Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2883437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GH3GPhwnOzjsJ3u0KnXdp

  • ย้ำจัดต่อ

    ย้ำจัดต่อ

    ย้ำจัดต่อ’โมโตจีพี’ ไทยอัดแน่นโปรแกรมกีฬา

    วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการจัดกีฬาระดับเวิลด์คลาสอีเวนต์ และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ สปอร์ตทัวริซึม ในประเทศไทย ว่า นอกจากกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 แล้ว 

    ยังมีโปรแกรมอีกหลายรายการ เริ่มจากปลายปีนี้คือ การแข่งขันขี่ม้าชิงแชมป์เอเชีย รายการ “FEI Asian Championships 2025” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2568 ที่สนามขี่ม้าไทยโปโล แอนด์ อีเควสเตรียน คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี

    “ปีนี้ประเทศไทย มีการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง รายการ “Amazing Thailand Marathon Bangkok” ซึ่งได้รับการจัดให้เป็น เวิลด์แคปปิตอล มาราธอน ซีรีส์ เป็นครั้งแรก จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยปีนี้ยังคงมี เอเลียด คิปโชเก นักวิ่งมาราธอนชื่อดังระดับโลก ชาวเคนยา มาร่วมงาน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน มีงานวิ่งเทรล UTMB เชียงใหม่ 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-7 ธันวาคม 2568 โดยจะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2568 ที่สวนสาธารณะ อบจ.เชียงใหม่ 

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับมหกรรมกีฬาในอนาคต อย่าง ยูธโอลิมปิกเกมส์ ปี 2030 เรายังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ซึ่งในกีฬาซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เราได้เปิดโอกาสให้เยาวชน จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมในการแข่งขันด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่บรรจุในรายงานการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งถ้าหากการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาแห่งอาเซียน ประสบความสำเร็จทั้ง 2 รายการ เราสามารถจัดแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล เชื่อว่าจะทำให้เราได้เปรียบ และเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะได้รับความไว้วางใจจาก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) พิจารณาให้เป็นเจ้าภาพ ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ต่อไป

    “สำหรับปี 2569 ยังมี การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 ซึ่งสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงถูกวางให้เป็นสนามเปิดฤดูกาลอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 ขณะที่เรื่องการต่อสัญญานั้นยังอยู่ในช่วงเจรจา โดย กกท. ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้วว่า ควรจะต่อสัญญาออกไปเพราะอีเวนต์ระดับโลกรายการนี้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมอย่างมหาศาล” ดร.ก้องศักด กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/923523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yzoTWqwkESFBy-6-Ou_0Q

  • ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา

    ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา

    ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพ พลเอกอาวุโส เมียน อ่อง หล่าย ได้ไปตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ที่เมืองปิ่นอู ลิน (เดิมชื่อเมืองเม่ เมี่ยว) ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่สร้างเสริมความร่วมทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่ในมุมมองของผม ผมเชื่อว่าหากโครงการนี้สำเร็จ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังสามารถเสริมสร้างอิทธิพลทางด้านภูมิ-รัฐศาสตร์อีกด้วยครับ

    เป็นที่ทราบดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” (China-Myanmar Economic Corridor: CMEC) ได้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม้ชื่อจะฟังดูเป็นโครงการด้านเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างถนน รถไฟ และท่าเรือ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่หากมองให้ลึกลงไป เราจะพบว่านี่คือ “หมากสำคัญในเกมภูมิ-รัฐศาสตร์” ที่รัฐบาลจีนได้วางไว้อย่างรอบคอบ เพื่อขยายอิทธิพลของตนในภูมิภาคนี้ และลดการพึ่งพาเส้นทางทะเลที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรชาติตะวันตก อีกทั้งยังเป็นการเปิดประตูหลังบ้าน(ฝั่งตะวันตกของประเทศ) จากทางฝั่งเมืองคุนหมิงมณฑลยูนนาน สู่ทะเลอันดามัน ที่เป็นเส้นเลือดใหม่ของจีน

    โครงการ CMEC เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยักษ์ใหญ่ “Belt and Road Initiative” (BRI) ที่รัฐบาลจีนได้ผลักดันตั้งแต่ปี 2013 มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนาน เข้ากับเมืองท่าสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างกรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และจ้าวผลิ่ว (Kyaukphyu) บนชายฝั่งทะเลอันดามัน รวมระยะความยาวกว่า 1,700 กิโลเมตร นี่คือการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้อยพัฒนา

    แต่ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว มันคือ “ทางออกทะเลสายใหม่ของจีน” ที่จะช่วยให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง หรือส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป โดยไม่ต้องผ่าน “ช่องแคบมะละกา” เหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา และประเทศพันธมิตรควบคุมอยู่ นักวิเคราะห์หลายคนที่ต่างมองเห็น และเรียกปัญหานี้ว่า “Malacca Dilemma” หรือ “กับดักช่องแคบมะละกา” เพราะหากเกิดความขัดแย้งทางทะเลขึ้นจริง จีนอาจถูกตัดขาดจากเส้นทางพลังงานหลักของตนทันที การมีเส้นทาง CMEC ผ่านเมียนมาจึงเป็นเหมือน “ประกันความมั่นคงทางพลังงาน” ของจีนในระยะยาวครับ

    ต้องเข้าใจว่า ในยุคปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจคือเครื่องมือ อิทธิพลคือเป้าหมาย แม้โครงการนี้จะถูกเสนอในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้ว CMEC คือ “หมากทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อสร้างอิทธิพลในประเทศเมียนมาและภูมิภาคโดยรอบ ในอีกประเด็นหนึ่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมียนมา มีชายแดนติดอยู่กับภาคตะวันตกของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความยาวกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ประเทศจีนเข้าถึงทะเลอันดามันได้โดยตรง

    นอกจากนี้เมียนมายังเป็น “กันชน” ให้ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งอินเดียก็เป็นคู่แข่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีน เพราะอินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าจีนไปแล้ว ดังนั้นการลงทุนของจีนในประเทศเมียนมา จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงผลกำไรทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “ซื้อความสัมพันธ์ระยะยาว” และ “ยึดพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์” ที่จะเป็นประโยชน์ทั้งทางทหารและการเมืองในอนาคตนั่นเอง

    ไม่เพียงเท่านั้น โครงการท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ้าวผลิ่ว (Kyaukphyu SEZ) ยังอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของจีนในมหาสมุทรอินเดีย คล้ายกับท่าเรือHambantota ของศรีลังกา หรือ Gwadar ของปากีสถาน ซึ่งล้วนอยู่ในยุทธศาสตร์ “String of Pearls” ของจีนในกลุ่มประเทศกรอบความร่วมมือ BIMSTEC เครือข่ายท่าเรือรอบมหาสมุทรอินเดีย ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถใช้ประโยชน์ทั้งทางการค้าและทางทหารได้ในอนาคตครับ

    จะเห็นว่าสถานการณ์ของประเทศเมียนมาในยุคนี้ ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะช่วงที่โครงการนี้ก่อเกิด อยู่ในยุคของรัฐบาลที่ปกครองโดยฯพณฯท่าน เต็ง เส่ง ต่อจากนั้นในช่วงปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ถูกเจ้าโรคระบาด COVID-19 สร้างผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าประเทศอื่นๆ ต่อมาในปี 2021ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ดังนั้นการเลือกที่จะเป็นทางผ่านให้แก่ยักษ์ใหญ่จีน ซึ่งถึงแม้เมียนมาเจ้าของพื้นที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ CMEC น้อยกว่าเจ้าของโครงการ(จีน) อีกทั้งประเทศเมียนมาก็ยังมีความเสี่ยงมากกว่าอีกหลายด้าน เมียนมาก็ต้องเกาะไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

    สำหรับในด้านผลประโยชน์ที่เมียนมาได้รับจากโครงการนี้ คือโอกาสด้านการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและอธิปไตยทางการเมือง โดยรัฐบาลเมียนมาจะได้รับเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์จากจีน โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2021 ที่ประเทศถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ทำให้จีนแทบจะกลายเป็น “ผู้สนับสนุนหลัก” เพียงรายเดียว แต่การพึ่งพาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมากจนเกินไป จะทำให้เมียนมาต้องอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้เชิงยุทธศาสตร์” ที่ถูกจำกัดอำนาจต่อรอง

    ยิ่งไปกว่านั้นโครงการหลายแห่งของ CMEC ดำเนินอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น รัฐยะไข่ รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธจำนวนมาก ความไม่มั่นคงในพื้นที่เหล่านี้ ทำให้โครงการมีความเสี่ยงสูง และอาจจะสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่เป็นฝ่ายต่อต้าน ที่อาจจะมองว่ารัฐบาลเมียนมายอมให้รัฐบาลจีนเข้ามาครอบงำผลประโยชน์ของชาติได้

    แม้ในทางตรงกันข้าม การแผ่อิทธิพลของประเทศจีน ที่แผ่ไกลกว่าชายแดนเมียนมาโครงการ CMEC ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเมียนมาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนความสมดุลอำนาจของภูมิภาคไปด้วย จะเห็นได้ว่า ประเทศอินเดียเองก็อาจจะรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามทางอิทธิพล จากการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีฐานยุทธศาสตร์ในเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้อ่าวเบงกอลและชายฝั่งตะวันตกของอินเดียก็เป็นไปได้ยิ่งครับ

    สำหรับประเทศไทยเราเอง ก็จะต้องสนใจความเชื่อมโยงของโครงการนี้ เข้ากับระบบคมนาคมของเรา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค เพราะนี่คืออีกหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนไปอย่างไม่ต้องสงสัย การค้า-การลงทุนที่จะเข้ามาสู่ภูมิภาค CLMVT โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเรา ต้องปรับตัวรองรับผลที่จะตามมาในอนาคต เพราะหากสันติภาพเข้าสู่ประเทศเมียนมา ทุกอย่างสงบลง จะทำให้โฉมใหม่การการค้า-การลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็จะเปลี่ยนไปอย่างมากเลยละครับ ถ้าเราไม่ได้มีการเตรียมการที่ดี เราอาจจะพลาดรถไฟขบวนนี้ก็ได้ครับ

    หากเรามองให้กว้างออกไปอีก เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาก็กำลังจับตามองโครงการ CMEC ด้วยเช่นกัน เพราะนี่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีน ในการขยายอิทธิพลทางภูมิ-รัฐศาสตร์เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย  นอกจากนี้ อาเซียนเองก็อยู่ในสถานะลำบาก เพราะแม้จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเวทีแข่งขันของมหาอำนาจ ที่จะตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    กล่าวอีกอย่างหนึ่ง CMEC คือ “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่เชื่อมโครงข่ายอิทธิพลของประเทศจีนจากแผ่นดินใหญ่ไปสู่ทะเล ซึ่งจะทำให้ประเทศสาธารณประชาชนจีนมีบทบาทในภูมิภาคที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอย่างชัดเจนมากขึ้น

    นี่คือเส้นทางเศรษฐกิจสู่เส้นเลือดภูมิ-รัฐศาสตร์ หากมองจากมุมผลประโยชน์รัฐบาลจีนคือฝ่ายที่ได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะได้ทั้งเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ พลังงาน ทรัพยากร และอิทธิพลทางการเมืองในเมียนมา แต่ในส่วนของประเทศเมียนมา จะได้เพียงผลประโยชน์ระยะสั้น ในรูปแบบการลงทุนและการจ้างงาน แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านหนี้สิน การพึ่งพาต่างชาติ และยังมีความขัดแย้งภายใน ที่อาจปะทุจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นภาพใหญ่ CMEC ในสายตาของผม จึงไม่ใช่เป็นเพียงโครงการทางด้านเศรษฐกิจหรือการค้า แบบที่เราเห็นบนแผนที่ทางการจีนวางไว้เท่านั้น  แต่มันคือ “ยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลแบบนุ่มนวล” ของประเทศสาธารณประชาชนจีน ที่ผสานกับแผนทางด้านเศรษฐกิจให้เข้ากับความมั่นคง และกำลังจะเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคไปอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่งทีเดียวครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/642381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTtO7Ig3JVvjrRNkxuKap

  • นายกฯ อนุทินร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนเต็มคณะ ชู 3 แนวทางขับเคลื่อนประชาคม

    นายกฯ อนุทินร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนเต็มคณะ ชู 3 แนวทางขับเคลื่อนประชาคม

    วันนี้ (26 ตุลาคม) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานคณะมนตรียุโรป และกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วม

    ภายหลังเสร็จสิ้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลงว่า นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น โดยการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีการประชุมพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ตลอดจนแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกอาเซียน โดยไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเต ในการดำเนินการตามกระบวนการเข้าสู่อาเซียนต่อไป

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของอาเซียนในการเป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศของไทย โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อผลักดันประโยชน์ที่แท้จริงมาสู่ประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. การสร้างประชาคมอาเซียนที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับประชาชน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ โดยไทยพร้อมทำงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร่วมกัน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนจากมลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาด ผ่านการเร่งเสริมศักยภาพของศูนย์อาเซียนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases: ACPHEED)

    2. การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่อาเซียนสามารถลงนามในความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ฉบับปรับปรุง และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ฉบับที่ 3 ได้ในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

    พร้อมหวังว่าอาเซียนจะสามารถลงนามในกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ได้ภายในปีหน้า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3. การเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ โดยยึดมั่นต่อระบบที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับภาคีภายนอก ภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific: AOIP) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ของอาเซียน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก ในฐานะพลังแห่งสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความก้าวหน้า

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีต่อความสำเร็จในการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียในปีนี้ และพร้อมสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนจะขับเคลื่อน ‘วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045’ ร่วมกัน

    ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองเอกสารการประชุมสุดยอดอาเซียน จำนวน 16 ฉบับ และมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 (Chairman’s Statement of the 47th ASEAN Summit) จำนวน 1 ฉบับ หลังจากนั้น ผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2

    นายกฯ อนุทิน ร่วม ประชุมสุดยอดอาเซียน เต็มคณะ ชู 3 แนวทาง ขับเคลื่อนประชาคมเข้มแข็ง ปกป้องประชาชน-รับมือภัยไซเบอร์ 1 นายกฯ อนุทิน ร่วม ประชุมสุดยอดอาเซียน เต็มคณะ ชู 3 แนวทาง ขับเคลื่อนประชาคมเข้มแข็ง ปกป้องประชาชน-รับมือภัยไซเบอร์ 2 นายกฯ อนุทิน ร่วม ประชุมสุดยอดอาเซียน เต็มคณะ ชู 3 แนวทาง ขับเคลื่อนประชาคมเข้มแข็ง ปกป้องประชาชน-รับมือภัยไซเบอร์ 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/asean-pm-cyber-protection/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rBp3dgnbW1ElWXlb58D0X

  • ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    วันนี้ (26 ตุลาคม) ที่ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพบรรยากาศประชาชนเดินทางมาร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์

    เมื่อเวลา 10.00 น. มึประชาชนเดินทางมาร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ ประมาณ 2,500 คน โดยมีเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร คอยอำนวยความสะดวกดูแลการจราจร ,อาหาร-น้ำดื่ม และ จัดระเบียบปล่อยให้ประชาชนเข้าแถวเดินไปถวายพระพร และถวายน้ำสรงพระบรมศพ ชุดละ 100 คน

    ในเวลา 16.00 น. ขบวนเคลื่อนพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะเคลื่อนออกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมเส้นทางประมาณ 10 กิโลเมตร

    มีเส้นทางดังนี้

    1. ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนอังรีดูนังต์
    2. จากนั้น เลี้ยวขวา เพื่อเข้าสู่ถนนพระรามที่ 4 มุ่งหน้าแยกสามย่าน
    3. เมื่อถึงแยกสามย่าน เลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนพญาไท
    4. เมื่อถึงแยกพญาไท เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนศรีอยุธยา
    5. เดินทางผ่านบริเวณกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (901 Land) และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
    6. จากนั้น เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนราชดำเนิน มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง

    ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 1 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 2 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 3 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 4 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 5 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 6 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 7 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 8 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 9 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 10 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 11 ประชาชนหลั่งไหลถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม 12

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/honoring-queen-mother-royal-remains/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zuiBzpSf7vgotL58zkjyV

  • ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    ในยุคที่ “สุขภาพ” ไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคอีกต่อไป แต่คือการลงทุนในคุณภาพชีวิต ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของโลกด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างแท้จริง

    รายงานล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) เผยว่าในปี 2566 มูลค่าตลาด Wellness Economy ของไทยพุ่งแตะ กว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือราว 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตแรงถึง 28.4% ภายในปีเดียว หนึ่งในอัตราการเติบโตสูงสุดในเอเชีย GWI ประเมินว่าเศรษฐกิจสุขภาพของไทยจะแตะระดับ 1.7 ล้านล้านบาทภายในปี 2567 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ตลาดสุขภาพภายในประเทศ (Health & Wellness Domestic Market) มูลค่ากว่า 497,000 ล้านบาท ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม ฟิตเนส สปา และบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
    2. ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เลือก “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

    Wellness คือเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดสุขภาพไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เกิดจาก “จังหวะเหมาะของโครงสร้างประเทศ” ที่ผสมผสานจุดแข็งทั้งสามด้าน ระบบการแพทย์มาตรฐานสากล บุคลากรสุขภาพที่มีทักษะสูง และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก จนทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Wellness Hub of Asia” ได้อย่างชัดเจน

    รีสอร์ตสุขภาพ สปา โรงพยาบาลเอกชน ไปจนถึงศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้รับอานิสงส์จากกระแสการเดินทางเพื่อสุขภาพทั่วโลกที่เติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 15% หลังยุคโควิด-19 โดยประเทศไทยติด Top 5 ประเทศปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก

    ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลาง Wellness Economy แห่งเอเชีย ตลาดสุขภาพโต 28.4%

    จากฐานข้อมูลของ GWI ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจในประเทศเองก็ปรับตัวเร็ว จากฟิตเนสแบบดั้งเดิม สู่สตูดิโอออกกำลังกายเฉพาะทาง (Boutique Fitness), คาเฟ่สุขภาพ, คลินิกดูแลผิวเชิงเวชศาสตร์, และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผสานเทคโนโลยีใหม่ เช่น Personalized Nutrition

    “สุขภาพคือการลงทุนใหม่” พฤติกรรมผู้บริโภคที่พลิกตลาด

    เทรนด์ผู้บริโภคไทยสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า “สุขภาพ” ได้กลายเป็นหนึ่งในหมวดการใช้จ่ายที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศ ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาดอาหารเสริม (Dietary Supplements) ของไทยมีมูลค่า กว่า 87,000 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 159,000 ล้านบาทในปี 2573

    ขณะที่ตลาด Functional & Nutritional Products เช่น เครื่องดื่มโปรตีน โยเกิร์ตสุขภาพ หรืออาหารเสริมในรูปแบบอาหารพร้อมบริโภค ]จะเติบโตจาก 149,000 ล้านบาท เป็น 200,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกัน

    การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังสะท้อนทิศทางเดียวกัน จากฐานข้อมูลของ CardX พบว่า หมวด “โรงพยาบาล” ติดอันดับ Top 3 หมวดการใช้จ่ายสูงสุดของผู้ถือบัตรเครดิตติดต่อกันตั้งแต่ปี 2565 – 2568 สะท้อนว่า คนไทยยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

    โอกาสทองของธุรกิจไทย

    ท่ามกลางกระแสโลกที่หันมามอง “Wellness Economy” เป็นเศรษฐกิจแห่งอนาคต ธุรกิจไทยกำลังอยู่ในจุดพลิกเกมสำคัญจากการเป็น “ผู้ให้บริการสุขภาพ” ไปสู่ “ผู้สร้างประสบการณ์สุขภาพครบวงจร”

    กลุ่มรีสอร์ต โรงพยาบาลเอกชน และผู้ประกอบการ SME ด้านอาหารและสมุนไพรไทยเริ่มผนึกกำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ เช่น การนำภูมิปัญญาไทยมาผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Thai Wellness Heritage) การพัฒนาอาหารสุขภาพในรูปแบบพร้อมบริโภค และการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสุขภาพและประสบการณ์

    ในอนาคตอันใกล้แนวโน้มสำคัญที่จะเข้ามาเสริมทัพตลาดนี้คือ Personalized Wellness โภชนาการและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล, Mental Wellness การดูแลสุขภาพจิต และ Digital Wellness การใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันในการติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์

    ไทยพร้อมขึ้นแท่น “Wellness Capital of Asia”

    เศรษฐกิจสุขภาพไม่เพียงสร้างรายได้ระดับล้านล้านบาทต่อปี แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ “สังคมสุขภาพเชิงรุก” (Proactive Health Society) ที่ผู้คนเห็นคุณค่าของการลงทุนในสุขภาพเช่นเดียวกับการลงทุนในอนาคตทางการเงิน

    หากรัฐเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน สนับสนุนมาตรฐานบริการ ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศด้าน Wellness ไทยมีศักยภาพมากพอจะก้าวสู่ “เมืองหลวงสุขภาพแห่งเอเชีย” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    “Wellness Economy ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือเศรษฐกิจอนาคตที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก  และประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดที่จะคว้าโอกาสนี้”

    ข้อมูลจาก : บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SCBX เช่นเดียวกับธนาคาร
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/642173&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VxlNfM3F0UAYp3dCE7Ebz

  • พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว

    พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว

    แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยช่วงที่ไหลผ่านจีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง จากนั้นแม่น้ำโขงจะไหลผ่านเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งสิ่งที่หลายคนมักนึกถึงเมื่อพูดถึงแม่น้ำโขงนั่นคือความงดงาม สงบ และมีความลึกลับ ตลอดจนมีเสน่ห์ที่ชวนค้นหา โดยเฉพาะ เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ที่เดินทางตามเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำช่วงที่ไหลผ่าน “จีน-เมียนมา-ลาว-ไทย” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง


    ถ้าถามว่าเมืองที่แม่น้ำโขงไหลผ่านมีเมืองอะไรบ้าง? คำตอบก็จะชัดเจนว่ามี “5 เชียง” เริ่มตั้งแต่ เชียงรุ่ง (เมืองจิ่งหงในเขตฯ สิบสองปันนา) เชียงตุง (ในรัฐฉานใต้ของเมียนมา) เชียงทอง (เมืองหลวงพระบางใน สปป.ลาว) และ เชียงราย และเชียงใหม่ ที่ประเทศไทย ทั้งหมดนี้สามารถผนวกเป็น “เส้นทางท่องเที่ยวดินแดนห้าเชียง” ที่มีนักเดินทางให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยในยุคที่การคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบัน นักเดินทางนิยมเลือกใช้เส้นทางเดินเรือระหว่างเชียงรุ่งกับเชียงรายเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง เพื่อเชื่อมต่อไปยังเมืองเชียงใหม่ เชียงตุง และเชียงทอง
    อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญโจรสลัดแม่น้ำโขงปล้นฆ่าลูกเรือสินค้าชาวจีน 13 ศพ ส่งผลให้การเดินเรือขนส่งผู้โดยสารในแม่น้ำโขงต้องถูกระงับไปเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ขณะที่การเดินเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขงก็มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยจีน ลาว เมียนมา และไทยได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 4 ฝ่าย เพื่อเริ่มปฏิบัติการลาดตระเวนแม่น้ำล้านช้าง/แม่น้ำโขงร่วม 4 ประเทศครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นปฏิบัติการครั้งที่ 157 โดยประเทศไทยเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินเรือมากยิ่งขึ้น
    แม่น้ำโขง
    แม่น้ำโขง
    ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ไม่มีการเดินเรือขนส่งผู้โดยสารในแม่น้ำโขง แต่ก็ยังมีนักเดินทางบางส่วนเลือกเดินทางล่องแม่น้ำโขงไปกับเรือสินค้า จนกระทั่งเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมณฑลยูนนานได้ประกาศระงับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าของท่าเรือกวนเหล่ยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563
    ต่อมา ด่านท่าเรือกวนเหล่ยได้ฟื้นฟูการขนส่งสินค้าอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 โดยเรือขนส่งมันฝรั่ง 226 ตัน ได้ออกจากท่าเรือกวนเหล่ยมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเชียงแสนของไทย แต่ไม่อนุญาตให้นักเดินทางอาศัยโดยสารเรือสินค้าแล้ว โดยกำหนดให้ผู้ขึ้นเรือสินค้าต้องมีเอกสารประจำตัวลูกเรือเท่านั้น
    จนกระทั่ง เมื่อเวลา 08.30 น. ของวันที่ 13 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ด่านกวนเหล่ยได้ฟื้นฟูบริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศอีกครั้งนับตั้งแต่มณฑลยูนนานระงับบริการขนส่งสินค้าและการเดินทางผ่านแดนของประชาชนของด่านท่าเรือกวนเหล่ยเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 เป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี โดยเป็นเรือข้ามฟากสำหรับผู้โดยสารชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามด่านกวนเหล่ยที่ต้องการข้ามมาเรียนหนังสือหรือทำธุระในฝั่งจีน และชาวจีนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ชายแดนที่ต้องการไปเยี่ยมครอบครัวหรือญาติในฝั่งเมียนมา เป็นความหวังว่าเรือบริการขนส่งผู้โดยสารทางไกลระหว่างด่านท่าเรือกวนเหล่ยกับด่านเชียงแสนจะฟื้นฟูกลับมาในไม่ช้า
    ล่าสุด เมื่อวันที่ 1-5 ตุลาคม 2568 บริษัท Xishuangbanna Gold Peacock International Tourism จำกัด ได้ฟื้นฟู เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี (นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โจรสลัดแม่น้ำโขงปล้นฆ่าลูกเรือจีน 13 ศพ) โดยจัดคณะนักท่องเที่ยวชาวจีน 11 ราย พร้อมมัคคุเทศก์ 1 ราย เดินทางท่องเที่ยว 3 ประเทศ (จีน-ไทย-ลาว) เริ่มจากท่าเรือจิ่งหง-ท่าเรือกวนเหล่ย-ท่าเรือเชียงแสน-เชียงราย-เชียงใหม่-หลวงพระบาง-สถานีรถไฟสิบสองปันนา โดยใช้การเดินทางหลากหลายรูปแบบทั้งเรือ-ถนน-อากาศ-ราง
    พิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ระหว่างประเทศ “แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง” ที่ท่าเรือจิ่งหง เมืองจิ่งหง เขตฯ สิบสองปันนา
    โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ได้มีพิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ระหว่างประเทศ “แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง” ที่ท่าเรือจิ่งหง เมืองจิ่งหง เขตฯ สิบสองปันนา หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวได้โดยสารเรือจากท่าเรือจิ่งหงไปยังด่านท่าเรือกวนเหล่ยในอำเภอเหมิ่งล่า เขตฯ สิบสองปันนาเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนออกเมือง และโดยสารเรือล่องแม่น้ำโขงอีกประมาณ 6 ชั่วโมงไปถึงด่านท่าเรือเชียงแสนเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง แล้วจึงเดินทางโดยรถยนต์ไปเที่ยวถนนคนเดินเชียงรายและพักค้างคืนในตัวเมืองเชียงราย
    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ไปเยี่ยมชมสิงห์ปาร์ค วัดร่องเสือเต้น บ้านดำ วัดร่องขุ่น และเลือกซื้อของที่ระลึก จากนั้น ก็เดินทางโดยรถยนต์ไปพักค้างคืนที่ตัวเมืองเชียงใหม่
    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ไปเยี่ยมชมวัดพระธาตุดอยสุเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และถนนนิมมานเหมินท์ จากนั้น หลังรับประทานอาหารกลางวันก็เดินทางโดยเครื่องบินไปหลวงพระบาง ช่วงบ่ายไปเยี่ยมชมพระธาตุพูสี และช่วงค่ำไปเที่ยวถนนคนเดินหลวงพระบาง
    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว เที่ยวตลาดเช้า เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง วัดเชียงทอง หมู่บ้านวัฒนธรรมทอผ้า “บ้านผานม” และน้ำตกตาดกวางสี   โดยยังพักค้างคืนที่หลวงพระบางป็นคืนที่สอง
    วันที่ 5 ตุลาคม 2568 หลังรับประทานอาหารเช้า ก็เดินทางจากหลวงพระบาง (09.50) กลับไปสิบสองปันนา (15.00) ด้วยเส้นทางรถไฟลาว-จีน
    นักท่องเที่ยวเดือนทางถึงด่านท่าเรือกวนเหล่ยในอำเภอเหมิ่งล่า เขตฯ สิบสองปันนาเพื่อดำเนินพิธีการตรวจคนออกเมือง
    หลังสิ้นสุดการเดินทางของนักท่องเที่ยวคณะแรก บริษัท Xishuangbanna Gold Peacock International Tourism จำกัด ก็เปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถจองที่นั่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางดังกล่าวเป็นคณะที่สอง โดยกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2568
    ทั้งนี้ หากในอนาคต บริษัทสามารถเปิดให้บริการเส้นทางท่องเที่ยว 3 ประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถเปิดให้บริการเรือขนส่งผู้โดยสารระหว่างสิบสองปันนากับเชียงแสนแบบเที่ยวเรือประจำ ก็จะยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

    ที่มา : บทความเรื่อง “จุดประกายฟื้นชีวิตการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงเชื่อมจีน-ไทย-ลาว ด้วยการเดินทางสี่รูปแบบ “น้ำ-บก-อากาศ-ราง” สัมผัสอาณาจักรโบราณสี่เชียง “เชียงรุ่ง-เชียงราย-เชียงใหม่-เชียงทอง” จากเว็บไซต์ Thaibizchina


    ตามติดเทรนด์การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศล่าสุด

    บพข. + มมส. ชวน “นั่งรถไฟเที่ยวอีสาน” ด้วย เส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ บนรถไฟสุดหรู Royal Blossom ต้นแบบการท่องเที่ยวที่ต่อยอดส่การสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ส่องโอกาส “เมืองรอง” เมื่อ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ เลิกเที่ยวตามแลนมาร์ก พร้อมเปลี่ยนจาก Mass Tourism สู่ Local Tourism

    การท่องเที่ยวเชิงภูมิอากาศ (Climate Tourism) โอกาสใหม่ของไทยภายใต้วิกฤติยุโรปเดือด

    Post Views: 167

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/26/mekong-river-tourism-china-thailand-lao/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BY0IUSCOyr2T3YXgxf-ZN

  • รายงานพิเศษ :  เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงอย่างหนัก จับตา 3 สัญญาณภาวะเงินฝืด

    รายงานพิเศษ : เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงอย่างหนัก จับตา 3 สัญญาณภาวะเงินฝืด

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** SCB EIC ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19% สะท้อนความจำเป็นของนโยบายประคองเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ชะลอลงมากจากเดือนก่อน หมวดสินค้าที่ขยายตัวได้มาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ 1) การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก 2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่เร่งตัวตามราคาทองคำ หากไม่นับปัจจัยเฉพาะนี้ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวราว -2% สะท้อนผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกไทยชัดเจน มองไปข้างหน้า SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 เสี่ยงหดตัวสูง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยังน่าห่วง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2/2568 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะมีทิศทางปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สาเหตุหลักเพราะหนี้ครัวเรือนหดตัว จากทั้งความต้องการกู้ที่ลดลงตามความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความกังวลหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องอีกหลายเดือน และจะยังไม่กลับเข้ากรอบเงินเฟ้อทั้งในปีนี้และปีหน้า สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และนโยบายช่วยลดค่าครองชีพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่มีแนวโน้มปรับลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปีหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะช่วยให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับเป็นบวกได้ใน Q1/2569 สำหรับมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 คาดว่าจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีอยู่ที่ -0.1% ส่วนในปี 2569 แม้เงินเฟ้อจะกลับเป็นบวกได้แต่จะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ค่อนข้างมาก ท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่แผ่วลง

    SCB EIC ประเมินว่า แม้ตอนนี้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจาก (1) เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อเนื่องถึง Q1/26  (2) สินค้าที่ราคาลดลงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ณ ก.ย. (เดือนก่อน 40%) แม้สินค้าที่ราคาลดลงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดที่ราคาผันผวนตามมาตรการภาครัฐและปัจจัยอุปทาน แต่เริ่มเห็นกระจายตัวไปราคาหมวดสินค้าพื้นฐานมากขึ้น (3) รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิด Covid-19 รวมถึงภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อครัวเรือนที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยกดดันให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงด้านราคาจากสินค้าจีนนำเข้า และมีอำนาจการขึ้นราคาสินค้าต่ำในภาวะอุปสงค์ยังอ่อนแรง ยิ่งกดดันอัตรากำไร การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นวัฎจักรเชิงลบต่อเศรษฐกิจ

    รัฐบาลอนุทิน 1 แถลงชุดนโยบาย “Quick Big Win” ตั้งเป้า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แม้รัฐบาลประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย หลายนโยบายมุ่งกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนทันที เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท เร่งให้ใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยจัดสรรจากวงเงินงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1.5 แสนล้านบาท และกำลังพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น กระตุ้นท่องเที่ยว เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ โดย SCB EIC ประเมินผลนโยบายคนละครึ่งฯ กระตุ้น GDP เพิ่มเติมจากการประเมินเดิมยังจำกัด เนื่องจากวงเงินจัดสรรจากงบประมาณโครงการอื่น ไม่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ นอกจากนี้บางส่วนของมาตรการอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า หรือใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

    SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.0% แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอยู่มาก SCB EIC จึงประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าไปที่ระดับ 1% นโยบายการเงินจะมีบทบาทช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    กิจกรรมเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงปลายไตรมาส 3 แต่ยังขยายตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ นโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายในหลายเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมและสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วง Q4/2568 และปี 2569 เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มชะลอลงมาก มุมมองนี้สอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น OECD และ IMF ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยกว่าประมาณการเดิม แต่ยังเป็นภาพชะลอตัวลงเทียบกับปี 2567 และยังมองว่าปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าปี 2568 อีกด้วย

    ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีนอีก 100% เริ่ม 1 พ.ย. หลังจีนควบคุมการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติมและเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเรือสัญชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหา Government Shutdown ผลจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในอดีตและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากนัก แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไม่จ่ายเงินเดือนย้อนหลังหรือปลดพนักงานออก และเสี่ยงยืดเยื้อ ด้านญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังพรรค Komeito ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้พรรค LDP อาจหลุดจากการเป็นรัฐบาลในรอบ 13 ปี

    ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพื่อบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 50 bps (รวมเป็น 75 bps) ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปี 2569 จากตลาดแรงงานที่แย่ลง แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมายและเสี่ยงเร่งตัวเพิ่มเติมจากผลกำแพงภาษี ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. แม้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจอาจล่าช้าจากการปิดทำการของหลายหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากยังมีข้อมูลจากภาคเอกชนบางส่วนที่ใช้ทดแทนได้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ไปที่ 1.75% สิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หลังกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีก 10 bps (รวม 20 bps) ในปี 2568 และอีก 20 bps ในปี 2569 จากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเป็นวงกว้าง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2569 หลังผลกระทบภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจัยการเมือง และการเจรจาค่าจ้างของสหภาพแรงงาน เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    ** SCB EIC **

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UsEElxJhkaXbrY4vH6fxn

  • มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    4 เดือนกับความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายคนไทยในระยะสั้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งดูเหมือนว่า “ท้าทายความสำเร็จอย่างยิ่งยวด”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังขับเคลื่อนของรัฐบาล และรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก ได้ผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ออกมาได้สำเร็จ จะเริ่มใช้จ่ายวันแรกวันที่

    29 ต.ค.นี้ รวมทั้งยังได้ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจวันที่ 27 ต.ค.นี้ กำลังจะผลักดันมาตรการ Quick Big Win ด้านพลังงาน ออกมาอีก คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลักแสนล้านบาท

    “ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” จึงขอชวนมองข้ามช็อตไปดูใน 4 เดือนข้างหน้า ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไปทางใด โดยมองจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เริ่มต้นจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ทั้งหมดมองตรงกันว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาดำเนินการระยะสั้น ถือว่า “สอบผ่าน” ทำดี ทำถึง ถูกต้องตรงใจคนไทยที่อยู่ในภาวะกระเป๋าแบน แต่แน่นอนว่า ยังมีความเสี่ยงจากทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองที่แทรกเข้ามาเป็นยาขม ทำให้รัฐบาลสะดุด ต้องยุบสภาใน 4 เดือน ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หายไป

    แม้ความพยายามได้เต็มสิบ แต่ผลของมาตรการยังทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ให้ดิ่งลงก้นเหว จึงมองตรงกันว่า “ถ้าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าน่าจะเป็นเผาจริง” และการขยายตัวของเศรษฐกิจก็น่าจะลดลง

    ทั้ง 3 คนยังได้ฝาก “สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ หรือจำเป็นต้องทำโดยด่วน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับไปสดใสดั่งเดิมไปยังรัฐบาล หากรัฐบาลเปิดใจกว้าง พิจารณาและดำเนินการตามที่เสนอมา ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจไทยที่มองกันว่าจะซบเซาต่อ อาจฟื้นเข้าสู่แม่น้ำสายใหม่ที่สวยใสและอุดมสมบูรณ์

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร
    กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์

    “เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ มั่นใจว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้งบ 44,000 ล้านบาทออกมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย เป็นการเพิ่มเงินให้เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”

    โดยคนละครึ่งพลัสจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 0.2-0.3% และยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จะช่วยทำให้การท่องเที่ยวปลายปีกลับมาคึกคัก และเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก

    สำหรับกระทรวงพาณิชย์มีโครงการช่วยลดค่าครองชีพ และเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เช่น ร่วมมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยราคายาก่อนจ่าย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาล ซึ่งเตรียมเปิดตัวโครงการวันที่ 4 พ.ย.นี้ ประเมินว่า จะลดรายจ่ายประชาชนได้ 32,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายอย่างอื่นมากขึ้น

    รวมถึงการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร, เจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ผลักดันการส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ, แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทำให้การค้า การส่งออก และชีวิตประชาชนกลับคืนสู่ปกติ, ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง และเล็ก เพื่อให้ทำธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

    “เดิมคาดว่าปีนี้ GDP จะเติบโต 1.8% แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่จะเพิ่ม GDP อีก 0.2–0.3% รวมกับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของกระทรวงการคลัง และมาตรการกระตุ้นของกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งของกระทรวงพาณิชย์ ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีนี้ เติบโตได้เกิน 2%”

    ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ แต่ยังคงเติบโตเป็นรูปตัวเค (K) ที่มี 2 ขา ทั้งเคขาบนและขาล่าง โดยภาคที่ได้รับประโยชน์ หรืออยู่ในช่วงขาบน คือ กลุ่มส่งออก เช่น อาหาร น้ำตาล สินค้าที่เกี่ยวกับดิจิทัล และเทคโนโลยี ฯลฯ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคเกษตรบางสินค้า เช่น ข้าว ก็ยังลำบากอยู่

    ส่วนการวางรากฐานในระยะยาว ตามนโยบายนายกฯนั้น จะเน้นการทำให้ประชาชนสร้างรายได้ด้วยตนเอง และ upskill ผู้ประกอบการให้ทำธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง อย่าง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะเริ่มเดือน ม.ค.69 จะพัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการด้วย เช่น อบรมดิจิทัล เพื่อให้ค้าขายทางออนไลน์ได้

    “กระทรวงพาณิชย์ก็มีโครงการพัฒนาศักยภาพ SME อยู่มาก ที่ช่วยทำให้ผู้ประกอบการแข็งแกร่ง รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นเสริม นอกจากการปลูกพืชหลักอย่างเดียว เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น อะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยหอมทอง โดยเน้นพืชที่มีตลาดรองรับ เอาการตลาดนำการผลิต จะได้ไม่ผลิตจนล้นตลาด และขาดทุน”

    ส่วนเศรษฐกิจปี 69 น่าจะเติบโตน้อยกว่าปี 68 เพราะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯทั้งปี ประเทศคู่ค้าก็กระทบเช่นกัน หากปี 68 เติบโต 2.2% ปี 69 ก็น่าจะได้ราว 2% แต่ถ้าปีนี้จบที่ 2% ปีหน้าก็อาจโต 1.8%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
    ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

    “ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร แนวทางในการผลักดันเศรษฐกิจ และความยากในการบริหารเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ 3 ประเด็น คือ เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมานาน มีระยะเวลาสั้นในการบริหาร และการเมืองที่รออยู่ข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ เริ่มต้นวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยทำงานการเมือง ทำนโยบายต่างๆ รวมถึงเป็นรัฐมนตรีในช่วง 1 ปีกว่าๆ

    สำหรับประเด็นแรก เศรษฐกิจไทยอ่อนแอนั้น จากประมาณการของรัฐบาล หากไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะขยายตัวได้เพียง 0.3% และปีหน้าจะขยายตัวได้ 1.5% เพราะการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลก และได้เร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่พื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทยน้อยลงจากปีก่อน และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ตลอดจนภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมหลัก ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ทำให้มีการปิดโรงงานสำคัญอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนการมีเวลาสั้นเพียง 4 เดือนนั้น ทำให้รัฐบาลทำอะไรได้ไม่มากนัก หลายมาตรการต้องใช้เวลานานในการขับเคลื่อน และสุดท้ายการเมืองอยู่ข้างหน้า เมื่อใกล้เลือกตั้ง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องรอง ข้าราชการไม่ตอบสนอง การประสานงานระหว่างพรรคร่วมไม่ง่าย เพราะทุกพรรคอยากให้เป็น “ผลงานเฉพาะพรรค” เพื่อดึงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกาศยุบสภา การขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ มีข้อจำกัดมากขึ้น

    ทั้งหมดนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแรงต้าน ไม่สามารถขยายตัวได้ และด้วยบริบทเช่นนี้ ในการผลักดันเศรษฐกิจ รัฐบาลควรดำเนินมาตรการ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    1.มาตรการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อเร่งฟื้นกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลเร่งทำได้อย่างดี และเหมาะกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ ผ่าน “คนละครึ่งพลัส” “เที่ยวไปด้วยกัน” ซึ่งจะช่วยให้ฐานรากมีเงินหมุนมากขึ้น ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ระดับหนึ่ง

    2.มาตรการ 10x ที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก โดยจัดงบพิเศษให้ 2-3 เท่า และคนเพิ่มเติมให้หน่วยงานสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.), กระทรวงพาณิชย์ ที่จะหาตลาดใหม่ๆ ท่ามกลางสงครามการค้าโลก ที่จะต่อเนื่องอีก 3-4 ปี, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน

    3.มาตรการ “เปิดประตูน้ำ” ปลดล็อกให้กับประเทศ โดยเฉพาะแก้ไขกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง ระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น นำบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับ BOI มาจดทะเบียน ปรับระเบียบการเปิดเสรีภาคบริการ ปลดล็อกเรื่องไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แก้ไขกฎระเบียบการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในกิจการของรัฐ (PPP) ที่ล่าช้า เป็นต้น

    4.มาตรการสร้างความเชื่อมั่น เร่งรัดบางโครงการลงทุนที่ติดค้างอยู่อย่างน้อย 1 โครงการ เช่น โครงการที่ EEC เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้ทุกคนเห็นว่า “รัฐบาลทำได้” และนำเงินเอกชนที่มีอยู่มาก มาช่วยหมุนเศรษฐกิจอีกแรง

    “หัวใจสำคัญของความสำเร็จของรัฐบาลใน 4 เดือนนี้ อยู่ที่การจัดกระบวนการเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เลือกทำ” ไม่ต้องทำมาก แบ่งทีมทำให้ดี กำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า ต้องสำเร็จอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่องสำคัญ ต่อ 1 รัฐมนตรีจากรัฐมนตรีคนนอก 5 คน ก็จะมีผลงานได้ 20 เรื่อง จะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศได้”

    4 เดือนนี้ อาจไม่ยาวนัก แต่ถ้ารัฐบาลขับเคลื่อนเป็นระบบ ก็จะเป็นโอกาสของประเทศ หากไม่ทำวันนี้ เศรษฐกิจไทยจะแพ้ชาติอื่น เหมือนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า ภายในปี 2573 เศรษฐกิจไทยจะรั้งอันดับ 5 ของอาเซียน

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด
    ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC

    “เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้ม “โตต่ำนาน” ต่อเนื่อง เฉลี่ยเพียง 2.2% และปีนี้น่าจะโตไม่ถึง 2% เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักหลายตัวอ่อนแรง แม้นโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงได้บ้าง แต่ผลกระตุ้นยังมีจำกัด” เป็นคำจำกัดความที่ ดร.ฐิติมามองเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ไทยกำลังประสบกับ “3 เรื่องยาก” พร้อมกัน คือ 1.ปัจจัยภายนอกที่ท้าทายขึ้น ทั้งสงครามการค้าและการแข่งขันในตลาดโลก 2.ปัจจัยภายในที่เปราะบางขึ้น รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว และยังมีภาระหนี้สูง 3.ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการคลังที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระสุนนโยบายเริ่มจำกัดลงเรื่อยๆ

    “แม้ปีนี้มูลค่าส่งออกอาจโตเกิน 5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนถูกเก็บภาษีตอบโต้ 19% หรือส่งออกทองในช่วงที่ราคาสูง ขณะที่ปีหน้าเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าปีนี้ เหลือแค่ราว 1.5%”

    เพราะเครื่องยนต์ที่ยังทำงานได้ เช่น การส่งออกได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯเต็มปี ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐอาจสะดุดจากสุญญากาศทางการเมือง เพราะรัฐบาลมีแผนยุบสภาเดือน ม.ค.69 เพื่อเลือกตั้งใหม่ ทำให้การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ล่าช้า

    ส่วน “นโยบาย Quick Big Win” จะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะไตรมาส 4 แต่ผลที่จะกระตุ้น GDP มีจำกัด เพราะใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้กู้ใหม่ และการใช้จ่ายอาจลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้รัฐบาลออกแบบนโยบายให้ “ยิงทีเดียว ได้นก 3 ตัว” คือ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยวางรากฐานนโยบายเชิงโครงสร้างระยะยาวหลายเรื่อง ควบคู่กับนโยบายระยะสั้น

    ตัวอย่าง Quick Big Win แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เช่น แก้หนี้และเพิ่มการเข้าถึงสภาพคล่องของรายย่อย ปลดล็อกกฎระเบียบการลงทุนจริงภายใต้ BOI หาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ ฟื้นความเชื่อมั่นภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะปราบ Scammer การ Upskill ทักษะดิจิทัลให้ร้านค้าย่อยมีช่องทางค้าขายใหม่ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนเพื่อการปรับตัวของภาครัฐ และภาคธุรกิจ รวมถึงวางกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

    “แม้ผลลัพธ์นโยบาย Quick Big Win อาจยังไม่สะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจทันที แต่การหว่านเมล็ดพันธุ์นโยบายที่ดีวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับเศรษฐกิจในวันหน้า หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายโครงสร้างได้ต่อเนื่อง ก็อาจพอมีความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตใกล้ศักยภาพเดิมได้อีกครั้ง”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2891432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b-E32mudSX9owKfd4qA55

  • ‘นฤมล’ แจงงดกิจกรรมรื่นเริง ยันไม่ปิดกั้นการแสดงออกนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    ‘นฤมล’ แจงงดกิจกรรมรื่นเริง ยันไม่ปิดกั้นการแสดงออกนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    รมว.ศธ. แจงชัด คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี – กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำ ศธ.ไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ย้ำ สถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    26 ต.ค.2568-ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

    ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ภายในโรงเรียน ตนจึงขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศธ.ไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

    “อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน“

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/885192/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gg-qTUPhLCkeYYA2ps4Ck