Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    4 เดือนกับความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายคนไทยในระยะสั้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งดูเหมือนว่า “ท้าทายความสำเร็จอย่างยิ่งยวด”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังขับเคลื่อนของรัฐบาล และรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก ได้ผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ออกมาได้สำเร็จ จะเริ่มใช้จ่ายวันแรกวันที่

    29 ต.ค.นี้ รวมทั้งยังได้ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจวันที่ 27 ต.ค.นี้ กำลังจะผลักดันมาตรการ Quick Big Win ด้านพลังงาน ออกมาอีก คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลักแสนล้านบาท

    “ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” จึงขอชวนมองข้ามช็อตไปดูใน 4 เดือนข้างหน้า ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไปทางใด โดยมองจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เริ่มต้นจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ทั้งหมดมองตรงกันว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาดำเนินการระยะสั้น ถือว่า “สอบผ่าน” ทำดี ทำถึง ถูกต้องตรงใจคนไทยที่อยู่ในภาวะกระเป๋าแบน แต่แน่นอนว่า ยังมีความเสี่ยงจากทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองที่แทรกเข้ามาเป็นยาขม ทำให้รัฐบาลสะดุด ต้องยุบสภาใน 4 เดือน ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หายไป

    แม้ความพยายามได้เต็มสิบ แต่ผลของมาตรการยังทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ให้ดิ่งลงก้นเหว จึงมองตรงกันว่า “ถ้าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าน่าจะเป็นเผาจริง” และการขยายตัวของเศรษฐกิจก็น่าจะลดลง

    ทั้ง 3 คนยังได้ฝาก “สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ หรือจำเป็นต้องทำโดยด่วน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับไปสดใสดั่งเดิมไปยังรัฐบาล หากรัฐบาลเปิดใจกว้าง พิจารณาและดำเนินการตามที่เสนอมา ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจไทยที่มองกันว่าจะซบเซาต่อ อาจฟื้นเข้าสู่แม่น้ำสายใหม่ที่สวยใสและอุดมสมบูรณ์

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร
    กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์

    “เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ มั่นใจว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้งบ 44,000 ล้านบาทออกมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย เป็นการเพิ่มเงินให้เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”

    โดยคนละครึ่งพลัสจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 0.2-0.3% และยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จะช่วยทำให้การท่องเที่ยวปลายปีกลับมาคึกคัก และเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก

    สำหรับกระทรวงพาณิชย์มีโครงการช่วยลดค่าครองชีพ และเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เช่น ร่วมมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยราคายาก่อนจ่าย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาล ซึ่งเตรียมเปิดตัวโครงการวันที่ 4 พ.ย.นี้ ประเมินว่า จะลดรายจ่ายประชาชนได้ 32,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายอย่างอื่นมากขึ้น

    รวมถึงการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร, เจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ผลักดันการส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ, แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทำให้การค้า การส่งออก และชีวิตประชาชนกลับคืนสู่ปกติ, ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง และเล็ก เพื่อให้ทำธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

    “เดิมคาดว่าปีนี้ GDP จะเติบโต 1.8% แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่จะเพิ่ม GDP อีก 0.2–0.3% รวมกับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของกระทรวงการคลัง และมาตรการกระตุ้นของกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งของกระทรวงพาณิชย์ ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีนี้ เติบโตได้เกิน 2%”

    ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ แต่ยังคงเติบโตเป็นรูปตัวเค (K) ที่มี 2 ขา ทั้งเคขาบนและขาล่าง โดยภาคที่ได้รับประโยชน์ หรืออยู่ในช่วงขาบน คือ กลุ่มส่งออก เช่น อาหาร น้ำตาล สินค้าที่เกี่ยวกับดิจิทัล และเทคโนโลยี ฯลฯ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคเกษตรบางสินค้า เช่น ข้าว ก็ยังลำบากอยู่

    ส่วนการวางรากฐานในระยะยาว ตามนโยบายนายกฯนั้น จะเน้นการทำให้ประชาชนสร้างรายได้ด้วยตนเอง และ upskill ผู้ประกอบการให้ทำธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง อย่าง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะเริ่มเดือน ม.ค.69 จะพัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการด้วย เช่น อบรมดิจิทัล เพื่อให้ค้าขายทางออนไลน์ได้

    “กระทรวงพาณิชย์ก็มีโครงการพัฒนาศักยภาพ SME อยู่มาก ที่ช่วยทำให้ผู้ประกอบการแข็งแกร่ง รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นเสริม นอกจากการปลูกพืชหลักอย่างเดียว เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น อะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยหอมทอง โดยเน้นพืชที่มีตลาดรองรับ เอาการตลาดนำการผลิต จะได้ไม่ผลิตจนล้นตลาด และขาดทุน”

    ส่วนเศรษฐกิจปี 69 น่าจะเติบโตน้อยกว่าปี 68 เพราะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯทั้งปี ประเทศคู่ค้าก็กระทบเช่นกัน หากปี 68 เติบโต 2.2% ปี 69 ก็น่าจะได้ราว 2% แต่ถ้าปีนี้จบที่ 2% ปีหน้าก็อาจโต 1.8%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
    ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

    “ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร แนวทางในการผลักดันเศรษฐกิจ และความยากในการบริหารเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ 3 ประเด็น คือ เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมานาน มีระยะเวลาสั้นในการบริหาร และการเมืองที่รออยู่ข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ เริ่มต้นวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยทำงานการเมือง ทำนโยบายต่างๆ รวมถึงเป็นรัฐมนตรีในช่วง 1 ปีกว่าๆ

    สำหรับประเด็นแรก เศรษฐกิจไทยอ่อนแอนั้น จากประมาณการของรัฐบาล หากไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะขยายตัวได้เพียง 0.3% และปีหน้าจะขยายตัวได้ 1.5% เพราะการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลก และได้เร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่พื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทยน้อยลงจากปีก่อน และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ตลอดจนภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมหลัก ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ทำให้มีการปิดโรงงานสำคัญอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนการมีเวลาสั้นเพียง 4 เดือนนั้น ทำให้รัฐบาลทำอะไรได้ไม่มากนัก หลายมาตรการต้องใช้เวลานานในการขับเคลื่อน และสุดท้ายการเมืองอยู่ข้างหน้า เมื่อใกล้เลือกตั้ง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องรอง ข้าราชการไม่ตอบสนอง การประสานงานระหว่างพรรคร่วมไม่ง่าย เพราะทุกพรรคอยากให้เป็น “ผลงานเฉพาะพรรค” เพื่อดึงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกาศยุบสภา การขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ มีข้อจำกัดมากขึ้น

    ทั้งหมดนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแรงต้าน ไม่สามารถขยายตัวได้ และด้วยบริบทเช่นนี้ ในการผลักดันเศรษฐกิจ รัฐบาลควรดำเนินมาตรการ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    1.มาตรการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อเร่งฟื้นกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลเร่งทำได้อย่างดี และเหมาะกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ ผ่าน “คนละครึ่งพลัส” “เที่ยวไปด้วยกัน” ซึ่งจะช่วยให้ฐานรากมีเงินหมุนมากขึ้น ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ระดับหนึ่ง

    2.มาตรการ 10x ที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก โดยจัดงบพิเศษให้ 2-3 เท่า และคนเพิ่มเติมให้หน่วยงานสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.), กระทรวงพาณิชย์ ที่จะหาตลาดใหม่ๆ ท่ามกลางสงครามการค้าโลก ที่จะต่อเนื่องอีก 3-4 ปี, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน

    3.มาตรการ “เปิดประตูน้ำ” ปลดล็อกให้กับประเทศ โดยเฉพาะแก้ไขกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง ระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น นำบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับ BOI มาจดทะเบียน ปรับระเบียบการเปิดเสรีภาคบริการ ปลดล็อกเรื่องไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แก้ไขกฎระเบียบการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในกิจการของรัฐ (PPP) ที่ล่าช้า เป็นต้น

    4.มาตรการสร้างความเชื่อมั่น เร่งรัดบางโครงการลงทุนที่ติดค้างอยู่อย่างน้อย 1 โครงการ เช่น โครงการที่ EEC เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้ทุกคนเห็นว่า “รัฐบาลทำได้” และนำเงินเอกชนที่มีอยู่มาก มาช่วยหมุนเศรษฐกิจอีกแรง

    “หัวใจสำคัญของความสำเร็จของรัฐบาลใน 4 เดือนนี้ อยู่ที่การจัดกระบวนการเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เลือกทำ” ไม่ต้องทำมาก แบ่งทีมทำให้ดี กำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า ต้องสำเร็จอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่องสำคัญ ต่อ 1 รัฐมนตรีจากรัฐมนตรีคนนอก 5 คน ก็จะมีผลงานได้ 20 เรื่อง จะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศได้”

    4 เดือนนี้ อาจไม่ยาวนัก แต่ถ้ารัฐบาลขับเคลื่อนเป็นระบบ ก็จะเป็นโอกาสของประเทศ หากไม่ทำวันนี้ เศรษฐกิจไทยจะแพ้ชาติอื่น เหมือนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า ภายในปี 2573 เศรษฐกิจไทยจะรั้งอันดับ 5 ของอาเซียน

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด
    ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC

    “เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้ม “โตต่ำนาน” ต่อเนื่อง เฉลี่ยเพียง 2.2% และปีนี้น่าจะโตไม่ถึง 2% เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักหลายตัวอ่อนแรง แม้นโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงได้บ้าง แต่ผลกระตุ้นยังมีจำกัด” เป็นคำจำกัดความที่ ดร.ฐิติมามองเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ไทยกำลังประสบกับ “3 เรื่องยาก” พร้อมกัน คือ 1.ปัจจัยภายนอกที่ท้าทายขึ้น ทั้งสงครามการค้าและการแข่งขันในตลาดโลก 2.ปัจจัยภายในที่เปราะบางขึ้น รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว และยังมีภาระหนี้สูง 3.ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการคลังที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระสุนนโยบายเริ่มจำกัดลงเรื่อยๆ

    “แม้ปีนี้มูลค่าส่งออกอาจโตเกิน 5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนถูกเก็บภาษีตอบโต้ 19% หรือส่งออกทองในช่วงที่ราคาสูง ขณะที่ปีหน้าเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าปีนี้ เหลือแค่ราว 1.5%”

    เพราะเครื่องยนต์ที่ยังทำงานได้ เช่น การส่งออกได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯเต็มปี ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐอาจสะดุดจากสุญญากาศทางการเมือง เพราะรัฐบาลมีแผนยุบสภาเดือน ม.ค.69 เพื่อเลือกตั้งใหม่ ทำให้การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ล่าช้า

    ส่วน “นโยบาย Quick Big Win” จะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะไตรมาส 4 แต่ผลที่จะกระตุ้น GDP มีจำกัด เพราะใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้กู้ใหม่ และการใช้จ่ายอาจลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้รัฐบาลออกแบบนโยบายให้ “ยิงทีเดียว ได้นก 3 ตัว” คือ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยวางรากฐานนโยบายเชิงโครงสร้างระยะยาวหลายเรื่อง ควบคู่กับนโยบายระยะสั้น

    ตัวอย่าง Quick Big Win แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เช่น แก้หนี้และเพิ่มการเข้าถึงสภาพคล่องของรายย่อย ปลดล็อกกฎระเบียบการลงทุนจริงภายใต้ BOI หาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ ฟื้นความเชื่อมั่นภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะปราบ Scammer การ Upskill ทักษะดิจิทัลให้ร้านค้าย่อยมีช่องทางค้าขายใหม่ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนเพื่อการปรับตัวของภาครัฐ และภาคธุรกิจ รวมถึงวางกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

    “แม้ผลลัพธ์นโยบาย Quick Big Win อาจยังไม่สะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจทันที แต่การหว่านเมล็ดพันธุ์นโยบายที่ดีวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับเศรษฐกิจในวันหน้า หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายโครงสร้างได้ต่อเนื่อง ก็อาจพอมีความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตใกล้ศักยภาพเดิมได้อีกครั้ง”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2891432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b-E32mudSX9owKfd4qA55

  • ‘นฤมล’ แจงงดกิจกรรมรื่นเริง ยันไม่ปิดกั้นการแสดงออกนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    ‘นฤมล’ แจงงดกิจกรรมรื่นเริง ยันไม่ปิดกั้นการแสดงออกนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    รมว.ศธ. แจงชัด คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี – กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำ ศธ.ไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ย้ำ สถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    26 ต.ค.2568-ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

    ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ภายในโรงเรียน ตนจึงขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศธ.ไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

    “อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน“

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/885192/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gg-qTUPhLCkeYYA2ps4Ck

  • ออมสิน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568

    ออมสิน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2568 ให้ธนาคารออมสิน โดยนางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน พร้อมผู้บริหาร และพนักงาน นำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส เพื่อเป็นการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว รองแม่ทัพภาคที่ 4 หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน หน่วยงานพันธมิตร และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี โดยมียอดจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,299,999.99 บาท ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568

    ในโอกาสนี้ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับสามเณร นักเรียน และนักศึกษา จากโรงเรียนพระบรมธาตุพิทักษ์วิทยา (พระปริยัติธรรมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) โรงเรียนวัดพระมหาธาตุ โรงเรียนพระธาตุมูลนิธิมัธยม และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รวมจำนวน 40 ทุน พร้อมมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ จำนวน 22 เครื่อง ภายใต้โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อสังคม และเก้าอี้เลกเชอร์ ให้กับโรงเรียนพระบรมธาตุพิทักษ์วิทยา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กนักเรียนได้รับโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252089&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lyb_J3pqfMv_MxJzi2xiB

  • ช่วงนี้งานเพียบ

    ช่วงนี้งานเพียบ

    ซึ่งเจ้าตัวย้ำกับชาวหาดใหญ่ว่า รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เน้นการสร้างรายได้ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมทักษะอาชีพให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวัตถุดิบพื้นถิ่นที่มีศักยภาพสูง

    จึงได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM (ดีพร้อม) ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรม ด้วยการเพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น

    รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระรายจ่าย กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งมุ่งฝ่าฟันปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจ จากความผันผวนของสถานการณ์โลกและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างภาครัฐกับชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และต่อยอดสินค้าท้องถิ่น

    นอกจากภารกิจลงพื้นที่เปิดกิจกรรมและติดตามงานสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังมีเรื่องงานเอกสารและคิวการประชุมต่างๆ อัดแน่นในตารางงานท่านรัฐมนตรีทุกวัน

    ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ สังเกตเห็น “รัฐมนตรีแด๊ก” ดูแปลกตา เพราะเจ้าตัวสวมแว่นสายตาร่วมวงประชุม ครั้นถามว่าเป็นเพราะช่วงนี้งานเอกสารเยอะใช่หรือไม่ ปกติไม่เคยเห็นสวมแว่นตาเลย

    เจ้าตัวบอก “ตอนนี้อ่านหนังสือตัวเลขไม่ค่อยได้ ส่วนแว่นสายตานั้นซื้อไว้นานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ใส่”

    ตอนนี้คงถึงเวลาที่ท่านรัฐมนตรีต้องหยิบแว่นมาใส่จริงๆ จังๆ ซะแล้ว เพราะทั้งงานเอกสาร งานประชุมที่เพิ่มขึ้น ต้องใช้สายตาเยอะเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นช่วงงานหนัก แต่เจ้าตัวก็พร้อมลุย แข่งกับเวลาที่รัฐบาลมีเพียง 4 เดือนด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/885094/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mv_uoQavDwazlEeYbDWIs

  • “กรุงไทย” กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท และ 9 เดือนที่ 37,456 ล้านบาท

    “กรุงไทย” กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท และ 9 เดือนที่ 37,456 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ได้แรงหนุนจากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และธุรกิจ Wealth Management พร้อมบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง และรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูง รองรับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เร่งช่วยเหลือลูกค้าปรับตัวและแก้หนี้อย่างยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3 จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ก่อนขึ้นภาษีศุลกากร ส่วนในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกที่หมดลง ขณะเดียวกัน ยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ ซึ่งล้วนจะยังคงกดดันการเติบโตของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ และมีโอกาสพลิกฟื้นความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า

    ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง มุ่งเน้นการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ รับมือกับความไม่แน่นอน โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้สูงและรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยร่วมสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และ “โครงการสินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน” รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง
    นอกจากนั้น ธนาคารยังเดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับพลวัตของโลก ตลอดจนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ

    ​ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3/2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/25671/ ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 จากรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวร้อยละ 3.4 ได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน จากตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนตามสภาวะตลาดอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่ขยายตัวร้อยละ 3.7 จากธุรกิจ Wealth Management ขณะที่ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามภาวะดอกเบี้ยและการปรับดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า สินเชื่อโดยรวมลดลงร้อยละ 3.9 จากสิ้นปี 2567 ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง การชำระคืนของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ ในด้านสินเชื่อรายย่อยเติบโตได้ดีกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย และธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มี Cost to Income Ratio ที่ร้อยละ 37.7 ลดลงจากร้อยละ 41.8 โดยคาดว่าประมาณการทั้งปียังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิม

    ธนาคารยังคงรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี NPL Ratio อยู่ที่ร้อยละ 2.88 ลดลงจากร้อยละ 2.99 จากสิ้นปีที่ผ่านมา จากลูกหนี้รายใหญ่บางรายกลับมาเป็นหนี้ปกติ และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงต่อเนื่องที่ร้อยละ 206.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 188.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา รองรับความไม่แน่นอนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะนี้ โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ที่ร้อยละ 1.09 ลดลงจากร้อยละ 1.29 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์

    เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวร้อยละ 5.9 แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนจากตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับตัวดีตามสภาวะตลาดและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตต่อเนื่องจากบริการด้าน Wealth Management ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 14,620 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปี 2568 เทียบกับช่วง 9 เดือนของปี 25671/ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 รายได้จากการดำเนินงานขยายตัวเล็กน้อย ร้อยละ 0.4 ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 4 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับสู่ระดับปกติ แม้ว่าธนาคารยังคงลงทุนใน เทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม รองรับการเติบโตในอนาคต โดย Cost to Income Ratio ลดลงเป็นร้อยละ 40.1 จากร้อยละ 41.9 ธนาคารยังคงตั้งสำรองอย่างรอบคอบและระมัดระวังและยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจสะท้อนคุณภาพสินทรัพย์

    ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 19.78 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง และมีเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 21.78 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ธนาคารขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างคุณค่าและโอกาสทางการเงินให้ทุกคนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ที่มุ่งเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน บริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ เสริมศักยภาพพนักงาน และสร้างสมดุลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยล่าสุดธนาคารและพันธมิตรได้จัดตั้ง ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MInKXpn45qjg9NQDdL9V7

  • เปิดเอกสารผู้นำ ‘ไทย-กัมพูชา’ เซ็นประกาศแก้ข้อพิพาทโดยสันติ เลิกกล่าวหาทุกช่องทาง | เดลินิวส์

    เปิดเอกสารผู้นำ ‘ไทย-กัมพูชา’ เซ็นประกาศแก้ข้อพิพาทโดยสันติ เลิกกล่าวหาทุกช่องทาง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 ต.ค. เวลา 12.00 น.ตามเวลาของมาเลเซีย ที่ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามใน “ถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur)” ขณะที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน โดยเอกสารดังกล่าวมีใจความว่า

    พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2568 ขอประกาศ ดังนี้

    1.พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่น ในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดนและอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

    2.พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

    3.พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์

    4.นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน ดังนี้

    • ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอนภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง

    • ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ

    • เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

    • ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ

    • ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใด ๆ และตระหนักว่าคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภทที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

    5. เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

    6.พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

    7. พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่ สภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้าและเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

    8. พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพ ซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่าง ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย

    ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2568 จำนวน 4 ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ

    นายฮุน มาแนด นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย

    เป็นพยานโดย นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5240609/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tvVMKakRfZHMcnX_g0RvY

  • ดูดวงรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568

    ดูดวงรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568

    วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2568 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 12 วันนี้ยังไม่เหมาะแก่การกระทำการมงคล เคล็ดดวงดี คนเกิดปีขาลกำลังจะมีข่าวที่น่ายินดีเกิดขึ้นในช่วงนี้ หมอไก่ ขอแนะนำให้คุณทำบุญเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อเสริมดวง

    ดวงรายวัน ดวงดาวของท่าน 27 ตุลาคม 2568

    คนเกิดวันอาทิตย์

    การงาน ดวงการงานปังสุดพลัง งานดีไม่มีตก หมอไก่ขอแนะนำให้คุณทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงเพื่อเสริมดวง
    การเงิน ช่วงนี้ดวงดีจัดหนักความสำเร็จด้านการเงินมาแบบจัดเต็ม

    คนเกิดวันจันทร์

    การงาน อดทนหน่อย!! เพราะช่วงนี้ชีวิตจะวุ่นวายมาก แต่อีกไม่นานจะดีขึ้น
    การเงิน ช่วงนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว

    คนเกิดวันอังคาร

    การงาน หากมีความฝันหรือแผนการอะไรให้ใจเย็นๆ ค่อยๆลงมือทำไปทีละเรื่องอย่าใจร้อน
    การเงิน มีเกณฑ์วางแผนการทำอาชีพเสริมเพื่อสร้างผลกำไรในอนาคต

    คนเกิดวันพุธ

    การงาน ระยะนี้อย่าเพิ่งใจร้อน งานที่รับผิดชอบยังต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป
    การเงิน แม้จะมีอุปสรรค แต่จะได้รับผลตอบแทนก้อนใหญ่

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    การงาน เริ่มฉายแววความสำเร็จ มีโอกาสสมหวังในเรื่องการงาน
    การเงิน อยู่ในเกณฑ์คล่องตัว มีโอกาสได้เงินทีเดียวเป็นก้อน

    คนเกิดวันศุกร์ 

    การงาน ดวงคุณตอนนี้เหมือนอยู่ในช่วงขึ้นภูเขา ทั้งเหนื่อยทั้งล้า แต่อดทนอีกนิดก็จะถึงยอดเขาแล้ว
    การเงิน หากถามว่าเมื่อไหร่คุณจะรวย บอกเลยว่ารวยแน่ แต่จะช้าอยู่สักหน่อย

    คนเกิดวันเสาร์

    การงาน ดวงพุ่งเป็นดาวรุ่งในเรื่องการงาน กราฟดวงการงานพุ่งทะยาน 200% ดวงดีจัดหนักความสำเร็จจัดเต็ม!!
    การเงิน มีโอกาสรับทรัพย์เข้ากระเป๋าแบบรัวๆ.

    พ.พาทินี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/horoscope/daily/2891470&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25xFvfjtK_lwrTRCIG7j_W

  • เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลอนุทินข้อไหนบ้าง?” | เดลินิวส์

    เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลอนุทินข้อไหนบ้าง?” | เดลินิวส์

    แต่หากเรามาลองวิเคราะห์ดู จะพบความจริงดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจ

    บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กและเยาวชน สูญเสียเงินที่ต้องนำไปซื้อบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งยังเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเมื่อเกิดการเจ็บป่วย

    2. ด้านภัยสังคม

    การปราบปรามยาเสพติด การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นๆ และเริ่มมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาเสพติดลักลอบขายแล้ว

    3. ด้านสาธารณสุข

    วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและโรคทางกายต่างๆ เช่น โรคปอดอักเสบ ปอดแตก ปอดข้าวโพดคั่ว โรคหืด และในผู้ใหญ่นอกจากโรคที่กล่าวแล้วยังเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและสมอง ถุงลมปอดพอง เบาหวาน เพิ่มภาระต่อระบบบริการที่ล้นมืออยู่แล้ว

    4. การศึกษา

    บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสมองของเด็กที่กำลังพัฒนา ระบาดเข้าสู่โรงเรียนถึงเด็กนักเรียนชั้นประถม ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ สมาธิ การควบคุมอารมณ์ ลดผลสำเร็จของการเรียน

    5. ด้านการเกษตร

    บุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ ชาวไร่ยาสูบไทยไม่ได้ประโยชน์จากการที่คนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น

    6. ความมั่นคง

    ดัชนีการพัฒนาของเยาวชนไทย คะแนนรวมอันดับที่ 84 ของโลก การศึกษาอันดับที่ 95 และสุขภาพ/สุขภาวะอยู่อันดับที่ 123 (พ.ศ.2565)

    บุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้ดัชนีการพัฒนาของเยาวชนไทยยิ่งมีอันดับที่แย่ลง ส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนา-ความมั่นคงของประเทศ

    7. สิ่งแวดล้อม

    นอกจากการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าชนิดพอด ที่ใช้แล้วทิ้งคือ บุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วทิ้งเป็นขยะพิษในสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2565 ทุกๆวินาทีจะมีบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วทิ้ง 2 ชิ้น

    บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่มีประโยชน์ใดๆต่อสังคม ไม่ว่าเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม

    ขอขอบคุณท่านนายกอนุทินที่ย้ำในหลายโอกาสว่า จะคงห้ามบุหรี่ไฟฟ้าและขอให้ มีการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบขายอย่างจริงจัง รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้พิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

    อ้างอิง

    https://asean.org/wp-content/uploads/2023/06/4th-VERSION_22313_ASEAN-YDI-Report_Spreads-LQ_23Jun23.pdf

    https://www.telegraph.co.uk/news/2022/07/15/two-vapes-thrown-away-every-second-wasting-scarce-minerals-needed

    นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5172269/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tkalWCOeWKrHiJIf_T4B9

  • ไทย-สหรัฐฯ ประกาศกรอบการค้าต่างตอบแทน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศกรอบการค้าต่างตอบแทน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน มุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

    นางศุภจี ระบุว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล

    “การสรุปแถลงการณ์ร่วมฯ ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่างๆ ที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร โอกาสในการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

    สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2891472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aM2lWclEuy98sagH45PJu

  • “นฤมล” ยัน ศธ. ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย

    “นฤมล” ยัน ศธ. ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย

    “รมว.ศึกษาธิการ” แจง คำสั่ง ศธ. งดกิจกรรมรื่นเริง 1 ปี ไม่กระทบกีฬาสี – กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน สั่งสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

    วันที่ 26 ต.ค. 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ภายในโรงเรียน ตนจึงขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศธ.ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

    “อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” นางนฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891499&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M9ISRwoQxfkcFAqntNB4f