Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    เมื่อเวลา 07.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดาเกาหลี บรูไน และคาดว่ารวมถึงญี่ปุ่นด้วย และคาดว่าจะได้เจอนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เนื่องจากถูกจัดลำดับที่ ตัวอักษรในการนั่งระหว่างที่ T (Thailand) และ U หรือ (United States) น่าจะนั่งติดกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

    เมื่อถามว่า มีโอกาสเจอผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ หลังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา อนุทิน กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมาได้เจอนายกรัฐมนตรีของประเทศจีน ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้ เช่น ที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทยจำนวน 5 แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

    เมื่อถามว่าจะมีการเจอผู้นำประเทศเกาหลีใต้เ พื่อหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่า ไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ ซึ่งมันคุกคามไปทั่วโลกแล้ว

    นายอนุทิน เปิดเผยด้วยว่า วันนี้ทูตอินเดียประจำประเทศไทยก็จะหารือกับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราก็ไปช่วยชาวอินเดียจากฝั่งแม่สอดเข้ามาเกือบ 500 คน หลังจากประเทศอินเดียขอความร่วมมือประเทศไทยมา ซึ่งเขาไม่อยากเป็นภาระกับเรา ก็ขอให้ประเทศไทยเร่งตรวจสอบคดีต่างๆ และเขาจะส่งเครื่องบินมารับคนของเขากลับภูมิลำเนาถือเป็นความร่วมมือกันที่ทำให้การปราบปรามการกระทำเหล่านี้ได้ยกระดับขึ้นไป

    ขณะเดียวกัน กับประเทศกัมพูชาก็จะมีการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยร่วมมือกันมาก่อนแต่พอมีปัญหาก็เลิกกันไป ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏอยู่ในข้อสาม ข้อบันทึกข้อตกลง ปฎิญญา ไทย-กัมพูชาที่ประเทศ ที่ลงนามประเทศมาเลเซีย

    ทั้งนี้ เวลา 08.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน

    ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีเอเปคเพื่อแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก พร้อมย้ำการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยม ที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการผลักดันสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปรับตัวต่อโครงสร้างประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในวันที่ 31 ตุลาคม หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก และ ช่วงที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” ที่ไทยจะเสนอแนวทางเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค ประจำปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” , การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และการพบหารือกับ US – APEC Business Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงการหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจสำคัญ และเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Connect – Innovate – Prosper เพื่อมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ (1) ปฏิญญาคยองจูของผู้นำเอเปค ครั้งที่ 32 (2) ข้อริเริ่มเอเปคด้านปัญญาประดิษฐ์ (APEC AI Initiative) (3) กรอบความร่วมมือรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในภูมิภาค (4) ถ้อยแถลงผู้นำว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และ (5) ถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000103167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q065Ik0GHnh2URlV84eGw

  • 2 ผู้ประกอบการเชียงราย คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    2 ผู้ประกอบการเชียงราย คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแสดงความยินดี กับผู้ประกอบการเชียงราย 2 ราย ที่คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 🇹🇭 Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดประกวดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    .
    1️⃣ รางวัล Hall Of fame🎉
    •โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น อ.เมือง จ.เชียงราย
    🪄ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว สาขารีสอร์ต และ ได้รับ รางวัลแห่งความยั่งยืน ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว💚

    2️⃣ รางวัลแห่งความยั่งยืน ประเภทแหล่งท่องเที่ยว🌱
    •ชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย

    ✨ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คือ สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของผู้ประกอบการไทยที่สะท้อนถึงคุณภาพของสินค้าและบริการ และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน💚🌏

    📖 ดูรายชื่อผลงานที่ได้รับรางวัลได้ทางเว็บไซต์
    https://tourismawards.tourismthailand.org/awards-winner

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3807814/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KlEzGpT9-niIykmqoWaNI

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    วานนี้ (วันที่ 28 ตุลาคม 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 26 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 26,245,277 คน ลดลง 7.25 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,211,816 ล้านบาท

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1  มาเลเซีย 3,804,766 คน
    • อันดับ 2 จีน 3,723,070 คน
    • อันดับ 3  อินเดีย 1,946,989 คน
    • อันดับ 4  รัสเซีย 1,387,594 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,256,786 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    การประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วทะลุ 26 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,211,816 ล้านบาท สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 จากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 31% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มตลาด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามามากขึ้นเช่นกัน จากการออกเดินทางท่องเที่ยวหลังสิ้นสุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอินเดีย และการเดินทางเพื่อมาเข้าชมกิจกรรม Music Event เช่น คอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK และ คอนเสิร์ต CRAZY IN LOVE ZEENUNEW CONCERT ที่มีแฟนคลับชาวจีน และชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 592,196 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 35,461 คน หรือ 6.37 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 84,599 คน สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 26 ล้านคน เปิด 5 ประเทศท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/609154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GkMBzHb5yuHfvqMjaJwI2

  • พัฒนา “ทุเรียนน้ำแร่พบพระ” จ.ตาก รองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ | เดลินิวส์

    พัฒนา “ทุเรียนน้ำแร่พบพระ” จ.ตาก รองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ | เดลินิวส์

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สวนทุเรียนพบพระ จ.ตาก คุณภาพดีที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแปลงต้นแบบ คือ สวนทุเรียนวรรณา ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นสวนทุเรียนที่ได้คุณภาพ มีมาตรฐาน GAP อีกทั้งยังเป็นสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยว โดยมีนางวรรณา รุจะศิริ เป็นเจ้าของสวน ได้มีการปลูกมายาวนานกว่า 20 ปี เนื้อที่ปลูกประมาณ 10 ไร่ หรือประมาณ 300 ต้น ซึ่งจะเน้นการผลิตทุเรียนปลอดภัยโดยใช้ปุ๋ยและสารชีวภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเน้นจำหน่ายให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางธรรมชาติของจังหวัดตากที่อยากลิ้มลองรสชาติทุเรียนน้ำแร่พบพระจังหวัดตาก

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนน้ำแร่พบพระ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมบูรณาการพัฒนาการผลิตและจัดการสวนทุเรียนคุณภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงกลาง – ปลายฤดูฝน ที่ผลผลิตออกมาก โดยมีแนวทางสำคัญ คือ เร่งพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตทุเรียนคุณภาพ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้หรือพาไปศึกษา ดูงานในพื้นที่ต้นแบบ การเสริมทักษะเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านการผลิต การจัดการสวน  การป้องกันโรคแมลง และการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างต้นแบบฟาร์มทุเรียนอัจฉริยะเพื่อขยายผลสู่สวนอื่น การประชาสัมพันธ์การผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ การผลักดันทุเรียนพบพระเป็นสินค้า GI รวมถึงรักษามาตรฐานผลผลิตเพื่อสร้างโอกาสซื้อซ้ำ และส่งเสริมเครือข่ายการผลิตและการตลาดทุเรียน เชื่อมโยงภายในประเทศ เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดส่งออกในอนาคต

    สำหรับสถานการณ์การผลิตทุเรียนน้ำแร่พบพระ จังหวัดตาก ปี 2568 (ข้อมูล ณ  27 ต.ค. 68) คาดว่า มีพื้นที่ปลูกทุเรียนยืนต้น 4,678 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 72.97 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด (6,411 ไร่) และ  มีพื้นที่ให้ผลแล้ว 2,710 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 71.88 ของพื้นที่ให้ผลทั้งจังหวัด (3,770 ไร่) ผลผลิตรวม 2,141 ตัน (ผลผลิตออก มิ.ย. –  ต.ค.) คิดเป็น ร้อยละ 69.60 ของผลผลิตรวมทั้งจังหวัด (3,076 ตัน) เกษตรกรอำเภอพบพระที่ขึ้นทะเบียนการปลูก 177 ราย  เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง จะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ      5 – 7 ปี โดยราคาเฉลี่ย ปี 2568 แบ่งตามเกรด คือ เกรด A  ราคา 90 – 100 บาท/กิโลกรัม เกรด B ราคา 40 – 60 บาท/กิโลกรัม และตกเกรด เช่น หล่น แก่จัด จำหน่ายราคา 10 – 20 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตกลุ่มตกเกรดจะมีเนื้อนิ่มสุกเละ และกลิ่นแรง แต่จะเป็นที่นิยมของชาวเมียนมาร์

    สำหรับช่องทางการจำหน่าย พบว่า ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่เป็นพ่อค้าจากอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ร้อยละ 20 จำหน่ายให้แก่ชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานหรือพักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เกษตรกรตั้งร้านจำหน่ายผลผลิตริมทาง นอกจากนี้ ยังพบว่า มีเกษตรกรบางส่วนที่นำผลผลิตมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวน จำหน่ายในราคา 350 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนทอด ราคา 600 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ ท่านใดสนใจข้การทำการเกษตร โดยเฉพาะอมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5248808/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RFM_sxsmYEGguiXJK3JIo

  • “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ประชาชนแห่ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” วันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ ขายดีตั้งแต่เช้าตรู่ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 29 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันแรกของการเริ่มใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” บรรยากาศที่ตลาดศิริวัฒนา หรือ ตลาดธานินท์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ คึกคักตั้งแต่เช้า ประชาชนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก หลังกระทรวงการคลังเปิดให้ใช้สิทธิเป็นวันแรก ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าดีขึ้นผิดหูผิดตา หลายร้านติดป้ายโครงการคนละครึ่งพลัสไว้หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสังเกตง่ายและดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของตนเอง

    น.ส.ณฌกร จำนงค์วงษ์ ชาวเชียงใหม่ผู้มาใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส เผยว่า รู้สึกดีใจมากที่มีโครงการนี้หลังรอคอยมานานแล้ว วันแรกที่เปิดให้ใช้สิทธิจึงรีบเดินทางออกมาซื้อกับข้าวก่อนไปทำงาน หลังจากนี้ก็จะไปสแกนซื้อสินค้าอุปโภคเข้าบ้าน

    สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นโครงการที่ดีช่วยแบ่งเบาภาระให้ประชาชนได้บางส่วนในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูงราคาสินค้าขึ้น แต่หลายคนเงินเดือนยังเท่าเดิม

    ขณะที่ นางราตรี แซ่ตัน อายุ 65 ปี เจ้าของร้านราตรีผลไม้ เผยว่า ตั้งแต่เปิดให้มีการใช้คนละครึ่งบรรยากาศที่ตลาดก็คึกคัก มีประชาชนออกมาซื้อผลไม้ที่ร้านกันตั้งแต่เช้า ถือว่าโครงการนี้ดีมาก จากก่อนหน้านี้ร้านค้าขายไม่ค่อยดี พอมีโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนตื่นตัวออกมาจับจ่ายซื้อของกันตั้งแต่เช้าช่วยกระตุ้นยอดขายได้มาก

    ส่วนบรรยากาศพื้นที่ตลาดใต้ (เทศบาล 1) อ.เมือง จ.พิษณุโลก คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนออกมาใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งวันแรก โดยภาพรวมประชาชนพึงพอใจกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกกลุ่มเป้าหมาย โดยช่วงเช้าสามารถสแกนจ่ายเงินได้ปกติ แอปฯ มีขัดข้องบ้าง อาจเกิดจากการใช้งานจำนวนมากพร้อมกัน

    นายสุรศักดิ์ สารีสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านป้าพรหมูปิ้งอาหารเหนือ เผยว่า ยอมรับว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ดี ที่เข้าถึงทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งที่ร้านมีลูกค้ามาสแกนจ่ายคนละครึ่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า สามารถใช้จ่ายได้ปกติ ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง เริ่มมีปัญหากับการใช้แอปฯ น่าจะมีการใช้งานเยอะขึ้นบางครั้งลูกค้าไม่สามารถชำระเงินผ่านแอปฯ ได้

    ขณะที่ น.ส.รังสิตา ศิริวรรณกุล อายุ 44 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายหมูฝอย เผยว่า ชอบโครงการคนละครึ่งมาก เพราะเข้าถึงทุกกลุ่มอาชีพ และร้านเล็กๆ อย่างตนเองก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย ซึ่งโครงการ 10,000 บาทที่ผ่านมา บุคคลที่ได้แทบจะไม่ได้มาจับจ่ายซื้อของในตลาดเลย จะเน้นไปซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เช่น โทรศัพท์ ทีวี ตู้เย็น เป็นต้น และขอสนับสนุนรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งเฟสต่อไป

    ส่วนพื้นที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้ประกอบการร้านค้าหลายแห่ง ได้มีการนำป้ายโครงการฯ มาติดตั้งที่บริเวณหน้าร้านบ้างแล้วบางส่วน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ นายวรธน บุญรัตน์ เจ้าของร้านมอเตอร์ไซค์ ช.ไพโรจน์ยนต์ (สาขา2) เผยว่า ร้านตนเองเป็นร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ได้สำรองและทุนสินค้าไว้เพื่อให้ลูกค้านั้นเข้ามาใช้สิทธิ์ โดยทางร้านนั้นไม่มีการชาร์จและเพิ่มมูลค่าของสินค้าแต่อย่างใด ยังคงขายในราคาเดิม

    ส่วนตัวตนเชื่อมั่นและหวังว่า โครงการนี้จะช่วยให้ยอดขายของร้านดีขึ้น เช่นเดียวกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ที่ตนเคยเข้าร่วมมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด โครงการที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อวัน ถือว่ามีค่ามากสำหรับคนที่ไม่มีจริงๆ หากทางร้านไม่รับ ก็จะส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง อาจถึงขั้นได้นั่งมองร้านอื่นขาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2892036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtVNSaqAeVLeTgtohgOf1

  • นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    การเมือง

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย นำสิทธิ์มาแลกเงินสด กระทบโครงการเฟส 2 

    เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568   นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ ถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มใช้วันแรกในวันนี้ (29 ต.ค.) ว่า  รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้สิทธิโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 2 เดือน ขอให้ช่วยกันออกมาใช้จ่าย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโดยเร็ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประชาชนบางส่วนที่ยังตกหล่นจากการลงทะเบียน นายอนุทินกล่าวว่า ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เพื่อเตรียมแนวทางรองรับในรอบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาในการใช้เทคโนโลยี รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องดูแลให้ทั่วถึงตามหลักความยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวเตือนว่า หากพบว่ามีการนำสิทธิ์ไปแลกเป็นเงินสด ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และจะกระทบต่อการพิจารณาดำเนินโครงการเฟส 2 หากเกิดเหตุลักษณะนี้มาก ๆ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สืบสวน อาจทำให้เฟสต่อไปล่าช้าได้

    นายอนุทินย้ำว่า นี่เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน อย่าเอาเปรียบกัน ใช้สิทธิตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ///

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/452177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15wtosQqI-NtNi9cl2gKOg

  • ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6 สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง “ภาพลวงตา”

    “การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “เศรษฐกิจชีวิตจริง” ของประชาชน”

    ทั้งนี้การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก

    1. ทองคำ : การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรี

    2.อิเล็กทรอนิกส์ : แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

    “ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น” นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย “ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่”

    ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board) กล่าวต่ออีกว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50%

    สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

    ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

    ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น “อาการป่วย” ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ” (Decoupled Growth) ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    การแก้ปัญหาวิกฤต “การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง” นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

    1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

    2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ

    เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

    3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

    4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

    นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า

    ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง “จุดผ่าน” ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก

    ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/642636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BzK6eVUbKL6bZUO2hsAcE

  • ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์ถือเป็นการยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์นี้ ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.samsung.com/th/%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2587-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2582&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sO6Qy4c698wdu4ExBhat6

  • หนุ่มอินเดียใช้ส้อมแทงสองวัยรุ่นกลางอากาศ สายการบินดังต้องลงจอดกลางทาง  | เดลินิวส์

    หนุ่มอินเดียใช้ส้อมแทงสองวัยรุ่นกลางอากาศ สายการบินดังต้องลงจอดกลางทาง  | เดลินิวส์

    วานนี้ (27 ต.ค. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ระทึกขวัญบนเที่ยวบินของสายการบินลุฟท์ฮันซา เส้นทางชิคาโก-แฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่บอสตัน หลังจากมีชายคนหนึ่งใช้ส้อมโลหะแทงผู้โดยสารวัยรุ่นสองคน

    สำนักงานอัยการสหรัฐประจำรัฐแมสซาชูเซตส์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้โดยสารที่ก่อเหตุคือ ประณีต กุมาร อุสิริปัลลิ อายุ 28 ปี ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธร้ายแรงโดยเจตนา 

    สำนักงานอัยการกล่าวในแถลงการณ์ว่า อุสิริปัลลิถูกจับกุมหลังจากเครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติโลแกนในบอสตัน ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในทันทีว่า อุสิริปัลลิมีตัวแทนทนายความหรือไม่ ขณะที่สายการบินลุฟท์ฮันซาก็ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ 

    อัยการรัฐบาลกลางกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ผู้โดยสารอายุ 17 ปี ให้การว่า ระหว่างที่เขากำลังนอนหลับอยู่ในที่นั่งตรงกลาง เขาก็ตื่นขึ้นมาพบอุสิริปัลลิยืนค้ำร่างของเขาโดยถือส้อมโลหะไว้ในมือ 

    ช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นช่วงหลังเสิร์ฟอาหาร อุสิริปัลลิพุ่งเข้าใส่ผู้โดยสารวัยรุ่นคนนั้น และแทงเข้าที่ไหปลาร้าด้านซ้าย หลังจากนั้นเขาก็แทงวัยรุ่นอายุ 17 ปีอีกคนหนึ่งที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้เกิดบาดแผลฉีกขาด

    อัยการกล่าวว่า เมื่อลูกเรือพยายามควบคุมตัวอุสิริปัลลิ เขาใช้มือและนิ้วทำท่าเลียนแบบอาวุธปืน ยกจ่อที่ปากแล้วเหนี่ยวไก ตามด้วยการตบผู้โดยสารหญิงคนหนึ่ง และพยายามตบตีลูกเรืออีกคนหนึ่ง

    เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางระบุว่า อุสิริปัลลิเป็นพลเมืองอินเดียที่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่านักเรียน และกำลังศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทสาขาการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิล แต่ตอนนี้เขาไม่มีสถานะอย่างถูกกฎหมายที่จะพักอาศัยอยู่ในสหรัฐแล้ว

    ที่มา : nbcnews.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5246255/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jDxNIaiE9shW9ZigFDyij