Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3-e-learning/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35eRInLNcqQMELJmkwOtPd

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99249101%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vtkV-urGtoLDGtSXta_73

  • รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Meeting เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568

    “โลกและระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปมาก โรงเรียนเอกชนก็ต้องปรับตัวเช่นกัน กฎหมายเดิมหลายมาตราไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงให้ทันต่อยุคสมัย ทั้งในเรื่องสวัสดิการครูเอกชน คุณสมบัติของผู้ได้รับอนุญาต เรื่องการแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตครูต่างชาติ รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยในหลากหลายมาตรา ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะต้องไปพิจารณากันต่อในสภา โดยคณะกรรมาธิการจะได้ดำเนินการพิจารณา ปรับปรุง หรือแก้ไขมาตราต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ หวังว่าจะสามารถบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมสภาได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน”

    อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง
    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-opec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-ONjd48pCoqWemtI5Zzb

  • น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม อดีตอธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ส่วนตัว ระบุว่า “ศิษย์พระจอมเกล้าลาดกระบัง” ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    พร้อมระบุ อีกว่า ในปี พ.ศ. 2519 หรือเมื่อ 49 ปีที่แล้ว การเดินทางมายัง “พระจอมเกล้าลาดกระบัง” นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก ยังไม่มีทางพิเศษมอเตอร์เวย์ ถนนอ่อนนุชเป็นเส้นทางหลักเพียงสายเดียวในการเข้าถึง “ลาดกระบัง”

    ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่กันดาร ถนนหนทางขรุขระ เต็มไปด้วยสะพานข้ามคลอง คอสะพานสูงชัน ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง จากใจกลางกรุงเทพมหานคร มายังสถาบันการศึกษา ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก

    แต่ด้วยพระบารมีเบื้องบน “ฟ้าได้โปรด” สถาบันแห่งนี้ โดยมิได้ย่อท้อต่ออุปสรรคนานัปการ

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (พระพันปีหลวง) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “วิทยาเขตลาดกระบัง” เมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2519 ซึ่งนับเป็น “วันประวัติศาสตร์” อันสำคัญยิ่ง

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    ทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรงานนิทรรศการ “พระจอมเกล้าลาดกระบังนิทรรศน์” สร้างความปลื้มปีติต่อเหล่านักศึกษา คณาจารย์ และคณะผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้ให้การสนับสนุนด้านการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์วิจัยล้ำสมัย พระองค์ได้ทอดพระเนตร “นวัตกรรมล้ำยุค” ที่นักศึกษาและคณาจารย์ร่วมกันสร้างขึ้น

    อาทิ ระบบสื่อสารสมัยใหม่ จักรยานไฟฟ้าต้นแบบ และที่สำคัญคือ “ระบบรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้าต้นแบบ” ซึ่งสามารถยกรถให้นักศึกษาลอยขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

    “ผมเมื่อครั้งเป็นอธิการบดี เคยมีโอกาสสนทนากับพี่ๆ ศิษย์เก่าในยุคนั้น หลายท่านได้กลับมาเป็นอาจารย์ แม้วันนี้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว หากแต่ความทรงจำในวันนั้น ยังคงเป็นความประทับใจสูงสุดตลอดชีวิต” ศ.สุชัชวีร์ กล่าว 

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์  ยังระบุอีกว่า การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยรู้จัก “พระจอมเกล้าลาดกระบัง” จากสถาบันเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก สู่ “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง” อันเป็นที่ยอมรับของประเทศและนานาชาติ

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    “ภาพเหตุการณ์แห่งพระราชกรณียกิจ และ เรื่องเล่าแห่งความซาบซึ้งได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่พระราชทาน พรอันประเสริฐให้กำเนิดพวกเราลูกพระจอมผู้ภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นศิษย์พระจอมเกล้าลาดกระบัง” จะขอจารึกไว้ในหัวใจ มิมีวันเลือนหาย สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

    น้อมศิระกราน กราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dY2TY8s4vyfc7AFM5cvLm

  • ‘สส.เพื่อไทย’ คุย 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรค ‘จาตุรนต์’ ตัวเต็ง | เดลินิวส์

    ‘สส.เพื่อไทย’ คุย 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรค ‘จาตุรนต์’ ตัวเต็ง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5240024/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cW6TjXDA9s2wWEuKIbW9D

  • หลักสูตรไทยล้าสมัย-เรียนฟรีไม่มีจริง ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ปรับหลักสูตร

    หลักสูตรไทยล้าสมัย-เรียนฟรีไม่มีจริง ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ปรับหลักสูตร

    วันนี้ (26 ต.ค.68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

    ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

    ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย ทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน

    และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึง การประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา
    ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหา
    การศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    อ่านข่าว:

    ประชานิยมได้เปรียบการเลือกตั้ง ดุสิตโพล เผย ปชช.เข้าคนละครึ่ง มากกว่า “คนละครึ่งพลัส”

    “ผ้าไทย” จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ สานภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก

    “ไทย” หารือมาเลเซีย ชูความพร้อมสินค้าเกษตรไทยหนุนมั่นคงอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357936&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RCXOhT6wmpMjyigmmSks2

  • “

    “การลงทุน: หัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”


    27/10/2568 | 60 |

    การลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการลงทุนโดยภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการลงทุนของภาคเอกชนในการขยายกำลังการผลิตและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงสร้างงานและกระจายรายได้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

    บทบาทของการลงทุนภาครัฐ (อ้างอิงจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สศช. หรือ กระทรวงการคลัง)

    การลงทุนภาครัฐเป็นตัวจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเอกชนชะลอตัว และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชนในอนาคต:

    1. โครงสร้างพื้นฐาน: ภาครัฐลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายคมนาคม (รถไฟฟ้า, รถไฟความเร็วสูง, ท่าเรือ, สนามบิน), ระบบสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, น้ำประปา), และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    2. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC): โครงการสำคัญที่มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และการแพทย์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    3. การวิจัยและพัฒนา (R&D): การลงทุนในการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ

    💡 เคล็ดลับการเขียน: อ้างอิงข้อมูลจากแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ สศช. หรือ งบประมาณรายจ่ายด้านการลงทุนจาก กระทรวงการคลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐ

    บทบาทของการลงทุนภาคเอกชน (อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน – BOI หรือ ธปท.)

    ภาคเอกชนคือผู้ขับเคลื่อนหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม โดยการลงทุนของภาคเอกชนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการเติบโตในอนาคต:

    1. การขยายกำลังการผลิต: การลงทุนเพื่อสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มเครื่องจักร หรือปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพ

    2. การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย: ภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์

    3. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): การลงทุนจากต่างชาติเป็นสิ่งสำคัญที่นำพาเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ โดยมี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานหลักในการให้สิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวก

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุน

    การตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย:

    • ความเชื่อมั่น: เสถียรภาพทางการเมือง, นโยบายที่ชัดเจน, และบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

    • อัตราดอกเบี้ย: ต้นทุนทางการเงินที่มีผลต่อการตัดสินใจกู้ยืมเพื่อลงทุน

    • กำลังซื้อภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก: อุปสงค์จากผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า มีผลต่อการตัดสินใจขยายธุรกิจ

    • แรงงานและทักษะ: การมีแรงงานที่มีคุณภาพและทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ

    บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

    การลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย การที่ภาครัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและ EEC จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนตามมา ในขณะที่การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/434914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_plcjcBq4iPwB4b9RwhSQ

  • จับตาสัปดาห์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก 3 เหตุการณ์สำคัญเขย่าตลาด

    จับตาสัปดาห์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก 3 เหตุการณ์สำคัญเขย่าตลาด

    สัปดาห์นี้นักลงทุนทั่วโลกจับตา 3 เหตุการณ์สำคัญ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่คาดว่าจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง, งบไตรมาสของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Microsoft, Apple และ Amazon และการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คาดว่าจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี (30 ตุลาคม) การประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการค้าโลก

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากการเปิดเผยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนที่ล่าช้าออกมาแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ซึ่งช่วยรักษาแนวโน้มให้เฟดเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธที่จะถึงนี้

    เดิมทีรายงาน CPI เดือนกันยายนมีกำหนดเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลไม่ถูกปิดทำการ ผลตัวเลขออกมาที่ 3% ต่ำกว่าคาดการณ์ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่สูงกว่าระดับเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 2.9% เล็กน้อย

    ในด้าน “Core CPI” ซึ่งตัดราคาพลังงานและอาหารออก ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เฟดให้ความสำคัญ เงินเฟ้อเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3% ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 3.1% และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากขยายตัว 0.3% ต่อเนื่องสองเดือนก่อนหน้า

    นอกจากการประชุมเฟดแล้ว สัปดาห์นี้นักลงทุนยังจะได้รับข้อมูลสำคัญจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board ซึ่งจะเผยแพร่ในวันอังคารนี้ (28 ตุลาคม)

    ในส่วนของผลประกอบการ สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นช่วงที่คึกคักที่สุดของฤดูกาลประกาศงบ โดยกลุ่มบิ๊กเทค อย่าง Microsoft  Amazon Apple  Alphabet  และ Meta จะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด นักลงทุนจะจับตาว่าบริษัทเหล่านี้ยังสามารถรักษาความคาดหวังสูงจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้หรือไม่

    บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน 4 ใน 5 รายของโลก ได้แก่ Exxon Mobil  Chevron  Shell PLC  และ TotalEnergies SE  ก็จะรายงานงบเช่นกัน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อย่าง UnitedHealth Group Verizon  Southern Company  และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

    นักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะให้ความสำคัญกับภาวะตลาดแรงงาน แม้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งนี้จะไม่มีรายงานการจ้างงานเดือนกันยายนออกมาเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล แต่รายงาน CPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดนี้น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับเฟด ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนตุลาคมและธันวาคมอยู่แล้ว

    นักวิเคราะห์จาก Bank of America เขียนในบันทึกเมื่อวันศุกร์ว่า ในกรณีที่ไม่มีรายงานการจ้างงานเดือนกันยายน การลดดอกเบี้ยเดือนตุลาคมถือว่าเป็นเรื่องที่จบแล้ว

    นักวิเคราะห์ของ BofA ระบุเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลเอกชน ผลสำรวจของเฟด และข้อมูลการขอรับสวัสดิการว่างงานของแต่ละรัฐ ตลาดแรงงาน ในกรณีดีที่สุดก็เพียงทรงตัว และในกรณีแย่ที่สุดเริ่มอ่อนแอลง ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มปิดทำการ

    นอกจากนี้ การปิดหน่วยงานรัฐบาลยังเริ่มส่งผลทางการเมืองมากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกพักงานเริ่มไม่ได้รับค่าจ้างเป็นครั้งแรก ปัจจุบันการปิดหน่วยงานครั้งนี้กลายเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2018 (พ.ศ. 2561) ที่กินเวลา 35 วัน

    ขณะนี้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สให้น้ำหนักความเป็นไปได้ 97.6% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 0.25 จุด หลังจากลดไปแล้วในเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้กรอบอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายลดจาก 4.00–4.25% ลงมาอยู่ที่ 3.75–4.00%

    สงครามการค้าที่เดิมพันสูง

    หลังจากเกิดความไม่แน่นอนเรื่องเวลาและความเป็นไปได้ของการพบปะกัน ดัชนีหุ้นหลักทั้งสามของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังทำเนียบขาวยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการประชุมสุดยอด APEC การพบกันนี้เกิดขึ้นจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองผู้นำเจรจาและหาทางออกต่อสงครามการค้าที่ดำเนินมานาน

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่หายากอย่างเข้มงวด ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่แทบไม่มีอยู่ก่อน ขณะเดียวกัน การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียทั้งรัฐวิสาหกิจ Rosneft และบริษัทเอกชน Lukoil เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เจรจาเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

    ก่อนหน้าที่จีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ จีนแทบจะหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ส่งผลให้เกษตรกรอเมริกันจำนวนมากขาดตลาดรองรับผลผลิต สมาคมผู้ปลูกถั่วเหลืองแห่งสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สงครามการค้าเป็นอันตรายต่อทุกฝ่าย และพัฒนาการล่าสุดนี้น่าผิดหวังอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกษตรกรถั่วเหลืองกำลังเผชิญวิกฤตการเงินที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดว่า บริษัทต่าง ๆ จะส่งผ่านต้นทุนจากภาษีศุลกากรราว 70% ไปยังผู้บริโภค หมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปจะมีราคาแพงขึ้น และถึงแม้ว่าการพบกันระหว่างทรัมป์และสีในสัปดาห์นี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความไม่แน่นอนในตลาดจะหมดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/642434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vs8qIPRYj7SnpFRZBTpmU

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.63-32.79 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นอกจากนี้ รายงานดัชนี S&P PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม ก็ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ท่ามกลางความหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง เฟด, BOJ และ ECB พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของเฟด โดยบรรดานักวิเคราะห์ (และเรา) ผู้เล่นในตลาด ต่างประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% และอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมทยอยยุติการปรับลดงบดุล (Quantitative Tightening) ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่วนอัตราเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทว่าก็มีแนวโน้มทยอยชะลอตัวลงกลับสู่เป้าหมายของเฟดได้ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ หุ้นเทคฯ ใหญ่ ในกลุ่ม the Magnificent 7 (Meta, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Apple) ซึ่งรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวังหรือคาดการณ์ผลประกอบการไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดคาดหวัง ก็อาจกดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานหนักได้

    ▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดต่างเห็นพ้องกันว่า ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.00% ตามเดิม แต่อาจมีเน้นย้ำว่า ECB พร้อมปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ถ้าจำเป็น นอกเหนือจากผลการประชุม ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซน อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม (รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดย ECB) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนตุลาคม

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสเพียง 11% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ ยังมีโอกาสราว 48% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ และมองว่า ในปี 2026 BOJ ก็มีแนวโน้มทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 1 ครั้ง หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นก็ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็อาจพอได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังภายใต้นายกฯ Sanae Takaichi ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง สู่ระดับ 0.75% ในปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 สู่ระดับ 1.00% โดยแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่ระดับ 140 เยนต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จากการประเมินของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales), ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราการว่างงาน ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่าน รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ในเดือนตุลาคม

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +7%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด หากทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันการค้าโลกและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง โดยยังคงเห็นโซนแนวต้านของเงินบาท (USDTHB) ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำยังพอมีจังหวะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นจากโซนแนวรับ ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (และเงินดอลลาร์) เผชิญความเสี่ยง Two-way risk โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด หลังในช่วงนี้ เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำมากขึ้น ซึ่งราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมได้ หากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนออกมาสดใส ดีกว่าคาด หนุนให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ทว่า หากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด กดดันให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง ก็อาจช่วยให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน

    หากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FeJ2RfYxTWTSQPk6fB6dg

  • ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ ในปี 2568 โดยเน้นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ บุคลากร การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้กับนานาชาติ

    รัฐมนตรีกล่าวถึงการเร่งแผนงานและการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และได้พูดถึงการออกแบบมาสคอตชุดใหม่ “เดอะสาน” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย พร้อมทั้งเน้นถึงการดูแลและเสริมแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในเวทีระดับภูมิภาค

    ในประเด็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีระบุว่าการกีฬาเป็นพื้นที่ของมิตรภาพและการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกสนามและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

    อีกทั้ง รัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ซีเกมส์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Sport Tourism โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางชมการแข่งขัน ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมเผยข่าวดีเตรียมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้ประชาชนในการเฉลิมฉลองครั้งนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sport-tourism-seagame&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cH0MLtCR7ZyQiL-g1qzI