Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ร่วมกับ สพฐ. และภาคีเครือข่าย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านโภชนาการ

    มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ร่วมกับ สพฐ. และภาคีเครือข่าย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านโภชนาการ

    มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ร่วมกับ สพฐ. และภาคีเครือข่าย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านโภชนาการ พัฒนาอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการเด็กไทย

    มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านโภชนาการ ภายใต้โครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมควีนสแลนด์ กรุงเทพมหานคร

    โดยได้รับเกียรติจาก นายศรชัย กุสันใจ รองประธานกรรมการมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ และ นายพิทักษ์ โสตถยาคม รักษาการที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ

    การอบรมฯ นี้ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารโรงเรียน คุณครู และบุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวัน จากโรงเรียนในสังกัดจำนวน 10 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” โดยมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านโภชนาการอย่างรอบด้าน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมการวางแผนเมนูอาหารกลางวันให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แนวทางการจัดซื้อและใช้วัตถุดิบอาหารแลกเปลี่ยนตามบริบทของโรงเรียน การจัดการอาหารในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้บุคลากรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงภาวะโภชนาการของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

    นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือและสนับสนุนองค์ความรู้เพิ่มเติม จากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร สาขาโภชนาการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผักสร้างสุข ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มาร่วมยกระดับความรู้เกี่ยวกับการจัดการโภชนาการเพื่อป้องกันโรคอ้วนสำหรับเด็กในวัยเรียน ส่งเสริมพฤติกรรมการกินผักและผลไม้ รวมถึงการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อช่วยลดโซเดียมในการปรุงอาหาร ที่ยังคงความอร่อยและถูกหลักโภชนาการ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12760330&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08q4ybtFlNV78BydXRPSsO

  • ครม. รับทราบข้อเสนอแนะ เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

    ครม. รับทราบข้อเสนอแนะ เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

    ครม. รับทราบข้อเสนอแนะ เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย


    29/10/2568 | 200 |

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 — ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย พร้อมมอบหมายให้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหน่วยงานหลัก พิจารณาร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว

    โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินงานในภาพรวม ภายใน 30 วัน ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


    กสม. ชี้ เด็กไร้สัญชาติ 5 กลุ่มยังเข้าไม่ถึงสิทธิทางการศึกษา

    กสม. รายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่า เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านสถานะบุคคล สิทธิการอยู่อาศัย และสิทธิด้านสาธารณสุข ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย

    กสม. ได้จำแนกกลุ่มเด็กต่างด้าวออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน

    2. เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว

    3. เด็กที่เดินทางโดยลำพังเพื่อการศึกษา

    4. เด็กที่เดินทางไปกลับตามแนวชายแดน

    5. เด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว

    ทั้งนี้ เด็กในกลุ่มที่ 4 และ 5 ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ส่วนเด็กใน 3 กลุ่มแรกยังประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะสิทธิทางการศึกษาและสาธารณสุข


    กสม. เสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

    เพื่อให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม กสม. จึงเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้

    • ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สมช.
      พิจารณาประกาศผ่อนผันให้เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว และเด็กที่เดินทางโดยลำพังเพื่อการศึกษา สามารถอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว พร้อมกำหนดเขตพื้นที่ควบคุม อนุญาตให้เดินทางออกนอกพื้นที่ได้เมื่อมีเหตุผลจำเป็น และจัดทำทะเบียนประวัติพร้อมออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย

    • ให้กระทรวงศึกษาธิการ
      จัดทำระบบสารสนเทศเพื่อกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติของเด็กอย่างเป็นระบบ

    • ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
      จัดให้มีระบบประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาต่างด้าว เพื่อให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม พร้อมหารือกับ คปภ. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายประกันสุขภาพที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ตามกำลัง


    สิทธิการศึกษา — สิทธิพื้นฐานของ “เด็กทุกคน”

    นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูล พบว่า เด็กต่างด้าวทั้ง 5 กลุ่มยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะรับรองสิทธิของเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษา อย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยให้สามารถเข้าเรียนได้ทุกระดับ ทุกประเภท และทุกพื้นที่ในประเทศ รวมถึงสิทธิในการลงทะเบียนนักเรียน การออกเอกสารทางการศึกษา และการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวในอัตราเท่าเด็กไทย (ยกเว้นผู้หนีภัยจากการสู้รบ)

    ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ได้แก่

    • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

    • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)

    • อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)

    ซึ่งต่างยืนยันหลักการเดียวกันว่า เด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ


    กสม. ย้ำ “การศึกษา” คือกุญแจลดความเหลื่อมล้ำ

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติย้ำว่า การเข้าถึงการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม พร้อมขอให้หน่วยงานของรัฐทุกระดับร่วมมือกันขจัดอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/435610&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y-d4H9nQrUwT_F9svOaUD

  • ครม.รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในไทย | เดลินิวส์

    ครม.รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทยตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ  และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป สาระสำคัญของเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสถานะบุคคล สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร รวมถึงด้านสาธารณสุข ที่แตกต่างกัน 

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า โดยได้แบ่งเด็กต่างด้าวออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (2) เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว (3) เด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา (4) เด็กที่เดินทางไปกลับตามชายแดน (5) เด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้ กลุ่มที่ (4) และ (5) ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐแล้ว สำหรับกลุ่มที่ (1) (2) และ (3) กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใดๆ 

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อ ครม.ในครั้งนี้เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สมช. ประกาศผ่อนผันให้เด็กลูกหลานแรงงาน รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา ให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และกำหนดเขตพื้นที่ควบคุมและอนุญาตให้เด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาออกนอกพื้นที่ควบคุมได้ และจัดทำทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพัง ด้วยเหตุผลทางการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งประสานส่งข้อมูลของเด็กเหล่านี้ให้กรมการปกครองจัดทำทะเบียนประวัติคนต่างด้าว ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีระบบประกันสุขภาพให้แก่นักเรียนนักศึกษาต่างด้าว เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านบริการสาธารณสุข รวมทั้งให้หารือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การขายประกันสุขภาพเพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาหรือศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ตามความเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5246714/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C5Q1M_Zcrwob6RVqmHsRM

  • จุฬาฯ พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2568 ณ วัดมหาพฤฒาราม

    จุฬาฯ พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2568 ณ วัดมหาพฤฒาราม

    เมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดมหาพฤฒาราม เขตบางรัก โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจุฬาฯ ร่วมในพิธี

    ก่อนพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน จุฬาฯ  เวลา 08.00 น. ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ ศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดมหาพฤฒาราม เริ่มด้วยนายกสภามหาวิทยาลัยจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนดูหนังสือเทศน์และเครื่องบูชาธรรม เจ้าหน้าที่ศาสนพิธีอาราธนาศีล พระราชาคณะที่จะแสดงธรรมเทศนาให้ศีล เจ้าหน้าที่ศาสนพิธีอาราธนาธรรม พระราชาคณะแสดงธรรมเทศนา นายกสภามหาวิทยาลัยถวายจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ เจ้าหน้าที่ศาสนพิธีอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ 10 รูปเจริญพระพุทธมนต์ นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี ผู้แทนผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนนิสิต ผู้แทนเจ้าหน้าที่ และผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีกรวดน้ำ 

    เวลา 08.50 น. มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดีจุฬาฯ ผู้แทนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนบุคลากร ผู้แทนนิสิตเก่า ผู้แทนนิสิต ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 10  รูปสดับปกรณ์พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีกรวดน้ำ พระสงฆ์อนุโมทนา

    พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ พระอุโบสถ วัดมหาพฤฒาราม เริ่มด้วย ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นเปิดกรวยกระทงดอกไม้และเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานเข้าสู่พระอุโบสถและวางที่พานแว่นฟ้าด้านหน้าพระสงฆ์ นายกสภามหาวิทยาลัยจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเชิญผ้าห่มพระประธานมอบให้ไวยาวัจกร จากนั้นนายกสภามหาวิทยาลัยวางผ้าพระกฐินพระราชทานบนพานแว่นฟ้า ประเคนพระภิกษุ ประเคนเทียนปาฏิโมกข์ ถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทานแด่เจ้าอาวาส ถวายพัดรอง ย่าม และเครื่องไทยธรรมของมหาวิทยาลัยแด่เจ้าอาวาส

    ในโอกาสนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี ถวายพัดรอง ผ้าไตร ย่าม และเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ผู้แทนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนนิสิต และผู้แทนเจ้าหน้าที่ถวายย่ามและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ อธิการบดีอ่านคำปวารณาถวายปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงพระอาราม พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานสงฆ์ถวายอดิเรก นายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีกรวดน้ำรับพร

    ในการนี้ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี กล่าวมอบเงินบำรุงการศึกษาแก่ผู้แทนโรงเรียนปริยัติธรรมวัดมหาพฤฒาราม โรงเรียนวัดมหาพฤฒาราม และโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม อธิการบดีจุฬาฯมอบเงินบำรุงการศึกษาแก่ผู้แทนโรงเรียน  จากนั้นนายกสภามหาวิทยาลัยกราบพระพุทธปฏิมาประธานและกราบประธานสงฆ์ 

    พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน จุฬาฯ ณ วัดมหาพฤฒาราม เขตบางรัก ในครั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำเงินบริจาคจากชาวจุฬาฯ และผู้มีจิตศรัทธาเพื่อถวายบำรุงพระอารามโดยเสด็จพระราชกุศลรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,024,590 บาท

    วัดมหาพฤฒาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนถนนมหาพฤฒาราม แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีชื่อเดิมว่า “วัดท่าเกวียน” แต่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดตะเคียน” เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเพศเป็นบรรพชิต ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายผ้าป่า ณ วัดแห่งนี้ และพระอธิการแก้ว เจ้าอาวาสในขณะนั้นได้ถวายคำพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้เสด็จขึ้นครองราชย์ จึงรับสั่งกับพระอธิการแก้ว หากคำพยากรณ์เป็นจริง จะทรงสถาปนาวัดตะเคียนถวายให้เป็นวัดใหม่ หลังจากนั้น เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างวัดขึ้นใหม่ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2397 จนถึง พ.ศ. 2409 โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาวัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวง พร้อมพระราชทานนามว่า “วัดมหาพฤฒาราม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/267757/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f4mFXX-izAMFuHzVo4baN

  • ซี.อี.เอส. ผนึกพันธมิตรมอบอาคารเรียน ‘พี่ให้น้อง’ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    ซี.อี.เอส. ผนึกพันธมิตรมอบอาคารเรียน ‘พี่ให้น้อง’ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

    ซี.อี.เอส. ร่วมกับ มูลนิธิทองพูล หวั่งหลี และกลุ่มพูลผล สานต่อพันธกิจแห่งการให้และตอบแทนสังคม ด้วยโครงการก่อสร้างอาคารเรียน ‘พี่ให้น้อง’ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง จังหวัดลพบุรี เพื่อเติมเต็มโอกาสทางการศึกษา ให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนได้มีสถานที่เรียนที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพทางการเรียนรู้อย่างเต็มที่ พร้อมสานต่อเจตนารมณ์แห่งความยั่งยืนขององค์กร

    28 ต.ค. 2568 –นายอนุชิต หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ระบุว่า ซี.อี.เอส. และกลุ่มพูลผล เชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของความยั่งยืน เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำทางชีวิตของเด็ก ๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งการศึกษาที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพทางการเรียนรู้อย่างเต็มที่ จึงตั้งใจที่จะจุดประกายอนาคตทางการศึกษาให้กับน้อง ๆ เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างโรงเรียนบ้านทุ่งทอง ด้วยการมอบอาคารเรียน ‘พี่ให้น้อง’ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอย่าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาคารเรียนหลังนี้จะมีส่วนในการผลักดันให้พวกเขาก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า อันจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของซี.อี.เอส. และกลุ่มพูลผล ที่ได้มีส่วนร่วมเล็ก ๆ ในการสร้างพื้นฐานและแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย

    สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งทอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในตำบลสะแกราบ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่ยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ รวมถึงอาคารเรียนที่มีอยู่เป็นอาคารไม้ที่ไม่สามารถใช้งานได้และกำลังจะถูกรื้อถอน ทำให้ไม่มีอาคารเรียนที่เหมาะสมให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด มองเห็นถึงความจำเป็นต้องมีอาคารเรียนที่ดี จึงร่วมกับ มูลนิธิทองพูล หวั่งหลี และ กลุ่มพูลผล ดำเนินโครงการก่อสร้าง อาคารเรียน “พี่ให้น้อง” เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 3 ห้องเรียน พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 192 ตารางเมตร เพื่อให้นักเรียนได้มีสถานที่เรียนที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยระหว่างการก่อสร้างมีตัวแทนพนักงานบริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด และกลุ่มพูลผล อาสาร่วมสร้างอาคารเรียนฯ หลังนี้กว่า 200 คน แบ่งเป็น ทีมก่ออิฐ ทีมทาสีอาคาร ทีมสนามเด็กเล่น-ป้าย รั้วโรงเรียน ทีมครัว-น้ำดื่ม และทีมสนับสนุน ที่ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้น้องๆ แม้แดดจะแรง แต่พลังใจของจิตอาสาเราแรงกว่า

    ปัจจุบันอาคารเรียน “พี่ให้น้อง” โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ด้วยงบประมาณในการก่อสร้างมูลค่ารวมกว่า 1,595,000 บาท และได้จัดพิธีส่งมอบไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมี คุณดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการกลุ่มพูลผล และกรรมการมูลนิธิทองพูล หวั่งหลี, คุณอนุชิต หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด และ คุณสายใจ เจศรีชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท เอส ที เอ็ม เอส จำกัด ร่วมส่งมอบอาคารเรียนพร้อมผลิตภัณฑ์ของกลุ่มพูลผลให้กับโรงเรียนบ้านทุ่งทอง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหาร ข้าราชการครู บุคลากร นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งทอง และผู้ปกครองนักเรียน ที่มาร่วมรับมอบพร้อมรอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติ

    นางอัมภา ไทยจำนงค์ศิลป์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งทอง กล่าวว่า “โรงเรียนบ้านทุ่งทองและชุมชนบ้านทุ่งทอง ขอขอบคุณ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด, มูลนิธิทองพูล หวั่งหลี และกลุ่มพูลผล ที่มอบอาคารเรียน ‘พี่ให้น้อง’ แก่โรงเรียนและชุมชนของเรา เพราะหากไม่มีอาคารเรียนแห่งใหม่นี้ เด็กนักเรียนเกือบ 100 ชีวิตอาจต้องย้ายไปเรียนที่วัด หรือย้ายไปเรียนยังโรงเรียนใกล้เคียงอื่น เนื่องจากทางโรงเรียนไม่มีอาคารที่สามารถใช้งานได้ในการเรียนการสอน อาคารเรียนหลังนี้ไม่เพียงจะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ มีความมุ่งมั่น ความพยายาม และความหวัง ที่จะศึกษาเล่าเรียน พัฒนาตัวเอง เพื่อนำความรู้ไปเป็นกุญแจสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาและครอบครัวให้ดีขึ้นในอนาคตด้วย”

    ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ โดยมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งโครงการก่อสร้างอาคารเรียน “พี่ให้น้อง” โรงเรียนบ้านทุ่งทอง จังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในโครงการที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านนี้ของบริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ได้อย่างชัดเจน ในการใช้ความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและออกแบบอาคารทุกประเภท มาออกแบบและก่อสร้างอาคารเรียนที่มีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรง และสวยงาม เพื่อส่งเสริมการศึกษาของเด็ก ๆ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ในฐานะองค์กรที่พร้อมจะตอบแทนสังคม มอบโอกาสให้กับผู้ขาดแคลน และส่งต่อแรงบันดาลใจให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต สร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/886012/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bEdkIiGc2ECObB0ohwScc

  • ไม่มีการลักไก่! “อนุทิน” ยืนยัน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่านมติ ครม. ก่อนเซ็น

    ไม่มีการลักไก่! “อนุทิน” ยืนยัน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่านมติ ครม. ก่อนเซ็น

    “อนุทิน” ยืนยัน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่านมติ ครม. ก่อนเซ็น ไม่มีการลักไก่ ชี้ไม่ถูกสหรัฐฯ กดดัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการลงนาม MOU ไทย-สหรัฐอเมริกา เรื่อง “แร่แรร์เอิร์ธ” ที่ประชาชนต้องการความชัดเจน นายอนุทิน บอกว่า เป็นการลงนาม ถ้าในอนาคตไทยมีแร่อะไรขึ้นมา สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยได้ เราก็อาจจะมีการศึกษาร่วมกัน แสวงหาความร่วมมือร่วมกันกับสหรัฐฯ ในกรณีที่เขามีเทคโนโลยีที่ดีกว่า มีช่องทางตลาดที่มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเซ็นกับเขาฝ่ายเดียว หรือเราจะอยู่ภายใต้

    ผู้สื่อข่าว
    “อนุทิน” ยืนยัน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ผ่านมติ ครม. ก่อนเซ็น

    พร้อมย้ำไม่ได้อยู่ภายใต้เรื่องการให้สัมปทานถึงได้ออกมาเป็น MOU นี้ ฉะนั้นถ้ามีขึ้นมาแล้วใช้ประโยชน์ได้อาจต้องมีการแปรรูปในอนาคต ก็เปิดโอกาสให้มีการศึกษาความร่วมมือด้วยกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การให้สัมปทานรายเดียว ไม่มีผลผูกพันใดๆ ทางกฎหมาย ณ วันนั้น หากประเทศไทยทำได้เอง มีช่องทางการตลาดเอง มีช่องทางกาานำเทคโนโลยีมาพัฒนาเอง เราก็สามารถยกเลิก MOU แล้วก็ทำเอง

    เมื่อถามว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ แต่ไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการข่าวล่วงหน้า นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ดำเนินการผ่านการพูดคุย ทำความตกลงกันผ่านกระทรวงต่างประเทศ เขาบอกว่าถ้าเราแสดงท่าทีที่เป็นมิตร จะได้ประโยชน์ต่อการขอความร่วมมือต่างๆ จากสหรัฐฯ ยิ่งตอนนี้เรามีหลายเรื่องที่กำลังเจรจากับเขาอยู่ ถ้าเรามีท่าทีที่เป็นมิตร และประเทศไทยก็ไม่ได้มีการเสียเปรียบอะไร ซึ่งอาจทำให้การเจรจาเรื่องการค้า เรื่องภาษี เรื่องอื่นๆ โควต้าต่างๆ อาจจะเป็นผลบวก

    ส่วนที่ถูกมองว่าเป็นการลักไก่ นายอนุทิน ย้ำว่า ไม่มีการลักไก่ ถ้าลักไก่จะไม่มีการผ่านมติคณะรัฐมนตรี พร้อมยืนยันไม่มีการกดดันใดๆ จากสหรัฐอเมริกา

    ส่วนจะกระทบกับการรักษาเสถียรภาพกับชาติมหาอำนาจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร กับทางจีนก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง ส่วนที่สื่อบางสำนักพูดกันว่าเซ็นรอบนี้ ไทยจะซื้อเครื่องบิน 80 ลำ นายอนุทิน ตอบว่า คงไม่ทันสมัยของตน คงไม่ต้องทำอย่างนั้น ไม่เกี่ยวกันคนละเรื่อง ถ้าซื้อเครื่องบิน 80 ลำ ทำไมต้องไปเซ็นให้เขา เราเป็นผู้ซื้อ อันนี้เป็นเรื่องของการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อกัน ส่วนที่ถูกมองว่าเป็นซุปเปอร์ดีลกับสหรัฐฯ นั้น ก็แล้วแต่จะคิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/260241&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m_xHRDo70d_agqo56kWYd

  • “พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์” เป็นประธานในพิธีบวงสรวง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” | TOPNEWS

    “พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์” เป็นประธานในพิธีบวงสรวง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” | TOPNEWS

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทยทุกแขนง เมื่อปีพุทธศักราช 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปริวิตก (มีความกังวล)

    ว่าในอนาคตศิลปะการแสดงจะซบเซาลง ด้วยขาดผู้ผลิตและผู้ชม จึงนำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง”

    นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่ง ตามภูมิภาคต่างๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าโขน

    ให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณ ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกมิติ มีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน

    ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน

    และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน โดยให้ศึกษาวิธีการแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่

    ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น พระราชเสาวนีย์นี้จึงก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก

    ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะ

    และจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

    ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงฟื้นฟู ส่งเสริม และอนุรักษ์การแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเพื่อธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินการจัดการแสดงขึ้น

    โดยเริ่มต้นครั้งแรกด้วยชุด “ศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ” ในปี 2550 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น
    การแสดงที่สร้างความผูกพันอันใกล้ชิดขึ้นในครอบครัวไทย

    ลูกหลานได้พาปู่ย่าตายายไปชมโขนอย่างเนืองแน่น นับเป็นการแสดงที่ได้รับการสนับสนุนและกระแสตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในนาม “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

    ด้วยการจัดการแสดงในครั้งแรกได้รับความชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อาทิ ตอนนางลอย ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนจองถนน

    ตอนโมกขศักดิ์ ตอนนาคบาศ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ตอนสืบมรรคา ตอนสะกดทัพ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และตอนพระจักราวตาร

    สำหรับในปี 2568 นี้ จัดแสดงในตอน “สัตยาพาลี” การจัดแสดงแต่ละครั้งต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายยึดถือเป็นขวัญกำลังใจคือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”

    ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อโขน นาฏกรรมคู่แผ่นดินไทย ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2561

    ว่าเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นการธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

    นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

    ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป

    สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้

    ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ และทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้

    จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ ชุบชีวิตพลยักษ์

    แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพ เป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน

    ความบันเทิงให้กับผู้ชม ครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี

    รู้จักหน้าที่ ที่ต้องพึงปฏิบัติ เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี”

    ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจาก ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง

    รวมทั้งแสง สี เสียง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่หาชมได้ยาก พร้อมชมความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่งกายที่จัดสร้างด้วยความประณีต กำหนดจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ

    บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1370985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10q2qbtE-jlXVuVJq-bjDh

  • สุดสลด! ​เครื่องบินท่องเที่ยวเล็กตกใน

    สุดสลด! ​เครื่องบินท่องเที่ยวเล็กตกใน

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

    29 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินขนาดเล็กตกในเขต ควาเล (Kwale) พื้นที่ชายฝั่งของประเทศเคนยา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 11 คน เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตทั้งหมด

    องค์การการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) เปิดเผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวออกเดินทางจากเมืองชายฝั่ง ไดอานี (Diani) มุ่งหน้าไปยัง คิชวา เทมโบ (Kichwa Tembo) ซึ่งเป็นรีสอร์ตยอดนิยมภายในเขต อุทยานแห่งชาติมาไซมารา (Maasai Mara National Reserve) ก่อนประสบเหตุเครื่องตกเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.

    รายงานระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากสนามบินไดอานีราว 40 กิโลเมตร ในพื้นที่ป่าและเนินเขา สื่อท้องถิ่นของเคนยาได้เผยแพร่ภาพซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ โดยมีชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นยืนยันว่า ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ขณะนี้ หน่วยงานภาครัฐของเคนยาได้เข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการกู้ภัยและตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ ขณะที่ KCAA ระบุว่าจะเร่งสืบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญในครั้งนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/924110&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iC8cHc76SQ2eBx3Bb2D0X

  • “ปัญจกีฬา” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชูนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ความหวังทอง ศึกซีเกมส์ 2025 | เดลินิวส์

    “ปัญจกีฬา” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชูนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ความหวังทอง ศึกซีเกมส์ 2025 | เดลินิวส์

    พล.ร.อ.สุธีพงศ์ แก้วทับ อุปนายกสมาคมกีฬาปัญจกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการทีมปัญจกีฬาสมัยใหม่ทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 68 เปิดเผยว่า ปัญจกีฬาสมัยใหม่ ได้บรรจุแข่งขันในซีเกมส์เป็นครั้งที่ 2 ต่อจากกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 เมื่อปี 2019 ที่ฟิลิปปินส์ โดยครั้งนี้มีนักกีฬา 8 ชาติ เข้าร่วม ได้แก่ บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ติมอร์ เลสเต, เวียดนาม และไทย โดย นักกีฬาไทย เข้าร่วมแข่งขัน 12 คน แบ่งเป็นชาย 6 คนและหญิง 6 คน

    “นักกีฬาชุดนี้เก็บตัวมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 67 โดยมี มร.เบอร์นาร์ด แอนเดียร์ เปโตรชินสกี หรือ เปโดร โค้ชชาวเยอรมนี คอยติวเข้ม ซึ่งต้องขอบคุณการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่สนับสนุนงบประมาณในการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ทั้งการเก็บตัวฝึกซ้อม, วิทยาศาสตร์กีฬา, โภชนาการ และจิตวิทยา ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลให้สมาคมฯ ได้นักกีฬาที่ดีและมีความพร้อมอย่างเต็มที่ สำหรับความหวังของสมาคมฯ ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 2 เหรียญทอง ประเภทที่มีโอกาส ได้แก่ ไตรแอธเล บุคคลชาย ที่มีนักกีฬาดีกรีโอลิมปิก 2024 อย่าง ภูริช โยเฮือง นำทีม ส่วน เลเซอร์รันและออปสตัคเคิล มีความสูสีกันหลายชาติ โดยคู่แข่งสำคัญ คือ ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนาม” พล.ร.อ.สุธีพงศ์ กล่าว

    พร้อมระบุต่อว่า การแข่งขันปัญจกีฬาสมัยใหม่ ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะมีขึ้นที่หาดจอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 16-20 ธ.ค. 68 มีชิงชัย 6 เหรียญทอง ประกอบด้วย ประเภทเลเซอร์รันชายและหญิง ซึ่งจะเป็นการแข่งขันวิ่งและยิงปืนเลเซอร์ รวมถึง ออปสตัคเคิลและเลเซอร์รัน ซึ่งจะเป็นการแข่งขันแบบต่อเนื่อง เป็นการแข่งข้ามเครื่องวิบาก, วิ่ง และยิงปืนเลเซอร์รัน และไตรแอธเล ชาย-หญิง ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่ง ว่ายน้ำ และยิงปืนเลเซอร์

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16-21 ต.ค. ที่ผ่านมา ประเทศไทย เพิ่งจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันปัญจกีฬานานาชาติ รายการ “เซาท์อีสต์ เอเชียน แชมเปี้ยนชิพ” ที่ชายหาดจอมเทียน พัทยา ซึ่งรายการนี้ช่วยสร้างกระแสการแข่งขันซีเกมส์ 2025 รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา เป็นหนึ่งในรายการสปอร์ตทัวริซึม และยังเป็นการทดสอบระบบการจัดการและสนามแข่งขันของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อีกด้วย นอกจากนี้เราก็ยังได้เห็นฟอร์มของคู่แข่งอาทิ สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ซึ่งการที่ปัญจกีฬาได้จัดแข่งขันที่หาดจอมเทียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศสวยงาม นับเป็นผลดีแน่นอน เพราะจะทำให้แฟนกีฬาจากทุกชาติได้เข้ามาชม มาเชียร์ และให้กำลังใจนักกีฬา รวมทั้งได้ท่องเที่ยวเมืองพัทยา ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5246035/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ebh4fqwXjVQ1sXt-BmGFd

  • “อรรถกร” ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    “อรรถกร” ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    “อรรถกร” ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    28 ตุลาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงาน “วันลอยกระทง 2568” ว่า ได้มอบนโยบายไปชัดเจนแล้ว ส่วนรายละเอียดต้องเข้ามาพูดคุยกัน ขณะนี้ กำลังเร่งดำเนินการอยู่ รวมถึงการจัดการแข่งขันซีเกมส์ซึ่งดำเนินการได้อย่างแน่นอน ด้วยความพร้อมและมาตรฐานที่สากลยอมรับ 

    ที่ผ่านมา เรื่องการจัดงานรื่นเริง ตนได้สื่อสารไปหลายรอบแล้ว นโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะไม่ห้าม หรือไปกำหนด แต่ขอความร่วมมือกับเอกชนให้ปรับ ส่วนงานที่เป็นของรัฐ ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนก็ต้องพูดคุยกันตามเงื่อนไข ยืนยันว่างานที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว หรือลงทุนไว้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ มองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนเป็นรายละเอียดออกมา เพราะเราสามารถพูดคุยกันได้ 

    ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับการเมืองนั้น นายอรรถกร มองว่า อาจจะไม่หวังดี ตนไม่ได้ทำงานขึ้นอยู่กับกระแส ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจหรือไม่ มองว่าขึ้นอยู่กับการกระทำของข้าราชการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทุกการตัดสินใจถูกกลั่นกรองแล้ว อาจถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วย ตนได้มอบนโยบายไปแล้ว และผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันว่างานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ และงานสงกรานต์ในปีหน้ายังคงมี ซึ่งยิ่งใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะสม

    สำหรับเรื่องการจุดพลุเป็นสิ่งที่พยายามจะขอ อะไรที่แสดงออกถึงความรื่นเริงจนเยอะเกินไป จะพยายามปรับโทนลงมา แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีความคาดหวังที่จะมาดื่มด่ำ และซึมซับบรรยากาศความสุข  บรรยากาศที่ดี วัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย หากไปจำกัดทั้งหมดก็จะเดินเรื่องการท่องเที่ยวลำบาก ยืนยันว่าพลุสามารถจุดได้ แต่ให้ลดแสงสีและระดับความพอเหมาะ ซึ่งจะประเมินเป็นกรณีไป งานไหนจำเป็นต้องมีก็ต้องมี แต่ปรับให้เล็กลง ให้ไปเพิ่มเนื้องานในส่วนอื่น หากเปลี่ยนเป็นการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติก็ยินดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่จะไปปรับรูปแบบเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1msUsmEBLmjD0ahgmqF01u