Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สสส.-สพฐ.ภาคการศึกษาที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย ชู “วิชาชนะมาร”ใช้ศิลปะละครสร้างภูมิรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง | เดลินิวส์

    สสส.-สพฐ.ภาคการศึกษาที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย ชู “วิชาชนะมาร”ใช้ศิลปะละครสร้างภูมิรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ต.ค. 2568 ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และเมืองพัทยา มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ 5 ภูมิภาค จัดเวทีสาธารณะ “เชื่อมพลังครู สานต่อวิถีเรียนรู้วิชาชนะมาร” ภายใต้โครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น

    นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนเปรียบเหมือนมีมารอยู่รอบตัว จากการถูกชักชวนให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยง ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปี 2567 มีเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากกลลุทธ์การตลาดแบบล่าเหยื่อ ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ล่อใจเด็ก เช่น เป็นตุ๊กตา “ทอยพอด” หรือล่าสุดก็ทำมาในรูปลักษณ์เหมือนยาดม ที่เรียกกันว่า “พอดจมูก” เด็ก ๆ หารู้ไม่ว่า ในบุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่ง มีนิโคตินเข้มข้นและอันตรายมากเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 20 มวน ส่วนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กเยาวชน พบว่า 33.06% มีการดื่มแล้วขับ นำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่พนันออนไลน์ก็แพร่ระบาดมาถึงตัวเด็ก ผลสำรวจ 2 ปีก่อนหน้านี้ พบว่า 32.3% ของเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เล่นการพนันออนไลน์ เฉลี่ยคนละ 1,633 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินที่ถูกล่อลวงถึง 58,675 ล้านบาท

    “เมื่อเด็กเหล่านี้เข้าสู่วงจรกับดักของสิ่งเสพติด และอบายมุข จะเกิดภาวะเครียด โดดเดี่ยว และมีปัญหาความสัมพันธ์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดพฤติกรรมดำดิ่งสู่โรคซึมเศร้า เกิดการเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิตใจ ผู้ปกครอง โรงเรียน ครู และคนรอบตัวเด็ก ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

    นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. สนับสนุนโครงการ “ชนะมาร” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 นำกระบวนการเรียนรู้ผ่านศาสตร์และศิลป์ของ “ละครเพื่อการเรียนรู้” ร่วมกับการพัฒนา “คู่มือครูชนะมาร” เป็นแนวทางให้ครูนำไปสร้างภูมิรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงให้กับนักเรียน ผ่านการจำลองสถานการณ์ ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา มุ่งส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาวะ ให้เกิดสุขภาวะที่ดีจากภายในจิตใจสู่ โครงการปีที่ 1 มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 200 แห่งทั่วประเทศ ส่งต่อคู่มือชนะมารถึงมือครูกว่า 200 คน และสนับสนุนนักเรียนแกนนำไม่น้อย 500 คน ให้เป็น “นักสื่อสารสุขภาวะ” บอกต่อความรู้ต่อเพื่อน ๆ สสส. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถนำไปบูรณาการในระบบการศึกษาและช่วยตอบตัวชี้วัดของสถานศึกษาได้หลายโครงการ เช่น โครงการ To Be Number One โครงการสถานศึกษาสีขาว โครงการเรียนดีมีสุข โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ถือเป็นการขับเคลื่อนงานเชิงรุก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและส่งเสริมศักยภาพครูและนักเรียนแกนนำ สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน

    นายณรงค์ศักดิ์ โพธิ์อ่อง รองผู้อำนวยการบริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. กล่าวว่า “กระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมารสอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีเครือข่ายกลไกดูแลเยียวยา ปกป้องอย่างเข้มแข็ง และมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเท่าทันปัจจัยเสี่ยง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยการขับเคลื่อนผ่านมาตรการ 3 ป. คือ 1.ป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่ปลอดภัย 2.ปลูกฝัง เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึก ประสบการณ์ที่ดีให้เกิดเป็นทักษะชีวิต 3.ปราบปราม จัดการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ และส่งต่อด้านกฎหมาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีสุขภาวะที่ดี และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ดร.สมเดียว เกตุอินทร์ รองศึกษาธิการอุตรดิตถ์ กล่าวว่า โครงการชนะมารเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่เน้น Active Learning ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในรูปแบบของละครสร้างสรรค์ โดยสำนัก กิจกรรรมกิ่งก้านใบ ควบคู่กับกระบวนการเรียนรู้หลังชมละครที่ถูกออกแบบมาให้เป็นการตั้งคำถาม ชวนคิด ชวนคุยเพื่อสร้างภูมิรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง จัดว่าเป็นการเรียนรู้ที่มีชีวิตไม่ใช่เพียงการมาจัดบอร์ดนิทรรศการหรือการจดบันทึกวิชาการในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การได้มาทำงานร่วมกับโครงการชนะมาร ช่วยยืนยันว่าเครือข่ายโรงเรียนและครู เราไม่ได้เดินเพียงลำพังคนเดียว เรายังมีเพื่อน มีเครือข่ายสร้างการเรียนรู้ ที่ค่อยช่วยซัพพอร์ตกันและกันเพื่อดูแล ปกป้องเด็กเยาวชนให้ปลอดภัยจากสิ่งเสพติด และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ

    นางนัฏศจี ทองเหลี่ยม ตัวแทนพ่อแม่ผู้ปกครอง กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กถูกล่อหลอกเข้าหาอบายมุขต่าง ๆ ง่ายมาก เมื่อพ่อแม่รู้เข้า ก็มักจะเครียด รู้สึกเสียใจ และโมโหมาก อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่ลูก พ่อแม่ยุคนี้จึงต้องการพื้นที่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารพลังบวก มีสติ ทบทวนอารมณ์ความรู้สึกตนเอง และหาวิธีพูดคุยแบบเปิดใจกับลูกของตน ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน ดูแลกันจนลูกสามารถห่างจากปัจจัยเสี่ยงได้ในที่สุด เมื่อได้มีโอกาสมารู้จักกับโครงการชนะมาร ของสสส. ที่สร้างการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือละคร ช่วยต่อยอดให้เด็กได้นำมาคิดวิเคราะห์เรียนรู้ แล้วบอกต่อเรื่องราว เด็กจะมีคุณค่าในตนเอง ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็จะเห็นคุณค่าในตัวลูกด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5246971/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0an6IzRPApNlyliT0tUKJX

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2592%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22mT5AFNW7bDh93OIK7202

  • ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    ธุรกิจ

    ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    28 ต.ค. 2025 เวลา 14:13 น.

    งาน Bitkup Summit 2025 Gateway To The Future มีเวทีสัมมนามากมายที่น่าสนใจ รวมถึง “SHARK RESTAGE 2026 ล่าธุรกิจไทย โตไกลสู่เวทีโลก”

    ขณะที่วิทยากรคือ “ชาร์ก” จากรายการทีวีชื่อดังมาแบ่งปันมุมมองเศรษฐกิจ การเคลื่อนธุรกิจสู่เวทีโลก รวมถึงบทเรียนการตัดสินใจ ความผิดพลาดในการบริหารงาน

    “ชาร์กจิง ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท สาวแกร่งผู้กุมบังเหียนอาณาจักรชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย ฉายภาพเศรษฐกิจไทย การรับมือวิกฤติที่อาจจะหนักขึ้น การเผชิญอุปสรรคที่เกือบล้ม รวมถึงหากต้องเลือกลงทุนในธุรกิจใหม่ และถ้ามี 1 นาที ต้องฟังการนำเสนอแนวคิด โครงการลงทุน จะเลือกอะไร

    ในวันที่สังคมกำลังถูกถาโถมด้วยประเด็นเศรษฐกิจไทยหนักหนาสาหัสในรอบ 40 ปี แต่ “ชนาพรรณ” มองต่างออกไป นี่อาจเป็นวาทกรรมดึงความสนใจจากคนวงกว้าง แต่หากพิจารณา “ฐานข้อมูล” เศรษฐกิจปี 2568 ไม่ได้หนักสุด เพราะเทียบวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จีดีพีติดลบ 7% วิกฤติโควิด-19 ระบาด จีดีพีติดลบกว่า 6% ส่วนปี 2568 ยังต้องลุ้นตัวเลขจีดีพีโต 1.5-18%

    แม้เศรษฐกิจไทยไม่เข้าขั้นวิกฤติ หรือต่ำสุดรอบ 40 ปี ทว่ามองอนาคต 2-3 ปี ยอมรับว่าเข้าสู่โหมด

    “ซึม..ลากยาว สถานการณ์ไม่ได้เจ็บหนัก แต่เป็นภาวะการปัดไม่พ้นตัว ในเชิงความรู้สึก บาดเจ็บน้อยแต่เจ็บนาน แต่วิกฤติคือเจ็บจริง ติดลบมาก ประโยคเศรษฐกิจสาหัสรอบ 40 ปี express ในความรู้สึก แต่ไม่ถูกในเชิงสถิติ แต่ก็ทำให้นักธุรกิจต้องระมัดระวัง”

    ปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจ กำลังซื้อเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจควบคุมไม่ได้ หากต้องรับมือ ความท้าทายในอนาคต “ชนาพรรณ” หยิบคัมภีร์การหา “ตลาดเฉพาะ” หรือ Niche Market ผลิตสินค้า 1 อย่างไม่ใช่หว่านขายทุกคนหรือ One size fits all เหมือนในอดีต เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันหระจัดกระจายแยกย่อย(Fragment)อย่างมาก มีความต้องการไม่เหมือนใคร(Unique) ดังนั้น หากผลิตสินค้า Mass สู่ตลาด อาจขายได้น้อยลง

    “เมื่อก่อนนักการตลาดไม่ชอบ Niche Market สนใจทำไม เพราะขายได้น้อย จงไปสนใจ Mass Market ตอนนี้กลับกัน แบรนด์ที่ใหญ่โตได้ เกิดจากการเน้น ใส่ใจ Niche เพื่อให้ตลาดโต เมื่อโตจาก Niche จะกลายเป็น Mass เราต้องหาสินค้าใหม่ที่ Niche เพื่อเป็น Mass เป็น New S-Curve ไปต่อ เป็นการหาน่านน้ำสีครามหรือ Blue Ocean ใหม่ คือการอยู่รอด”

    แล้วถ้าธุรกิจไทยต้องการโตไกลระดับโลก “ชนาพรรณ” ให้มุมมอง 4 มิติ 1.การบุกโลกผู้ประกอบการต้องมีความสามารถขยายใหญ่(Upscale) มั่นใจว่าจะรังสรรค์สินค้าขาย “เชิงปริมาณ”(Volume)ที่มากได้ ยิ่งยอดขายเยอะ ต้องการ Upscale มากขึ้น 2.การเข้าใจตลาด ผู้ซื้อนอกประเทศซึ่งมีกระจัดกระจาย(Fragment) ในแต่ละทวีป ประเทศ พื้นที่ เพราะไม่มี One size fits all

    3.ขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก(S:Small) การหาสินค้าที่เหมาะสมกับตลาด โมเดลธุรกิจ เงินลงทุนที่ต้องพร้อมจะท้ารบเวทีโลก ซึ่งต้องเจอเจ้าถิ่นเดิมคือ “คู่แข่ง” ในแต่ละตลาด กระโจนไปแข่งเดือดไม่พอ ซ้ำร้ายอาจเจอเจ้าใหญ่ “ลอกเลียนแบบสินค้า” จนสูญเสียขีดการแข่งขันได้ง่ายๆ เหมือนอยู่ในสนามฟุตบอลที่มาสารพัดลีกแข่งขันนั่นเอง จึงต้องเตรียมตัวให้ดี

    และ 4.การบริหารห่วงโซ่ธุรกิจ(ซัพพลายเชน) เมื่อโลกวันนี้มีสงครามจริง สงครามการค้า ทั้ง 2 สมรภูมิรบล้วนมีผลต่อซัพพลายเชนทั้งสิ้น การจะส่งสินค้าจากไทยไปต่างประเทศ การผลิตสินค้าในไทย มั่นใจว่าใช้แค่ทรัพยากรในไทย ไม่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ช่องทางโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า หากมีสงคราม มีออเดอร์ แต่เดินเรือส่งสินค้าไม่ได้ สินค้าไปไม่ถึงเวลา สินค้าที่มีอายุสั้น สินค้าตามฤดูกาล เน่าเสียได้ ถูกยกเลิก เหล่านี้ต้องบริหารจัดการให้ทันเวลา

    เป็นชาร์กที่แสวงหาโอกาสการลงทุน ยุคนี้ถ้า “ชนาพรรณ” ต้องเลือกลงทุน ได้มองธุรกิจ “พลังงานสีเขียว”(Green Energy) เพราะทุกธุรกิจบนโลก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความอายุยืนยาว(Longivity) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ธุรกิจยุคเก่า เศรษฐกิจเก่า-ใหม่ ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นโลกกำลังพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงถูกใช้เป็น “กติกาโลก” ในการทำธุรกิจ ผู้บริโภคตระหนักสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก แม้จะมีกฎเกณฑ์หรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าหากเลือกสินค้าที่ราคาเท่ากัน ผู้บริโภคเลือกหยิบสินค้าที่รักษ์โลกตั้งแต่ต้นทางมากกว่า

    “Green Energy จะเป็นพื้นฐานทุกธุรกิจในอนาคต”

    “ชนาพรรณ” เป็นทายาทรับช่วงต่อจากบิดา นำทัพกลุ่มไทยซัมมิท ตัดสินใจผิดพลาดบ้างหรือไม่ คำตอบคือ

    “ทำธุรกิจมาจะ 30 ปี ตัดสินใจไม่ผิดพลาดเลยก็คงไม่ได้ แต่ต้องเป็น Quality mistake เกิดจากการไตร่ตรองที่ดีแล้ว และนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เพื่อให้การตัดสินใจ มีความมั่นใจต่อไปในอนาคต”

    การตัดสินใจพลาดมีเรื่องต้องตระหนักให้เป็นคือ “ต้นทุนที่เรียกคืนไม่ได้”หรือ Sunk cost หากเกิดขึ้นแล้ว “กล้าเสี่ยงถอนตัวกลับคืนให้ทัน” ตัวอย่าง การเรียนแพทย์ 6 ปี เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางอีก 3 ปี หากวันหนึ่งต้องการเป็น “สตาร์ทอัป” ไม่ต้องการเป็นหมอแล้ว สุดท้ายกล้าทิ้งเวลาที่สูญเสียไปตอนเรียนหรือไม่ หรือจะเลือกเป็นหมอทั้งชีวิตแต่ไม่มีความสุข

    “แนวคิดคือการตัดสินใจผิดพลาดต้องเกิดจากการไตร่ตรองที่ดี เรื่อง Sunk cost พร้อมที่จะสละถูกต้องถูกเวลาหรือไม่ จะละทิ้ง Sunk cost ยังไง”

    งาน Bitkup Summit 2025 มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากเข้ารับฟัง หากต้องรับฟังการ Pitching โครงการต่างๆ “ชนาพรรณ” ให้น้ำหนักโมเดลธุรกิจที่จริง มีความท้าทายแต่ไม่เพ้อฝันเกินไป เช่น การลงทุนธุรกิจสุขภาพ จะไม่เทียบแค่ธุรกิจเดียวกัน แต่ข้ามอุตสาหกรรมด้วย

    “ถ้าโม้เวอร์ ตกรอบก่อน” อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนต่างๆ “ชนาพรรณ” ย้ำว่า แผนสำรองหรือ Plan B สำคัญ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ธุรกิจเล็ก-ใหญ่ ต้องมีความระมัดระวังในการใช้เม็ดเงินลงทุน ไม่ได้หยุดการลงทุน หยุดการเติบโต ยังคงมองหาสิ่งใหม่ๆ แต่ Plan B รองรับกรณี “เจ๊ง” ธุรกิจไม่ดี จะได้ไหวตัวทัน ทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจอื่นที่เตรียมไว้ในใจ และต้องผิดพลาดในสิ่งที่ตนเองรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1205039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kpK6BPtn-3IufbMA86B69

  • คนแห่ย้อมผ้าดำเพิ่ม 3 เท่า เศรษฐกิจฝืดหันใช้ผ้าเก่าไว้ทุกข์ | TOPNEWS

    คนแห่ย้อมผ้าดำเพิ่ม 3 เท่า เศรษฐกิจฝืดหันใช้ผ้าเก่าไว้ทุกข์ | TOPNEWS

    วันที่ 28 ต.ค. 2568 บรรยากาศการไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ประชาชนพร้อมใจแต่งกายชุดดำไว้ทุกข์ ส่งผลให้ร้านขายเสื้อผ้าในเขตเทศบาลนครมีผู้คนแห่มาซื้อชุดดำกันอย่างคึกคัก เพื่อร่วมแสดงความอาลัยแด่พระองค์ท่าน

    ขณะเดียวกัน ร้านรับย้อมผ้าสีดำในพื้นที่ก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะร้านของนางพิกุล ดุลย์เภรี อายุ 61 ปี ตั้งอยู่ริมถนนกะโรม ใกล้สะพานท่าเรียน เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเปิดให้บริการย้อมผ้ามานานกว่า 35 ปี เผยว่า หลังจากมีข่าวการเสด็จสวรรคต ลูกค้านำเสื้อผ้าเก่ามาย้อมสีดำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปกติ วันละประมาณ 30 ตัว เพิ่มเป็นเกือบ 100 ตัวต่อวัน

    นางพิกุลกล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า อยากแต่งชุดดำไว้ทุกข์แต่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี จึงเลือกประหยัดด้วยการนำเสื้อผ้าเก่ามาย้อมใหม่แทนการซื้อใหม่ โดยราคาค่าบริการย้อมขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาของผ้า เริ่มต้นที่ 100 บาท พร้อมระบุว่า บางรายยังตั้งใจจะเดินทางไปถวายความอาลัยที่กรุงเทพฯ หากมีโอกาสด้วยความจงรักภักดี

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1370524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P6OHBf0j_nluwKVMcUvnf

  • ปทุมฯ จัดงาน

    ปทุมฯ จัดงาน

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

    จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี “Pathum Festival 2025” มหกรรมการแสดงและจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากปทุมธานี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยถึงศักยภาพของจังหวัดปทุมธานี ว่านอกจากจะเป็นเมืองปริมณฑลที่มีความเจริญสะดวกสบายแล้ว ปทุมธานียังถือเป็น “ประตูสู่ภาคกลาง” และเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ ที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารและการเกษตรแปรรูป

    “จังหวัดปทุมธานีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร สินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) และสินค้า BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน งาน Pathum Festival 2025 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของจังหวัด ในฐานะศูนย์กลางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

    ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน Pathum Festival 2025 ว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และเป็นจุดนัดพบสำคัญสำหรับนักธุรกิจที่มองหาพันธมิตรเพื่อสร้างเครือข่าย และสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

    “งาน Pathum Festival 2025 เราคัดสรรสินค้าคุณภาพสูงจากผู้ประกอบการจังหวัดปทุมธานีกว่า 100 ร้านค้า ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้า GI อาทิ ข้าวหอมปทุมธานี กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า พืชผักอินทรีย์ รวมถึงสินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด BCG มาจัดแสดงและจัดจำหน่ายให้กับประขาชนที่สนใจ รวมถึงผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพันธมิตรธุรกิจ และสินค้าคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ธุรกิจด้วย” นายนิมิตรกล่าว

    ทั้งนี้ พาณิชย์จังหวัดฯ ยังคาดการณ์ว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 5 วัน จะมีเงินสะพัดและเกิดการเจรจาธุรกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงปลายปีได้อย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดปทุมธานีจึงขอเชิญชวนประชาชน และผู้ประกอบการที่สนใจ เข้าร่วมงาน Pathum Festival 2025 ระหว่างวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยทุกวันนอกจากโปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ระดมจัดกันตลอดทั้งวันแล้ว ในช่วงเวลา 16.30-17.30 น. ของทุกวัน ยังมีการแสดงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ วัน  เต๋า ภูศิลป์ / เฟิร์ส พรชิตา / เด่น ฟิงเกอร์ / กีตาร์ สิริขวัญ และติวเตอร์ ฐนวัฒน์ ให้ชมฟรีอีกด้วย

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/923972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OMnKDCanFDWOnOYonvA39

  • เชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อยอดเฟส 2

    เชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อยอดเฟส 2

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

    Tag :

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม หวังลดค่าใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ต่อยอดเฟส 2

    28 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลขอบคุณประชาชนและร้านค้าที่ให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นจำนวนมาก  โดยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พบว่า มีร้านที่ค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด จำนวน 587,810 ราย

    แบ่งเป็น 1) ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว จำนวน 486,513 ราย (ร้านค้ารายเดิม จำนวน 93,920 ราย และ ร้านค้ารายใหม่ จำนวน 392,593 ราย)
    2) ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร จำนวน 101,297 ราย (รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ จำนวน 96,631 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 4,666 ราย) สำหรับร้านค้า ร้านบริการ ที่ยังลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านแอปฯ ถุงเงินได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568  ส่วนร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเริ่มผูก Food  Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของจำนวนผู้ลงทะเบียนเป๋าตัง จำนวน 20 ล้านสิทธิ สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และผู้ที่ต้องการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform สามารถสั่งผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนสิ้นสุดโครงการ

    สำหรับการเติมเงินสำหรับการใช้จ่าย ประชาชนต้องใช้จ่ายค่าสินค้า บริการ (ตามเงื่อนไขของโครงการ) ผ่านกระเป๋าเงิน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง กับร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และผูกบริการ G Wallet ให้สำเร็จ โดย ขั้นตอนการเติมเงินเข้า G Wallet มีขั้นตอน ดังนี้
    • เข้าไปที่หน้าแอปฯ เป๋าตัง
    • กดปุ่ม “เติมเงินเข้า G Wallet”

    ทั้งนี้ ช่องทางการเติมเงินเข้า G Wallet สามารถทำได้ 4 ช่องทางด้วยกัน
    1. Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต 
    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารยูโอบี โดยระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน
    2. บัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกอยู่บนแอปฯ เป๋าตัง โดยต้องมีบัญชีกรุงไทย และ
    ผูกบนแอปฯ เป๋าตัง
    3. QR PromptPay โดยสแกน QR ด้วย Mobile Banking ทุกธนาคาร และ
    4. ตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต โดยเลือกเมนูเติมเงินพร้อมเพย์  ระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน

    “รัฐบาลขอเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านบริการนวด สปา รวมทั้งผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการ Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะด้านการค้าขาย ซึ่งจะช่วยให้ค้าขายเก่งขึ้น ลดต้นทุน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำมาค้าขาย สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” นายสิริพงศ์ ย้ำ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24T7Iazf4nuxvb21r-7VX8

  • การศึกษาไทยในยุคดิจิทัล  โอกาส ความท้าทาย และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

    การศึกษาไทยในยุคดิจิทัล โอกาส ความท้าทาย และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

    การศึกษาไทยในยุคดิจิทัล โอกาส ความท้าทาย และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล


    28/10/2568 | 102 |

    การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้นำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่วงการการศึกษาไทย เปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการเข้าถึงความรู้และเครื่องมือการเรียนรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เผยให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาและอนาคตของเยาวชน บทความนี้จะวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายที่ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญหน้าในโลกยุคใหม่

    โอกาส: การเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด

    เทคโนโลยีดิจิทัลได้มอบโอกาสสำคัญให้กับผู้เรียนและผู้สอน:

    • การเข้าถึงความรู้ทั่วโลก: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (MOOCs) และเนื้อหาดิจิทัลจากทั่วโลกทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงคลังความรู้ที่หลากหลายและทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งส่งเสริมแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

    • การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: เทคโนโลยีช่วยให้การเรียนรู้เน้นทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบันมากขึ้น เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    • การเรียนรู้แบบส่วนบุคคล (Personalized Learning): เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้ครูสามารถออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความสนใจและความถนัดเฉพาะตัวของผู้เรียนแต่ละคนได้มากขึ้น

    ความท้าทาย: ช่องว่างของ “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

    ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยียังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ:

    • การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน: นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ชนบท หรือครอบครัวที่มีรายได้น้อยยังคงมีปัญหาในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ดิจิทัล (เช่น คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต) ที่มีคุณภาพ ทำให้พวกเขาเสียเปรียบในการเรียนรู้แบบออนไลน์

    • ความแตกต่างด้านคุณภาพการสอน: ครูในโรงเรียนที่มีข้อจำกัดอาจขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ ซึ่งทำให้การเรียนรู้แบบออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้

    • ความรู้เท่าทันสื่อ: การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากในโลกออนไลน์โดยปราศจากทักษะการคัดกรองข้อมูลและความเข้าใจในเรื่องความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ทำให้ผู้เรียนมีความเสี่ยงที่จะรับข้อมูลที่ผิดพลาด (Fake News) หรือถูกคุกคามทางไซเบอร์

    การสร้างสมดุลเพื่ออนาคต

    การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในยุคดิจิทัลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน:

    • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: ภาครัฐต้องเร่งขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและจัดสรรอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็นให้กับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม

    • การปฏิรูปหลักสูตรและพัฒนาครู: เน้นการพัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการทักษะดิจิทัลเข้ากับการคิดเชิงวิพากษ์ และฝึกอบรมครูให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ

    • การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน: ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยและกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลาย

    สรุป

    การศึกษาไทยในยุคดิจิทัลเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่และความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนอุปกรณ์หรือความเร็วอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการสร้าง “ความเท่าเทียมทางดิจิทัล” ที่จะทำให้เยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพื้นเพใด สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/435277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29-_3Kr3YXPt1aBSkxGgwk

  • บอร์ด คปภ. เห็นชอบตั้งคกก.วางแผนพัฒนางาน-ความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    บอร์ด คปภ. เห็นชอบตั้งคกก.วางแผนพัฒนางาน-ความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    บอร์ด คปภ. เห็นชอบตั้งคกก.วางแผนพัฒนางาน-ความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ 

    ภายหลังการประชุม ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญต่อการดูแลและพัฒนาศักยภาพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะตำแหน่ง “ศึกษานิเทศก์” (ศน.) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศ จึงมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้ง “คณะกรรมการวางแผนพัฒนางานและความก้าวหน้าของศึกษานิเทศก์” เพื่อทำหน้าที่ศึกษาข้อมูล กำหนดแนวทางบริหารจัดการ และจัดระบบการพัฒนาตำแหน่งให้สอดคล้องกับภารกิจและเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการในยุคใหม่

    ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานหลักในสังกัด ศธ. ครบทุกแท่ง พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารบุคคลและการพัฒนาการศึกษา โดยมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ และเป็นผู้สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ 

                           บอร์ด คปภ. เห็นชอบตั้งคกก.วางแผนพัฒนางาน-ความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นการจัดสรรหรือเกลี่ยอัตรากำลังศึกษานิเทศก์ภายในหน่วยงานต่าง ๆ ว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันตำแหน่งศึกษานิเทศก์อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนกว่า 4,400 อัตรา ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีเพียง 35 อัตรา ซึ่งในส่วนของอาชีวะจะไม่มีการคงตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างกฎหมายของ สอศ. ไม่มีตำแหน่งศึกษานิเทศก์อยู่ในระบบ 

    ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) มีอัตราศึกษานิเทศก์ประมาณ 700 กว่าตำแหน่ง ซึ่งทั้งหมดจะต้องรอข้อสรุปจากคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป 

    ศ.ดร.นฤมล ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเสียงของศึกษานิเทศก์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน และเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ “เราต้องการให้ ศน. ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบทบาท หน้าที่ และความก้าวหน้าในสายอาชีพ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม”

    รมว.ศธ. กล่าวยืนยันในตอนท้ายว่า การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อให้การปฏิรูปด้านบุคลากรทางการศึกษาเกิดประโยชน์สูงสุด และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642550&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cn83Z25FbD87pjNcydI9b

  • “นฤมล” เห็นชอบตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนางานศึกษานิเทศก์

    “นฤมล” เห็นชอบตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนางานศึกษานิเทศก์

    “นฤมล” เห็นชอบตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนางานศึกษานิเทศก์

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ด คปภ. เห็นชอบตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนางานศึกษานิเทศก์ ย้ำพร้อมรับฟังทุกความเห็นจาก ศน. ทั่วประเทศ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางพัฒนางานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ (ศน.) ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้ง คณะกรรมการวางแผนพัฒนางานและความก้าวหน้าของศึกษานิเทศก์ โดยจะคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เพื่อศึกษาข้อมูลและกำหนดแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาการศึกษา พร้อมมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการสรรหาคณะกรรมการชุดดังกล่าว

    สำหรับประเด็นการปรับอัตรากำลังของศึกษานิเทศก์ในหน่วยงานต่าง ๆ ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อน โดยปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีศึกษานิเทศก์ประมาณ 4,400 อัตรา ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีเพียง 35 อัตรา และอาจถูกยกเลิกในอนาคต เนื่องจากไม่มีกำหนดไว้ในโครงสร้างกฎหมายของอาชีวศึกษา ส่วนสำนักงานปลัด ศธ. มีอยู่กว่า 700 อัตรา ซึ่งจะต้องรอผลการศึกษาและข้อเสนอจากคณะกรรมการชุดใหม่ก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ

    “นฤมล” เห็นชอบตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนางานศึกษานิเทศก์

    รมว.ศธ. ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์ทั่วประเทศ เพราะเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน พร้อมยืนยันว่าจะดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732538&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IabWmOJLsj0HXKdvBX5vG

  • “ธนกร” ระบุไม่ได้ลักไก่ “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่าน ครม.แล้ว ที่ ปชช.ไม่รู้เพราะเป็นเรื่องใหม่

    “ธนกร” ระบุไม่ได้ลักไก่ “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่าน ครม.แล้ว ที่ ปชช.ไม่รู้เพราะเป็นเรื่องใหม่

    “ธนกร” เผย MOU แร่แรร์เอิร์ธ ผ่านมติ ครม.แล้วไม่ได้ลักไก่ ที่ประชาชนไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอมาใหม่ ย้ำเป็นเพียงการศึกษา ไทยได้ประโยชน์ มั่นใจ “อนุทิน” รับมือชาติมหาอำนาจได้ยันไทยอยู่ตรงกลาง

    วันนี้ (28 ต.ค.2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงนามในข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญในระดับโลก และการส่งเสริมการลงทุน ระหว่างไทย- สหรัฐอเมริกา ว่า เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง มี รมว.ต่างประเทศ และ รมว.พาณิชย์ ร่วมประชุมด้วย

    อีกทั้งเป็นข้อตกลงร่วมกันในการร่วมศึกษาพัฒนาแร่หายาก ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายไทย ตามหลักธรรมาภิบาล แต่ตนบอกว่าได้ว่าไม่ผูกพันทางกฎหมาย สามารถยกเลิกได้ และหากมองภาพรวมด้วยใจที่เป็นธรรม ตนคิดว่ามีประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการต่อยอดทางเทคโนโลยี

    วันนี้หากถามว่า ประเทศไทยมีแร่แรร์เอิร์ธหรือไม่นั้น ยอมรับว่า อาจมีบ้าง แต่กระจัดกระจายมีความเข้มข้นต่ำ ไม่คุ้มค่าในการลงทุนทำเหมือง ซึ่งนายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้ว นอกจากนี้การส่งออกกว่า 13,000 ตันต่อปี เป็นการนำเข้ามาตกแต่งให้มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะส่งออก เรื่องนี้เป็นความร่วมมือที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน แต่ตอนนี้เชื่อว่านายกรัฐมนตรี ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    ส่วนมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้น นายธนกรกล่าวว่า มีอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นการศึกษา และพัฒนา ดังนั้นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในวันนี้ เราจะได้ประโยชน์ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการลงทุน EV แบตเตอร์รี่ และ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)

    เมื่อถามว่าในประเด็นนี้ประเทศจีนกีดกันสหรัฐอเมริกา จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามการค้าหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า นายกฯ ต้องคิดเรื่องการสร้างความสมดุลแล้ว ตนมองว่า ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ดังนั้นจะบริหารประเทศอย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลของอำนาจระหว่างสองประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความยอดเยี่ยมของนายกรัฐมนตรีที่ท่านคิดมาตลอด ว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศไทย แต่เราจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

    ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า ประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบ เพราะอาจต้องให้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าแรกในการเข้าไปสำรวจนั้น นายธนกรกล่าวว่า เรื่องนี้เปิดกว้าง ทำบันทึกข้อตกลง สามารถทำกับประเทศอื่นได้ ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีอาจจะทำความตกลงร่วมกับประเทศออสเตรเลีย เพราะวันนี้ประเทศไทยก็นำเข้าแร่จากประเทศออสเตรเลีย เข้ามาตกแต่งและส่งออกเป็นจำนวนมาก

    ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นไม่ต้องกังวล เพราะทุกฝ่ายมองอย่างละเอียดแล้ว ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย อีกทั้งเรื่องนี้ได้มีการขอมติของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

    ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า ไม่มีการรับรู้ในการลงนามดังกล่าว ทั้งที่มีการผ่านมติคณะรัฐมนตรีมาแล้วนั้น นายธนกร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศ เพิ่งเสนอเข้ามา และเป็นสิ่งที่ได้พิจารณาแล้ว ว่าสามารถทำได้ ส่วนที่ถูกมองว่าจะเป็นการลักไก่หรือไม่ ยืนยันว่า ไม่ใช่การลักไก่ หากเป็นจริงนายกรัฐมนตรีสามารถทำคนเดียวได้ แต่เรื่องนี้ผ่านคณะรัฐมนตรีมาแล้ว และหลังจากนี้จะต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และย้ำว่าเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

    อ่านข่าว : “ทรัมป์” เยือนญี่ปุ่นถกนายกฯ หญิงคนใหม่ ลงนามข้อตกลงแร่หายาก

    เลขาฯ กฤษฎีกา ระบุ MOU แร่แรร์เอิร์ธ ไม่ผูกพันทางกฎหมาย แค่สัญญาความร่วมมือ

    นายกฯ อนุทินเซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯ ปราบสแกมเมอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357993&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pEEGs3ovTE-i9i-7lIboy