้าต่อยอดได้เลย ซึ่งจะมีมาตรการเฟส 1 เฟส 2 เตรียมไว้อยู่ รวมถึงเรื่องท่องเที่ยวด้วย”

    'อนุทิน' ปลุก CEO รีเซตประเทศไทย ทวงแชมป์ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน

    ส่วนงบประมาณที่ใช้ในแต่ละโครงการมีเพียงพอหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยึดถือวินัยการเงินการคลังสำคัญที่สุด ไม่ใช่เราใช้เงินไปแจกประชาชนทั้งหมด แต่เราให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งรัฐก็สามารถนำงบประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาทไปชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. ได้ ซึ่งเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นที่ประจักษ์ชัด และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลนี้มีเป้าหมายที่สำคัญในการรักษาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลตั้งเป้าหมายสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ โดยกำหนดเป้า Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 0% ภายในปี 2050 พร้อมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตทีมีมาตรฐาน และการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาด และ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความยั่งยืนตามหลัก SDG ด้วย

    'อนุทิน' ปลุก CEO รีเซตประเทศไทย ทวงแชมป์ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17dvlEKshiDOF6lKXBrVD3

  • ท่วมดุ! เศรษฐกิจแย่! ‘แก้ภัยน้ำยั่งยืน’ ถึงไหน?..อะไรถ่วง? | เดลินิวส์

    ท่วมดุ! เศรษฐกิจแย่! ‘แก้ภัยน้ำยั่งยืน’ ถึงไหน?..อะไรถ่วง? | เดลินิวส์

    เนื้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นใจความส่วนหนึ่งจากการระบุไว้ผ่านชุดข้อมูลโดยนักวิชาการภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ในฐานะนักวิจัย “โครงการรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย : ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการระบุไว้เกี่ยวกับ ภัยพิบัติด้านน้ำภัยน้ำท่วม”ที่ในไทย “ปีนี้ก็จัดว่าหนักหนาสาหัสมาก!!”อีกปีหนึ่ง

    น้ำท่วม” นั้น “เป็นภัยสำคัญในไทย”

    โดย “มีมานานแก้มานานหลายสิบปี”

    ทว่า “ถึงปัจจุบันก็ยังคงรุนแรงสาหัส!!”

    ทั้งนี้ ชุดข้อมูลโดย ดร.พงษ์ศักดิ์ นั้น ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนต่อไว้นานแล้ว คือกว่า 1 ปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ล่วงเลยมาถึงปีนี้ตอนนี้ เมื่อพิจารณาแง่มุมที่นักวิชาการท่านนี้ได้ระบุไว้ ก็ยังคงน่าสนใจ หรือจริง ๆ อาจกล่าวได้ว่า “ยิ่งน่าสนใจ”ดังนั้นจึงพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลเชิญชวนคนไทยพิจารณากันอีกครั้งโดยสังเขป ซึ่งชุดข้อมูลโดยนักวิชาการด้านวิศวกรรมน้ำท่านนี้หลักใหญ่ใจความได้มีการเสนอ“กรอบแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-แก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำ”

    แง่มุมที่นักวิชาการท่านนี้ได้ระบุไว้นั้น กับประเด็นระยะเวลา ไม่เพียงมีการระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้รับผลกระทบ-เกิดความเสียหายจาก “ภัยพิบัติด้านน้ำ” โดยเฉพาะ “น้ำท่วม”มาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี หากแต่ยังชี้ไว้ด้วยว่า… จริง ๆ ความเสียหายจาก “น้ำท่วม” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมาโดยตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2532 เรื่อยมา หรือตั้งแต่ราว ๆ 36 ปีก่อน ไทยประสบปัญหา “ภัยธรรมชาติด้านน้ำ” รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ดังนั้น การจะทำให้ภาพรวม “เศรษฐกิจ” ของประเทศไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ประเทศไทยก็จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำให้ได้ …ประเด็นนี้ก็น่าคิดยิ่ง

    ภัยน้ำ” นี่ก็ “ส่งผลฉุดรั้งเศรษฐกิจ!!”

    อีกบางช่วงบางตอนจากที่ทางนักวิชาการท่านดังกล่าวระบุไว้ ได้มีการชี้เน้นไว้ว่า… จากการที่ โลกมีแนวโน้มการเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการน้ำจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่ง…น้ำเชื่อมโยงกับทุกอย่าง จึงมีมูลค่ามากกว่าที่คิด มีความเชื่อมโยงของน้ำกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวโยงกับการพัฒนาสังคมและประเทศ เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรเพื่อตอบสนองการพัฒนา โดยทุก ๆ กิจกรรมล้วนต้องการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม รวมไปถึงทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่… น้ำก็สำคัญในแง่ผลกระทบทางลบด้วย” ในอีกมุมหนึ่ง

    รัฐจึงควรพิจารณาเรื่องน้ำเป็นเป้าหมายหลักโดยควรใส่ไว้ในแผนของการพัฒนาประเทศ”…ทาง ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ระบุไว้ผ่านชุดข้อมูล และก็ยังระบุไว้ว่า…น้ำมีมูลค่า แต่เป็นมูลค่าที่มักไม่ค่อยมองกัน ซึ่ง เมื่อยิ่งมีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น จึงยิ่งต้องมองน้ำเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาลำดับความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำพิจารณาบนข้อมูลเดียวกัน ต้องเปลี่ยนมุมมองโดยมองน้ำให้เป็นเศรษฐศาสตร์

    เมื่อ สถานการณ์น้ำของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงจากอดีตค่อนข้างมาก ดังนั้น “ต้องบริหารจัดการน้ำให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”โดย “ต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น” รวมถึงควร “ต้องใช้หลักเพิ่มผลิตภาพของน้ำ (Water productivity) ด้วย” ผ่านแนวทาง-วิธีต่าง ๆ และที่สำคัญ “ต้องบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมบนฐานข้อมูลเดียวกันด้วย”…นี่ก็เป็นอีกส่วนจากที่นักวิชาการท่านเดิมเสนอกรอบไว้ ซึ่ง มีนัยทั้ง “แก้น้ำท่วมแก้น้ำแล้ง”

    อีกทั้งมีการเสนอกรอบแนวทางไว้ด้วยว่า… ภาครัฐควรมีหน้าที่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลในทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนการทำงานให้กับบรรดาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับน้ำ โดยเฉพาะเมื่อภัยน้ำมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหารุนแรงมากขึ้น ทั้ง “น้ำแล้ง” และ “น้ำท่วม”

    ทั้งนี้ นอกจาก “กรอบแนวทางแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำ” ดังที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลชวนพิจารณากันอีกครั้งแล้ว หากจะถามลงลึกถึง “วิธีการทำงานเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ด้านน้ำ” กับรายละเอียดลงลึกเรื่องนี้ จริง ๆ ก็มีนักวิชาการ นักวิจัย รวบรวมข้อมูลและนำเสนอ-เสนอแนะไว้ไม่น้อยแล้ว หากแต่ในทางปฏิบัติดูจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนักว่ามีการใช้แค่ไหน?-มีผลอย่างไร?ในขณะที่ภัยน้ำกรณีน้ำท่วม “ปีนี้น้ำก็ท่วมดุอีก!!” ซึ่งมองในมุมเศรษฐศาสตร์ การสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์ก็จะไม่ใช่น้อย ๆ อีก และก็ส่งผลกระทบฉุดรั้งเศรษฐกิจอีกด้วยแน่ ๆ

    ก็น่าคิดว่า… ตั้งแต่ราว ๆ 36 ปีก่อนแล้วที่ไทยเริ่มมีปัญหาภัยน้ำ น้ำท่วม รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และกว่า 20 ปีแล้วที่ไทยประสบภัยน้ำรูปแบบต่าง ๆ เกือบทุกปี มาจนวันนี้ไฉนการแก้ไขยังเห็นภาพรวมที่ยั่งยืนได้ไม่ชัด?? เสียที!!

    หรือ “เพราะการเมืองไม่เคยนิ่งเลย?”

    แล้ว “ส่งผลถ่วงโครงการแก้ปัญหา?”

    และ “ฉุดรั้งการฟื้นเศรษฐกิจด้วย?”.

    ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5181493/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_l8gAAGOQJxcuMTpU3s9

  • “อนุทิน” ชี้ เศรษฐกิจดีได้ เมื่อชาติมั่นคง วางรากฐานประเทศแข็งแกร่ง ตั้งเป้ากลับมาเป็นผู้นำอาเซียน

    “อนุทิน” ชี้ เศรษฐกิจดีได้ เมื่อชาติมั่นคง วางรากฐานประเทศแข็งแกร่ง ตั้งเป้ากลับมาเป็นผู้นำอาเซียน

    กรุงเทพฯ, วันที่ 8 ตุลาคม  — นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาเศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” โดยย้ำว่า ก่อนเศรษฐกิจจะเดินได้ “ความมั่นคงต้องมาก่อน” ชี้ความร่วมมือทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญของการรีเซ็ตประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลกำลัง “รีเซ็ตด้านความมั่นคง” เพื่อสร้างเสถียรภาพภายในประเทศให้พร้อมรองรับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งแก้ปัญหาชายแดน ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติให้หมดไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้อต่อการลงทุน โดยยึดหลักนิติธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเดินหน้าปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    “ก่อนเศรษฐกิจจะเดินได้ ประเทศต้องมีความมั่นคง ต้องจัดการภัยสังคมให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องลดต้นทุนแฝงจากการทุจริต รัฐบาลนี้ตั้งใจจะสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนทั่วโลก” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ประเทศภายใน 4 เดือนนี้ โดยยึดแนวทาง “มั่นคงดี เศรษฐกิจดี” ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมควบคู่วินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เช่น การชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งค้างมานานกว่า 10 ปี เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศ

    นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพเศรษฐกิจสูง ไม่เสียหายหากจะตั้งเป้ากลับมาเป็นผู้นำอาเซียนอีกครั้ง “เรามีภูมิประเทศดี มีคนเก่ง มีระบบสาธารณสุขที่ทั่วโลกยอมรับ ขอเพียงทุกฝ่ายร่วมมือกัน รัฐบาลจะวางระบบที่มั่นคง โปร่งใส เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโต แข็งแรง และนำภูมิภาคได้อีกครั้ง”

    เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายอนุทินย้ำว่า ความเชื่อมั่นของประเทศไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ “ระบบ” และ “หลักนิติธรรม” ที่ยั่งยืน พร้อมระบุว่า “ญี่ปุ่น อังกฤษ เขาเปลี่ยนผู้นำบ่อยกว่าเรา แต่ระบบของเขาแข็งแรง ประเทศก็เดินต่อได้”

    “รัฐบาลนี้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ในทุกวัน ขอเพียงให้ประเทศมั่นคง เศรษฐกิจจะดีตามมาแน่นอน ผมมั่นใจว่า ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่เริ่มต้นดี เป็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย” นายกรัฐมนตรียืนยัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bf2BM7zJR6jLyonFPGWmq

  • ประกันสังคม เปิดเฮียริ่งบำนาญชราภาพ ม.33 และม.39 สูตรใหม่ ภายในต.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    ประกันสังคม เปิดเฮียริ่งบำนาญชราภาพ ม.33 และม.39 สูตรใหม่ ภายในต.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้มีการพิจารณาปรับปรุง สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการประกันสังคมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หรือผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ และผู้แทนสำนักงานประกันสังคม มาดำเนินการศึกษาวิธีปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ทางสำนักงานประกันสังคม ได้กำหนดจัดประชุมรับฟังความคิด “การรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงสูตรคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะนำข้อเสนอแนะจากผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 และคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในกรณีชราภาพ

    นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ได้ที่ www.law.go.th หรือผ่านระบบ LINE OA สำนักงานประกันสังคม ระหว่างวันที่ 1-17 ตุลาคม 2568 อีกด้วย

    เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ผลจากการแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญในการปรับปรุงสูตรคำนวณบำนาญอย่างเป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในระบบประกันสังคม และสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535742&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOXs0iqfXCjTOMqYh8JmM