Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐมนตรีท่องเที่ยว ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ อัดคนปั่นกระแส ‘งดจัด’ ไม่หวังดี

    รัฐมนตรีท่องเที่ยว ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ อัดคนปั่นกระแส ‘งดจัด’ ไม่หวังดี

    28 ต.ค. 2568-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานวันลอยกระทงว่า ได้มอบนโยบายไปชัดเจนแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องเข้ามาพูดคุยกัน ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ รวมถึงการจัดการแข่งขันซีเกมส์ดำเนินการได้แน่นอน ด้วยความพร้อมและมาตรฐานที่สากลยอมรับ ที่ผ่านมาการจัดงานรื่นเริงตนได้สื่อสารไปหลายรอบแล้ว นโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราจะไม่ห้าม หรือไปกำหนด แต่ขอความร่วมมือกับเอกชนให้ปรับ ส่วนงานที่เป็นของรัฐ ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนก็ต้องพูดคุยกันตามเงื่อนไขของเรา ยืนยันว่างานที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว หรือลงทุนไว้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ มองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนเป็นรายละเอียดออกมา เพราะเราสามารถพูดคุยกันได้ 

    นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมกับการเมืองนั้น มองว่าอาจจะไม่หวังดี ตนไม่ได้ทำงานขึ้นอยู่กับกระแส ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจหรือไม่นั้น ตนมองว่าขึ้นอยู่กับการกระทำของข้าราชการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทุกการตัดสินใจถูกกลั่นกรองแล้ว อาจถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วย ตนได้มอบนโยบายไปแล้วและผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันว่างานเคาต์ดาวน์ปีใหม่และสงกรานต์ในปีหน้ายังคงมี ซึ่งยิ่งใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะสม

    ส่วนเรื่องการจุดพลุเป็นสิ่งที่พยายามจะขอ อะไรที่แสดงออกถึงความรื่นเริงจนเยอะเกินไปจะพยายามปรับโทนลงมา แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีความคาดหวังที่จะมาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศความสุข บรรยากาศที่ดี วัฒนธรรมและอาหารของประเทศไทย หากไปจำกัดทั้งหมดก็จะเดินเรื่องการท่องเที่ยวลำบาก ยืนยันว่าพลุสามารถจุดได้ แต่ให้ลดแสงสีและระดับความพอเหมาะ ซึ่งจะประเมินเป็นกรณีไป งานไหนจำเป็นต้องมีก็ต้องมี แต่ปรับให้เล็กลง ให้ไปเพิ่มเนื้องานในส่วนอื่น หากเปลี่ยนเป็นการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติก็ยินดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่จะไปปรับรูปแบบเอง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/885851/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aad2q-XotRUQ-73jdXQzE

  • บุหรี่เถื่อนทะลัก ฉุดรายได้ภาษีสรรพสามิต

    บุหรี่เถื่อนทะลัก ฉุดรายได้ภาษีสรรพสามิต

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-43&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sSuQQ4ADDgr0oJcXpm5ZF

  • SCGD เผยกำไร Q3 ปี 68  โต 37% สวนทางเศรษฐกิจ การผลิต-ส่งออกเวียดนามยังเป็นแรงหนุนหลัก

    SCGD เผยกำไร Q3 ปี 68 โต 37% สวนทางเศรษฐกิจ การผลิต-ส่งออกเวียดนามยังเป็นแรงหนุนหลัก

    บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ประกาศกำไรไตรมาส 3 ปี 2568 ได้ 305 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อนหน้า ถึงแม้ว่ายอดขายจะโดนกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ

    คุณนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD บอกว่า ไตรมาส 3 ทำ EBITDA ได้ 902 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 305 ล้านบาท บริษัทบอกว่านี่เป็นอัตรากำไรที่ดีที่สุดตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มา ส่วนผลงาน 9 เดือนแรก ทำ EBITDA ได้ 2,513 ล้านบาท และกำไร 744 ล้านบาท

    ซึ่งก็ได้ยอมรับตรงๆ ว่า ตลาดวัสดุก่อสร้างยังเจอปัญหาหนัก ทั้งเศรษฐกิจไม่ดีและคู่แข่งเยอะ แต่บริษัทก็ยังรักษาตัวเลขกำไรไว้ได้ เพราะเน้นการคุมต้นทุนและปรับกลยุทธ์ตามแนวทาง “4×4 Strategy” และอธิบายเพิ่มว่าแม้กำไรเมื่อเทียบกับปีก่อนจะดู “ทรงตัว” แต่ก็มีปัจจัยเรื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเข้ามากดดัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรที่แปลงค่ามาจากต่างประเทศราว 10% 

    การผลิต-ส่งออกเวียดนามเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

    ด้านกลยุทธ์การผลิตและการขาย SCGD ใช้ โรงงานในเวียดนาม (PRIME) เป็นฐานการผลิตสำคัญ เพื่อรองรับตลาดอาเซียน โดยมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ ส่งผลให้การส่งออกกระเบื้องจากเวียดนามในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.2 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน

    นอกจากนี้ยัง ขยายกำลังผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน เพื่อเจาะตลาดระดับพรีเมียม ทำยอดขายได้ 3.6 ล้านตารางเมตรในไตรมาสเดียว

    เดินหน้าสินค้ากลุ่มใหม่-เพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA

    ในประเทศไทย เร่งขยายพอร์ตสินค้านอกกลุ่มธุรกิจหลัก เช่น ประตูและหน้าต่าง มียอดขายเติบโต 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ เจาะตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายทุกเซกเมนต์ ผ่านสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)  ซึ่งสัดส่วนการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ก็ขยับขึ้นมาเป็น 41% ของรายได้รวม โดยเน้นสินค้าที่มีฟังก์ชัน เช่น กระเบื้องยับยั้งเชื้อโรค สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ และผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม

    ควบคุมต้นทุนรอบด้าน

    ในไตรมาส 3 บริษัทระบุว่าได้ลดต้นทุนหลายทางพร้อมกัน

    • เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยใช้โซลาร์เซลล์ 13.6% และเชื้อเพลิงชีวมวล 23.5% ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวม 37 ล้านบาทต่อปี
    • เจรจาซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบได้ 21 ล้านบาท
    • ปรับแผนการผลิต เช่น ส่งกระเบื้องจากเวียดนามไปขายที่ฟิลิปปินส์แทนการผลิตในพื้นที่โดยตรง ช่วยลดต้นทุนได้ 25%
    • ลดเงินทุนหมุนเวียนและรีไฟแนนซ์หนี้เดิมเพื่อประหยัดดอกเบี้ยรวม 33 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ คุณนายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจสุขภัณฑ์ในต่างประเทศยังเติบโตดี โดยเพิ่มผู้แทนจำหน่ายเป็น 181 ราย มียอดขายรวม 372 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรก ขณะที่วัสดุตกแต่งพื้นผิว SPC (Stone Plastic Composite) ซึ่งผลิตในประเทศแทนการนำเข้า มียอดขายเพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน

    ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวม 37,064 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.3 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า

    แนวโน้มไตรมาส 4 และภาพรวมทั้งปี

    คุณนำพล ได้ให้ภาพรวมแนวโน้ม (Outlook) ในไตรมาส 4 และกลยุทธ์หลักของบริษัท โดยแบ่งตามตลาดสำคัญ:

    • เวียดนาม: “ยังคงเติบโตต่อเนื่อง” และเป็น “positive แน่นอน” เนื่องจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์สูงมาก จากการขาดแคลนซัพพลายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากราคาบ้านมือสองที่ขยับขึ้น 30-40% หรือถึง 2 เท่าในบางโซน
    • ไทย: ยังอยู่ในช่วงของความท้าทายเหมือนเดิม ยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจน ตลาดยังชะลอตัว 
    • ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย: ยังทรงอยู่ในแดนบวกและเติบโตสม่ำเสมอ

    คุณนำพลคาดว่าผลงานในไตรมาส 4 จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เหตุผลหลักเพราะตลาดไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท (สัดส่วน 65%) กำลังจะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้ยอดขายลดลง แม้ว่าตลาดเวียดนาม (สัดส่วน 22%) จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น แต่เนื่องจากตลาดเวียดนามยังมีขนาดเล็กกว่าตลาดไทยมาก ยอดขายที่ดีขึ้นจากเวียดนามจึงไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปจากตลาดไทยได้ทั้งหมด และคาดว่าภาพรวมทั้งปี 2568 ยอดขายอาจจะลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ SCGD ก็ค่อนข้างมั่นใจว่ากำไรสุทธิจะยังคงเติบโต 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/scgd-q3-2025-profit-grows-37-percent-vietnam-boost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_nbldFnJgY0ajh7uoyKmP

  • Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

    Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

    ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” ในอัตราเร่งสูง 

    ท่ามกลางความท้าทายนี้ Longevity Economy ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญว่านี่อาจเป็น “โอกาส” ที่จะสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

    บนเวที Thairath Forum 2025 ในหัวข้อ Longevity Economy ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

    • วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
    • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC)
    • นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

    ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางในการพลิกวิกฤตคิรั้งนี้ ให้กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งสุขภาพและความยั่งยืน พร้อมได้เน้นย้ำถึงเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกและไทย ทั้งในมิติธุรกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตประชากร

    โครงสร้างประชากรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส ?

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เน้นย้ำถึงความสำเร็จของระบบประกันสุขภาพของไทยที่ทำให้สัดส่วนที่ประชาชนต้องใช้เงินเองลดลง แต่ถึงกระนั้นก็มองว่าโครงสร้างประชากรที่คนวัยทำงานจะลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจที่ท้าทายมากที่สุด

    โดยในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คนจะลดลงจาก 3.8 คน เหลือเพียง 1.8 คน ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เพื่อให้รายได้ต่อหัวไม่ลดลง ประเทศไทยจะต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพต่อหัวของคนวัยทำงานให้ได้ 2.5-3% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีประเทศใดในโลกที่เข้าสู่ “ภาวะสูงอายุ” สามารถรักษาไว้ได้

    วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยเราเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานจะเป็นระดับสุดยอด โดยชี้ว่าปัจจุบันเรามีผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 20% แต่อีกประมาณ 8 ปี สัดส่วนนี้ จะเป็น 1 ใน 3

    ปัญหาวิกฤติโครงสร้างประชากรนี้ เมื่อรวมกับปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ จะกลายเป็น “double crisis” ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ และมองว่าประเด็น Longevity นี้ เป็นสิ่งท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

    “นี่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤต หากเราไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ มันจะวิกฤติหนักแน่นอน”

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ มองว่าเป็นโอกาส แต่ถ้าเราคว้าไม่ทัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยยืนยันว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576 ซึ่งจะเกิดปัญหาแน่นอน เพราะคนหนุ่มสาวน้อยลง และคนอายุเกิน 60 ปี มีจำนวนเยอะขึ้น

    โดยปีก่อนนั้นประเทศไทยมีจำนวนคนตาย (570,000 คน) มากกว่าคนเกิด (460,000 คน) ทำให้ประชากรติดลบ 100,000 คนเป็นปีแรก ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ ภาษาเศรษฐศาสตร์คือ “หมดแน่”

    อย่างไรก็ตาม มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness โลกกำลังเติบโตสูงมาก และประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ทำให้มองว่าหากเราวางแผนให้ดี เราสามารถเข้าสู่ Longevity Economy ในระดับโลกได้

    “Longevity Economy” ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า แม้ไทยจะเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากร แต่ Longevity Economy ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ประเทศได้

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ กล่าวว่า เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

    ซึ่งเน้นย้ำว่า การเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 7.3% ต่อปี แต่ประเทศไทยมีความโดดเด่นอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็น อันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ในช่วงปี 2565–2566 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท 

    เครื่องยนต์หลักคือ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ซึ่งเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ 119.5% รองจากจีน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเมืองไทยเพราะ “มาซื้อชีวิตที่เมืองไทย” และมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 50-60%

    นอกจากนี้ ยังชี้ว่า Healthy Eating, Nutrition, and Weight Loss เป็นภาคส่วนที่โตเป็นอันดับ 2 รองจาก Wellness Tourism และเป็นโอกาสที่คนทั่วโลกยอมจ่ายสูงกว่าปกติถึง 30% สำหรับอาหารที่มีคุณภาพจริง

    อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยยังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เช่น ภูมิปัญญาไทย/สมุนไพรไทย ที่ยังขาดการวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม, การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการออกกำลังกาย เป็นต้น

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรพยายามแข่งขันกับจีนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม แต่ควรเปลี่ยนมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า โดยเสนอให้เน้นการทำ อาหารคุณภาพดี/ออร์แกนิก และ การดูแลสุขภาพ (Health Care) เนื่องจากขนาดของสองภาคส่วนนี้รวมกันใหญ่พอที่จะทดแทนภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของ GDP) และเป็น New Engine of Growth ของไทยได้

    วราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เราไม่ต้องการนักท่องเที่ยวเยอะๆ ที่มาแล้วทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงสูงๆ โดยมองว่า Wellness Tourism ที่มีนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าปกติเกือบ 50-60% นั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ และย้ำว่าการที่ไทยมีพื้นฐานด้าน service mind และโดดเด่นด้านการดูแลสุขภาพ เป็นจุดแข็งที่รัฐบาลควรต่อยอด

    ข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันเศรษฐกิจใหม่

    วราวุธ ศิลปอาชา เสนอว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ไขมาเป็นการป้องกัน พร้อมเสนอให้มีนโยบาย “สุขภาพดี มีเงินคืน” เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลตัวเอง หากไม่เจ็บป่วยและไม่ใช้เงิน 30 บาทเลยตลอดปี ก็ควรได้เงินคืน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินรักษา และได้ประสิทธิภาพจากแรงงานที่แข็งแรง

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับคำจำกัดความของ “ผู้สูงอายุ” จาก 60 ปี เป็น 65 ปี ตามมาตรฐานของสหประชาชาติ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เกณฑ์อายุต่ำที่สุดในโลก (ใช้มาตั้งแต่ปี 2494)

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ เสนอให้รัฐบาลช่วยประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ผ่านแคมเปญใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างการรับรู้ระดับโลกว่าการมาเมืองไทยทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่า “คนขายคือเรา” ดังนั้น ประชาชนไทยเองต้องเปลี่ยน Mindset ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว 

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เสนอว่า การเน้นเรื่องการออกกำลังกายมีความสำคัญมากในเรื่องการมีสุขภาพดี โดยเสนอให้ใช้พื้นที่ว่างที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ต้องปิดตัวลงเนื่องจากจำนวนเด็กน้อยลง ให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายของผู้สูงอายุ และเชื่อมโยงไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง เพื่อผลักดันภาคส่วนอาหารสุขภาพและการดูแลสุขภาพให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2891804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CI03TpRIv18_-tSZwRHc1

  • ลุ้นสงครามการค้า 2 มหาอำนาจ คลี่คลายดันเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว

    ลุ้นสงครามการค้า 2 มหาอำนาจ คลี่คลายดันเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว

    วันนี้ ( 28 ต.ค.2568) ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Shutdown และความตึงเครียดทางการค้ากับจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.9% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2567 ที่ 3% ในเดือนก.ย. ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.6 ในเดือนตุลาคม

    ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานราชการ (government shutdown) ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมและควบคุมการส่งออกซอฟแวร์เพื่อตอบโต้จีนที่ขยายมาตรการส่งออกแร่หายาก

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการประชุมนอกรอบระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ว่าจะช่วยคลายความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้สู่ระดับ 3.50-3.75%

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกไปตลาดสหรัฐยังไปได้ดีในเดือน ก.ย. มีอัตราเติบโตถึง 35.3 % ต่อเนื่อง 24 เดือน จากความต้องการซื้อสินค้าในสหรัฐเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้กำลังซื้อในสหรัฐฟื้นกลับมา เนื่องจาก สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ของการบริโภคในโลก จึงทำให้ การค้าโลกฟื้นตัวดีขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้ ขณะนี้ เป็น วัฎจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเลคทรอนิคส์ ซึ่ง รัฐบาลสหรัฐก็ เห็น ความสำคัญของสินค้ากลุ่มนี้ทำให้อัตราภาษีนำเข้าไม่ได้สูงมาก และ เด็กรุ่นใหม่มีความต้องการใช้มากขึ้นทั้งโทรศัพท์มือ และอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทย ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดสหรัฐมีน้อย เพราะ การส่งออกสินค้าเกษตรไทยตลาดหลักคือ จีน

    ผลกระทบจาก Reciprocal tariff ต่อการส่งออกไทย มีไม่มาก และความชัดเจน เรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่ 19 % ของไทยทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวล และอัตรานี้ ทำให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคนี้ได้

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปตลาดสหรัฐเดือน ก.ย. มีอัตราเติบโต 35.3%มีมูลค่า 6,793 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเกินดุล5,228 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน 9 เดือนแรก มีมูลค่า52,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.6 % ไทยเกินดุลการค้า 36,443 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ในขณะที่การส่งออกไปจีน 2,952 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.2 % โดยไทยขาดดุล 6,479 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 9 เดือนแรก ไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่า30,667 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1 % ไทยขาดดุล 47,303 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว28.6%

    ในขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ศูนย์วิจัยกรุงศรี มองว่านโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลทาคาอิจิคาดช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงปลายปี การส่งออกของญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหดตัวในเดือนก่อนที่ -0.1% กลับมาขยายตัว 4.2% ในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (National CPI) ปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 2.9% สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตมีการหดตัวมากขึ้นจากเดือนก่อนที่ 48.5 สู่ระดับ 48.3 ในเดือนต.ค.

    แม้ว่าการบริโภคยังคงอ่อนแอจากแรงกดดันเงินเฟ้อสะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัวมากสุดในรอบ 4 ปี แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาคธุรกิจยังคงขยายแผนการลงทุน รวมถึงการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงหนุนของการอ่อนค่าของเงินเยนและการส่งออกไปเอเชียที่ดีขึ้น

    นอกจากนี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพ และเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ที่เข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้ จากความคาดหวังดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในช่วงปลายปีนี้

    เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่มีแรงส่งการเติบโตแผ่วลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้ง GDP ในไตรมาสที่ 3 (+4.8% จาก 5.2% ในไตรมาสที่ 2) ยอดค้าปลีกสินค้าในเดือนก.ย.น (+3% จาก +3.4% ในเดือนส.ค.) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 9 เดือนแรก (หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดที่ -0.5%) สำหรับผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การกระจายรายได้ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และ AI รวมถึงการพัฒนาตลาดแห่งชาติ (Unified National Market) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง (Price involution) และปัญหาอุปทานส่วนเกิน

    นอกจากนี้ จีนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากภาษีสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ การควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญ และการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ ดังนั้น ความหวังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิผลในการฟื้นการบริโภคภายในประเทศทั้งจากมาตรการอุดหนุนการแลกซื้อสินค้าใหม่ประกอบกับมาตรการหนุนการบริโภคในภาคบริการ
    เร่งลงทุน 3 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ ทำการวิเคราะห์เศรษฐกิจว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดเร็วขึ้น มีหลายปัจจัยสะท้อนโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นBOI ที่มีแผนเร่งรัดการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ เห็นชอบให้จัดตั้งระบบ “Thailand Fast Pass” เป็นกลไกเชิงรุกในการเร่งรัดและอำนวยความสะดวกต่อโครงการลงทุนสำคัญโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การเร่งรัดการลงทุนของ BOI ผ่านกลไกดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน แก้ไขอุปสรรคทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ จุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้มากขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 139% YoY นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์สมัยใหม่ ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขอรับส่งเสริมลงทุนฯ มีมูลค่า 7.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 132% นำโดยสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

    อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับลดลงสู่ระดับ 1.25% ภายในปลายปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้อาจหดตัว -0.5% หรือ +1.5% ก่อนจะกลับมาขยายตัว 0.5% หรือ +1.3% YoY ในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการส่งออกมากขึ้น ซึ่งวิจัยกรุงศรีประเมินว่ามีโอกาสที่ธปท.อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในเดือนธันวาคมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน

    อ่านข่าว:

    จับตาเจรจาหยุดโลก “ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” 30 ต.ค. ชี้ชะตาทิศทางสงครามการค้าโลก

    “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    เทศกาลเททอง ฉุดทองดิ่งรอบ 5 ปี เหตุดอลลาร์ “แข็ง”นักลงทุนหนีสินทรัพย์ปลอดภัย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WljFNThW6r5o1_TS88D5I

  • “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย แนะปิด 5 จุดบอด เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย แนะปิด 5 จุดบอด เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ สลายระบบอุปถัมภ์ ตรวจสอบที่มา เงินทุนต่างชาติ ป้องกันทุนสีเทา

    วันที่ 28 ต.ค. 2568 ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า “ทุนสีเทา” ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรง โดยทุนสีเทาคือการดำเนินธุรกิจที่ผสมระหว่างกิจกรรมถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย อาศัยเครือข่ายอุปถัมภ์และความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อฟอกเงินจากอาชญากรรม เช่น การพนันออนไลน์ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และฟอกเงินผ่านธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม

    เศรษฐกิจนอกระบบสูง 8 ล้านล้าน

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ระบุว่า ปี 2568 มีแผนตรวจสอบนิติบุคคลเชิงรุกกว่า 26,830 ราย ใน 9 จังหวัดเสี่ยงสูง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในปี 2564 พบการกระทำผิดมากถึง 61.38% ของคดีนอมินีทั้งหมด ขณะที่สำนักงานสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านบาท หรือราว 40% ของ GDP โดยกิจกรรมผิดกฎหมายหลัก เช่น การพนัน การค้าของเถื่อน และการค้าประเวณี มีมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

    ดร. คเณศ กล่าวด้วยว่า  หากรัฐบาลยังมองทุนสีเทาเป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป จะไม่มีทางแก้ไขได้จริง เพราะรากของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และช่องโหว่ทางเศรษฐกิจที่เปิดทางให้เงินผิดกฎหมายไหลเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกกฎหมาย  โดยขอเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและสลายระบบอุปถัมภ์ – ตรวจสอบความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและสร้างกลไกตรวจสอบอิสระที่โปร่งใส

    2. จัดการเม็ดเงินนอกระบบและสร้างฐานข้อมูลกลาง – ดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี และบูรณาการข้อมูลจาก ปปง. DSI DBD และกรมที่ดิน เพื่อวัดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบอย่างแม่นยำ

    3. เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในภาคอสังหาริมทรัพย์และนอมินี – ตรวจสอบเชิงรุกและเพิ่มโทษผู้กระทำผิด เพื่อสกัดการฟอกเงินผ่านธุรกิจบังหน้า

    4. ให้ BOI และ EEC มีบทบาทคัดกรองการลงทุนต่างชาติ – ต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อป้องกันทุนเทาใช้การลงทุนเป็นช่องทางเข้ามาในประเทศภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน

    5. ป้องกันทุนสีเทาเข้าสู่ตลาดทุนไทย – ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และ ก.ล.ต. ต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุก ออกมาตรการคัดกรองแหล่งเงินลงทุนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติซับซ้อน เพื่อป้องกันการฟอกเงินผ่านตลาดทุน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qh6zX0GU0LOR4cUqNub2n

  • 4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    ภาพจากซ้ายไปขวา : นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่ , นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคประชาชน

    หลุดจากหล่มเศรษฐกิจ ด้วย “ดิจิทัล-กรีน”

    นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้อง หลุดจากหล่มกับดักเศรษฐกิจ 10 ปี โดยต้องขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยต้องจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานและอัตราการใช้เทคโนโลยีสูง แต่คนไทยกลับได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานและมูลค่าเพิ่มน้อย การลงทุนที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต้องถูกตรวจสอบว่าได้ สร้างงานให้กับคนไทยจริงหรือไม่ จำเป็นต้องมีการจัดระบบนิเวศธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการจัดการแพลตฟอร์มการค้าขายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุมของคนไทย

    ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพังได้ จึงต้องกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการต่างประเทศ และผนึกกำลังกับอาเซียนเพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ด้วย

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

    สำหรับนโยบายการเงินไม่ควรมุ่งเน้นเพียงเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ควรรวมถึงการเอื้อต่อการเติบโตด้วย พร้อมเรียกร้องให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าธรรมเนียมที่แพง และช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ที่สูงเกินไป

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อใช้ AI เพราะปัญหาการใช้ AI ในภาครัฐไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นกฎหมายและกระบวนการภายในที่ล้าสมัย ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ การจะใช้ AI เพื่อลดดุลยพินิจจึงต้องรื้อระบบกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ

    สุดท้ายคือทักษะความเป็นมนุษย์ ในอนาคตอันใกล้ที่ AI จะเก่งกว่ามนุษย์ในหลายด้าน หัวใจสำคัญของการศึกษาคือการเสริม “ทักษะความเป็นมนุษย์” เพื่อให้มนุษย์อยู่รอดได้

    ชูทางรอด เน้น สร้างคน – ปฏิรูปการศึกษา

    นายสุชัชวีร์ ได้เสนอแนวทางที่รัฐบาลต้องดำเนินการเร่งด่วน 3 ประการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การสร้างคน ซึ่งเป็นภารกิจแรกและสำคัญที่สุด เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายสุชัชวีร์ ระบุว่า ปัญหาหลักที่นักลงทุนต่างชาติไม่เลือกลงทุนในไทยคือ “ไม่มีคนให้เขาใช้” พรรคจึงมุ่งปฏิรูปภาคการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การจัดการศึกษา “ทันโลก” ทั้งการยกระดับโรงเรียน และการผลักดันสายอาชีวะให้เป็นที่นิยม พร้อมสร้างระบบฝึกงานที่ตอบโจทย์จริง โดยตั้งเป้าให้เด็กอาชีวะมีงานทำภายใน 3 ปี

    การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน หากไม่เร่งแก้ปัญหาภัยพิบัติ ประเทศอาจถึง “จุดจบทางเศรษฐกิจ” เนื่องจากภัยน้ำท่วมสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

    รวมถึงการขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา ประเทศไทยจำเป็นต้อง “เขียนกติกาใหม่” เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเป็นธรรม และส่งเสริมให้ SME และทุนเล็กสามารถแข่งขันได้

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่

    พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วย SME พร้อมเสนอให้รัฐบาลดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ เช่น บล็อกเชน และ AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือเปลี่ยนเกม” ที่ช่วยยกระดับรายบุคคล (เช่น ช่วยครูวิเคราะห์จุดแข็งของนักเรียน) และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อลดคอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ นายสุชัชวีร์ ยังได้กล่าวถึงโครงสร้างประชากรแบบ “ปิรามิดหัวกลับ” โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนซิลเวอร์อีเวนต์ฟัน (Silver Event Fund)” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปสามารถเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพได้

    ปราบทุนสีเทา คืนกำลังซื้อ -ใช้ AI สู้คอร์รัปชัน

    นายวิโรจน์ ชี้ว่า ทางรอดเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการปราบปรามทุนสีเทาข้ามชาติ ทุนสีเทาและเงินจากสแกมเมอร์เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องกำหนดเป็นวาระของโลก โดยระบุว่าประเทศไทยสูญเสียเงินให้กับสแกมเมอร์ปีละ 115,300 ล้านบาท การมีเงินสีเทาเข้ามาฟอกในระบบจะส่งผลกระทบต่อบริษัทเอกชนและกระทบต่อการบริโภค

    การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและคืนกำลังซื้อ คนไทยจำนวนมากประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน รัฐบาลควรหารือร่วมกับ ธปท. เพื่อปกป้องผู้ถือบัญชีเงินฝาก และแก้ไขอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมสำหรับคนเป็นหนี้ เนื่องจากในปี 2025 ค่ารักษาพยาบาลเติบโตสูงถึง 14% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2-3% รัฐบาลจึงต้องคืนกำลังซื้อให้กับประชาชน

    ความเท่าเทียมทางสุขภาพ รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล แม้แต่ กทม. ก็มีปัญหาความเท่าเทียมกัน เมื่อต้องถูกส่งตัวไปรักษาตัวแบบต้องมีการวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง พบว่า ผู้ถือบัตรทอง  3-4 ล้านคน ที่ต้องไปรักษาเฉพาะทางต้องเขียนใบส่งตัว คลินิกชุมชน ต้องไปจ่าย 800 บาท คนถือบัตรทอง ต้องไปต่อคิวกัน กว่าจะได้ใบส่งตัว ทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรค อย่างทันท่วงที

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคประชาชน

    ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ AI นายวิโรจน์ เห็นว่า AI มีคุณสมบัติในการคิด วิเคราะห์ และหาโซลูชั่นที่รอบคอบรวดเร็ว ดังนั้นควรใช้ AI เพื่อ ลดดุลยพินิจ ในระบบราชการ และตัดคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะ “จ่ายใต้โต๊ะกับ AI ไม่ได้”

    สุดท้ายประเด็นการผลิตคนเกิดใหม่ที่มีคุณภาพนั้น เขาสะท้อนว่า การแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำต้องไม่มองมนุษย์เหมือน “เครื่องผลิตมนุษย์” การให้สวัสดิการอย่างเดียวจึงไม่เพิ่มการเกิดใหม่ แต่ต้อง แก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหลานที่เกิดมาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและไม่มีภาระ

    เปลี่ยนวิธีคิด “ไม่รอแจก” ขยับอายุเกษียณ 65 ปี

    นายวราวุธ เสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้หลักการที่ว่า “ทุกคนต้องไปต่อ” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่สำคัญต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่รอ “แจก” โดยนายวราวุธ เน้นย้ำว่า

    สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนคือ วิธีคิด ของประชาชนทุกคน หากยังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งก็จะได้แบบเดิม ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการ “รอของแจก” จากภาครัฐ ไปสู่การที่ทุกคนต้อง “เอาเบ็ดตกปลาไปหาปลากันเอง”

    นอกจากนั้นยังต้องมีการพัฒนาที่ไปพร้อมกัน หากเปรียบประเทศไทยเป็นรถยนต์ที่ลาก “คาราวาน” (ภาระทางสังคม เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ) รัฐบาลต้องใส่กลไกหรือเครื่องยนต์เข้าไปในคาราวาน เพื่อให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน

    ดังนั้นต้องให้ประชาชนเป็นผู้นำ ถึงเวลาที่ราชการต้องทำหน้าที่สนับสนุน โดยให้ “ประชาชนนำ” เช่น กระทรวงเกษตรควรดึงปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้มาเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา

    นายวราวุธ กล่าวว่า ปัญหาสังคมสูงวัยกระทบคน Gen Y และ Z ที่ต้องแบกรับภาระ พรรคจึงเสนอให้ ขยับเพดานอายุเกษียณราชการจาก 60 เป็น 65 ปี ซึ่งควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไx นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลคนทำงานให้มีศักยภาพ การดูแลเด็กเล็กให้มีคุณภาพ และการเสริมพลังคนพิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15MCk_0d-2Zj4Nc_69kR2-

  • พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “พระพันปีหลวง”

    พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “พระพันปีหลวง”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37VYGycUPEKtaohGm-9nJ8

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 10.21 น.

    กลยุทธ์ : ซื้อด้วย ราคา vs ไทม์มิ่ง
    แนวรับ : $3,950  หรือ  61,000 บาท
    แนวต้าน : $4,040  หรือ  62,500 บาท

    ข่าว :

    .

    ราคาทองคำร่วงลงแรงหลุดแนวรับสำคัญ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 62,000 บาท หลังจากก่อนหน้านี้เคยพุ่งแตะเกือบ 4,400 ดอลลาร์ (67,500 บาท) โดยล่าสุดราคาทองโลกทำจุดต่ำสุดที่ 3,970 ดอลลาร์ และทองคำแท่งในไทยลดลงแตะ 61,700 บาท สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าซื้อในช่วงราคาพุ่งแรงก่อนหน้า การปรับตัวลงครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าตลาดทองคำมีความผันผวนสูง และสินทรัพย์ที่ขึ้นแรงย่อมสามารถลงแรงได้เช่นกัน

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    การร่วงของราคาทองคำรอบนี้เกิดจาก 4 ปัจจัย

    1. สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง
    2. Government Shutdown สหรัฐฯ มีแนวโน้มคลี่คลาย เป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและลบต่อทองคำ
    3. การ “Price In” ข่าวเฟดลดดอกเบี้ย ตลาดสะท้อนข่าวดีไปก่อนหน้า จึงเกิดแรงขายทำกำไร
    4. สัญญาณเทคนิค การย่อตัวครั้งนี้เป็นการปรับฐานเพื่อสร้างฐานใหม่ให้มั่นคง หลังจากขึ้นแรงก่อนหน้า

    แนวรับสำคัญอยู่ที่ 3,950-3,940 ดอลลาร์ (≈61,000 บาท) หากไม่อยู่มีโอกาสลงต่อถึง 3,700 ดอลลาร์ (≈59,000 บาท) ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 4,040 ดอลลาร์ หรือราว 62,500 บาท

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์ “ราคา vs ไทม์มิ่ง”

    • ด้านราคา: ถือว่าเริ่มน่าสนใจหลังราคาปรับลงมากกว่า 400 ดอลลาร์
    • ด้านจังหวะเวลา: ยังไม่เหมาะ เนื่องจากข่าวใหญ่ (เฟดลดดอกเบี้ย) กำลังจะเกิดขึ้น และตลาดอาจซบเซาชั่วคราวหลังจากนั้น

    คำแนะนำ

    • นักลงทุนระยะยาว: ทยอยสะสมได้ที่บริเวณ 61,000–61,700 บาท หากรับความผันผวนได้
    • นักลงทุนระยะสั้น: รอดูทิศทางหลังการประชุมเฟดวันที่ 30 ต.ค. ก่อนค่อยเข้าซื้อ
    • แนวรับ–แนวต้านสำคัญ:
      • แนวรับ: 3,950 ดอลลาร์ / 61,000 บาท
      • แนวต้าน: 4,040 ดอลลาร์ / 62,500 บาท

    สรุปใจความสำคัญ
    การปรับฐานคือส่วนหนึ่งของวัฏจักรตลาด-ตลาดที่ดีไม่ควรขึ้นอย่างร้อนแรงเหมือน “กระต่าย” แต่ควรเติบโตมั่นคงแบบ “เต่า” และเมื่อใดที่ตลาดมองไปทางเดียวกันมากเกินไป ก็มักเป็นจุดที่ต้องระวังการกลับตัวเสมอ

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-28-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vIjwldNpZZyTZtF7ry4fR

  • เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    คุณวิทัย รัตนากร พบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เมื่อ 10 ต.ค. 68 ในงาน “GovernorConnect” โดยย้ำถึงภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้ง (1) เงินเฟ้อต่ำแต่มีเสถียรภาพ (2) ระบบการเงินเข้มแข็ง และ (3) ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพ แต่มีอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมากเช่นกัน คือ มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือประชาชน

    rn

     

    rn

    ในการทำงาน แม้แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระในการใช้เครื่องมือ แต่ยินดีทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อประสานนโยบายร่วมกัน ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ให้เติบโตอย่างสมดุล และ มุ่งสู่ศักยภาพ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    คุณวิทัย รัตนากร พบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เมื่อ 10 ต.ค. 68 ในงาน “GovernorConnect” โดยย้ำถึงภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้ง (1) เงินเฟ้อต่ำแต่มีเสถียรภาพ (2) ระบบการเงินเข้มแข็ง และ (3) ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพ แต่มีอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมากเช่นกัน คือ มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือประชาชน

    ในการทำงาน แม้แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระในการใช้เครื่องมือ แต่ยินดีทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อประสานนโยบายร่วมกัน ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ให้เติบโตอย่างสมดุล และ มุ่งสู่ศักยภาพ

    มาตรการเฉพาะจุด เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ เน้นว่า “แบงก์ชาติทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม”

    rn

     

    rn

    1. การแก้หนี้

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ NPL รายเล็ก โดยใช้ AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง (คลัง) และสถาบันการเงิน (สง.) ซึ่งจะเร่งทำโดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard ผู้ว่าฯ กล่าวว่า “จะมี cut-off date” ซึ่งตรงกับที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีกรณีก่อหนี้เสียใหม่เพื่อจะเข้าโครงการ โดย มาตรการ AMC นี้ จะเน้นช่วยลูกหนี้รายย่อย NPL ที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้ผ่อนปรนลง เพื่อจะปลดหนี้ได้ คาดเบื้องต้นราว 2 ล้านคน

    rn

     

    rn

    2. การเข้าถึงสินเชื่อ

    rn

     

    rn

    อีกปัญหาหนึ่งของคนตัวเล็ก คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ปัจจุบัน มี SMEs ราว 40% ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สง. จากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันได้ รายได้ที่ไม่แน่นอน และ ประวัติข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ จนบางส่วนจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบแทน ทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูง

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ กล่าวถึงการสานต่อมาตรการที่แบงก์ชาติเริ่มไว้ ทั้งโครงการ “Your Data” ที่รองผู้ว่าการ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส เป็นหลัก จะทำให้ข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยดีขึ้นมาก เรื่อง “Virtual Bank” ที่จะทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ส่วนเรื่อง “NaCGA (สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ)” ที่ยังเป็นแนวคิดอยู่ในระยะเริ่มต้น ก็ต้องนำมาปรับให้เห็นพ้องตรงกัน ซึ่งจะช่วยคนตัวเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ รวมทั้งจะเร่งโครงการ Risk-based pricing (การคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามความเสี่ยง) ด้วยเช่นกัน

    rn

     

    rn

    3. การให้ความรู้ทางการเงิน ทั้งการออม และ การใช้เงินเป็น

    rn

     

    rn

    การให้ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก แบงก์ชาติจะร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งส่งเสริมการออมตั้งแต่เด็ก การออมเพื่อการเกษียณ รองรับสังคมสูงวัย และ การให้ความรู้เรื่องการใช้เงินด้วย เพราะความสะดวกสบายของออนไลน์ ทำให้อาจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น “ไม่ใช่ ของมันต้องมี แต่ควรซื้อเมื่อจำเป็น” จึงต้องจับตาการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (บริการชำระเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) ว่าควรเข้าไปดูแลอย่างไร เพราะสุดท้ายต้องทำให้วินัยของคนไทยดีขึ้น

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการเฉพาะจุด ทั้งการแก้หนี้ผ่าน AMC การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าสู่ระบบสินเชื่อ (Financial inclusion) ทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินเหมาะสมมากขึ้น และการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) โดยแบงก์ชาติจะร่วมกันทำกับหน่วยงานอื่น เพื่อคลายปัญหาด้วยมาตรการต่อเนื่อง ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าวว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องไม่จริงที่จะสามารถกดปุ่มทันทีแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการร่วมกันต่อจิ๊กซอว์ มาตรการต่างๆ ให้ช่วยคนได้มาก”

    rn

     

    rn

    ประเด็น เงินเฟ้อ เงินฝืด?

    rn

     

    rn

    ด้านเงินเฟ้อ หากดูที่ core inflation (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เอาพลังงานและอาหารสดออก) ทั้งปีนี้และปีหน้า คาดไว้ที่ 0.9% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลง เพราะราคาพลังงานและอาหาร ซึ่ง 2 หมวดนี้มีน้ำหนักมาก โดยจะทยอยปรับสู่เป้าหมายระยะปานกลาง ส่วนเรื่องเงินฝืดนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง core inflation ต้องติดลบลงไปลึกๆ หรือ มีการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่เห็นกรณีดังกล่าว

    rn

     

    rn

    รายงานนโยบายการเงินที่เผยแพร่ 22 ต.ค.68 ขยายความเรื่องนี้ไว้ว่า (1) สัดส่วนจำนวนสินค้าราว 60% ยังมีราคาทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต (2) การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย (3) แม้เศรษฐกิจไทยชะลอลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอยรุนแรง เช่นที่เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ ช่วง Great Depression และ Lost Decade ในญี่ปุ่น เพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกและเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง (4) เงินเฟ้อไทยโน้มลดลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านพลังงานและอาหาร โดยต้นทุนพลังงานและขนส่งลดลง จากพัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กอปรกับ ไทยมี food security ทำให้รับผลกระทบจากการเร่งตัวของราคาอาหารโลกน้อยกว่าประเทศอื่น และ (5) ราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำ เพราะจีนเร่งส่งออกสินค้าส่วนเกินจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ มายังภูมิภาครวมถึงไทย ทำให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ ยังได้ตอบคำถามในงาน “GovernorConnect” ถึงผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวม 1% ว่า ยังใช้เวลาส่งผล และ แม้ Policy space มีจำกัด แต่พร้อมผ่อนคลายหากจำเป็น และ มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของรายย่อย
    rn ที่สำคัญ คือ การทำงานของแบงก์ชาติ ที่ต้องใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น และในการทำนโยบาย ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร เพราะปลายทาง คือ การออกนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้และเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ

    rn”}}” id=”text-64c79a376a”>

    มาตรการเฉพาะจุด เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่

    ผู้ว่าฯ เน้นว่า “แบงก์ชาติทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม”

    1. การแก้หนี้

    แบงก์ชาติได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ NPL รายเล็ก โดยใช้ AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง (คลัง) และสถาบันการเงิน (สง.) ซึ่งจะเร่งทำโดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

    เพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard ผู้ว่าฯ กล่าวว่า “จะมี cut-off date” ซึ่งตรงกับที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีกรณีก่อหนี้เสียใหม่เพื่อจะเข้าโครงการ โดย มาตรการ AMC นี้ จะเน้นช่วยลูกหนี้รายย่อย NPL ที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้ผ่อนปรนลง เพื่อจะปลดหนี้ได้ คาดเบื้องต้นราว 2 ล้านคน

    2. การเข้าถึงสินเชื่อ

    อีกปัญหาหนึ่งของคนตัวเล็ก คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ปัจจุบัน มี SMEs ราว 40% ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สง. จากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันได้ รายได้ที่ไม่แน่นอน และ ประวัติข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ จนบางส่วนจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบแทน ทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูง

    ผู้ว่าฯ กล่าวถึงการสานต่อมาตรการที่แบงก์ชาติเริ่มไว้ ทั้งโครงการ “Your Data” ที่รองผู้ว่าการ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส เป็นหลัก จะทำให้ข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยดีขึ้นมาก เรื่อง “Virtual Bank” ที่จะทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ส่วนเรื่อง “NaCGA (สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ)” ที่ยังเป็นแนวคิดอยู่ในระยะเริ่มต้น ก็ต้องนำมาปรับให้เห็นพ้องตรงกัน ซึ่งจะช่วยคนตัวเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ รวมทั้งจะเร่งโครงการ Risk-based pricing (การคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามความเสี่ยง) ด้วยเช่นกัน

    3. การให้ความรู้ทางการเงิน ทั้งการออม และ การใช้เงินเป็น

    การให้ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก แบงก์ชาติจะร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งส่งเสริมการออมตั้งแต่เด็ก การออมเพื่อการเกษียณ รองรับสังคมสูงวัย และ การให้ความรู้เรื่องการใช้เงินด้วย เพราะความสะดวกสบายของออนไลน์ ทำให้อาจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น “ไม่ใช่ ของมันต้องมี แต่ควรซื้อเมื่อจำเป็น” จึงต้องจับตาการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (บริการชำระเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) ว่าควรเข้าไปดูแลอย่างไร เพราะสุดท้ายต้องทำให้วินัยของคนไทยดีขึ้น

    ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการเฉพาะจุด ทั้งการแก้หนี้ผ่าน AMC การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าสู่ระบบสินเชื่อ (Financial inclusion) ทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินเหมาะสมมากขึ้น และการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) โดยแบงก์ชาติจะร่วมกันทำกับหน่วยงานอื่น เพื่อคลายปัญหาด้วยมาตรการต่อเนื่อง ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าวว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องไม่จริงที่จะสามารถกดปุ่มทันทีแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการร่วมกันต่อจิ๊กซอว์ มาตรการต่างๆ ให้ช่วยคนได้มาก”

    ประเด็น เงินเฟ้อ เงินฝืด?

    ด้านเงินเฟ้อ หากดูที่ core inflation (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เอาพลังงานและอาหารสดออก) ทั้งปีนี้และปีหน้า คาดไว้ที่ 0.9% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลง เพราะราคาพลังงานและอาหาร ซึ่ง 2 หมวดนี้มีน้ำหนักมาก โดยจะทยอยปรับสู่เป้าหมายระยะปานกลาง ส่วนเรื่องเงินฝืดนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง core inflation ต้องติดลบลงไปลึกๆ หรือ มีการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่เห็นกรณีดังกล่าว

    รายงานนโยบายการเงินที่เผยแพร่ 22 ต.ค.68 ขยายความเรื่องนี้ไว้ว่า (1) สัดส่วนจำนวนสินค้าราว 60% ยังมีราคาทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต (2) การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย (3) แม้เศรษฐกิจไทยชะลอลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอยรุนแรง เช่นที่เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ ช่วง Great Depression และ Lost Decade ในญี่ปุ่น เพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกและเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง (4) เงินเฟ้อไทยโน้มลดลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านพลังงานและอาหาร โดยต้นทุนพลังงานและขนส่งลดลง จากพัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กอปรกับ ไทยมี food security ทำให้รับผลกระทบจากการเร่งตัวของราคาอาหารโลกน้อยกว่าประเทศอื่น และ (5) ราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำ เพราะจีนเร่งส่งออกสินค้าส่วนเกินจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ มายังภูมิภาครวมถึงไทย ทำให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า

    ผู้ว่าฯ ยังได้ตอบคำถามในงาน “GovernorConnect” ถึงผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวม 1% ว่า ยังใช้เวลาส่งผล และ แม้ Policy space มีจำกัด แต่พร้อมผ่อนคลายหากจำเป็น และ มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของรายย่อย
    ที่สำคัญ คือ การทำงานของแบงก์ชาติ ที่ต้องใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น และในการทำนโยบาย ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร เพราะปลายทาง คือ การออกนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้และเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251028.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oqkWGOtIVew_vkAYvDyoZ