Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เมืองที่โต กำลังทำให้คนตัว “เล็กลง” เมื่อราคาที่ดินกรุงเทพฯ แพง! แซงหน้ารายได้และเศรษฐกิจ

    เมืองที่โต กำลังทำให้คนตัว “เล็กลง” เมื่อราคาที่ดินกรุงเทพฯ แพง! แซงหน้ารายได้และเศรษฐกิจ

    “เศรษฐกิจโตปีละ 2%แต่ราคาที่ดินโตปีละ 10%”

    นี่คือสมการที่อาจอธิบาย “ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” ที่ชัดที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ ปัจจุบัน กรุงเทพฯ กำลังโตขึ้น แต่กลับไม่ใช่ สำหรับทุกคน เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตอย่างเชื่องช้า และรายได้คนทำงานเพิ่มปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลรายงานล่าสุด จาก คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลาง ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจทำให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง 

    แต่กลับพบว่า ปัจจุบัน “ราคาที่ดิน” ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า “ขึ้นแล้วขึ้นเลย” เพราะแลนด์ลอร์ด (เจ้าของที่ดิน) ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา 

    โดย ราคาที่ดินใจกลางเมืองกลับวิ่งแซงทุกกราฟเศรษฐกิจ และทำลายสถิติเดิมไปเรื่อยๆ  ล่าสุดที่ดินบนถนนวิทยุ เสนอขายพุ่ง ราคาทะลุ 4 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะก่อนหน้านี้ สถิติเดิม แสนสิริ ซื้อที่ ถ.สารสิน ไปในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา ,  AIA ซื้อที่ดินรัชดา 8 ไร่ ราคาเฉลี่ย 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา 

    ในขณะที่มนุษย์เงินเดือน 25,000 บาทต่อเดือนต้องทำงานเกือบ 13 ปีเต็ม ถึงจะซื้อได้แค่ “หนึ่งตารางวา” เท่านั้น คำถามคือ เมืองนี้ยังเหลือพื้นที่ให้คนธรรมดาอยู่อีกไหม? ขณะที่ในปี 2569 คอลลิเออร์ส ฯ ยังคาดว่า ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ชั้นใน จะยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีโดยไม่มีสัญญาณว่าจะหยุด 

    ทั้งนี้ “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ว่า ภาวการณ์ปรับตัวของราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง จะยังเป็นปัญหาต่อเนื่องในกรุงเทพฯ และเป็นประเด็นที่ค่อนข้างน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด 

    “หากราคาที่ดินยังคงมีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง แบบไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ย่อมหมายความว่า ผู้พัฒนาก็ยังคงต้องแบกรับกับปัญหาต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาที่อยู่อาศัยอย่างแน่นอนว่า ผู้บริโภคต้องเจอกับราคาของสินค้าที่ราคาสูงเกินว่าจะที่ซื้อหาได้” 

    เมืองที่โตด้วยอสังหาฯ แต่คนกลับถอยหลัง

    ราคาที่ดิน ที่ไต่ขึ้นไม่หยุด กำลังเดินสวนทางกับตลาดบ้านของคนทั่วไป เจาะผลสำรวจจาก SCB EIC Real Estate Survey 2025 (ธนาคารไทยพาณิชย์) พบว่า “กำลังซื้อบ้าน” ของคนไทย ฟื้นตัวช้าเพราะรายได้โตไม่ทันราคาบ้าน และเผชิญแรงกดดันจาก

    • ดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบ 10 ปี
    • ราคาบ้านและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
    • ภาระหนี้สินเดิมของผู้กู้

    ซึ่งครั้งหนึ่ง ดร.ยุ้ย – เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ แห่ง “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” เคยกล่าวว่า 90% ของคนที่อยากซื้อบ้าน ต้องกู้แบงก์ แต่ตอนนี้ เดินมาร้อยคน กู้ได้แค่สี่สิบ  เพราะคนส่วนใหญ่มี “หนี้เดิม” ติดตัว ทั้งหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล จึงไม่มีวงเงินเหลือให้กู้บ้านใหม่ กลายเป็น “ความฝันค้างคา” ที่แม้ธนาคารอยากปล่อยกู้ ผู้ซื้อก็ไม่มีศักยภาพพอจะรับหนี้ระยะยาวได้

    สถิติจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ยังพบว่า ในช่วง ครึ่งแรกปี 2568 ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั่วประเทศลดลง ถึง 11.2% เมื่อเทียบปีก่อน และคาดว่าจะชะลอต่อเนื่องในปี 2569

    เมื่อสมการบ้านแพง + ดอกเบี้ยสูง + รายได้โตช้า สิ่งที่ตามมาคือ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่อาศัย”คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เริ่มไม่ฝันถึง “บ้าน” อีกต่อไป แต่เลือก “เช่าชีวิตอยู่เมือง” แทนการ “ซื้อชีวิตอยู่นอกเมือง” เกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Rent Economy หรือ เศรษฐกิจที่คนจ่ายเพื่อใช้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของคนอยากอยู่ใกล้โอกาส ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ที่ทำงาน แต่ต้องยอมจ่ายค่าเช่าที่พุ่งขึ้นทุกปี

    โดยงานวิจัยของ NIDA Poll ยังเผยว่า คนอายุ 25–35 ปี กว่า 68% เลือก “เช่าที่อยู่” มากกว่า “ซื้อบ้าน” เพราะไม่อยากมีหนี้ระยะยาว และต้องการความคล่องตัวในการทำงาน ขณะที่ “เจ้าของที่ดิน” กลับทำรายได้จากค่าเช่ามากขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่าง “คนถือครองที่ดิน” กับ “คนอยากครอบครองชีวิต” จึงขยายออกทุกปี

     เศรษฐกิจที่โตช้า เมืองที่โตเร็ว

    เมื่อที่ดินขึ้นปีละ 10% แต่เศรษฐกิจโตเพียงปีละ 2% แต่รายได้คนไทยเฉลี่ยเพิ่มปีละไม่ถึง 3% สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ “เมืองที่โตกว่าคน”เมืองที่ยิ่งพัฒนา คนเล็กลงเรื่อยๆ เมืองที่บ้านกลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน มากกว่าที่อยู่อาศัย

    คำถามคือ เรากำลังสร้าง “เมืองเพื่อใคร”? เมืองเพื่อคนที่มีที่ดินอยู่แล้ว หรือเมืองเพื่อคนที่อยากมีบ้านหลังแรกในชีวิต? และก็อาจแปลได้ว่า เมืองที่มีตึกสูงมากขึ้น ไม่ได้แปลว่า “คุณภาพชีวิต” ของคนในเมืองดีขึ้น เพราะในขณะที่กรุงเทพฯ ส่องแสงเจิดจ้าในยามค่ำคืน ยังมีอีกหลายคนที่นั่งคำนวณ “ความฝันที่จะมีบ้าน” แล้วพบว่า…มันไกลออกไปทุกปี

    บางที… ปัญหาเรื่องบ้าน อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเงินแต่คือคำถามใหญ่ของ “สิทธิ์ในการอยู่อาศัยอย่างเป็นธรรม”ในประเทศที่ที่ดินกลายเป็นเครื่องชี้วัดความเหลื่อมล้ำ มากกว่าความมั่นคงในชีวิตคนธรรมดา.

    ที่มา : นิด้าโพล , ธปท. ,คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ,ธนาคารไทยพาณิชย์ 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2891576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wBTg7Y34n-_X1l6bJZeIU

  • “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    “ศวส.” ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00–17.00 น. ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์
     
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับ บาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น.ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567

    พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี อุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา  
    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิงกลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก”  รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง
     

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้อง คงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

     
    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่านี่คือ ทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/378968589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCjmuMSxF3w8nQlw5_RCD

  • ค้าปลีกมอง ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนยอดขายไตรมาส 4 โต 10%

    ค้าปลีกมอง ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนยอดขายไตรมาส 4 โต 10%

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้แสดงมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ ‘Quick Big Win’ ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนความตั้งใจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ภาคค้าปลีกจึงคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ มาตรการนี้ยังมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี และช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ซึ่งสมาคมฯ จัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันถึงมุมมองดังกล่าว โดยดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ ‘New High’ ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการค้าปลีกมีความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ ประกอบกับปัจจัยหนุนด้านเทศกาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีมาตรการ

    อย่างไรก็ตาม ณัฐ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ยังต้องจับตา นั่นคือความต่อเนื่องของกำลังซื้อประชาชนหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น

    โดยระบุว่า “สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน”

    สมาคมฯ จึงเสนอว่ามาตรการระยะสั้นควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานการแข่งขันในอนาคต โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ประการแรกคือ การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสูงถึง 20–30%

    การปรับลดภาษีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาชอปปิงในไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็น ‘Shopping Paradise แห่งอาเซียน’ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการนำร่องจัดทำ ;แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี (Free Tax Zone)’ ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก

    ประการที่สอง คือการป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการผลักดันสัญลักษณ์ ‘Made in Thailand’ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า

    ประการสุดท้าย คือการยกระดับทักษะแรงงาน (‘Upskill / Reskill’) ในภาคค้าปลีก เพื่อให้สามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเสนอให้ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-plus-retail-sales-q4-10-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFgi-tqnxvWk5CM3YN2O2

  • วีระพงษ์ ประภา ชี้ 3 ประเด็นต้องจับตาหลังสหรัฐฯ-ไทย ร่วมลงนาม MOU แร่ธาตุ

    วีระพงษ์ ประภา ชี้ 3 ประเด็นต้องจับตาหลังสหรัฐฯ-ไทย ร่วมลงนาม MOU แร่ธาตุ

    วานนี้ (26 ตุลาคม) วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ถึงผลกระทบและความท้าทายจากประกาศบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุจำเป็น (Critical Minerals) โดยระบุว่าเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมของไทย

    วีระพงษ์มองว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านแร่ธาตุจำเป็น (critical minerals) เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง เพราะอาจมีผลมากต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมไทย

    วีระพงษ์อธิบายว่า แร่ธาตุจำเป็น เช่น แร่ธาตุหายาก (rare earth minerals) ดีบุก ทังสเตน เป็นวัตถุดิบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น ต้องใช้ในการผลิตรถยนต์ EV ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนจึงพยายามแข่งขันกันครอบครองตลาดดังกล่าว เพราะการเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นจะเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญในอนาคต

    “ปัจจุบันจีนเป็นผู้นำของตลาดแร่ธาตุจำเป็น ทั้งการขุดเจาะพัฒนาในจีนและในประเทศที่สาม และเร็วๆ นี้ ก็ได้ใช้ความเป็นผู้นำในตลาดนี้ขู่สหรัฐเบาๆ ว่าจีนอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุจำเป็นไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ เพื่อเป็นข้อต่อรองในการเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐ” 

    วีระพงษ์ระบุต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงต้องเร่งเจรจากับชาติต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ จะเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นได้อย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องง้อจีนเกินไป เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ลงนามความตกลงกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแร่ธาตุจำเป็นรายใหญ่ของโลก

    สำหรับไทย MOU ที่เพิ่งเผยแพร่ระบุว่าสหรัฐฯ จะช่วยไทยค้นหาพื้นที่ขุดเจาะและผลิตแร่ธาตุจำเป็น โดยให้ความช่วยเหลือด้านทางเทคนิค ด้านบุคคล ตลอดจนเร่งประสานความร่วมมือระหว่างบริษัทสหรัฐและไทย โดยมีข้อแม้สำคัญว่าไทยจะให้โอกาสสหรัฐเป็น “เจ้าแรก” ที่จะเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นเหล่านี้ สอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐที่จะเพิ่มการเข้าถึงแร่ธาตุจำเป็นของตนเอง และกันจีนให้มากขึ้น 

    “ข้อดีของ MOU นี้ คือ เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุจำเป็นจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ไม่น้อย เพราะแร่ธาตุจำเป็นเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีอีก 3 ข้อ ที่เราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”

    วีระพงษ์ระบุว่า ข้อแรก คือ กระบวนการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสของโครงการขุดเจาะและพัฒนา โดยในระยะต่อไป รัฐบาลควรประกาศแผนที่ชัดเจนถึงหน้าตาของความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างเท่าเทียม มีการแข่งขัน นอกจากนี้ ควรให้มั่นใจว่าโครงการจะส่งผลบวกมากที่สุดต่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจและคนไทย

    ข้อสอง คือ การรักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างไทยและจีน ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยพึ่งพาจีนสูง จีนอาจใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันไทย หากไทยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในตลาดที่สองมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด การพยายามรักษาความสัมพันธ์ทั้งกับจีนและสหรัฐ โดยไม่ให้ไทยเสียประโยชน์ จึงเป็นโจทย์สำคัญของการทูตเศรษฐกิจไทย 

    ข้อสาม คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การขุดเจาะและผลิตแร่ธาตุจำเป็นมีโอกาสสร้างขยะทางสิ่งแวดล้อมสูง ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนรองรับด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวอย่างโปร่งใส

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/verapong-critical-minerals-mou-us-thailand-challenges/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A76Y7jgOonH5XOh0Gxzef

  • เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ปาย เชื่อมโยงศาสนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนานำไปต่อยอดการท่องเที่ยวในการเพิ่มมูลค่าโดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ต.ค.68 วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยวนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยเชื่อมโยงศาสนาและเส้นทางเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ได้นำพาไปเที่ยวชมชุมชนบ้านฮ่อ ซึ่งเป็นชุมชนของชาวจีนยูนาน ที่นับถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่นำอาหารฮาลาล นานาชนิด นานาเมนู รวมถึงพืชผักล้วนเป็นสมุนไพรมาจำหน่ายที่กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ) ย่านถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหาร ในทุกวันศุกร์ และตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนาไทย / เหนือได้อย่างกลมกลืน และตลาดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

    บริเวณใกล้กันนั้น ก็ยังเป็นที่ตั้งของมัสยิด เฮดานาดุล อิสลามบ้านฮ่อ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนยังจะได้สัมผัสกลับความเป็นชุมชนมุสลิม ของทุกชนชาติที่มาอยู่ร่วมละหมาดเป็นประจำทุกวัน โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ และมัสยิสแห่งนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน กับวัฒนธรรมอิสลาม และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกศาสนา

    ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็คือหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่รวบรสมและนำเสนอเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้รากเหง้าของคนล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล

    เดินทางไปต่อยัง มัสยิดดุรุนนูร มัสยิสช้างเผือก แลนด์มาร์คที่มาเชียงใหม่ ไม่ควรพลาด ที่แห่งนี้ก่อสร้างด้วยงบกว่า 60 ล้านบาท บรรจุผู้คนที่มาละมานได้มากถึง 1 พันคน ที่ก่อสร้างอย่างสวยงาม แวดล้อมไปด้วยชุมชนทุก ศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกศาสนามีการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อมีกิจกรรมในสังคม ผู้คนในชุมชนทุกศาสนา ก็จะมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน อย่างมีความสุข เป็นพี่น้องกัน นอกจากนั้น แต่ละวันจะมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ไนจีเรีย อัฟริกา รวมถึงเยาวชน นักศึกษา เมื่อถึงเวลา 12.30 น ก็จะเข้าพิธีละหมาดร่วมกัน พูดคุยและเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม มาเชียงใหม่แล้วไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวผู้ที่นับถือศาสนาใดๆ ก็สามารถแวะมาทานข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ ร้านเฟื่องฟ้า ย่านถนนเจริญประเทศ ซอย 1 กลางเมืองเชียงใหม่ สูตรข้าวซอยร้านนี้สืบทอดรุ่นลูกรุ่นหลานมานานถึง 40 ปี จุดเด่นเส้นข้าวซอยเหนียวนุ่ม น้ำแกงรสชาดไม่จัดจ้าด มีให้เลือกหลากหลายเมนู

    ส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

    จากนั้นได้พาเที่ยวอำเภอปาย ชมสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย (Ta Pai Memorial Bridge) สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่ปาย เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กสีเขียวเข้มปูพื้นด้วยไม้ทอดข้ามแม่น้ำปาย มีอายุราวหนึ่งร้อยปี สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเล่นและชมวิวแม่น้ำปาย อีกทั้งยังเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย ปัจจุบันสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายเป็นแลนด์มาร์กของอำเภอปาย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนกล่าวกันว่าหากไม่ได้มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงปาย

    ก่อนจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนยูนนานตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ไฮไลท์ของหมู่บ้านคือจุดชมวิวหยุนไหลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย จุดชมวิวนี้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และเป็นจุดที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถไปถึงจุดชมวิวได้โดยเดินตามป้าย “จุดชมวิว” สีแดงไปประมาณ 5 กม. ค่าเข้าชม 20 บาท

    ที่สำคัญที่อำเภอปายแห่งนี้ มีมัสยิดอัล-อัลอิสรออฺ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย มัสยิดแห่งนี้มีความสวยงามมากพร้อมต้อยรับนักท่องเที่ยวชาวอิสลามมาใช้สถานที่ได้มากว่า 200-300 คน ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่น ปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์), การละหมาด (ปฏิบัติ 5 เวลาต่อวัน), การจ่ายซะกาต (การบริจาคทาน), การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ การประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พิธีสุหนัต และพิธีทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ

    ทั้งนี้ นายอิธิรัฐ กล่าวอีกว่ากิจกรรมดังกล่าว ระบุว่ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา ทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5241962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqPsCv0WHClY9UjRuVHkl

  • ไทย-สหรัฐฯ ตั้งกรอบยกระดับเศรษฐกิจคู่ขนาน หวังจบได้ในปีนี้

    ไทย-สหรัฐฯ ตั้งกรอบยกระดับเศรษฐกิจคู่ขนาน หวังจบได้ในปีนี้

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็ปไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า

    กระทรวงพาณิชย์
    ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

    และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

    นางศุภจี ระบุว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล

    การสรุปแถลงการณ์ร่วมฯ ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด

    นางศุภจี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่างๆ ที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร โอกาสในการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

    สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fJG5ZuPgYQ9r16-nU84aO

  • ‘กระดูกพรุน’ ต้องตรวจเมื่อไร! ยาขนานไหนถึงได้ผล

    ‘กระดูกพรุน’ ต้องตรวจเมื่อไร! ยาขนานไหนถึงได้ผล

    27 ต.ค. 2568 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุขและที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กระดูกพรุน สาระสำคัญ เกี่ยวกับการตรวจ ต้องตรวจหรือไม่ ตรวจเมื่อไร เมื่อไหร่ ต้องใช้ยา ยาอะไรที่ได้ผล และผลข้างเคียง

    สาระสำคัญจากบทความ “Osteoporosis” (The Lancet, Sept 2025) รวบรวมหลักฐานจากรายงาน รัดกุม ระบุประเด็นที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นที่ต้องทำ ความหนาแน่นของกระดูก และระดับวิตามินดี ไม่จำเป็นต้องตรวจเสมอไป มีข้อบ่งชี้ชัดเจน วิตามินดี มีที่ใช้ในบางกรณีเท่านั้น แคลเซียมควรใช้จากธรรมชาติ ถ้าจำเป็นต้องใช้ เสริมได้วันละไม่เกิน 500 มิลลิกรัม

    1.ภาพรวมโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในกระดูกเสื่อม ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งการหักของกระดูก (เช่น ข้อมือ สะโพก กระดูกสันหลัง) มักเป็นอาการแรกที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรค ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ: อายุ, พันธุกรรม, ภาวะขาดฮอร์โมน, น้ำหนักตัวต่ำ, ขาดการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, โรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน, รูมาตอยด์), และยาบางชนิด (เช่น สเตียรอยด์)

    2.การตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยง เครื่องมือหลัก: Dual-energy X-ray absorptiometry (DXA) วัดค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density; BMD) เครื่องมือคำนวณความเสี่ยง: FRAX score, QFracture, Garvan Risk Calculator

    ถึงแม้ว่าคำแนะนำ หลายสถาบันจะสนับสนุนให้ ตรวจความหนาแน่นของกระดูกเป็นประจำ ในระดับประชาชนทั่วไป แต่ยังไม่สามารถชี้ระบุได้ชัดเจนให้ทำในระดับประชาชนทั่วไปว่า “จำเป็นหรือได้ประโยชน์หรือไม่”

    แนวทางสากลแนะนำให้ตรวจ DXA: หญิง ≥65 ปี และชาย ≥70 ปี (แต่ไม่ชัดเจนทั้งนี้ สาธารณสุขของแคนาดาแนะนำที่อายุ 70 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง) และเช่นเดียวกันสมาคมต่อมไร้ท่อ และราชวิทยาลัยต่อมไร้ท่อของอเมริกา 2024 แนะนำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก “ต่อเมื่อมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมีกระดูกหักง่าย” ขึ้นเท่านั้น

    ในการศึกษาขนาดใหญ่หลายรายงาน พบว่าจำนวนที่ต้องตรวจคัดกรองความหนาแน่นของกระดูกเพื่อป้องกันกระดูกหักจากภาวะพรุน (osteoporotic fracture) 1 ราย จะต้องตรวจ 247 ราย และต้องตรวจ 272 ราย เพื่อป้องกันกระดูกสะโพกหัก(hip fracture)หนึ่งราย หรือต้องทำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก 113 ราย ที่จะนำไปสู่การรักษา 25 ราย และ 124 ราย สำหรับกระดูกสะโพกที่นำไปสู่การรักษา 28 ราย ในยุค COVID-19 มีการพัฒนาแนวทางใหม่ เช่น ใช้ CT Scan ที่มีอยู่แล้ววิเคราะห์ค่า BMD (opportunistic CT-DXA) และ AI วิเคราะห์ภาพ เพื่อตรวจคัดกรองโดยไม่ต้องเพิ่มรังสี

    3.การตีความผลการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ที่ยึดถือค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐาน หรือ – 2 SD standard deviation แต่การประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก ใช้เพียง ค่าความหนาแน่นของกระดูกเท่านั่นหรือ? แม้ว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนสำหรับทั้งชายและหญิงโดยทั่วไปจะอิงตามเกณฑ์ค่า T-score ของ BMD ที่ -2.5 SD หรือต่ำกว่า แต่กระดูกหักส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในบุคคลที่มีค่า T-score สูงกว่าเกณฑ์นี้ด้วยซ้ำ

    ดังนั้น คณะทำงาน National Bone Health Alliance จึงได้เสนอให้ขยายเกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนอย่างเป็นทางการให้ครอบคลุม โดยเฉพาะคำนึงถึง ภาวะของการที่มีกระดูกหักเฉพาะที่จากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือแทบจะไม่มีเลย การประเมินปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงของกระดูกหัก โดยไม่มี T-score ที่ -2.5 หรือต่ำกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น การพิจารณาปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกจึงเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อมูล BMD”

    เมื่อประเมินความเสี่ยงกระดูกหักของแต่ละบุคคล มีเครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักหลายกระบวนวิธี โดยเครื่องคำนวณ FRAX ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและแนะนำในแนวทางปฏิบัติตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2551 โดยคำนวณความน่าจะเป็น 10 ปีของภาวะกระดูกหักแบบ MOF (major osteoporotic fracture) ของ แขน forearm ตันขา สะโพก และกระดูกสันหลัง โดยที่มีแรงกระทบน้อยมากหรือไม่มีเลย

    โดยพิจารณา ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิก เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กระดูกหักแบบบาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่มีการบาดเจ็บ ประวัติกระดูกสะโพกหักของบิดามารดา และการใช้ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (สเตียรอยด์ )โดยมีหรือไม่มี ค่า BMD ของคอกระดูกต้นขา

    มีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ เครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหัก Garvan Bone Fracture Risk Calculator ซึ่งคำนวณความเสี่ยง 5 ปีและ 10 ปีของกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน และรวมการหกล้มเป็นปัจจัยหนึ่ง

    การคำนวณความเสี่ยงกระดูกหัก American Bone Health Fracture Risk Calculator ของมูลนิธิสุขภาพกระดูกและกระดูกพรุน ซึ่งรวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกอื่นๆ นอกเหนือจาก FRAX และ QFracture ซึ่งไม่รวม BMD แต่สามารถคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักสำหรับช่วงเวลาระหว่าง 1 ถึง 10 ปี

    ข้อดีของ FRAX คือได้รับการตรวจสอบความถูกต้องอย่างกว้างขวางในประชากรจำนวนมาก และมีแบบจำลอง“เฉพาะประเทศ”ที่สะท้อนถึงระบาดวิทยาของอัตราการเกิดกระดูกหักและอัตราการเสียชีวิตเฉพาะประเทศ

    นอกจากนี้ คะแนนกระดูกเนื้อละเอียด (trabecular bone score) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนของโครงสร้างจุลภาคของกระดูกที่สามารถหาได้จากภาพ DXA สามารถนำมารวมไว้ใน FRAX เพื่อปรับปรุงความแม่นยำให้ดียิ่งขึ้น

    การวิเคราะห์อภิมานในปี 2019 เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจำแนกประเภทของวิธีคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักพบว่า FRAX ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากการศึกษาส่วนใหญ่ และ QFracture, FRAX ที่มี BMD และ Garvan ที่มี BMD มีประสิทธิภาพ การจำแนกประเภทสูงสุดสำหรับการทำนายกระดูกหักที่มีพื้นที่เฉพาะตำแหน่งใต้เส้นโค้งตั้งแต่ 0.65 ถึง 0.88 ซึ่งบ่งชี้ว่าเครื่องคำนวณเหล่านี้มีความสามารถในการทำนายได้ตั้งแต่ปานกลางถึงดี

    แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วคำแนะนำในการรักษาจะอิงตามการประเมินความเสี่ยงการแตกหักใน 10 ปี แต่ก็มีหลักฐานว่าความเสี่ยงการแตกหักอาจสูงที่สุดในช่วงสั้นๆ หลังจากเกิดการแตกหักจากแรงกระทบไม่มาก โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการแตกหักทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามมานั้นเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีแรกหลังจากการแตกหักครั้งแรก

    แนวคิดนี้ ซึ่งเรียกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักที่ใกล้จะเกิดขึ้น (imminent fracture risk) ยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยเครื่องคำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักส่วนใหญ่ ซึ่งให้การประมาณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในระยะยาวเชิงเส้น

    เครื่องมือแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ซึ่งพัฒนาขึ้นในเดนมาร์กและได้รับการตรวจสอบจากภายนอกในแคนาดา สามารถใช้ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักที่ใกล้จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งกลุ่มความเสี่ยงของ MOF 1 ปี และ 5 ปี

    ในทางกลับกัน ยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรพิจารณาถึงภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นหลายปีหรือหลายทศวรรษก่อนการประเมินในปัจจุบันอย่างไรให้ดีที่สุด

    การศึกษาในปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่าภาวะกระดูกหักในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (เช่น อายุ 20-30 ปี) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคตที่เพิ่มขึ้นในวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย โดยมีค่า HR ที่ปรับแล้วอยู่ที่ 1.51 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.42-1.60) ถึง 2.12 (1.67-2.71)49

    ดังนั้น ภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นในอดีตระยะยาวจึงยังคงมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต แม้ว่าจะน้อยกว่าภาวะกระดูกหักครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม

    มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้เครื่องคำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ

    คณะทำงานเฉพาะกิจของสมาคมวิจัยกระดูกและแร่ธาตุแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society for Bone and Mineral Research) เกี่ยวกับอัลกอริทึมทางคลินิกสำหรับความเสี่ยงกระดูกหัก

    สรุปว่ามีเหตุผลสนับสนุนน้อยมากสำหรับการปรับค่าตามเชื้อชาติ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ เอกสารแสดงจุดยืนฉบับต่อมาจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation) ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า การละเว้นเชื้อชาติจะลดประสิทธิภาพของ FRAX และทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็น เนื่องจากความแตกต่างทางเชื้อชาติของประชากรในความเสี่ยงกระดูกหักสำหรับ BMD เดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าข้อมูลที่สนับสนุนเครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักใดๆ ควรเป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมาย มีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของ FRAX FRAXplus ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ต้องชำระเงิน ช่วยให้สามารถปรับค่าผลลัพธ์ของ FRAX สำหรับความใหม่ของกระดูกหัก การได้รับกลูโคคอร์ติคอยด์ขนาดสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความหนาแน่นมวลกระดูกของกระดูกสันหลังส่วนเอว คะแนนกระดูกพรุน การหกล้ม และความยาวแกนสะโพก

    ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาใดที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบระหว่าง FRAX กับ FRAXplus และความแม่นยำของการปรับค่าเพิ่มเติมหลายๆ ครั้งรวมกันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

    ยังมีงานอีกมากที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อปรับปรุงเครื่องมือ FRAX ดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงกลุ่มประชากรเพิ่มเติมที่ก่อนหน้านี้ไม่มีให้บริการ ซึ่งน่าจะช่วยปรับปรุงความสามารถในการนำไปใช้ทั่วไปและความแม่นยำของเครื่องมือ และกำลังมีการประเมินความแตกต่างระหว่างเพศและเชื้อชาติในน้ำหนักของปัจจัยเสี่ยง

    งานวิจัยที่มีแนวโน้มดีแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์สามารถปรับปรุงการทำนายความเสี่ยงกระดูกหักในปัจจุบันได้ โดยใช้ข้อมูลมิติสูงที่ได้จากเวชระเบียน การถ่ายภาพ และอุปกรณ์สวมใส่

    ในท้ายที่สุด ไม่น่าจะมีเครื่องมือทำนายที่ใช้ประชากรใดๆ จะดำเนินการด้วยความแม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบในระดับบุคคล ดังนั้น แพทย์จึงต้องเสริมการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักด้วยการตัดสินใจทางคลินิก โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวในผู้ป่วยแต่ละราย

    4.แนวทางการให้ยาป้องกันการหักกระดูก

    ยากลุ่ม Antiresorptive (ยับยั้งการสลายกระดูก) Bisphosphonates เช่น alendronate, risedronate, zoledronic acid, Denosumab ยาฉีดทุก 6 เดือน มีประสิทธิภาพสูง แต่“ต้องหยุดยาอย่าง ระมัดระวังเพื่อความ ปลอดภัย”เพราะมี rebound bone loss และเสี่ยงหักกระดูกหลายจุดหลังหยุดยา

    ยากลุ่ม Anabolic (กระตุ้นสร้างกระดูก) Teriparatide, Abaloparatide (กระตุ้น PTH receptor, Romosozumab (ต้าน sclerostin) มีประสิทธิภาพสูงกว่ากลุ่ม antiresorptive ในการเพิ่ม BMD และลดการหักกระดูกทุกชนิด

    ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

    การสลับยา (Sequential therapy) เริ่มจาก anabolic ก่อน แล้วต่อด้วย antiresorptive ได้ผลดีที่สุด หากเริ่มจาก antiresorptive ก่อน อาจตอบสนองต่อ anabolic ได้ลดลง

    5.โภชนาการและอาหารเสริม

    แคลเซียม: แนะนำ 700–1200 mg/วัน จาก“อาหารเป็นหลัก” หากจำเป็นต้องเสริม ไม่เกินครั้งละ 500 mg, Calcium citrate เหมาะสำหรับผู้ใช้ยาลดกรดหรือ proton pump inhibitor, วิตามิน D: ไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดการหักกระดูกในคนทั่วไปที่ได้รับแสงแดดพอเพียง ควรตรวจเฉพาะผู้มีความเสี่ยงขาดวิตามิน D ระดับที่เหมาะสม ≥50 nmol/L วิตามิน K2: มีข้อมูลว่าช่วยเพิ่ม BMD ที่กระดูกสันหลัง แต่ผลต่อการหักกระดูกยังไม่แน่ชัด

    6.การรักษาในผู้สูงอายุและผู้มีโรคร่วม

    แม้อายุเกิน 85 ปี ยังอาจได้ประโยชน์จากการรักษา โดยเฉพาะถ้ามีอายุคาดหวัง >6–12 เดือน ต้องระวัง polypharmacy และภาวะไตเสื่อม ส่วน Bisphosphonates ห้ามใช้ถ้า eGFR <30–35 mL/min ขณะที่ Denosumab ใช้ได้ในไตเสื่อมแต่ต้องเฝ้าระวังภาวะ hypocalcemia และRomosozumab ห้ามในผู้มีโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

    7.การจัดการเมื่อเกิดกระดูกหัก “ระหว่างการรักษาด้วยซ้ำ” แสดงว่าอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย ต้องตรวจหาสาเหตุอื่น เช่น พาราไทรอยด์เกิน, มะเร็งกระดูก, ไทรอยด์เกิน, ขาดวิตามิน D ตรวจ adherence ของยาและระดับการตอบสนอง (BMD, C-telopeptide) หากยังหัก ควรเปลี่ยนจาก oral bisphosphonate → IV zoledronic acid หรือ denosumab หรือเปลี่ยนไปใช้ anabolic therapy

    8.ช่องว่างการดูแล (Care gap) น้อยกว่า 20% ของผู้ป่วยที่มีกระดูกหักได้รับยารักษาอย่างเหมาะสม Fracture Liaison Services (FLS) ช่วยลดการหักซ้ำและคุ้มค่ามาก (คืนทุน ~10 ดอลลาร์ต่อการลงทุน 1 ดอลลาร์) การสร้างระบบติดตามต่อเนื่องหลังหักกระดูกเป็นหัวใจของการป้องกันโรคระยะยาว

    9.ประเด็นสำคัญเชิงนโยบาย ควรส่งเสริมระบบคัดกรอง (DXA / CT-DXA) ในระดับปฐมภูมิ สนับสนุน Fracture Liaison Service และ telehealth follow-up ให้ความรู้ผู้ป่วยเรื่องการหยุดยา denosumab อย่างปลอดภัย ส่งเสริมโภชนาการ แคลเซียมจากอาหาร และกิจกรรมทางกาย

    สรุป: โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของผู้สูงอายุทั่วโลก มีแนวทางใหม่ในการประเมินความเสี่ยง (FRAX+, AI CT-DXA) เนื่องจากการใช้ความหนาแน่นของกระดูกและตัวเลขที่เบี่ยงเบนไป จากค่าปกติ “ไม่อาจระบุความเสี่ยงของการแตกหักได้อย่างแม่นยำ” ยากลุ่มใหม่ (romosozumab, abaloparatide) ที่ให้ผลดีขึ้น การหยุด denosumab ต้องระวังภาวะ rebound การรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง รวมทั้งระบบติดตามหลังหักกระดูก จะลดภาระโรคและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/885291/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENXW3BkNmnVU8bBwfEipw

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3-e-learning/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35eRInLNcqQMELJmkwOtPd

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99249101%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vtkV-urGtoLDGtSXta_73

  • รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Meeting เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568

    “โลกและระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปมาก โรงเรียนเอกชนก็ต้องปรับตัวเช่นกัน กฎหมายเดิมหลายมาตราไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงให้ทันต่อยุคสมัย ทั้งในเรื่องสวัสดิการครูเอกชน คุณสมบัติของผู้ได้รับอนุญาต เรื่องการแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตครูต่างชาติ รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยในหลากหลายมาตรา ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะต้องไปพิจารณากันต่อในสภา โดยคณะกรรมาธิการจะได้ดำเนินการพิจารณา ปรับปรุง หรือแก้ไขมาตราต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ หวังว่าจะสามารถบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมสภาได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน”

    อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง
    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-opec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-ONjd48pCoqWemtI5Zzb