Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท. จัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว 7 จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่ม 15 พ.ย. คาดสร้างรายได้กว่า 90 ลบ. : อินโฟเควสท์

    ททท. จัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว 7 จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่ม 15 พ.ย. คาดสร้างรายได้กว่า 90 ลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” โดยสนับสนุนการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว หวังสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท 

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ททท. จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว โดยนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวในแนวคิด “5 Must Do in Thailand” ได้แก่ Must Taste, Must Try, Must By, Must Seek และ Must See ผ่านการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น และธรรมชาติที่งดงาม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ คาดว่าโครงการนี้มุ่งเน้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างน้อย 10,000 คน คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศสนับสนุนค่าเดินทางให้กับบริษัทนำเที่ยวที่จัดรายการนำเที่ยวที่มีวันพักค้างคืนตั้งแต่ 1 คืนขึ้นไป ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 68 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย

    ทั้งนี้ บริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมายตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ โดย ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด

    สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดและพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด โดยบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ททท. เชื่อมั่นว่า โครงการในครั้งนี้ จะช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้และกระจายสู่ชุมชนท้องถิ่น 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และจังหวัดใกล้เคียง เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศให้แก่นักท่องเที่ยว โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540882&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_yNHNfbEbp7_2z-N-pRR1

  • รมว.ท่องเที่ยว ย้ำลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    รมว.ท่องเที่ยว ย้ำลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานวันลอยกระทง ว่า ได้มอบนโยบายไปชัดเจนแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องเข้ามาพูดคุยกัน ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ รวมถึงการจัดการแข่งขันซีเกมส์ดำเนินการได้แน่นอน ด้วยความพร้อมและมาตรฐานที่สากลยอมรับ ที่ผ่านมาการจัดงานรื่นเริงตนได้สื่อสารไปหลายรอบแล้ว นโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราจะไม่ห้าม หรือไปกำหนด แต่ขอความร่วมมือกับเอกชนให้ปรับ  ส่วนงานที่เป็นของรัฐ ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนก็ต้องพูดคุยกันตามเงื่อนไขของเรา ยืนยันว่างานที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว หรือลงทุนไว้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ มองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนเป็นรายละเอียดออกมา เพราะเราสามารถพูดคุยกันได้

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมกับการเมืองนั้น มองว่าอาจจะไม่หวังดี ตนเองไม่ได้ทำงานขึ้นอยู่กับกระแส ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจหรือไม่นั้น มองว่าขึ้นอยู่กับการกระทำของข้าราชการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทุกการตัดสินใจถูกกลั่นกรองแล้ว อาจถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วย ตนเองได้มอบนโยบายไปแล้วและผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันว่างานเคาต์ดาวน์ปีใหม่และสงกรานต์ในปีหน้ายังคงมี ซึ่งยิ่งใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะสม

    ส่วนเรื่องการจุดพลุเป็นสิ่งที่พยายามจะขอ อะไรที่แสดงออกถึงความรื่นเริงจนเยอะเกินไปจะพยายามปรับโทนลงมา แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีความคาดหวังที่จะมาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศความสุข บรรยากาศที่ดี วัฒนธรรมและอาหารของประเทศไทย หากไปจำกัดทั้งหมดก็จะเดินเรื่องการท่องเที่ยวลำบาก ยืนยันว่าพลุสามารถจุดได้ แต่ให้ลดแสงสีและระดับความพอเหมาะ ซึ่งจะประเมินเป็นกรณีไป งานไหนจำเป็นต้องมีก็ต้องมี แต่ปรับให้เล็กลง ให้ไปเพิ่มเนื้องานในส่วนอื่น หากเปลี่ยนเป็นการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติก็ยินดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่จะไปปรับรูปแบบเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-loykrathong-newyear-songkran&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uJ1dcgE37k5suib_mSJ6U

  • O

    O

    ONSENS เดินหน้าตามแผนหลังระดมทุน จัดพิธีลงเสาเอกโครงการ “Social Wellness Hotel ทองหล่อ 17” มูลค่าโครงการกว่า 400 ล้านบาท วางเป้าหมายพัฒนาแลนด์มาร์กโรงแรมเชิงสุขภาพระดับพรีเมียมใจกลางทองหล่อ ผสานบริการออนเซ็น-สปา-เวลเนสครบวงจร คาดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาส 2/2570 ตอบรับดีมานด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตแรง ตอกย้ำศักยภาพผู้นำธุรกิจ Wellness & Spa ของไทย พร้อมสร้างการเติบโตในระยะยาว

    ONSENS จัดพิธีลงเสาเอก Social Wellness Hotel ทองหล่อ 17 เดินแผนหลังระดมทุน ชี้เทรนด์สุขภาพดันธุรกิจโตยาว

    นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าตามแผนธุรกิจ หลังระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดพิธีลงเสาเอก โครงการ Social Wellness Hotel ทองหล่อ 17 มูลค่าโครงการกว่า 400 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นงานก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีคณะกรรมการบริษัท ทีมผู้บริหาร และทีมงานบริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมประกอบพิธีมงคล ณ พื้นที่โครงการซอยทองหล่อ 17 ONSENS จัดพิธีลงเสาเอก Social Wellness Hotel ทองหล่อ 17 เดินแผนหลังระดมทุน ชี้เทรนด์สุขภาพดันธุรกิจโตยาว

    ทั้งนี้ โครงการ Social Wellness Hotel & Spa ลงทุนภายใต้การร่วมลงทุน (JV) ระหว่างบริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 45% และบริษัท พีซีแอลบี แอสเสท จำกัด สัดส่วน 55% เพื่อสร้างจุดหมายใหม่ของการพักผ่อน ฟื้นฟู และดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ ผสานบริการสุขภาพระดับพรีเมียม โดยรวมบริการออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น (Yunomori Onsen & Spa) และบริการสุขภาพอื่น ๆ เข้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งในรูปแบบโรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 79 ห้อง ร้านอาหาร ฟิตเนส และ สระว่ายน้ำ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมของกรุงเทพฯ และเป็นย่านที่มีอัตราการเข้าพักและใช้บริการด้านสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง

    การจัดพิธีลงเสาเอกในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันความมุ่งมั่นของ ONSENS ในการขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ โครงการ Social Wellness Hotel & Spa ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโรงแรม แต่คือการสร้างแลนด์มาร์กด้านสุขภาพระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพ ซึ่งจะเข้ามาตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังมาแรงทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 2/2570

    นอกจากนี้ ยังมองเห็นดีมานด์การใช้บริการดูแลด้านสุขภาพ และโอกาสการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ Wellness & Spa โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมต่อยอดสู่การขยายแบรนด์ใหม่ และขยายสาขาแบรนด์เดิมในย่านทำเลศักยภาพอื่นในอนาคต รองรับการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของตลาดการท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการตลาดเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง เสริมสร้างความแข็งแกร่งและรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Wellness & Spa ของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezcwjl3h4b7ojw4c8k9do5ec8zucnn7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FPucA9I_fituMcSzeiJNW

  • คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการ ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568

    คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการ ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568

    คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการ ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 ขยายเครือข่ายพันธมิตรทางวิชาการ สู่การสร้างบัณฑิตคุณภาพพร้อมสู่ตลาดแรงงานสากล

    คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการ ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 ณ ห้อง 211 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับภาคธุรกิจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งเสริมการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการเรียนรู้ในสถานประกอบการ ทั้งการฝึกสหกิจศึกษา การศึกษาดูงาน และการฝึกอบรม เพื่อยกระดับศักยภาพของหลักสูตรและสร้างบัณฑิตที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

    ในพิธีมีผู้บริหารคณะศิลปศาสตร์ร่วมลงนามอย่างพร้อมเพรียง นำโดย ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ ดร.โชติกานต์ จิราลักษณ์สกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์สุรีรัตน์ ณิชาพัฒน์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ดร.สกลกานต์ อินทร์ไทร หัวหน้าหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจ ดร.ณพล ม่วงงาม หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ อาจารย์ชญาภา สุทธเศียร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ปองพนธ์ สวนศรี หัวหน้าหลักสูตรภาษาตะวันออกเพื่อธุรกิจ

    s__30973966_0

    สำหรับสถานประกอบการพันธมิตรที่ร่วมลงนามในครั้งนี้มีจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท บราเธอร์แอนด์บราเธอร์ จำกัด นำโดย คุณมนู มากมณี กรรมการผู้จัดการ ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ “Boxjourney” ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ระดับสากล โดยมี คุณธนกฤต นิ่มลอง ผู้จัดการอาวุโส และคุณธนวัฒน์ มะลิทอง ผู้จัดการจัดซื้อประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน คุณมนู กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจมากว่า 22 ปี และปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายคู่ค้าทางธุรกิจไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่มีแผนจะขยายไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ที่มีทักษะภาษาจีนเข้าฝึกสหกิจในบริษัท เพื่อเรียนรู้ธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการนำเข้า–ส่งออกสินค้า อีกทั้งยังพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้งานด้านธุรกิจระหว่างประเทศให้แก่นักศึกษาของคณะ

    อีกหนึ่งพันธมิตรคือ บริษัท เมเจอร์ ทัวร์ ภูเก็ต จำกัด นำโดย คุณณรงค์ชัย ไชยรักษา บริษัทนำเที่ยวครบวงจรที่ให้บริการทั้งในประเทศ (Domestic, Inbound) และต่างประเทศ (Outbound) ครอบคลุมการศึกษาดูงาน การจัดสัมมนา และการจองตั๋วเครื่องบิน–โรงแรม โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มีสำนักงานใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต และเตรียมเปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ ภายในปี 2569 คุณณรงค์ชัยกล่าวว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี เพราะคณะศิลปศาสตร์สอนภาษาจีน อังกฤษ เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับตลาดเป้าหมายของบริษัท พร้อมเปิดรับนักศึกษาที่สนใจธุรกิจการท่องเที่ยวเข้าร่วมศึกษาดูงานและฝึกสหกิจในองค์กรจริง

    s__30973967_0

    ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ DPU กล่าวว่าการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ช่วยเติมเต็มทักษะผู้ประกอบการซึ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษา เช่น การนำเข้า–ส่งออก การจัดซื้อ และการติดต่อธุรกิจกับคู่ค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ผ่านการฝึกสหกิจศึกษา การศึกษาดูงาน และการบรรยายพิเศษเสริมหลักสูตร อีกทั้งผู้ประกอบการยังช่วยเสริมความเข้มแข็งของรายวิชาภาษาด้านการบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดเด่นของคณะศิลปศาสตร์ในการผลิตบัณฑิตสายภาษาเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านการบริการ

    ด้าน ดร.โชติกานต์ จิราลักษณ์สกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า ความเข้าใจในบริบทธุรกิจจริงและความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนในเชิงพาณิชย์เป็นสมรรถนะสำคัญที่บุคลากรทางภาษาสามารถทำได้เหนือกว่าเทคโนโลยี ซึ่งคณะสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจได้โดยตรง อีกทั้งทุกหลักสูตรมีรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและงานบริการ เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม และสายการบิน การได้ศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริงจะช่วยให้อาจารย์สามารถออกแบบและปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าฝึกประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรม รวมถึงการร่วมมือในงานบริการวิชาการ เช่น การอบรมภาษาจีนเพื่อธุรกิจให้แก่บุคลากรในองค์กร
    s__30973962_0
    การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของคณะศิลปศาสตร์ DPU ในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ ต่อยอดการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะอาชีพจริง เตรียมความพร้อมสู่การทำงานระดับนานาชาติอย่างมั่นใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9853350/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0quoNHvtaRHH3-Thz3HN8b

  • การดูหนังผี-หนังสยองขวัญ เหตุใดจึงช่วยให้มนุษย์คลายกังวลได้ – BBC News ไทย

    การดูหนังผี-หนังสยองขวัญ เหตุใดจึงช่วยให้มนุษย์คลายกังวลได้ – BBC News ไทย

    “มิติย้อนแย้งของความกลัว” หนังสยองขวัญช่วยให้เราคลายกังวลได้อย่างไร

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

      • Author, เดวิด ร็อบสัน
      • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

    ในตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่น หลายคนชื่นชอบการนัดรวมตัวดูหนังกับเพื่อนที่บ้านในยามค่ำคืน บางคนจินตนาการว่ากิจกรรมแบบนี้น่าจะสนุกไม่น้อย แต่แล้วก็ผิดคาด เพราะเพื่อนพกดีวีดีหนังสยองขวัญเรื่อง “หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์” (The Exorcist) มาสร้างความหวาดกลัวชนิดที่ต้องนั่งปิดตากันเกือบตลอดเรื่องแทน และทุกครั้งที่สะดุ้งโหยงจนตัวลอยจากเก้าอี้ ก็ชวนให้อดคิดแปลกใจไม่ได้ว่า การรับชมเรื่องที่น่ากลัวแบบนี้มันสนุกตรงไหนกัน

    แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในอดีตที่ผ่านมาเหล่านักปรัชญาและนักจิตวิทยา ต่างก็เคยหมกมุ่นครุ่นคิดถึงคำถามข้างต้นด้วยเช่นกัน และหากคิดตามตรรกะเหตุผลโดยปกติทั่วไปแล้ว อารมณ์ความรู้สึกที่หวาดกลัวต่อสิ่งสยองขวัญต่าง ๆ เป็นผลมาจากวิวัฒนาการ ซึ่งจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตราย ทั้งต่อสวัสดิภาพของตนเองและคนรอบข้าง ความกลัวยังกระตุ้นให้ร่างกายและจิตใจเกิดปฏิกิริยาตอบสนองแบบ “สู้หรือหนี” อีกด้วย

    ในเทศกาลฮาโลวีนที่กำลังจะมาถึงนี้ หลายคนอาจมีแผนจะทำตัวให้เข้ากับบรรยากาศ ด้วยการเสพหนังสยองขวัญแบบมาราธอน และเลือกชมภาพยนตร์ที่ปลุกเร้าความกลัวจนใจเต้นแทบจะทะลุหน้าอกออกมา ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวผีดิบซอมบี้ล้างโลก หรือหนังฆาตกรรมสุดโหดที่เลือดไหลนองท่วมหน้าจอก็ตาม ซึ่งต้องยอมรับว่า คนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบอารมณ์หวาดกลัวที่เย็นยะเยือกถึงกระดูกสันหลัง จนทำให้หนังแนวสยองขวัญสามารถทำรายได้สูงสุด ในบรรดาภาพยนตร์ฮอลลีวูดแนวต่าง ๆ ดร.มาร์ก มิลเลอร์ นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยโทรอนโตของแคนาดา บอกว่า “ความย้อนแย้งเกี่ยวกับเรื่องสยองขวัญ ที่คนยิ่งกลัวก็ยิ่งชอบเสพเรื่องแนวดังกล่าวนั้น เป็นปริศนาที่มีมานานมากแล้ว แม้แต่อริสโตเติลยังเคยเอ่ยปากว่า มันช่างน่าประหลาดที่มนุษย์ซึ่งถูกธรรมชาติกำหนดมาให้หลีกหนีอันตราย, สิ่งน่าขยะแขยง, และความสยดสยองต่าง ๆ กลับถูกดึงดูดยั่วเย้าใจให้เข้าใกล้สิ่งน่ากลัวเหล่านี้อยู่เสมอ”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้หลายคนจะชื่นชอบหนังสยองขวัญมาแต่กำเนิด แต่หลายคนก็ไม่ชอบดูเอาเสียเลย

    ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักจิตวิทยาเริ่มค้นพบคำตอบของปริศนาย้อนแย้งข้างต้นบ้างแล้ว โดยหลักฐานจากงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า เรื่องราวที่น่าหวาดกลัวจะกระตุ้นกระบวนการสำคัญบางอย่างในสมอง ซึ่งช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนในชีวิตได้ งานวิจัยล่าสุดยังชี้ว่า เรื่องสยองขวัญที่แต่งขึ้นอาจมีประโยชน์ทางจิตวิทยา เช่นช่วยลดความวิตกกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง ซึ่งก็คือการช่วยเปิดทางรอด เพื่อให้เราขจัดความกลัดกลุ้มบางอย่างไปได้นั่นเอง

    ตัวเลือกที่ย้อนแย้ง

    ดร.คอลแทน สครีฟเนอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือใหม่ชื่อว่า “ความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง: คำอธิบายจากนักวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมเราเมินหน้าหนีไม่ได้” (Morbidly Curious: A Scientist Explains Why We Can’t Look Away) ถือเป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกการวิจัยเรื่องประโยชน์ของหนังสยองขวัญ เขาชอบดูชอบฟังเรื่องน่ากลัวมาตั้งแต่ยังเด็ก และเมื่อได้เข้าเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา ก็เริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดเรื่องของภูตผีปีศาจและเรื่องราวน่าสยดสยอง จึงปรากฏอยู่อย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกของโลก คือเรื่องของปีศาจและอสูรร้ายที่น่าหวาดกลัว ซึ่งปรากฏอยู่ในจารึกอายุเก่าแก่ 4,000 ปี ของชาวบาบิโลน โดยจารึกนี้ว่าด้วยมหากาพย์ของกิลกาเมช (Epic of Gilgamesh) จึงเรียกได้ว่าเรื่องสยองขวัญนั้นมีมานมนาน และเก่าแก่เท่ากับภาษาของมนุษย์เลยทีเดียว” ดร.สครีฟเนอร์กล่าว

    คำอธิบายหนึ่งที่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนเราจึงชื่นชอบเรื่องสยองขวัญ ชี้ว่าเรื่องราวแบบนี้เป็นเสมือน “ละคร” ที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ทำความเข้าใจโลก และเตรียมพร้อมรับมือกับภยันตรายต่าง ๆ “การเสพเรื่องสยองขวัญมีประโยชน์ต่อสัตว์และมนุษย์ ในแง่ของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด มันช่วยให้เราเรียนรู้และเข้าใจถึงอันตรายที่มีอยู่รอบด้าน” ดร.สครีฟเนอร์กล่าว

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, ภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมผีนรก” (The Shining) ถือเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี

    นอกจากคนที่ชอบเสพเรื่องสยองขวัญแล้ว สัตว์บางชนิดอย่างกาเซลล์ (gazelle) ก็มักจะระแวดระวังและเฝ้ามองสัตว์ผู้ล่าจากระยะไกลอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจวิ่งหนีออกไปให้ห่าง ดร.สครีฟเนอร์ยังบอกว่า “เหตุผลที่คนเราเป็นสัตว์โลกผู้อยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงขั้นสุด นั่นเป็นเพราะเรามีความสามารถสูงอย่างเหลือเชื่อ ในการสร้างสรรค์, ถ่ายทอด, และเสพเรื่องราวต่าง ๆ”

    ปัจจุบันดร.สครีฟเนอร์ สามารถรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนสนับสนุนว่าการเสพเรื่องราวสยองขวัญเป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่นในการศึกษาทดลองครั้งหนึ่ง ดร.สครีฟเนอร์ให้อาสาสมัคร 400 คน ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยพวกเขาต้องให้คะแนนต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสยองขวัญหลายข้อ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น

    • ฉันชอบอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการชมภาพยนตร์สยองขวัญ
    • ฉันรู้สึกกลัวมากระหว่างดูหนังสยองขวัญ จนไม่กล้ากลับบ้านหรือเดินไปมาในบ้านหลังจากนั้น
    • ฉันชอบดูหนังแนวทำร้ายทรมานผู้คน เพราะอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้ว การทรมานนั้นเป็นอย่างไร

    หลังได้วิเคราะห์คำตอบในแบบสอบถามแล้ว ดร.สครีฟเนอร์พบว่า สามารถแบ่งอาสาสมัครออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก คือ “พวกเสพติดอะดรีนาลีน” (Adrenaline Junkies) หรือคนที่เสพเรื่องสยองขวัญเพราะชื่นชอบพึงพอใจกับการได้ลุ้นระทึก คนกลุ่มนี้มักบอกว่า “รู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น” เมื่อได้สัมผัสความกลัว

    กลุ่มที่สองคือ “พวกกลัวแต่ใจสู้” ซึ่งมักจะ “กำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว” (White Knucklers) คนพวกนี้ไม่ชอบความเครียดและความรู้สึกหวาดกลัวขณะดูหนังสยองขวัญ แต่พวกเขา “ชื่นชอบความรู้สึกที่ตนเองสามารถเอาชนะความกลัวได้ในที่สุด” ดร.สครีฟเนอร์ยังบอกว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้ชื่นชอบกระบวนการเรียนรู้ข้างต้น ที่ช่วยให้พวกเขาค้นพบสิ่งสำคัญเกี่ยวกับตนเองมากขึ้น

    กลุ่มที่สามคือ “ผู้เอาตัวรอดในความมืด” (Dark copers) พวกเขามองว่าการชมภาพยนตร์สยองขวัญ ช่วยให้จัดการปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตจริงได้ โดยเปิดหูเปิดตาให้รับรู้ว่าโลกนี้มันโหดร้ายขนาดไหน ทั้งยังช่วยย้ำเตือนให้ตระหนักถึงความโชคดีว่า ชีวิตของพวกเขามั่นคงปลอดภัยเพียงใด เมื่อเทียบกับฉากน่าสยดสยองที่ได้เห็นบนจอ บางคนถึงขั้นมองว่า หนังสยองขวัญช่วยลดความวิตกกังวลและอารมณ์ซึมเศร้าลงได้ ทั้งยังเป็นวิธีหนึ่งในการทดสอบความกล้าอีกด้วย

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, ผู้ชื่นชอบการเสพเรื่องสยองขวัญมี 3 ประเภท ได้แก่พวกเสพติดอะดรีนาลีน (Adrenaline Junkies) พวกกลัวแต่ใจสู้ (White Knucklers) และพวกผู้เอาตัวรอดในความมืด (Dark copers)

    ดร.สครีฟเนอร์กล่าวสรุปในประเด็นนี้ว่า แรงจูงใจในการเสพเรื่องสยองขวัญของคนแต่ละกลุ่ม ล้วนอธิบายได้ว่าเหตุใดพวกเขายังคงรับชมรับฟังมันต่อไปแม้จะกลัว “มนุษย์เรามีหลายเส้นทาง ในการเป็นสัตว์โลกที่อยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง”

    เพื่อทดสอบว่าผลการทดลองของเขาจะยังคงเป็นจริง ในสภาพแวดล้อมและบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปหรือไม่ ดร.สครีฟเนอร์ขอความร่วมมือจากทีมนักวิจัยต่างชาติ เพื่อให้คนที่เข้าชมบ้านผีสิง Dystopia Haunted House ในเมือง Vejle ของเดนมาร์ก ตอบแบบสอบถามแบบเดียวกัน หลังได้สัมผัสประสบการณ์ในเขาวงกตสยองที่เต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษและนักแสดง ซึ่งถูกฝึกมาให้หลอกหลอนนักท่องเที่ยวจนขวัญกระเจิงไปตาม ๆ กัน

    ผลปรากฏว่าการให้คะแนนในแบบสอบถาม ยังคงสะท้อนถึงความคิดเห็น 3 ลักษณะ ของคน 3 กลุ่ม เหมือนกับที่ได้จากผู้เข้าร่วมการทดลองชาวอเมริกัน ซึ่งเท่ากับยืนยันความถูกต้องในผลการศึกษาวิจัยของเขา “ลักษณะของคนสามกลุ่ม ปรากฏขึ้นซ้ำอีกครั้งอย่างไม่ผิดเพี้ยน แม้ในกลุ่มอาสาสมัครที่พูดกันคนละภาษา ทั้งอยู่ในวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน” ดร.สครีฟเนอร์

    นอกจากนี้เขายังค้นพบว่า บรรดาแฟนภาพยนตร์สยองขวัญมีการปรับตัวได้ดีกว่าคนทั่วไป ในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 คนเหล่านี้มักจะเห็นด้วยกับข้อความในแบบสอบถามที่ว่า “ฉันรับข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดอยู่เสมอเพื่อต่อสู้ต่อไป” และ “ฉันเชื่อในความสามารถของตนเอง ที่จะฟันฝ่าจนผ่านห้วงอุปสรรคนี้ไปได้”

    การจำลองสถานการณ์อย่างสมจริง

    การที่คนทั่วโลกถูกดึงดูดด้วยเรื่องสยองขวัญในแบบเดียวกันเช่นนั้น ยังแสดงถึงกลไกการทำงานขั้นพื้นฐานของสมองมนุษย์อีกด้วย โดยในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เหล่านักจิตวิทยา, นักประสาทวิทยาศาสตร์, และนักปรัชญา ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สมองมนุษย์จะจำลองสถานการณ์ของโลกแห่งความเป็นจริงรอบตัว ให้ผุดขึ้นมาในหัวของคนเราอยู่เสมอ ซึ่งดร.มิลเลอร์บอกว่า “มันไม่ต่างจากเครื่องจักรทำนายอนาคตเลย”

    ตามที่ผู้เขียนได้เคยอธิบายไว้ในหนังสือ “ปรากฏการณ์ความคาดหวัง” (The Expectation Effect) สมองของเราจะประมวลผลในเชิงทำนายหรือคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจเหตุการณ์ใหม่ ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้า และวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหากกลไกนี้ทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะมีความยืดหยุ่นและยิ่งปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ไม่แน่นอนได้ดีขึ้นเท่านั้น

    ดร.มิลเลอร์บอกว่า เรื่องสยองขวัญช่วยป้อนข้อมูลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของโลกให้กับสมอง จนเพียงพอที่จะกระตุ้นให้กลไก “เครื่องจักรทำนายอนาคต” ได้เคลื่อนไหวทำงานอยู่เสมอ จนสามารถจำลองสถานการณ์ได้ละเอียดสมจริงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลให้คาดการณ์ถึงภยันตรายในอนาคตได้อย่างแม่นยำ “หากได้รับการกระตุ้นจนสมองอยู่ในสถานะนี้เรื่อยไป นั่นหมายความว่าคุณจะมีความสามารถในการทำนายเพิ่มขึ้น จนเตรียมการรับมือกับความไม่แน่นอนได้ในระยะยาว”

    ดร.มิลเลอร์ยังเชื่อเหมือนกับดร.สครีฟเนอร์ว่า การกระตุ้นสมองด้วยเรื่องสยองขวัญ มีประโยชน์ต่อการคลายความวิตกกังวล โดยทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดลดความรุนแรงลง ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน “การเสพเรื่องสยองขวัญนั้นถือเป็นโอกาส ในการลองเล่นกับสถานการณ์ที่คุณถูกทำให้หวาดกลัว ถูกทำให้รู้สึกขยะแขยง ถูกทำให้รู้สึกว่าต้องแบกรับบางสิ่งและอดทน”

    การเรียนรู้ผ่านหนังสยองขวัญนั้นยังปลอดภัยและสะดวกสบาย ยิ่งกว่าการเข้าค่ายวิบากหรือเล่นเกมผจญภัยกลางแจ้งมาก เราสามารถกดปุ่มหยุดดูหนัง หรือเดินออกไปนอกห้องได้เมื่อรู้สึกกลัว หรืออาจจะหลบอยู่หลังถังใส่ข้าวโพดคั่วถังใหญ่ก็ยังได้

    เมื่อความกลัวคือการบำบัด

    ดร.สครีฟเนอร์เห็นว่า เราสามารถนำการชมภาพยนตร์สยองขวัญ เข้ามารวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดโรคทางใจได้ โดยถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะสอนให้ผู้คน รู้จักวิธีเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากได้อ่านนิยายหรือได้ชมภาพยนตร์สยองขวัญบางเรื่องที่มีความเหมาะสมแล้ว อาจช่วยลดความหวาดกลัวให้ลงมาสู่จุดที่เป็นการปลุกเร้าอารมณ์ได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นการฝึกทักษะควบคุมอารมณ์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในชีวิตจริง

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, แม้จะทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง การดูหนังสยองขวัญอาจเป็นผลดี ต่อการลดความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน

    ดร.สครีฟเนอร์บอกว่า ปัจจุบันนักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ ได้ทดลองใช้หลักการเดียวกันมาบำบัดรักษาโรควิตกกังวลในเด็ก โดยใช้วิดีโอเกม MindLight เป็นเครื่องมือ เกมนี้ผู้เล่นจะต้องควบคุมอวตารของตนเองให้เดินผ่านบ้านผีสิง โดยขณะที่เล่นจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อให้เห็นถึงการทำงานของสมองไปด้วย ยิ่งผู้เล่นมีอารมณ์เยือกเย็นไม่ตื่นตระหนกมากขึ้นเท่าไหร่ จะมีแสงสว่างออกมาจากศีรษะของอวตารมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการให้รางวัลที่เสริมแรงให้ผู้เล่นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ หากผู้เล่นควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ตื่นตระหนกลนลานเมื่อถูกอสูรโจมตี อสูรร้ายนั้นจะกลายร่างเป็นลูกแมวน่ารักที่เดินตามผู้เล่นไปตลอด แต่หากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็จะมีป้ายคำแนะนำขึ้นมาให้หยุดพักสงบใจก่อนจะเดินต่อไป

    ในการทดลองระดับคลินิก เด็กที่เล่นเกมนี้เป็นประจำแสดงความวิตกกังวลในชีวิตจริงออกมาลดลงมาก ซึ่งคล้ายกับผลที่ได้จากการบำบัดเชิงปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมแบบดั้งเดิม ดร.สครีฟเนอร์ยังเชื่อว่ามันจะได้ผลแบบเดียวกัน หากใช้นิยายหรือภาพยนตร์สยองขวัญในกระแสหลักมาทำการบำบัด

    ดร.สครีฟเนอร์ เขียนไว้ในบทความทบทวนงานวิจัยของเขาว่า “ความบันเทิงแนวสยองขวัญ ช่วยให้ผู้คนมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับความกลัว ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้ เปิดโอกาสให้ได้ฝึกคิดประเมินวิเคราะห์สถานการณ์ และฝึกความอดทนต่อความไม่สบายกาย รวมทั้งฝึกการใช้เหตุผลควบคุมอารมณ์อีกด้วย”

    สำหรับคนที่ไม่ชอบความบันเทิงแนวสยองขวัญ ดร.สครีฟเนอร์แนะนำว่า อาจลองฝึกสมองและควบคุมอารมณ์ โดยเสพเนื้อหาจากหนังสือหรือภาพยนตร์ ที่ท้าทายต่อความอดทนหรือขีดจำกัดตามปกติของคุณ

    “สำหรับผู้เริ่มต้น นวนิยายอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะจะควบคุมจินตนาการได้ดีกว่าเล็กน้อย ให้พยายามเลือกเรื่องที่ตรงกับความสนใจของตนเอง ซึ่งเรื่องสยองขวัญนั้นก็ดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก โดยคุณสามารถเลือกอ่านหรือรับชมแนวที่ชอบได้” ดร.สครีฟเนอร์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgzd87k61mo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B06Ivp8L65m5geiQhF4vs

  • “นฤมล” ประชุมปฏิรูปการศึกษา เน้นย้ำความสำคัญคุณภาพชีวิตครู-ขรก.ต้องดูแลอย่างดี รับดูแลความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์ | TOPNEWS

    “นฤมล” ประชุมปฏิรูปการศึกษา เน้นย้ำความสำคัญคุณภาพชีวิตครู-ขรก.ต้องดูแลอย่างดี รับดูแลความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์ | TOPNEWS

    “นฤมล” ประชุมปฏิรูปการศึกษา เน้นย้ำความสำคัญคุณภาพชีวิตครู-ขรก.ต้องดูแลอย่างดี รับดูแลความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    • เผยแพร่ : 28/10/2025 16:16

    “นฤมล” ประชุมปฏิรูปการศึกษา เน้นย้ำความสำคัญคุณภาพชีวิตครู-ขรก.ต้องดูแลอย่างดี รับดูแลความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์

    เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    ในส่วนประเด็นการเกลี่ยอัตรากำลังศึกษานิเทศก์ภายในหน่วยงานในสังกัดหรือไม่นั้น ศ.ดร.นฤมล ยืนยันว่า เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และปัจจุบันตำแหน่งศึกษานิเทศก์ อยู่ในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีจำนวนมากถึง 4,400 อัตรา ขณะที่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีอยู่เพียง 35 อัตรา และในส่วนของ สอศ. ตำแหน่งนี้จะถูกตัดคืนไป เนื่องจากไม่มีโครงสร้างตำแหน่งศึกษานิเทศก์อยู่ในกฎหมายของอาชีวะ ส่วนสำนักงานปลัด ศธ. มีอยู่ 700 กว่าอัตรา จึงจะรอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและกำหนดรูปแบบเสียก่อน นอกจากนี้ จะต้องรับฟังความเห็นจากพี่น้องศึกษานิเทศก์ด้วย เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดตำแหน่งหนึ่งในภาคการศึกษาของไทย และต้องการจะดูแลข้าราชการของ ศธ.ให้ครบถ้วนทุกกลุ่ม

    62511

    ปก web-ข่าวดำ TOPNEWS ทั่วไทย

    “พ่อแม่-เพื่อนบ้าน” แห่รับขวัญ-มอบสิ่งของให้ “ทหารกล้า” เพื่อเป็นกำลังใจ หลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้อง “ปราสาทตาควาย” นาน 3 เดือน

    เกาะทะลุเฮ! ลูกเต่ากระฟัก 103 ตัว อัตรารอดสูง 84%

    มูลนิธิสว่างเมตตาฯ โคราช จัดพิธี “ลอยกระทงยักษ์ ปล่อยสัตว์ โปรดสัมภเวสี” สืบสานบุญใหญ่ช่วงเทศกาลกินเจ เสริมสิริมงคลผู้ร่วมงาน

    งานช้างสุรินทร์ รองผู้ว่า ยัน..จัดปกติ แต่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ คอนเสิร์ตเน้นเพลงพระราชนิยม-เลิก 5 ทุ่ม

    ไอเดียเจ๋ง! นำปลาหมอคางดำทำน้ำปลา ปั้นแบรนด์ “หับเผย สมุทรสาคร”

    ไล่ระทึกจับหนุ่มพกยา ซึ่ง จยย. หลบหนี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1370580&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KvKMDOiNEo0QlhQe_AUe7

  • สพม.เชียงใหม่ ประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ ประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ ประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ระยะเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1)

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เป็นประธานการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ระยะเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยมี นายเจดีย์ เดชพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา ร่วมเป็นกรรมการ และ นางสาวสมจิต ตาคำแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม ร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ
    การประเมินจัดขึ้น ณ ห้องประชุมโรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้ารับการประเมินจำนวน 2 คน ได้แก่

    1. นางสาวกรรณิการ์ คำปัน รองผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม
    2. นางสาวพรรษา ท้าวนู รองผู้อำนวยการโรงเรียนสันป่ายางวิทยาคม

    ในการนี้ ผู้เข้ารับการประเมินได้ นำเสนอผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ตามข้อตกลงในการปฏิบัติงาน ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบและตัวชี้วัดด้านการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การบริหารทั่วไป และการมีส่วนร่วมกับชุมชนทางการศึกษา

    การประเมินสัมฤทธิผลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษาให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตาม นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการบริหารจัดการสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3806874/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22FgLoi4FE6JueJfHVXd6t

  • “นฤมล” เคาะตั้งคณะกรรมการศึกษานิเทศก์ หนุนทำงานพัฒนาการศึกษา

    “นฤมล” เคาะตั้งคณะกรรมการศึกษานิเทศก์ หนุนทำงานพัฒนาการศึกษา

    “รมว.นฤมล” นำประชุมบอร์ด คปภ. เห็นชอบแต่งตั้ง คกก. วางแผนพัฒนางาน ความก้าวหน้าศึกษานิเทศก์ ย้ำ พร้อมรับฟังความเห็น ศน. ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาไทย

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    นางนฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ (ศน.) ให้ได้ทำงานที่สามารถเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง และเมื่อได้ทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพแล้วก็ควรได้รับการดูแลเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ จึงได้เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นผู้ที่มีความรู้ จากหน่วยงานในสังกัดแต่ละแท่ง และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อศึกษาข้อมูล และกำหนดรูปแบบในการบริหารจัดการและการดำเนินการให้สอดรับตามเป้าหมายดังกล่าว โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการสรรหาคณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อไป

    ในส่วนประเด็นการเกลี่ยอัตรากำลังศึกษานิเทศก์ภายในหน่วยงานในสังกัดหรือไม่นั้น นางนฤมล ยืนยันว่า เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และปัจจุบันตำแหน่งศึกษานิเทศก์ อยู่ในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีจำนวนมากถึง 4,400 อัตรา ขณะที่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีอยู่เพียง 35 อัตรา และในส่วนของ สอศ. ตำแหน่งนี้จะถูกตัดคืนไป เนื่องจากไม่มีโครงสร้างตำแหน่งศึกษานิเทศก์อยู่ในกฎหมายของอาชีวะ ส่วนสำนักงานปลัด ศธ. มีอยู่ 700 กว่าอัตรา จึงจะรอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและกำหนดรูปแบบเสียก่อน นอกจากนี้ จะต้องรับฟังความเห็นจากพี่น้องศึกษานิเทศก์ด้วย เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดตำแหน่งหนึ่งในภาคการศึกษาของไทย และต้องการจะดูแลข้าราชการของ ศธ. ให้ครบถ้วนทุกกลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BBvBIeiE73PSmtjNowAzM

  • วิริยะประกันภัย ส่งต่อพลังการศึกษาสู่เยาวชนภาคอีสาน ผ่านโครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    วิริยะประกันภัย ส่งต่อพลังการศึกษาสู่เยาวชนภาคอีสาน ผ่านโครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายสุรพงษ์ กิจชิต ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ด้านสาขา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวน 383 ทุน เป็นเงินทั้งสิ้น 210,000 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค โดยดำเนินพิธีมอบทุนการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 93 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท ให้แก่ โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านหนองม่วง) และ โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านบัวใหญ่) พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สาขานครราชสีมา มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และเครื่องดนตรี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ และส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนทั้งสองโรงเรียน

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 70 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท โรงเรียนในพื้นที่อุดรธานี จำนวน 100 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท และโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 120 ทุน เป็นเงิน 60,000 บาท อีกด้วย

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติทางด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและชุมชนในระยะยาว โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิริยะประกันภัย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาชนทั่วประเทศไทย นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านทุนทรัพย์ให้กับเด็กและครอบครัวแล้ว ทุนการศึกษาดังกล่าวยังช่วยให้เด็กมีความสุขในการเรียน เกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตนเอง และมองเห็นคุณค่าของการศึกษาในฐานะ “ประตูสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อันนำไปสู่การสร้างเยาวชนคุณภาพ ที่พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/28/589402/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06GrW7eXyC6RrfegMjMY0f

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2598-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2595-%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T53fCeEJjkQOMPJ0JOkxF