Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 ตุลาคม 2568 แยกเป็นสถาบันในประเทศขายสุทธิ 12,454.14 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ขายสุทธิ 14,055.31  ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 95,579.68 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ(รายย่อย)ซื้อสุทธิ 122,089.13 ล้านบาท

    บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปภาพรวมตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจาก ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนลง ประกอบกับตลาดตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย (เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป 

    สัปดาห์นี้ (27-31 ตุลาคม 2568) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,295 จุด แนวต้าน 1,320 และ 1,350 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (28-29 ตุลาคม) ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายนของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QRjvFoEsu8jrk0-KRu1rN

  • สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    โถงทางเดินของหอพักมหาวิทยาลัยอันตานานาริโว ในมาดากัสการ์ มีแอ่งน้ำขัง ทั้งที่อาคารเปิดใช้งานได้เพียง 2 ปี และประเทศยังไม่เข้าสู่ฤดูฝน

    “มาดูหอพักของพวกเราสิ” นายอุลริก ซัมบิซาฟี นักศึกษาปริญญาโท สาขาพลังงานหมุนเวียน วัย 24 ปี กล่าวในการประท้วงครั้งหนึ่ง ซึ่งสั่นคลอนมาดากัสการ์ นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา

    ซัมบิซาฟีกล่าวว่า ขยะลอยอยู่ในท่อระบายน้ำเสียกลางแจ้ง ห่างจากประตูหลังหอพักของเขาแค่ 2 เมตร ซึ่งในช่วงฤดูฝน น้ำเสียจะสูงขึ้นถึงกลางน่องขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พวกเขาออกมาประท้วงเรียกร้องการปฏิวัติ

    ซัมบิซาฟี ซึ่งมาจากมาดากัสการ์ตะวันออก เป็นหนึ่งในเยาวชนชาวมาลากาซีที่มีการศึกษา ซึ่งขยายอิทธิพลของขบวนการเจนซี ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง จนนำไปสู่การลงมติถอดถอนประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ออกจากตำแหน่งผู้นำมาดากัสการ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และหน่วยรบพิเศษของประเทศเข้ายึดอำนาจบริหารในสัปดาห์นี้

    อาคารหอพักในย่านอังคัตโซ ในกรุงอันตานานาริโว เพิ่งเปิดเมื่อปี 2566 แต่รอยร้าวและรอยรั่ว เผยให้เห็นถึงความบกพร่องในการก่อสร้างที่สำคัญ อีกทั้งหอพักมีห้องอาบน้ำที่ใช้งานได้เพียงห้องเดียว สำหรับผู้อยู่อาศัย 8 คน และห้องน้ำรวมไม่สามารถกดชักโครกได้ ส่งผลให้นักศึกษาต้องใช้วิธีการเติมน้ำให้เต็มถังในลานหอพัก

    อนึ่ง การประท้วงปะทุขึ้นจากการความไม่พอใจต่อการตัดไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยาวนานในมาดากัสการ์ หนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก และมันได้พัฒนาเป็นความโกรธแค้นต่อรัฐบาล

    แม้ราโจเอลินาให้สัญญาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลจะ “ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน” ถึงสภาพความเป็นอยู่ของเยาวชนในมาดากัสการ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาและที่อยู่อาศัยของพวกเขา รวมถึงจะสร้างมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาทุกคน แต่ซัมบิซาฟีกลับมองว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะทำงานใหม่ ทั้งที่งานเก่ายังสะสางไม่เสร็จด้วยซ้ำ

    กระนั้น หอพักเหล่านี้ไม่ใช่หอพักนักศึกษาที่แย่ที่สุดในย่านมหาวิทยาลัยอังคัตโซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประท้วง และจุดเริ่มต้นของการประท้วงในปี 2515 ที่นำไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีคนแรกของมาดากัสการ์ หลังประเทศได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อปี 2503

    อาคาร 4 ชั้นสีเหลืองที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยเกินความจุ 400 คน และมีสภาพทรุดโทรมมาก เปิดมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่แทบไม่มีใครจำได้ว่า ปลั๊กไฟหรือก๊อกน้ำในห้องครัวส่วนกลาง สามารถใช้งานได้

    นอกจากนี้ ห้องน้ำบางห้องไม่สามารถใช้งานได้ หรือเต็มไปด้วยกลิ่นปัสสาวะ ซึ่งนักศึกษาบางคนกล่าวว่า พวกเขาใช้ชีวิตท่ามกลางความสกปรกอย่างแท้จริง

    เนื่องจากหอพักไม่มีห้องเพียงพอสำหรับนักศึกษาจากนอกเมืองหลวง นักศึกษา 6 คน จึงต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องขนาด 18 ตารางเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้อยู่อาศัย 4 คน

    ทั้งนี้ นักศึกษาบางคนตัดพ้อว่า การที่คนหนุ่มสาวชาวมาลากาซี สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสภาพความเป็นอยู่ได้ดีมาก อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำมาดากัสการ์คิดว่า การช่วยเหลือพวกเขานั้น “ไม่คุ้มค่า”.

    เลนซ์ซูม

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5239483/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y7KBs3fxoExvRegImZoZz

  • ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 กระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังผู้ปกครองและสถานศึกษาหลายแห่งเกิดความกังวลจากหนังสือขอความร่วมมืองดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยต่อ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนไปยังผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิดพลาด สรุปแนวปฏิบัติหลัก ๆ มี 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ประเด็นแรก คือ กิจกรรมที่ขอให้งดจัด ซึ่งหมายถึงงานสังสรรค์ไม่เป็นทางการและงานบันเทิงที่ครึกครื้น เช่น งานเลี้ยงรุ่น งานฉลองยินดีต่าง ๆ งานรับ-ส่งบุคลากร หรืองานดนตรี คอนเสิร์ต ที่อาจดูรื่นเริงเกินไปในช่วงนี้

    ประเด็นที่สอง คือ กิจกรรมที่ยังคงจัดได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จำเป็นต่อการพัฒนานักเรียน เช่น กีฬาสี กิจกรรมวิชาการ ลูกเสือ-เนตรนารี และประเพณีฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะและพัฒนาการของเด็กโดยตรง

    ประเด็นที่สาม คือ รูปแบบการจัดกิจกรรมที่ยังคงทำได้ สถานศึกษาสามารถพิจารณาด้วยตัวเอง แต่ควรปรับให้เหมาะสม โดยเน้นความเรียบร้อย สงบ และสำรวม เพื่อแสดงความเคารพต่อช่วงเวลาไว้ทุกข์ของชาติอย่างสูงสุด

    ศธ.เน้นย้ำว่า ไม่มีคำสั่งห้าม การใช้วิจารณญาณทางวิชาการ หรือปิดกั้นพื้นที่การแสดงออกของนักเรียนและเยาวชน แต่หวังให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ร่วมกันเข้าใจและปฏิบัติ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จาก สพท. ในพื้นที่

    อ่านข่าวอื่น :

    “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    พณ.ย้ำร้านค้า ห้ามฉวยโอกาส ปรับราคาเสื้อดำ-ผ้าโทนไว้ทุกข์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i7JYmlXv1vdIj8TZmlc7L

  • ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    26 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ
    รีบแก้ไข พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร ร้อยละ 37.33  ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย
    ทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็ก
    ทุกกลุ่ม ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึง
    การประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหา
    การศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/884861/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o97-NG5rNcfJYOqyf5Mod

  • สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ อาจจะไม่สามารถเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนต.ค.ในเดือนหน้าได้ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงถูกปิดดำเนินการเนื่องจากขาดงบประมาณ หรือชัตดาวน์

    ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำรวจไม่สามารถออกปฏิบัติงานภาคสนามได้ ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่าอาจจะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนต.ค. ในเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสได้ส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้าง และได้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 700,000 คนถูกสั่งให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกเกือบ 700,000 คนยังคงทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

    ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 ต.ค.) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 2.9% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% จากระดับ 0.4% ในเดือนส.ค.

    ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.1% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือนส.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJElMSOMkJmE9rfFHc4y0

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดการซื้อขายวันจันทร์ด้วยความคึกคัก ดัชนีหุ้นนิกเกอิ 225 พุ่งทะลุระดับ 50,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ณ เวลา 07.40 น.ตามเวลาในประเทศไทย ดัชนีนิกเกอิ 225 อยู่ที่ระดับ 50,367.38 จุด เพิ่มขึ้น 2.17% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 25.8% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 1.72% สู่ระดับ 3,325.82 จุด

    นายฮิโรยูกิ อูเอโนะ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า

    “แรงหนุนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายเน้นการเติบโตของรัฐบาลทาคาอิชิ นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะปรับลดชั่วคราวหลังการเลือกตั้ง แต่แรงขายกลับไม่ยืดเยื้อ เพราะผู้ลงทุนที่พลาดโอกาสก่อนหน้านี้เข้าซื้อทันทีเมื่อราคาลดลง”

    ดัชนีนิกเกอิเคยขึ้นไปแตะระดับใกล้ 50,000 จุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังนางทาคาอิชิผ่านการลงมติในสภาเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น 3.6% หลังจากเธอประกาศนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมเตรียมเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    นางทาคาอิชิมีกำหนดพบปะอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ และจะจัดการประชุมสุดยอดร่วมกันในวันอังคาร หลังจากทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จับตาการประชุมเฟดและผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่

    ในสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นกำลังเผชิญสัปดาห์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางปลายปี โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00–4.25% หลังข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

    ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน และปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี แม้จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม

    ข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า จากบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แล้ว 143 แห่ง กำไรโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 87% ของบริษัททำกำไรเกินคาด และ 82% มีรายได้สูงกว่าประมาณการ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงที่มีการรายงานผลประกอบการมากที่สุดของฤดูกาล โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ได้แก่ Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon และ Meta Platforms จะเปิดเผยผลการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางตลาด

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงกดดันตลาดจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงภาวะ “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการต้องล่าช้า

    นายอาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์จาก B. Riley Wealth เตือนว่า การปิดหน่วยงานรัฐที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดการประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสี จิ้นผิง ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติมหาอำนาจ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/732442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XvFzPZ148yzPkalz7PM01

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MfUaZLn2yXAE-nwAdtzi2

  • ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ! อ.ปริญญา แนะ ‘รมว.ศธ.’ แก้คำสั่ง ‘ดนตรี’ เป็นกิจกรรมเรียนรู้ ไม่ใช่รื่นเริง

    ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ! อ.ปริญญา แนะ ‘รมว.ศธ.’ แก้คำสั่ง ‘ดนตรี’ เป็นกิจกรรมเรียนรู้ ไม่ใช่รื่นเริง

    27 ต.ค.2568-นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “ยิ่งชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ” เนื้อหาระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงวันนี้ (26 ตุลาคม) ว่า การ “ขอความร่วมมือ” ให้หน่วยงานในสังกัด “งดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย“ นั้น หมายถึง งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดี ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

    โดยยืนยันว่า ”กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด“ และ ”ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน“

    ฟังการชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้วเหมือนจะดีขึ้นใช่ไหมครับ แต่พอไปดูในอินโฟกราฟฟิกของกระทรวงศึกษาที่เพิ่งออกมา  ข้อ 1 ระบุว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ “ขอความร่วมมือให้งดจัด” ด้วย ก็เลยกลายเป็นหนักเข้าไปอีก

    เพราะดนตรีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นหลักสูตรและเสริมหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย ดนตรีสากล ดนตรีคลาสสิก หรือดนตรีอะไร ที่สำคัญการแสดงดนตรี หรือคอนเสิร์ตไม่ได้เท่ากับ “งานรื่นเริง” งานศพของเราก็มีดนตรีไทย ของฝรั่งก็มีออร์แกนมีร้องเพลงในโบสถ์ การระบุว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” อยู่ในความหมายของ “กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด” เป็นเวลาถึง 1 ปี มีปัญหาแน่นอนครับ

    ปัญหาจริงๆ เกิดจาก “หนังสือด่วนที่สุด” ของท่านรัฐมนตรีเองนี่แหละครับ โดยเฉพาะในข้อ 3 “ให้หน่วยงานในสังกัดและสถานศึกษา งดจัดกิจกรรมที่มีบรรยากาศรื่นเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี” ที่ทั้งตึงเกินไป และสื่อสารไม่ดี ทำให้คนไม่เข้าใจ แล้วคนที่ไม่เข้าใจที่สุดก็อาจจะเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการเองนี่แหละครับที่ไปตีความว่า “การแสดงดนตรี / คอนเสิร์ต” เป็นกิจกรรมที่มีบรรยากาศรื่นเริงที่ต้องงดจัด ทำให้ยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่

    แล้วที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการชี้แจงว่า หนังสือนี้เป็น “การขอความร่วมมือ” กับ “หน่วยงานที่สังกัด” แต่จริงๆ แล้วหนังสือที่ลงนามโดยท่านรัฐมนตรีใช้คำว่า “กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการ“ นี่ไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่เป็นการ ”สั่งการ“ นะครับ

    ปัญหาจึงเกิดจากหนังสือของท่านรัฐมนตรีเอง ให้ท่านปลัดกระทรวงไปชี้แจงยิ่งไม่เข้าใจ การสั่งการแบบท็อปดาวน์ บนลงล่างแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้วโดยเฉพาะสำหรับกระทรวงที่รับผิดชอบ ”การศึกษา“ ของประเทศครับ

    ท่านรัฐมนตรีแก้ไขคำสั่งของท่านเองเถอะครับ โดยเฉพาะข้อ 3 ก่อนที่จะโดนท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้แก้ครับ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/885207/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i0DbqV2_0ySP36-I9rWIJ

  • ‘อนุทิน’ เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย เชื่อ กัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย เชื่อ กัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศมาเลเซีย ว่า ได้มีการหารือกันนิดหน่อย เป็นการขอการสนับสนุนเรื่องการค้า และภาษี รวมทั้งได้เชิญนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาเยือนประเทศไทย เพราะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มาเยือนประเทศไทยประมาณ 10 ปีแล้ว ซึ่งท่านตอบรับในหลักการ 

    เมื่อถามถึง การลงนามถ้อยแถลงระหว่างไทยและกัมพูชา จะเริ่มเคลียร์พื้นที่ชายแดนและเห็นเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทางกองทัพมีการประสานงานกันอยู่ ได้รับทราบว่าจะดำเนินการทันที ให้ไปถามรองเสนาธิการทหารที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจา ซึ่งท่านทำงานเข้มแข็ง และมีทีมเวิร์กที่ดีกับฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการได้ลงนามของปฏิญญาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

    เมื่อถามว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายฮุน มาเนต แบบสองต่อสองในลักษณะเปิดใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันแบบสองต่อสอง แต่หลังจากลงนามในปฏิญญาแล้วคิดว่าคงมีการพูดคุยกันมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศต้องพยายามให้การปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การยกระดับให้เกิดสันติภาพเร็วที่สุด 

    เมื่อถามว่า ขณะนี้ถือว่าเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ซึ่งในปฏิญญา และจากการพูดคุยของทีมเจรจายังมีขั้นตอนที่ฝ่ายกัมพูชาจะต้องเริ่มปฏิบัติเป็นลำดับ ซึ่งควบคู่กับของไทย 

    เมื่อถามว่า ขณะนี้ถือว่าความขัดแย้งชายแดนที่ผ่านมาจบลงแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อน 

    เมื่อถามอีกว่า การลงนามครั้งนี้มั่นใจแค่ไหนว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดีจากกัมพูชา นายอนุทิน กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้มีสักขีพยาน มีผู้ประสานงาน และเป็นการลงนามในฐานะที่มีการประชุมสูงสุดของอาเซียน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะสักขีพยานด้วย เปรียบเสมือนว่าการบรรลุเงื่อนไขในปฏิญญาครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การรับรู้ รับทราบของประชาคมอาเซียน รวมถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับรู้ข้อตกลงครั้งนี้ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ถ้าเป็นเราก็คงไม่กล้าจะทำอะไรที่นอกเหนือหรือไม่ปฏิบัติตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241027/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pwSLjg9MMliZVLE1cRGNE

  • “ปลัดท่องเที่ยว” เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ ยอดรวมกว่า 2 ล้านบาท

    “ปลัดท่องเที่ยว” เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ ยอดรวมกว่า 2 ล้านบาท

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.26 น.

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่วัดธรรมมิการามวรวิหาร หรือวัดเขาช่องกระจก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ภายในพิธีมี พระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมในบรรยากาศอันสงบงามและเปี่ยมด้วยศรัทธา

    ยอดเงินทำบุญรวมทั้งสิ้น 2,498,014.75 บาท โดยจะนำไปสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัด รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสืบสานศาสนาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

    วัดธรรมมิการามวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2465 โดยพระยาดำรงธรรมสาร และคุณหญิงดำรงธรรมสาร (ใหญ่ วิเศษสิริ) เดิมตั้งอยู่หลังเขาช่องกระจก มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ต่อมาได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ที่สมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2465

    ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอรพินท์เพ็ญภาค เสด็จวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถแทนพระองค์ พร้อมพระราชทานปูชนียวัตถุแก่ทางวัด และพระราชทานทุนทรัพย์สำหรับสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ทางวัดได้สร้างสะพานรัตนาวดีและถนนเลาะไหล่เขาช่องกระจก เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวจังหวัด โดยมีพระอุดมโยธาธิยุทธเป็นผู้ออกแบบ และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2481 ได้เริ่มก่อสร้างพระอุโบสถ ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามพระราชโองการ ลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2482

    แม้ในปี พ.ศ. 2485 จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้วัดได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด แต่ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านและคณะสงฆ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะวัดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2503 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดธรรมิการามขึ้นเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2544

    ปัจจุบันวัดธรรมิการามฯ ถือเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำคัญที่เปิดให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้พระพุทธรูปสำคัญ รวมทั้งเยี่ยมชมพระอุโบสถและศาสนสถานเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม

    กิจกรรมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นโอกาสสร้างความสามัคคีในชุมชน และเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนา–วัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามุ่งมั่นส่งเสริมให้เติบโตควบคู่กับศรัทธาในพระธรรมคำสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KnRO3ysDaRER86VylVJwj