Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “สุชัชวีร์” ตั้ง “คมสัน” นั่งเก้าอี้รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่

    “สุชัชวีร์” ตั้ง “คมสัน” นั่งเก้าอี้รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่

    วันที่ 28 ต.ค. 2568 “ดร.โจ้ ” นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ ฝ่ายการเมือง และ รองผู้อำนวยการพรรค (ฝ่ายประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร และภารกิจ กทม.)

    ” ขอบคุณพี่เอ้ สุชัชวีร์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ที่แต่งตั้งผม เดิมทีผมเคยประกาศจะลงผู้ว่าฯ กทม ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้ อธิบายถึงจุดเปลี่ยนในครั้งนี้

    ผมรอความหวัง เห็นคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มารวมตัวก่อตั้งพรรค ที่เชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนจะให้โอกาส ผมจึงเห็นพรรค “ไทยก้าวใหม่” เป็นอีกทางเลือกสำหรับพี่น้องคนไทย

    เพราะไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ไม่ใช่พรรคที่แตกหน่อ แต่เป็นพรรคของคนทำงาน อยากลงมือทำอะไรใหม่ๆ ให้กับบ้านเมืองมารวมกัน

    หลังจากพูดคุย ทำให้เห็นแนวทาง รวมไปถึงนโยบายอื่นๆ ที่เน้นนอกเหนือการศึกษา เช่น เศรษฐกิจ ปากท้อง สังคม ฯลฯ ที่คิดว่าทำอย่างไร ให้ทุกคนมีส่วนร่วมผลักดันประเทศไปในทางที่อยากเห็น พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็น

    นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผมตัดสินใจอีกครั้ง โดยยึดหลักการเดิม “ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ขอได้ทำงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860446&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dj443zPoYNqNtmy-j4Nh5

  • “ผู้ว่าฯชัชชาติ”ต้อนรับเยาวชนกรุงโซล กระชับสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง-แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมแนะ “การตั้งคำถาม” คือหัวใจของการเรียนรู้

    “ผู้ว่าฯชัชชาติ”ต้อนรับเยาวชนกรุงโซล กระชับสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง-แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมแนะ “การตั้งคำถาม” คือหัวใจของการเรียนรู้

    (28 ต.ค. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ นายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และนางจิราภรณ์ ปึงประวัติ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเมือง สำนักงานการต่างประเทศ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนและเยาวชนกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 35 คน นำโดย นายจอน ซองอู (Mr. Jeon Sung Woo) ผู้อำนวยการศูนย์เยาวชนกรุงโซลเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ณ ห้องอมรพิมาน ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

    “กรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับพวกเราทุกคน ขอให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการมาเยือนกรุงเทพมหานคร และหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมความรู้กัน” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวต้อนรับ และให้ข้อคิดแก่เยาวชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่ ว่า “เด็กรุ่นใหม่ต้องมีความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ต้องตั้งคำถามตลอด เพราะถ้าไม่สงสัย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง การที่เรามีความอยากรู้อยากเห็นและตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้น จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนรู้และศึกษาโลกและเมืองต่าง ๆ”

    นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้เตรียมกิจกรรมเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเล่นเกมถาม-ตอบความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกรุงเทพมหานครและกรุงโซล เพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองเมือง อาทิ จำนวนประชากรของทั้งสองเมือง (ประมาณ 10 ล้านคน) ปีที่ทั้งสองเมืองสถาปนาความสัมพันธ์เป็นเมืองพี่เมืองน้อง (ปี ค.ศ. 2006) สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่เปรียบได้กับย่านเมียงดงของโซล (ย่านสยาม) เป็นต้น

    จากนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มอบของที่ระลึก ได้แก่ ชุดจานเบญจรงค์กรุงเทพมหานคร และเสื้อพร้อมกางเกงลายช้างไทย (ผลิตภัณฑ์ Bangkok Brand) ให้กับคณะเยาวชนทั้ง 35 คน

    สำหรับการมาเยือนกรุงเทพมหานครของคณะผู้แทนและเยาวชนกรุงโซล เป็นไปตามโครงการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมร่วมกับเมืองพี่เมืองน้อง (การแลกเปลี่ยนเยาวชนกับกรุงโซล ประจำปี 2569 การต้อนรับคณะเยาวชนกรุงโซล) โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงโซล ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเมืองพี่เมืองน้องมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2549 รวมถึงเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับเยาวชนของทั้งสองเมือง

    คณะเยาวชนจะอยู่ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2568 เพื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ อาทิ เยี่ยมชมป้ายชื่อกรุงเทพมหานครและเสาชิงช้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สวนลุมพินี เรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย เช่น รำไทย งานประดิษฐ์ มวยไทย ที่ศูนย์สร้างสุขทุกวัย สวนลุมพินี เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยในสถานที่สำคัญ เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มิวเซียมสยาม สำรวจเมืองด้วยการโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อนำข้อมูลมาจัดทำกิจกรรมกลุ่มและนำเสนอหัวข้อศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเยาวชนจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เพื่อไปสำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ กลุ่ม 1 ที่สวนลอยฟ้า Dusit Central Park กลุ่ม 2 ที่สวนจตุจักรและพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร แห่งที่ 1 (จตุจักร) กลุ่ม 3 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ Safari World

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252596&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TrqLV770gFsGlM7yN8_f9

  • นับถอยหลัง 7 สัปดาห์ ซีเกมส์ 2025 พร้อมจัดตามมาตรฐานสากล

    นับถอยหลัง 7 สัปดาห์ ซีเกมส์ 2025 พร้อมจัดตามมาตรฐานสากล

    วันนี้ (28 ตุลาคม) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมจัดกิจกรรมระดับประเทศช่วงปลายปี โดยยืนยันว่าได้มอบนโยบายให้กับทุกหน่วยงานทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

    ขณะนี้อยู่ในช่วงนับถอยหลัง 7 สัปดาห์ก่อนพิธีเปิดซีเกมส์ โดยอรรถกร ระบุว่า กระทรวงฯ ได้เร่งดำเนินการในทุกมิติเพื่อยืนยันว่า ซีเกมส์ไทยจะถูกจัดขึ้นตามมาตรฐานสากล

    ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ไม่ได้มีนโยบายห้ามการจัดงานรื่นเริงในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนโครงการหรืองานที่รัฐสนับสนุน จะต้องมีการหารือรายละเอียดให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล โดยจะพยายามทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะได้รับการดูแลให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/7-weeks-until-sea-games-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JnC4etDTn6YwKg3IDf-AX

  • วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ททท.คอนเฟริมเลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 9 พ.ย.-23 ธ.ค.นี้

    วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ททท.คอนเฟริมเลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 9 พ.ย.-23 ธ.ค.นี้

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การจัดงานเทศกาลประเพณี และอีเว้นท์ต่างๆในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่าไม่มีนโยบายห้าม หรือ ยกเลิกการจัดงานแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้ปรับเนื้อหาและโทนการจัดงานให้เหมาะสม

    เนื่องจากการจัดอีเว้นท์ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว  ผู้จัดบางรายได้มีการลงทุนไปแล้ว นอกจากนี้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศก็ได้มีการบุ๊กกิ้งและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าแล้วเช่นกัน การยกเลิกงานจะทำให้เกิดความเสียหายได้ งานต่างๆจึงต้องเดินหน้าต่อ

    โดยอีเว้นท์ในส่วนของการแข่งขันกีฬา อาทิ ซีเกมส์ อาจต้องมีการปรับโทนหรือลดความบันเทิงลงบ้าง แต่ยังคงเน้นในส่วนของการแข่งขันเป็นหลัก

    วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ททท.คอนเฟริมเลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 9 พ.ย.-23 ธ.ค.นี้

    ขณะที่อีเว้นท์ต่างๆด้านการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีหลายงาน ก็ให้ททท. ไปปรับรายละเอียดของเนื้อหางานให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะงานที่ททท.เป็นผู้จัดงาน รวมถึงงานที่ททท.สนับสนุน

    วิจิตรเจ้าพระยา

    ไม่ว่าจะเป็นงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 จากเดิมที่จะจัดงานในวันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 ขยับเลื่อนไปเล็กน้อย ไปเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน-23 ธันวาคมนี้ เนื่องจากต้องขอปรับรูปแบบการจัดแสดงให้เหมาะสมกับการอาลัยและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง โดยจะไม่มีการจัดแสดงพลุ แต่จะใช้โดรนในการจัดแสดงแทน  

    วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ททท.คอนเฟริมเลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 9 พ.ย.-23 ธ.ค.นี้

    ลอยกระทง 2568

    ส่วนประเพณีลอยกระทง ททท.จัดงานลอยกระทงที่สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ก็ยังจะจัดเหมือนเดิม ซึ่งจะไม่มีการจัดานแสดงพลุ แต่จะใช้โดรนแทนเช่นกัน

    ขณะที่งานเคาท์ดาวน์ ก็ยังคงจัดอยู่ แต่รูปแบบงานก็คงต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงนั้นก่อน  

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ททท.จะปรับแผนการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆ โดยเฉพาะการจัดงานในช่วง 15 วันแรกนี้ ซึ่งต้องพิจารณาการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน หรือเลื่อนในบางงาน โดยจะพยายามให้กระทบต่อแผนงานน้อยที่สุด เนื่องจากขณะนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ทำการจองไว้แล้วและต้องการเข้าร่วมกิจกรรม

    แม้จะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ทุกกิจกรรมยังคงต้องอยู่ใน “mood and tone” ในเรื่องของ “ผู้แม่แห่งแผ่นดิน” หรือ “แม่แห่งแผ่นดิน” เนื้อหาของการดำเนินกิจกรรมจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และการรำลึกถึงพระองค์ท่าน รวมถึงอุปการคุณที่ทรงทำเพื่อประเทศไทย

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    สำหรับอีเว้นท์สำคัญในช่วงปลายปีนี้ อาทิ  วิจิตรเจ้าพระยา กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณารายละเอียดการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของกิจกรรมกำลังถูกปรับแก้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเล่าเรื่องในลักษณะของ “แม่แห่งแผ่นดิน” เมื่อมีการปรับปรุงเนื้อหาให้พร้อมแล้ว จะเริ่มจัดให้เร็วที่สุด หรือไม่ไกลจากกำหนดการเดิมมากที่สุด เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จองเรือ และธุรกิจท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้แล้ว

    ส่วนงานประเพณีลอยกระทง เป็นเรื่องของวัฒนธรรมอยู่แล้ว และจะดำเนินการจัดต่อไปตามกำหนดเดิม ททท. มีการจัดลอยกระทงในพื้นที่หลัก 2 แห่ง คือ สุโขทัยและอยุธยา และยังมีการสนับสนุนในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายที่ด้วย รวมถึงงานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน เคาท์ดาวน์ ประเพณีการขึ้นวันปีใหม่ ก็จะยังคงมีต่อไป แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม ซึ่งททท.จัดกิจกรรมเคาท์ดาวน์ ที่ คว้านพะเยา จ.พะเยา  เพื่อยกระดับเมืองรอง และกำลังพิจารณาจัดเคาท์ดาวน์เพิ่มอีก 1 พื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมเด็จพระพันปีหลวง ได้ทรงมีอุปการะไว้ เช่น พื้นที่ทางภาคใต้

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่า กิจกรรมกีฬาต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าจัดเหมือนเดิม ไม่มีนโยบายว่าจะต้องงดเว้นหรือยกเลิกกิจกรรมใด ๆ ขณะนี้มีกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ กกท. ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่บัดนี้จนถึงช่วงปลายปี มากถึงกว่า 10 งาน

    วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ททท.คอนเฟริมเลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 9 พ.ย.-23 ธ.ค.นี้

    แม้กิจกรรมจะดำเนินต่อไป แต่ ได้มีการปรับปรุงรายละเอียดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และให้งานมี ความเรียบง่ายมากขึ้น โดยในส่วนของเอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) อาจจะมีการลดลงบ้าง แต่เรื่องของกีฬานั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไฮไลท์กิจกรรมสำคัญที่กำลังจะมาถึง กิจกรรมกีฬาใหญ่ที่ กกท. เตรียมพร้อมจัดงาน ได้แก่ ซีเกมส์ , อาเซียนพาราเกมส์ ,การแข่งขันขี่ม้า Princess Cup ,การแข่งขันขี่ม้าชิงแชมป์เอเชีย,การแข่งขัน MOT GP ก็ยังคงจัดเหมือนเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642578&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o6rUcU6AypAcF5-U3Oe41

  • อินเดียยังคงหันหน้าหารัสเซีย แม้สหรัฐฯ กดดันให้ยุติการซื้อพลังงาน

    อินเดียยังคงหันหน้าหารัสเซีย แม้สหรัฐฯ กดดันให้ยุติการซื้อพลังงาน

    ในช่วงที่ผ่านมา อินเดียยังคงได้รับความสนใจและเป็นที่จับตามองจากนานาชาติในด้านความเคลื่อนไหวด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและรัสเซีย ซึ่งขยายตัวในหลายมิติ แม้สหรัฐอเมริกาจะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลกลางอินเดียจำกัดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังสงครามยูเครน ท่ามกลางกระแสการคว่ำบาตรและการเก็บภาษีการค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

    โดยรัฐบาลอินเดียอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยมีแผนจะเพิ่มการซื้อมูลค่า 1.2 – 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 2.3 – 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 

    แม้ในมุมมองจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ให้คำมั่นว่าจะลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยกล่าวระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีว่า “อินเดียจะไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากนัก เพราะต้องการให้สงครามนั้นยุติเช่นเดียวกัน” อย่างไรก็ตาม ด้านนายกรัฐมนตรีโมดีไม่ได้ยืนยันคำพูดดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

    อินเดียยังพึ่งพาน้ำมันดิบจากรัสเซียอยู่ และแม้ว่าจะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่การค้าระหว่างอินเดียและรัสเซียกลับขยายตัวต่อเนื่อง โดยสินค้าพลังงานยังคงเป็นแกนหลักของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของการนำเข้าจากรัสเซียทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าน้ำมันดิบ ถ่านหิน และเชื้อเพลิงแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    นอกจากนี้ อินเดียยังขยายการส่งออกสินค้าไปยังรัสเซียในหลายประเภท อาทิ

    หมวดสินค้า                          มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐ             การเปลี่ยนแปลง

    2567             2568             

    เครื่องจักรและอุปกรณ์              0.65              1.14               +75%

    ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์                0.39               0.42               +7.7%

    เคมีภัณฑ์อินทรีย์                     0.34               0.37               +8.8%

    อาหารทะเล                          58.2               72.7               +25%

    ผักสด                                 2.6                5.0                +92%

    ผักแปรรูป                            12.2               17.1               +40%

    รวมถึงยังมีการเจรจาจัดทำข้อตกลงทางการทหารครั้งสำคัญในการจัดซื้อขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 “Sudarshan” ซึ่งกองทัพอากาศอินเดียได้ใช้จริงในการปฏิบัติการ Operation Sindoor คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านรูปีอินเดีย ปัจจุบันอินเดียได้ติดตั้งระบบ S-400 แล้วสามชุด และอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อเพิ่มอีกสองชุด พร้อมหารือเกี่ยวกับระบบรุ่นใหม่ S-500 และการปรับปรุงขีปนาวุธ BrahMos รุ่นเหนือเสียง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีรัสเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนอินเดียในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อหารือความร่วมมือด้านกลาโหมเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน อินเดียได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กำหนดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียที่อัตราร้อยละ 50 โดยให้มีผลบังคับใช้กับสินค้าส่งออกจากอินเดียคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ซึ่งรวมถึงสิ่งทอ เครื่องประดับ อาหารทะเล และเครื่องหนัง ส่งผลให้ภาคการส่งออกของอินเดียได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงแรก

    จากรายงานของ Global Trade Research Initiative (GTRI) ระบุว่ามูลค่าการส่งออกของอินเดียไปสหรัฐอเมริกา ลดลงถึงร้อยละ 37.5 ภายในระยะเวลา 4 เดือน จากมูลค่า 8.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2568 เหลือเพียงมูลค่า 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายน 2568 อย่างไรก็ดี การส่งออกโดยรวมของอินเดียยังคงเติบโตร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวเติบโตโดดเด่น ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 50.5 ข้าว ร้อยละ 33.2 อาหารทะเล ร้อยละ 23.4 อัญมณีและเครื่องประดับ ร้อยละ 0.4 ขณะที่สินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัว การส่งออกลดลงร้อยละ 10–11 โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP ของอินเดียจะขยายตัวร้อยละ 6.6 ในปีงบประมาณ 2569 

              ทั้งนี้ เพื่อชดเชยการสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา นอกจากการค้ากับรัสเซีย อินเดียยังได้ขยายตลาดส่งออกไปยัง 24 ประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี อียิปต์ เวียดนาม เม็กซิโก เคนยา ไนจีเรีย แคนาดา โปแลนด์ บังกลาเทศ บราซิล และไทย คิดเป็นมูลค่ารวม 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 59 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอินเดียหลายรายเริ่มหันไปแสวงหาการลงทุนใหม่ในตลาดแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นว่าอินเดียดำเนินยุทธศาสตร์ “การกระจายตลาดและเสริมสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทิศทางในอนาคต

    เพื่อให้อินเดียสามารถบริหารจัดการพลังงานให้มีเพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลอินเดียอาจมีวิธีในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ดังนี้ 

    1. การกระจายแหล่งพลังงาน (Diversify Energy Partners)

    ลดการพึ่งพิงรายใดรายหนึ่ง และสร้างความร่วมมือกับตลาดส่งออกพลังงานอื่นๆ เช่น ขยายความร่วมมือระยะยาวกับ สหรัฐอแมริกา แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อรักษาสมดุลในการพึ่งพาจากจีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง เพื่อให้มีทางเลือกในการนำเข้าในกรณีที่ตลาดใดตลาดหนึ่งเกิดปัญหาในการจัดหาสินค้า 

    2. การทำข้อตกลงระยะยาวด้าน LNG และน้ำมันดิบ 

    เจรจาสัญญาซื้อขายแบบระยะยาวในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

    3. การเสริมสร้างคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ (Strengthen Strategic Petroleum Reserves – SPR)

    เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำมันสำรองของประเทศให้ครอบคลุมอย่างน้อย 90 วันของการนำเข้า เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

    4. การส่งเสริมการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว (Promote Renewable Imports & Green Transition)

    ส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีและการลงทุนใน ไฮโดรเจนสีเขียว เชื้อเพลิงชีวภาพ และระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2613

    5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นให้มีความยืดหยุ่น (Enhance Refinery & Infrastructure Flexibility)

    กระดับเทคโนโลยีในโรงกลั่นเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วยเทคโนโลยีสะอาด

    บทสรุป

    กลยุทธ์การนำเข้าพลังงานของอินเดียที่กำลังพัฒนาอยู่นี้สะท้อนถึง ความสมดุลระหว่างความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความระมัดระวังทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียยังคงตอบโจทย์ในระยะสั้นด้านต้นทุน แต่การขยายการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและกระจายความเสี่ยงในระยะยาว

    ในอนาคต อินเดียจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนในพลังงานสะอาด และการทูตเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงาน เพื่อรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภูมิทัศน์พลังงานโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

    แหล่งอ้างอิง

    1. The Economic Times. (22 October 2025). India keeps taking Russia turn even as Trump says stop.

    2. The Economic Times. (16 October 2025). Energy Imports Diversify — Higher US Purchases Planned; Russian Oil Dependency Persists

    3. Global Trade Research Initiative (GTRI), Trade and Tariff Impact Report 2025.

    4. Elara Capital, India Export Outlook Q2 FY26.

    5. International Monetary Fund (IMF), World Economic Outlook, October 2025.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/htk2vte10w9sztdv7oxxat02&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sr4rQ_3j0KvKSuA3WG7Xd

  • ครม.ถกแพ็คเกจโซลาร์ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ล็อตใหญ่ Quick Big Win พลังงาน

    ครม.ถกแพ็คเกจโซลาร์ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ล็อตใหญ่ Quick Big Win พลังงาน

    วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 25 – 28 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย

    สำหรับวาระสำคัญที่คาดว่าจะเสนอเข้ามาในที่ประชุมครม. พิจารณาวันนี้ จับตากระทรวงพลังงาน เสนอโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนโครงการไฟฟ้าชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากเรื่องดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    สำหรับโครงการสำคัญที่จะเสนอเข้ามา ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 30,000 ล้านบาท สร้างงานกว่า 1,700 ตำแหน่ง และขายไฟฟ้าให้ชุมชนใกล้เคียงผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยราคาส่วนลดประมาณ 40-80 สตางค์ต่อหน่วย ครอบคลุม 1.2 ล้านครัวเรือน ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เกือบ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    เช่นเดียวกับโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เตรียมดำเนินการทั้งหมด 1,200 ระบบ ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาทต่อไร่ต่อปี จำนวน 200 จุด ประปา 5,000 แห่ง ครอบคลุม 700,000 กว่าครัวเรือน ลดการปล่อย CO2 ประมาณ 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    รวมทั้งโครงการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านอยู่อาศัย (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย)) จำนวน 90,000 ครัวเรือน และเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (1) – 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี 

    ทั้งนี้สามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท คาดว่าจะทำให้การไฟฟ้าสูญเสียรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 2,466.24 ล้านบาท และภาครัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี 2,700 ล้านบาท แต่จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากการลงทุนประมาณ 20,250 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพ 450 คน

    อีกทั้งยังมีโครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการนี้มีการลงทุน 53,368 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 140,440 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 450 คน และโครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ โดยมีการลงทุน 9,000 ล้านบาท คาดว่า หน่วยงานของรัฐ จะสามารถประหยัดงบประมาณค่าไฟฟ้า ได้สูงถึง 9,000 ล้านบาทต่อปี

    ส่วนวาระอื่น ๆ มีดังนี้

    กระทรวงยุติธรรม เสนอขออนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เพื่อดำเนินโครงการเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณย่านพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

    กระทรวงวัฒนธรรม เสนอยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ. 2551

    สำนักงานอัยการสูงสุด เสนอขออนุมัติวงเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีประมาณ เพื่อเช่าที่ดินวัดประดู่ (ร้าง) จังหวัดสุพรรณบุรี โฉนดเลขที่ 12026 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับเปลี่ยนลักษณะการจ้างงานในตำแหน่งธุรการโรงเรียนและนักการการโรงจากลูกจ้างชั่วคราวเป็นการจ้างเหมาบริการ ซึ่งมีลักษณะการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย

    สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอรายงานต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐของรัฐธธรรมนูแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เรื่อง การบริหารจัดการทางเท้าสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครแบบบูรณาการ

    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เสนอมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hFpuZ_cAmh7O85fzljQmJ

  • อาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมปัจจัยหนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวฟิลิปปินส์

    อาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมปัจจัยหนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวฟิลิปปินส์

              สำนักวิจัย Oxford Economics ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในปี 2568 โดยมีภาคอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม (Premium Food & Beverage: F&B) เป็นปัจจัยหนุนที่มีศักยภาพเติบโตสูงสุด

              นาย James Lambert ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของสำนักวิจัย Oxford Economics เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวและคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปสู่ระดับเดียวกับปี 2562 ได้ในปี 2569 และได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์นั้นฟื้นตัวได้เร็วกว่าเล็กน้อย โดยคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะสูงกว่าระดับ ปี 2562 ได้ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 87,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ได้เสริมว่า หากฟิลิปปินส์ต้องการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของภูมิภาคภายใน 5 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีการลงทุนในการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง (high-value tourism experiences) เพื่อสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืน มีคุณภาพ และสามารถดึงดูดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี สนับสนุนโดยผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักวิจัย Oxford Economics ร่วมกับสมาคมสุราและไวน์นานาชาติ แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APISWA) พบว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยินดีจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 250 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อวัน สำหรับจุดหมายปลายทางที่ให้ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม โดยผลสำรวจยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวทุกระดับรายได้มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูงเท่านั้น โดยจากผลสำรวจกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 1,800 คน จากประเทศจีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร พบว่า ร้อยละ 71 ให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเลือกจุดหมายปลายทางที่ให้ประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มคุณภาพระดับพรีเมียมมากกว่า 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางทั่วไป อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 78 ยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของราคา (value for money) เป็นปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทาง และหากราคาของประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นเพียง 20 เหรียญสหรัฐฯ จะทำให้นักท่องเที่ยวร้อยละ 10 หันไปเลือกตัวเลือกที่มีราคาต่ำกว่าแทน ดังนั้น เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวโลก นาย James Lambert ให้ความเห็นว่า นโยบายของฟิลิปปินส์ควรคํานึงถึงความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแนวคิดและรูปแบบประสบการณ์ที่หลากหลาย ตลอดจนปรับปรุงกรอบนโยบายให้ส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของบริการ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของตลาดและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ที่มา:หนังสือพิมพ์ Business World

    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
    ของประเทศฟิลิปปินส์ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการส่งเสริมการลงทุนในภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก สำนักวิจัย Oxford Economics ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้ การฟื้นตัวของการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวได้รับแรงสนับสนุนจากภาคอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม (Premium Food & Beverage: F&B) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และมีส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง (High-Value Tourism Experiences) โดยคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2568 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 87,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์โดยรวมยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับสู่ระดับเดียวกับปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้ภายในปี 2569 ทั้งนี้ อัตราการฟื้นตัวของการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับคุณภาพการบริการและพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงพรีเมียมของประเทศในด้านนโยบายภาครัฐ รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังคงดำเนินมาตรการส่งเสริมและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่นการประกาศใช้พระราชบัญญัติการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ (Value Added Tax Refund Act: RA 12079) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของฟิลิปปินส์ในตลาดการท่องเที่ยวโลก และส่งผลดีต่อธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ในส่วนของการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ภายใต้คำขวัญ “Love the Philippines” แทนคำขวัญเดิม “It’s More Fun in the Philippines” ซึ่งใช้มานานกว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล ผ่านแนวคิดความรักที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม มิตรภาพ และความอบอุ่นของชาวฟิลิปปินส์ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในภาพรวม หากแคมเปญดังกล่าวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ในระยะยาว และส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และบริการสุขภาพและสปา ทั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการลงทุนในภาคบริการของฟิลิปปินส์ ตลอดจนการส่งออกสินค้าไทยเพื่อรองรับการบริโภคและการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในตลาดฟิลิปปินส์ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fmst4ymbr5bjxz2qq6h2pi1s&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FyupDujzYiXVOS9qcTOi8

  • ย้ำชัดๆ “ลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์”จุดพลุได้ “อรรถกร” ขอปรับโทนให้เหมาะสม ซัดคนปั่นกระแส “งดจัด” ไม่หวังดี

    ย้ำชัดๆ “ลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์”จุดพลุได้ “อรรถกร” ขอปรับโทนให้เหมาะสม ซัดคนปั่นกระแส “งดจัด” ไม่หวังดี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106512&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HB4AHAPra6kPNJAPaiLJP

  • รวมอีเวนต์ช่วงไว้อาลัย งานไหนยังมี งานไหนเลื่อน เพื่อความเหมาะสม

    รวมอีเวนต์ช่วงไว้อาลัย งานไหนยังมี งานไหนเลื่อน เพื่อความเหมาะสม

              อัปเดตงานอีเวนต์ งานไหนเลื่อน งานไหนยกเลิก  เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ชวนติดตามอีเวนต์ที่ยังจัดต่อ พร้อมเที่ยวอย่างสำรวม สืบสานประเพณีไทยงดงาม

              ช่วงนี้หลายพื้นที่ทั่วประเทศมีการปรับแผนการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ หลายอีเวนต์ประกาศ “เลื่อน” หรือ “ยกเลิก” เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ขณะเดียวกันบางงานยังคงจัดต่อในรูปแบบที่สำรวมและเหมาะสม ชวนติดตามอัปเดตล่าสุด ว่างานไหนยังมีให้ร่วม และเที่ยวอย่างเคารพ บรรยากาศงดงาม สมกับช่วงเวลาแห่งความอาลัยของคนไทย

    งานอีเวนต์
    จัดงานตามแผนเดิม แต่ปรับรูปแบบ

    งานพลุนานาชาติพัทยา 2568

              นายกเมืองพัทยาเผยว่า งาน “เทศกาลพลุนานาชาติพัทยา 2568” ยังคงจัดตามกำหนดวันที่ 28-29 พฤศจิกายนนี้ โดยเปลี่ยนชื่องานเป็น “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์ The Light of Eternal Royalty” เพื่อแสดงความรำลึกและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง ทั้งนี้ การแสดงพลุนานาชาติจาก 5 ประเทศ ยังคงมีให้ชมเช่นเดิม สร้างความสวยงามและความประทับใจท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเคารพและความจงรักภักดี โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนี้ 

    • การแสดงโขน ซึ่งเป็นการอนุรักษ์โขนเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “โขน” ซบเซาลง จึงมีพระราชเสาวนีย์ “ถ้าไม่มีใครดู ฉันจะดูเอง”

    • บนเวทีจัดให้มีพิธีการและกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    • ก่อนเริ่มโชว์ ผู้ชมได้ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    • การแสดงเปิดด้วยพลุชุด แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์ “The Light of Eternal  Loyalty”

    • เชิญชวนคนไทย คนต่างชาติร่วมใส่ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ (ติดริบบิ้นดำ) และการขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมงานสวมเสื้อผ้าคุมโทนไม่ฉูดฉาด

    อัปเดตงานอีเวนต์ งานพลุนานาชาติพัทยา 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สายตรงนายกเบียร์ พัทยา

    • การแสดงของวงออเครสตร้า ซิมโฟนี่ โดยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงประจำพระองค์เพลงพระราชนิพนธ์และภาพพระกรณียกิจของพระองค์ท่าน

    • ตั้งจุดแสดงการถวายอาลัย และการรวมภาพพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

    • ชมการแสดงพลุนานาชาติจาก 5 ประเทศ

    อัปเดตงานอีเวนต์ งานพลุนานาชาติพัทยา 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สายตรงนายกเบียร์ พัทยา

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก สายตรงนายกเบียร์ พัทยา

    ยี่เป็ง เชียงใหม่ 2568

               เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระเมตตา ไหว้สาพระพันปีหลวง ทวยราษฎร์ทั้งปวงล้วนสดุดี ภักดีสถิตในใจนิรันดร์” เพื่อถวายพระเกียรติ และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    โดยกิจกรรมที่ยังคงจัดให้มี ได้แก่

    • การประกวดกระทงใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ 

    • การประกวดการจัดซุ้มประตูป่า

    • การประกวดประดิษฐ์สะเปาล้านนา

    • พิธีขอขมาแม่น้ำปิง

    • การประกวดโคมยี่เป็งล้านนา

    • การปล่อยกระทงสาย

    • พิธีตั้งธรรมหลวง

    • การประกวดกระทงฝีมือใบตอง-ดอกไม้สด

    • พิธีเปิดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่

    อัปเดตงานอีเวนต์ ยี่เป็งเชียงใหม่ 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศบาลนครเชียงใหม่

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เทศบาลนครเชียงใหม่

    งานลอยกระทง 2568 ทั่วประเทศ

              ปีนี้ “ลอยกระทง 2568” ตรงกับคืนวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ซึ่งหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้ประกาศปรับรูปแบบการจัดงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยงดกิจกรรมบันเทิงและงานรื่นเริงต่าง ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งหัวใจของประเพณีไทยอันงดงาม การลอยกระทงเพื่อขอขมาพระแม่คงคาและสืบสานวัฒนธรรมที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน บรรยากาศปีนี้จะเป็นไปอย่างเรียบง่าย สำรวม และเปี่ยมด้วยความหมาย เหมาะแก่การใช้เวลาแห่งแสงจันทร์นี้ในการรำลึก คิดดี ทำดี และส่งต่อความงามแห่งประเพณีไทยให้คงอยู่ต่อไป
     

    งานลอยกระทง 2568 เรียบง่าย งดบันเทิง ถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

    งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

              งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยจะยังดำเนินการจัดงาน ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน หากแต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ได้แก่

    อัปเดตงานอีเวนต์ ลอยกระทง สุโขทัย 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

    อัปเดตงานอีเวนต์ ลอยกระทง สุโขทัย 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

    เทศกาลเที่ยวพิมาย 2568

             กิจกรรมที่คงดำเนินการต่อ แต่ปรับรูปแบบ

    • การแสดง แสง สี เสียงฯ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
    • การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน ณ ลำน้ำจักราช
    • กิจกรรมตลาดย้อนยุค/ตลาดพิมาย/ร้านสินค้าOTOP  
    • นิทรรศการ “พิมายใต้ร่มพระบารมี”
    • นิทรรศการ ภาพยนต์และรถโรงหนังเฉลิมทัศน์
    • นิทรรศการแสดงผลงานคนรุ่นใหม่เมืองพิมาย
    • การประกวดแมวโคราช
    • กิจกรรมการออกร้านกาชาด 

             กิจกรรมที่ยกเลิก

    • การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตของภาคเอกชน
    • การประกวดแข่งขันวัฒนธรรมพื้นบ้านด้านการเกษตร 
    • ประกวดร้องเพลง 
    • การประกวดทำอาหารพื้นบ้าน 
    • การประกวดการเต้น
    • การประกวดเดินแบบแมวแฟนซี

    อัปเดตงานอีเวนต์  เทศกาลเที่ยวพิมาย 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานนครราชสีมา TAT Nakhonratchasima

    งานเทศกาล ประเพณี ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

             รวมลิสต์กิจกรรมที่ยังคงจัด โดยปรับรูปแบบงานให้เหมาะสม และกิจกรรมที่มีการยกเลิก (งดจัด) ขอความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพ และสีที่ไม่ฉูดฉาด

             หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางหน่วยงานผู้จัดโดยตรง รวบรวมข้อมูลโดย ททท.สำนักงานเชียงราย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568

    อัปเดตงานอีเวนต์ งานไหนเลื่อน งานไหนยกเลิก เชียงราย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงราย

    งานอีเวนต์
    เลื่อนกำหนดออกไป

    งานวิจิตรเจ้าพระยา

              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศเลื่อนจัดงานวิจิตรเจ้าพระยา 2568 มหกรรมพลุริมแม่น้ำใหญ่ประจำปี ที่จากเดิมจะจัดตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 โดยจะถูกเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน เนื่องจากมีประกาศจากสำนักพระราชวังเกี่ยวกับข้อกำหนดในจัดงานรื่นเริง

    อัปเดตงานอีเวนต์ งานวิจิตรเจ้าพระยา

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Amazing Thailand

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Amazing Thailand

    อีเวนต์/คอนเสิร์ต

              หลายงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ใหญ่ในไทยช่วงนี้ เช่น BamBam ‘HOMETOWN Concert in Bangkok’ ได้เลื่อนการเปิดจำหน่ายบัตร และ Lee Jae Wook Asia Fan-meeting Tour ก็มีการปรับวันจัด เพื่อแสดงความเคารพและร่วมไว้อาลัยในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกของประเทศ 

              การปรับเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนว่าแม้จะยังมีงานให้ร่วมสนุก แต่ผู้จัดและหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับโทนและบรรยากาศให้เหมาะสมกว่าเดิม ถือเป็นโอกาสให้แฟน ๆ วางแผนอย่างใจเย็นรอ “พร้อม” มากขึ้น และเห็นถึงความเคารพต่อบริบทของสังคมร่วมกันในช่วงนี้
     

    คอนเสิร์ต และอีเวนต์ งานไหนเลื่อน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนบ้าง เช็กที่นี่

    งานอีเวนต์
    ยกเลิกการจัดงาน

    งานวัดภูเขาทอง 2568

              วัดภูเขาทอง 2568 มีการยกเลิกมหรสพ กิจกรรมบันเทิงทั้งหมด รวมทั้งร้านค้าในบางโซน โดยให้พ่อค้าแม่ค้าแต่งกายสีดำ-กรมเพื่อความเหมาะสม และการประดับไฟแสงสีในงานด้วย 

              ทั้งนี้ ในส่วนการเข้าสักการะไหว้ขอพรพระบรมสารีริกธาตุบนพระเจดีย์ภูเขาทอง ยังเปิดให้เข้าร่วมได้ตามเดิม 

    • กำหนดวันงาน : วันที่ 29 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน 2568

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือโทรศัพท์ 06 2346 5632

    สีสันศิลป์ถิ่นลำพูน Lamphun Light & Craft

              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศเลื่อนการจัดงาน “สีสันศิลป์ถิ่นลำพูน Lamphun Light & Craft” ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดวันที่ 6-11 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ 23-28 ธันวาคม 2568 และขอน้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    อัปเดตงานอีเวนต์ สีสันศิลป์ถิ่นลำพูน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก GoNorthThailand

              สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก GoNorthThailand

              ติดตามอัปเดตงานอีเวนต์ทั่วไทย งานไหนเลื่อน งานไหนยกเลิก เรารวมมาให้ครบ เช็กก่อนออกจากบ้าน จะได้ไม่พลาดกัน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เทศกาลท่องเที่ยว อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296063.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fktMaZ1iFEXrRmawbi6Jd

  • SKY มั่นใจรายได้ปีนี้ โตแกร่ง! รับท่องเที่ยวฟื้น ยกระดับระบบเช็คอิน

    SKY มั่นใจรายได้ปีนี้ โตแกร่ง! รับท่องเที่ยวฟื้น ยกระดับระบบเช็คอิน

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยผ่านงาน Skyconomy : Thailand’s Runways to Aviation Hub ในวันที่ 28 ต.ค.68 ระบุธุรกิจของ SKY แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Technology as a Service มุ่งเน้นเทคโนโลยีการบิน โดยมีบริษัทในเครือและเข้าไปถือหุ้น 5 บริษัท ส่วนที่ 2 System Integrator (SI) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้กับภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วยบริษัทในเครือและเข้าไปถือหุ้น 3 บริษัท โดยคาดว่าบริษัทในกลุ่มนี้จะทำรายได้รวมกันอยู่ที่ราว 23,000 ล้านบาท

    ขณะที่ หากย้อนกลับไปในอดีตนั้นต้องบอกว่าบริษัทได้ให้บริการด้านระบบสนามบินมายาวนานเกือบ 6 ปี มีโครงสร้างพื้นฐานหลัก 2 โครงการที่ให้บริการในสนามบิน คือ CUPPS ซึ่งเป็นระบบเช็คอินและออกตั๋วผู้โดยสาน (Check-in & Boarding system) ครอบคลุม 13 สนามบินทั่วประเทศ โดย SKY ลงทุนเองกว่า 4,200 ล้านบาท ระบบนี้รองรับทุกสายการบิน ทั้งเช็คอินที่เคาน์เตอร์, เช็คอินอัตโนมัติ, Auto Gate และ Self Boarding Gate

    ล่าสุดยังพัฒนาเป็นระบบ Biometric สำหรับยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าโดยไม่ต้องใช้บอร์ดดิ้งพาส ให้ผู้โดยสารเดินทางเทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลก ชางฮี สิงคโปร์อินชอน เกาหลี เป็นต้น

    โครงการที่ 2 คือ Passenger Data Screening System (APPS) สำหรับตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารก่อนเข้าและออกประเทศ เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบ Blacklist ของผู้โดยสารจากต่างประเทศหรือผู้ที่มีประกาศจับ ทำให้สามารถกักตัวบุคคลที่น่าสงสัยได้ล่วงหน้า ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    หากย้อนดูผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีหลัง COVID-19 จะเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้ 5,020 ล้านบาท และมีกำไร 405 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้เติบโต 66% และกำไรเติบโต 84% สำหรับช่วงที่เหลือของปี แม้จะเหลือเวลาเพียงประมาณ 2 เดือน แต่คาดว่าผลประกอบการยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

    ขณะที่ มุมมองต่อแผนพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT นั้น โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น โครงการ East Expansion และโครงการก่อสร้าง Terminal 3 ของสนามบินดอนเมือง ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และจะใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ AOT และ กรมการบินพลเรือน (กพท.) กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เช่น การเปิดสล็อตการบิน (Flight Slot) เพิ่มเติม เพื่อให้สายการบินต่างๆ สามารถเข้ามาใช้บริการสนามบินในประเทศไทยได้มากขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบินและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีและระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการบินอย่าง SKY ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากจำนวนเที่ยวบินและสายการบินที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้

    โดยช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเทศกาล (Golden Week) ของจีน เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางมาเยือน ขณะที่ ปัจจุบันโมเมนตัมของจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง ฤดูหนาว (Winter Schedule) ที่สายการบินต่าง ๆ ได้เพิ่มเที่ยวบินเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้มีจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ช่วงปลายปีถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด (High Season) ของไทย คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการบินโดยรวม รวมถึงผลการดำเนินงานของ SKY ในไตรมาส 4/2568 ที่จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างแน่นอน

    ส่วนบรรยากาศหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่ มองว่าการที่ประเทศมีรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ส่งผลเชิงบวกต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนด้านนโยบายและเสถียรภาพในการบริหารประเทศ นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น กล้าที่จะลงทุนและขยายธุรกิจ

    ส่วนเรื่องเดียวที่อยากฝากรัฐบาล คือ อยากให้รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายส่งเสริม อุตสาหกรรมการบิน ให้เกิดผลรูปธรรมภายในระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลชุดนี้ โดยเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุไว้ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมการบินเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ หากสามารถพัฒนาได้สำเร็จจะเป็นช่องทางดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SKY ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทได้รับอานิสงส์จากปริมาณผู้โดยสารที่มากขึ้น ทั้งจากสายการบินและสนามบินที่เป็นพันธมิตรของ SKY

    ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากตลาดจีนที่กลับมาเดินทางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นตลาดหลักสำคัญของไทย ขณะเดียวกัน ตลาดอินเดีย ก็มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในแง่ของปริมาณนักท่องเที่ยวและกำลังใช้จ่ายที่สูงขึ้น ถือเป็นตลาดที่บริษัทและภาคการท่องเที่ยวไทยควรให้ความสำคัญในระยะต่อไป

    “โมเมนตัมของการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจน การจองเที่ยวบินในช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” นายสิทธิเดช กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/791851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJkkOT6iCBs7os0La02zI