Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • B

    B

    BAM เปิดฉากเวทีสัมมนาใหญ่แห่งปี BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 ครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงบทบาท และความสำคัญของภาคการเงินต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักลงทุน นักวิชาการ และผู้ประกอบการในวงการบริหารสินทรัพย์ทั่วประเทศ

    BAM เปิดงานใหญ่ BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 เวทีประวัติศาสตร์ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย สู่ยุคใหม่แห่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ช่วยจัดการหนี้เสียไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และยังช่วยฟื้นฟูลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

    “BAM ถือเป็นกำลังหลักของประเทศในการช่วยดูแลปัญหาหนี้เสีย ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ธปท.เชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ AMC จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” นายวิทัย กล่าว

    ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจาก “หนี้ครัวเรือน” และ “หนี้ SME” ที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของประเทศ ต้องการใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วมกันว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการหนี้หรือขายทรัพย์เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

    “BAM ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้จัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่เป็นผู้สร้างคุณค่าใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการพลิกฟื้นหนี้เสียให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างมูลค่า เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และสร้างสมดุลใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” ดร.รักษ์ กล่าว

    สำหรับงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด New Era of AMC 2025 : พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในยุคใหม่ ครอบคลุมในหลายมิติ อาทิ AMC กับบทบาทการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย, ผนึกกำลังขุนพล AMC แก้วิกฤตหนี้ท่วมระบบ, ไขรหัสลับ NCB จากข้อมูลสู่โอกาส, ลงทุนอสังหาไปต่อหรือพอก่อน?, ไขกุญแจลับเปิดขุมทรัพย์ NPA และ เจาะลึกการดูฮวงจุ้ยและแก้ฮวงจุ้ยทรัพย์มือสอง

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักจากการรวมตัวของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท AMC ชั้นนำของไทย 5 แห่ง ได้แก่ BAM, SAM, JMT, CHAYO และ KCC ที่มาร่วมเสวนาในเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยผู้บริหารจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ และกูรูการลงทุนชื่อดัง โดยมีนักธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาอย่างคับคั่ง งาน BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคใหม่แห่งธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย” ที่ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ แต่ยังเปิดโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมองเห็นศักยภาพใหม่ของการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างคุณค่าจากทรัพย์ในมุมมองที่แตกต่าง

    ดร.รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการดำเนินงานของ BAM ว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “New Era – Business Recycling Machine” BAM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด “รีไซเคิลธุรกิจ ฟื้นลูกหนี้ที่มีศักยภาพ” และ “เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3P ได้แก่

    • People : ใส่ใจผู้ถือหุ้น ลูกหนี้ และพนักงาน เพื่อสร้างสมดุลแห่งคุณค่า
    • Partnerships : สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมเพิ่มมูลค่าทรัพย์ และขยายฐานการลงทุน
    • Platforms : นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

    ทั้งนี้ BAM ยังเดินหน้าสู่ “โอกาสใหม่ขององค์กร” ด้วยบทบาท ที่ปรึกษาแก้หนี้อย่างยั่งยืน, ผู้พัฒนา NPA ให้เป็น Investment of Choice / Property for All, และการเติบโตสู่ “Green & Sustainable BAM” ที่สร้างคุณค่าให้แก่ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    “เราตั้งใจให้ BAM เป็นศูนย์กลางการบริหารสินทรัพย์ ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาหนี้ แต่ยังสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezdwe5vut9omhhozrgvjcioygwst07f&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hezjZj1cVj0Ih1EXJ4Oaf

  • ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

    ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

    การเงิน-การลงทุน

    29 ต.ค. 2025 เวลา 17:13 น.

    การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลข GDP ที่ดีกว่าคาดทั้งในสหรัฐฯ และไทย รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน “กูรู” เผยจับตาการประชุมเฟด อาจประกาศยุติการทำ QT จากสภาพคล่องในระบบที่เริ่มตึงตัว หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์และเป็นผลดีต่อตลาดการเงินทั่วโลก

    • การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลข GDP ที่ดีกว่าคาดทั้งในสหรัฐฯ และไทย รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
    • นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีประเด็นสำคัญคือการที่เฟดอาจประกาศยุติการทำ Quantitative Tightening (QT) เนื่องจากสภาพคล่องในระบบที่เริ่มตึงตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์และเป็นผลดีต่อตลาดการเงินทั่วโลก
    • ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และอาจใช้นโยบาย “ลดแล้วพัก” เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แทนที่จะลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
    • หากเฟดลดดอกเบี้ยหรือหยุดทำ QT จริง คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแนวโน้มเงินทุนไหลเข้า
    • การดีดตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ไทยถูกมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้นจากการทำกำไรของนักลงทุน และแนวโน้มหลักในระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นทิศทางขาลง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก

    ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั้งในสหรัฐฯ และไทย กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก

    โดยล่าสุด Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 4% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการขยับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนก แต่สะท้อนถึงการคลายความกังวลของตลาด หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด และความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน ฝั่งไทยแม้จะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดีดขึ้นในช่วงสั้น โดยแนวโน้มจะเป็นขาลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก

    ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัดให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การดีดตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกของตลาด แต่เป็นผลจากสภาพคล่องที่หายไปในระบบการเงินโลก และมองว่ายีลด์ปรับขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

    สำหรับตลาดพันธบัตรไทย มองว่า เคลื่อนไหวเป็นไปตามทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่ง ยีลด์ที่เคยถูกกดลงแรงก่อนหน้าเริ่มปรับขึ้น เพราะนักลงทุนเก็งว่าดอกเบี้ยไทยจะลด แต่เมื่อการลดเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด ยีลด์จึงเด้งกลับมา
     

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนของบอนด์ยังไม่จูงใจ แต่อาจเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก และนักลงทุนที่ต้องการหลบความผันผวน ให้เลือก Money Market Fund แทน เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อยีลด์เริ่มนิ่ง

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของการประชุมเฟดที่กำลังจะมีขึ้น ตลาดยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เพราะยังไม่ชัดเจนว่าเฟดจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งถ้าเฟดยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน ตลาดอาจเกิดแรงเทขายบอนด์เพิ่มขึ้นอีกระยะ 

    แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ การที่เฟดอาจประกาศยุติการทำ QT เนื่องจากสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์ และเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดการเงินทั่วโลก 

    “หากเฟดลดดอกเบี้ยหรือหยุดทำ QT จริง ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มรับเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง”

    ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา (FINNOMENA)  กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yields) ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยอาจกำลังเปลี่ยนทิศหรือไม่ แต่ททว่าการปรับตัวขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้น เท่านั้น และแนวโน้มหลักของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงอยู่ในทิศทางขาลง

    ทั้งนี้ การที่บอนด์ยีลด์ไทยดีดตัวขึ้นในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดได้ Priced in การลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้าแล้ว บวกกับเมื่อมีสัญญาณว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. อาจเลือก รอดูทิศทางก่อนที่จะลดดอกเบี้ยตามเฟด นักลงทุนระยะสั้นจึงเข้ามา Take Profit ส่งผลให้ยีลด์ขยับขึ้น 

    สำหรับทิศทางระยะกลางถึงยาวของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงเป็นขาลง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังลดลง โดยมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ และอาจลดอีกครั้งในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ดี อัพไซด์ของการเข้าถือตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้อาจมีจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับที่ลดลงต่อได้ไม่มากนัก

    สำหรับนักลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่แล้ว แนะนำว่า อย่าเพิ่งตกใจหรือรีบขาย เพราะการปรับฐานของยีลด์ในรอบนี้อาจเป็นโอกาสรอเก็บกำไรเมื่อดอกเบี้ยเริ่มลดจริงในรอบถัดไป

    ขณะที่ผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ แนะนำให้พิจารณาลงทุนใน พันธบัตรโลก หรือ Global Bonds มากกว่า เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ชัดเจนกว่า

    และผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย แนะนำให้เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งสามารถปรับพอร์ตได้ง่ายหากทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป

    บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นในระยะหลัง ไม่ได้เป็นสัญญาณลบอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาของตลาดโลกต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ตลาดคลายกังวลการค้าโลก

    ทั้งนี้มาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความคืบหน้า แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เพียงพอให้ Sentiment ตลาดดีขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สามารถทำ All-Time High ได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ปรับประมาณการ GDP ไตรมาส 2/68 จาก 3.0% เป็น 3.3% และล่าสุด 3.8% ขณะที่ไตรมาส 3/68 ยังคาดว่าจะโตได้ราว 3% ทำให้ทั้งปีอาจขยายตัวเกิน 2%

    ขณะที่ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.0% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง และแคมเปญท่องเที่ยวปลายปีนี้

    “ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย และมองว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยคาด”

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก มองว่า รอบการลดดอกเบี้ยของเฟดและ ธปท. จะเกิดขึ้นในลักษณะลดแล้วพักมากกว่าการลดต่อเนื่อง

    โดยคาดว่า เฟด มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ หากลดเพียงครั้งเดียวถือว่าไม่เกินคาด แต่ถ้าลด 2 ครั้งจะสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    “เฟดอาจลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้ง แล้วหยุดรอดูผลในเดือนธ.ค.นี้ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจจริงอีกครั้ง” 

    ดังนั้นการปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้เป็นเพียงการขยับระยะสั้น โดยเฉพาะในพันธบัตรระยะยาว 10 ปี ที่มักตอบสนองต่อความคาดหวังเศรษฐกิจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของนโยบายดอกเบี้ย

    อย่างไรก็ตาม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 4% แต่ทว่ายังต่ำกว่าระดับสูงสุดของปีที่แล้วทีี่ 4.6% โดยในช่วงระยะ 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นเทรนด์ดอกเบี้ยขาลง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1205284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U3HFRR8RiqE1GAMIW4of5

  • ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ ตลาดสดหอนาฬิกา ริมเขื่อนหาดทรายโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก หลังประชาชนและผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาลกันอย่างต่อเนื่อง
       
    ร้านค้าหลากหลายประเภทในตลาด ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารสด ร้านดอกไม้ ผลไม้ และผักสวนครัว ต่างติดป้ายรับโครงการ เพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ์จับจ่ายซื้อของจำเป็น ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความคึกครื้น
        
    ผู้ประกอบการเชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ส่วนประชาชนต่างเห็นตรงกันว่า “คนละครึ่งพลัส” ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระดับชุมชนในพื้นที่ราชบุรี
        
    ประชาชนในพื้นที่รายหนึ่ง กล่าวว่าวันนี้ได้สิทธิ์คนละครึ่งมา ตอนเช้ายังไม่ได้ใช้ แต่จะไว้ใช้ตอนบ่าย ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเข้าบ้าน รู้สึกดีมากที่รัฐบาลจัดโครงการนี้ อยากให้มีต่อเนื่อง และเพิ่มวงเงินขึ้นอีก อยากขอบคุณรัฐบาลที่เห็นใจพวกเรา ซึ่งเงินคนละครึ่งจำนวนนี้ช่วยได้มากทีเดียว
        
    พ่อค้าเขียงหมูสด กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของโครงการคนละครึ่ง บรรยากาศคึกคักมาก ช่วงเช้าได้ยอดขายกว่า 3,000 บาทแล้ว
       
    แม่ค้าขายกิ๊ฟช็อป กล่าวว่า วันนี้วันแรก คนมาใช้จ่ายเยอะมาก แทบจะไม่ได้รับเงินสดเลย ส่วนใหญ่จ่ายผ่านคนละครึ่ง คึกคักมากจริง ๆ อยากขอบคุณรัฐบาล แต่ถ้าเพิ่มวงเงินได้อีกก็จะดีมาก สำหรับตัวเองวันนี้สแกนเต็มวงเงิน 400 บาทแล้ว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/region/452286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1npEuNvmxJOje_DXc8wjpO

  • HMPRO เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HMPRO เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 จะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการปรับตัวสูง โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก “ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ” ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ “Total Home Solution” ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    ในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/29/589716/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SvCKMGNXUCkwvJX0agR9c

  • โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร มาแรงสวนกระแสภาพรวมเศรษฐกิจ ระบุยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ’ ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ ‘Total Home Solution’ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    29 ต.ค. 2568 – นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    สำหรับในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/886817/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lUZKV03gkHQZ9TumPRO05

  • TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9% รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ขณะที่ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เบากว่าคาด

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% สะท้อนแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และผลกระทบจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเบากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1.6% โดยจับตาความเสี่ยงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการหดตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่และข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังของภาครัฐที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

    ด้านความเสี่ยงภายนอก แม้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นหลายรายการ รวมถึงความไม่ชัดเจนของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

    ในส่วนของนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ แต่ TISCO ESU ยังมองว่าระดับปัจจุบันที่ 1.50% นั้นยังสูงเกินไป โดยคาดว่า ธปท. มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งในปี 2569 โดยขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    TISCO ESU ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จะขยายตัวราว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัวลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขอาจออกมาดีกว่าคาด หลังการส่งออกในเดือนกันยายนพลิกกลับมาขยายตัวถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบ 42 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Data Center ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ (หมวด HS Code: 84-85) จึงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

    สำหรับปี 2569 TISCO ESU มองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในอนาคตอันใกล้ ปัญหาทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ลดลง และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tisco-esu-upgrades-2568-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jVPlpe4H5yUGblcZwo_8c

  • ชวนใช้ “คนละครึ่งพลัส”  เตือนอย่านำสิทธิ์แลกเงินสด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชวนใช้ “คนละครึ่งพลัส” เตือนอย่านำสิทธิ์แลกเงินสด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVeNhJgF85S4I5dipOKc3

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    | 54 view

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในห้วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ตามคำเชิญของนายอี แช-มย็อง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี

    การประชุมรัฐมนตรีเอเปคในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Beyond a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Connect. Innovate. Prosper. หรือเชื่อมโยงอย่างมีบูรณาการ สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเติบโต และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

    ในห้วงการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 การประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจเอเปค และการหารือทวิภาคี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคและหุ้นส่วนที่สำคัญ รวมถึงส่งเสริมบทบาทที่แข็งขันและสร้างสรรค์ของไทยในเวทีพหุภาคีด้านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นของโลก

    การเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่หุ้นส่วนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืน ครอบคลุม และคาดการณ์ได้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของภูมิภาค ตลอดจนเพื่อเป็นการสานต่อผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี (Bangkok Goals on BCG Economy) ซึ่งเป็นแผนงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนฉบับแรกของเอเปคที่ไทยเป็นผู้ริเริ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/apec-korea-2025-pre-pr-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dRA5V2zttfBqs1ckGAJfz

  • คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

    คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

              คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว อะไรคือตัวแปรว่าได้หรือไม่ได้ หลังเปิดให้เข้าโครงการอย่างเป็นทางการ

    คนละครึ่งพลัส ใช้กับร้านนวดได้ไหม

              เริ่มโครงการอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับคนละครึ่งพลัส เบื้องต้นหลายคนรู้ว่า สามารถนำไปซื้ออาหาร หรือชำระค่าเดินทางได้ แต่อาจจะยังไม่รู้ละเอียดว่า สามารถทำอย่างอื่นได้อีก

              วันที่ 29 ตุลาคม 2568 แนวหน้า รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร ร้านค้าเท่านั้น แต่ประชาชนสามารถชำระค่าบริการอื่น ๆ ได้ เช่น ร้านนวดแผนไทย ร้านตัดผม เสริมสวย ซักรีด ล้างรถ ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงร้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

              ส่วนวิธีการชำระเงิน ไม่ต่างจากการซื้อสินค้าทั่วไปแต่อย่างใด

    บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296087.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02zPi3TOBIRDhgTYiTnFVz

  • แนวหน้าวิเคราะห์ :

    แนวหน้าวิเคราะห์ :

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    “คนละครึ่ง”ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

    จากผลสำรวจจาก“สวนดุสิตโพล”เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม ที่มีการเผยแพร่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความรู้สึกและความคาดหวังของคนไทยต่อรัฐ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะพบว่า มีมากกว่าร้อยละ76.43 ของประชาชน เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่ง”และพบอีกว่า มีถึงร้อยละ 69.31ระบุว่า ชื่นชอบมากที่สุด เมื่อเทียบกับ โครงการลดภาระค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะโครงการ‘คนละครึ่ง’ที่ได้มีการริเริ่มในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผล และ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

    ความนิยมที่“คนละครึ่ง”ยังคงครองใจคนไทยได้ แม้เปลี่ยนรัฐบาล สะท้อนว่า นโยบายนี้“เข้าถึงได้จริง” และ“เห็นผลทันตา” เพราะประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์โดยตรง มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม กินได้ ซื้อได้ เดินตลาดได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้ทางอารมณ์ เพราะสร้างความรู้สึกว่า“รัฐยังไม่ทอดทิ้ง”ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจรากหญ้าและร้านค้ารายย่อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น มีสภาพคล่องจริง เงินหมุนในระบบฐานราก ไม่หยุดอยู่ในเมืองใหญ่

    มุมเศรษฐกิจ : ยาช่วยระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การรักษาโรค

    แม้“คนละครึ่ง”จะช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากขยับตัวได้ในช่วงสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

    ชี้ให้เห็นว่า“นี่เป็นเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง”

    เพราะในขณะที่ประชาชนพอใจที่รัฐช่วยแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย แต่ปัญหาต้นเหตุของค่าครองชีพสูง ยังไม่ถูกแก้ได้แก่ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะระดับประวัติการณ์

    ดังนั้น หากไม่มีการ“ควบคุมราคาสินค้าและต้นทุนหลัก” อย่างที่ประชาชน 61.9% เรียกร้อง ผลของ “คนละครึ่ง”หรือ“คนละครึ่งพลัส”ก็จะเป็นเพียง“การต่ออายุลมหายใจเศรษฐกิจ”ชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางรายได้ หรือ กำลังซื้อในระยะยาว

     มิติทางการเมือง :“ประชานิยม” ยังครองใจคนส่วนใหญ่

    ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 67.4 ของคนไทย เชื่อว่า พรรคที่มีนโยบายประชานิยม จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง นี่คือสัญญาณชัดว่า“เศรษฐกิจปากท้อง”ยังคงเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่งทางการเมือง

    ในทางปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต่อยอดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”จึงถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถสร้าง“โมเมนตัมทางเศรษฐกิจ”ได้จริงหรือไม่ หลังจากเริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

    หากโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีผลเชิงบวกต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568โดยเฉพาในช่วงจับจ่ายปลายไตรมาส 4/2568 ก็อาจเป็น“จุดเปลี่ยนทางความนิยม”ของรัฐบาลชุดนี้ได้

    ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568  

    ระยะสั้น ภายใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้น 5–7%ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ธุรกิจค้าปลีก ตลาดสด ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยจะได้รับผลบวกโดยตรง สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาค

    ระยะกลาง ช่วงต้นปี 2569 ผลของโครงการจะเริ่มชะลอตัว หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง หากรัฐไม่เร่งแก้ราคาพลังงานและค่าขนส่ง ผลของ“คนละครึ่งพลัส”จะถูกกลบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

    ระยะยาว  การพึ่งนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี“การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”เช่นการเพิ่มรายได้ การลดภาษีผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    “สวนดุสิตโพล”ครั้งนี้ เป็น เสียงเตือนจากประชาชนว่า รัฐบาลไม่สามารถละเลย เรื่องปากท้องได้ แม้วันเดียว“ประชาชนต้องการให้รัฐที่ลงมือเร็ว แต่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน” แม้“คนละครึ่ง”อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการ“ควบคุมต้นทุนสินค้า-พลังงาน”และ“เพิ่มรายได้ประชาชน” ไปพร้อมกัน

    และท้ายนี้ สิ่งสำคัญ คนไทยทุกๆคน อย่าลืมเติมเงินใน‘เป๋าตัง’แล้ว ไปใช้สิทธิ์ของท่านในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้

    เพราะ“เสียงของประชาชน”คือ พลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YhkELGUTBYPPaC5_vSckw