Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง


    29/10/2568 | 68 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้งานวันนี้เป็นวันแรก โดยแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้สิทธิตามโครงการเป็นระยะเวลา 2 เดือนต่อจากนี้ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ

    .

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รัฐบาลจะเร่งหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้งานมาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือใช้เครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่า เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    .

    ส่วนกรณีร้านค้าบางรายอาจอาศัยช่องโหว่แลกรับสิทธิ์เป็นเงินสด นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมสั่งการให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ร้านค้าและประชาชนให้มากขึ้น หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจะต้องมีการสอบสวนอย่างจริงจัง โดยย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นโอกาสของประชาชนทุกคนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงขอให้ใช้สิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/435672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y3spnyTZj7HyKV1CV8VH2

  • คนละครึ่งพลัส คาดเงินสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

    คนละครึ่งพลัส คาดเงินสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

    วันนี้(29ต.ค.68) เป็นวันแรกเริ่มแล้วที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งพลัส โดยสามารถใช้จ่ายตามวงเงินตั้งแต่เวลา 6.00 – 23.00 น.ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง  โดยมีระยะเวลาการใช้วงเงินสิทธิ์จนถึง 31 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิโครงการฯ โดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯ ครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน

    ·     ผู้ที่ยื่นภาษี ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 2,400 บาท จำนวน 7.93 ล้านคน

    ·     ผู้ที่ไม่ยื่นภาษี ได้รับสิทธิ 2,000 บาท จำนวน 12.07 ล้านคน

    โดยครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนรวม 20.19 ล้านคน มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติ 194,210 คน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสียชีวิต รวมถึงเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการก่อนหน้า และเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

    ในส่วนร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 620,000 ร้าน กระทรวงการคลังยืนยันว่า จะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568

    ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองเห็นสัญญาณบวกนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    สำหรับคนละครึ่งพลัส รัฐช่วยจ่าย 50% ผู้ได้รับสิทธิ์จ่ายเองอีก 50% โดยสิทธิจะถูกสะสม หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ครั้งนี้นอกจากร้านค้าแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งบก น้ำ ราง เช่น BTS MRT เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-money-q4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw336CH3vdY0yOf8BmZY2EMA

  • นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ ถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มใช้วันแรกในวันนี้ (29 ต.ค.) ว่า รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้สิทธิโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 2 เดือน ขอให้ช่วยกันออกมาใช้จ่าย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโดยเร็ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประชาชนบางส่วนที่ยังตกหล่นจากการลงทะเบียน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เพื่อเตรียมแนวทางรองรับในรอบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาในการใช้เทคโนโลยี รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องดูแลให้ทั่วถึงตามหลักความยั่งยืนอย่างไรก็ตาม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเตือนว่า หากพบว่ามีการนำสิทธิ์ไปแลกเป็นเงินสด ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และจะกระทบต่อการพิจารณาดำเนินโครงการเฟส 2 หากเกิดเหตุลักษณะนี้มาก ๆ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สืบสวน อาจทำให้เฟสต่อไปล่าช้าได้นายอนุทินย้ำว่า นี่เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน อย่าเอาเปรียบกัน ใช้สิทธิตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bcf_qCPLr9ugLo3p_Xf4t

  • ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2025 ความท้าทายและโอกาสในยุคเปลี่ยนผ่าน

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2025 ความท้าทายและโอกาสในยุคเปลี่ยนผ่าน

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2025 ความท้าทายและโอกาสในยุคเปลี่ยนผ่าน


    29/10/2568 | 55 |

    เศรษฐกิจไทยในปี 2025 กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายและเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มีการปรับเปลี่ยน ภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจไทยต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

    การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025 จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.3-3.3% หรือคิดเป็นค่ากลางประมาณ 2.8% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่เศรษฐกิจขยายตัวที่ 2.5%

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสงครามการค้าและนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายหน่วยงานได้ปรับลดประมาณการ GDP ลงมาอยู่ที่ราว 1.8-2.1% ในบางสถานการณ์ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

    ผลการเติบโตไตรมาสที่ 1/2025

    GDP ไทยในไตรมาสแรกของปี 2025 ขยายตัว 3.1% ชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่โต 3.3% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น

    ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจ

    1. ภาคการท่องเที่ยว

    ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนถึง 12% ของ GDP โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 38 ล้านคนในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 35 ล้านคน

    2. นโยบายภาครัฐ

    รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายมาตรการ อาทิ:

    • โครงการแจกเงินหมื่นเฟส 2 และ 3 เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภาคครัวเรือน
    • การลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ภายใต้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น
    • มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก

    3. การส่งออก

    การส่งออกสินค้าไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

    ความท้าทายและความเสี่ยง

    ปัจจัยภายนอก

    1. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ – ภาษีศุลกากรที่อาจเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
    2. การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก – โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีน
    3. การแข่งขันในตลาดอาเซียน – ประเทศอื่นในภูมิภาคมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าไทย

    ปัจจัยภายใน

    1. หนี้ครัวเรือนสูง – ยังคงเป็นปัญหาที่กดดันกำลังซื้อของประชาชน
    2. ธุรกิจ SMEs ยังไม่ฟื้นตัว – กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
    3. การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว – สะท้อนความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ

    แนวทางรับมือและโอกาส

    การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดย:

    • เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
    • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

    การขยายตลาดการค้า

    • เจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบจากภาษี
    • ขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
    • เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

    การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    การลงทุนในการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/435615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pr2-bN3VXkpa0Pr_OozXV

  • ส่อง ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานหรือไม่? หวังการใช้จ่ายคึกคักสอดรับช่วงเทศกาลปลายปี

    ส่อง ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานหรือไม่? หวังการใช้จ่ายคึกคักสอดรับช่วงเทศกาลปลายปี

    พิมพารัตน์ ตุลุย หรือ ‘พี่อ้อย’ แม่ค้าร้านน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ริมบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น กล่าวให้ความเห็นว่า แม้สภาพเศรษฐกิจปีนี้ฝืดเคือง ทำมาค้าขายลำบาก แต่ด้วยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล ‘นายกฯ อนุทิน’ ช่วยทำให้บรรยากาศการจับจ่ายช่วงปลายปีกลับมาคึกคัก สอดรับกับช่วงเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พิมพารัตน์ บอกว่า หลังจากสถานการณ์โควิด19 การค้าการลงทุนเป็นแบบลุ่มๆ ดอนๆ ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า  ซื้อเฉพาะที่จำเป็น ส่วนการค้าที่ทำอยู่คือการขายน้ำปั่น เรียกว่าพอค้าขายได้ เพราะถือเป็นของกินที่จำเป็น ลูกค้าต้องซื้ออยู่แล้ว แต่เงินจากการค้าขายก็ไม่มีกำไรเหลือเก็บ ได้มาใช้ไป ในมุมมองขอคนค้าขายมองว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลงตามปกติ แต่ในระยะนี้ถือว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนใช้จ่ายระมัดระวัง

    “เปรียบเทียบให้ดู หากเศรษฐกิจดี ค้าขายคล่อง ลูกค้ามาเป็นครอบครัว 2-3 คน จะซื้อน้ำดื่มคนละแก้ว มา 3 คนซื้อ 3 แก้ว แต่ทุกวันนี้ ก่อนซื้อลูกค้าจะดูราคาก่อนตัดสินใจซื้อ และซื้อเพียง 1-2 แก้ว แล้วแบ่งกันดื่ม ทำให้รายได้การค้าขายลดลง”

    “ทุกวันนี้เงินที่ขายได้จะเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ไม่มีเหลือเก็บได้มาจ่ายไป ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดได้ร่วมโครงการคนละครึ่ง ส่วนตัวถือว่าส่งผลดีต่อร้านค้า เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง ที่สำคัญคนละครึ่งทำให้ร้านมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น เพราะเขาลองเปิดใจมาซื้อร้านเราจนกลายเป็นลูกค้าประจำ ทำให้ยอดขายเพิ่ม”

    พิมพารัตน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายในช่วงวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ยังไม่คาดหวังมากนัก คงต้องรอดูสถานการณ์การจับจ่ายของลูกค้าไปสักระยะหนึ่ง ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับพ่อค้าแม่ค้า คือโครงการคนละครึ่งพลัสในรัฐบาลอนุทิน สอดรับกับสถานการณ์ในช่วงปลายปี มองว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเทศกาลต่างๆ ทั้งลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ ที่ประชาชนล้วนต้องจับจ่ายใช้สอย ทั้งในเรื่องการเดินทาง การท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น

    “อยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินในการจับจ่าย เพราะวันละ 200 บาท น้อยไป ขยายเป็นวันละ 300 บาท เชื่อว่าจะทำให้มีการใช้จ่ายครอบคลุมซื้อสินค้าได้ครบตามที่ต้องการ”

    “ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่บางคนบอกว่าไม่ต้องการให้จำกัดวงเงิน เพราะบางคนอาจจะใช้จ่ายหมดในครั้งเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ จำกัดวงเงินใช้จ่ายดีกว่า แต่เพิ่มวงเงินจะดีมาก เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น”

    พิมพารัตน์ กล่าวด้วยว่า อยากแนะนำพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ให้ขายจริงจัง ตั้งใจ รักในอาชีพ และอดทน จัดร้านให้เป็นจุดเด่น ป้ายราคาชัดเจน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้าร้านเราหรือไม่ การค้าขายมีวันขายดี ขายไม่ได้  ที่สำคัญอย่ามองว่าโครงการคนละครึ่งเป็นเพียงโครงการให้การช่วยเหลือเท่านั้น ขอให้ใช้โครงการฯ ต่อยอดพัฒนาร้านค้าตัวเองให้เป็นที่รู้จัก

    “อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รู้ข่าวว่ามีนโยบายคนละครึ่ง ที่ร้านน้ำปั่นได้จัดโปรโมชั่นซื้อ 10 แถม 1 ไว้รองรับ โดยเริ่มจากลูกค้าขาประจำก่อน จากนั้นจะบอกลูกค้ารายใหม่ ถือเป็นการใช้โครงการฯ ในการโปรโมทร้าน สร้างจุดเด่น เพิ่มจุดขายด้วย” พิมพารัตน์ กล่าว

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ส่วนบรรยากาศที่บึงสีฐาน ภายในรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น เต็มไปด้วยสีสัน ประดับประดาโคมไฟ ธุงอีสาน และงานศิลปะจาก 5 ประเทศ ภายใต้ธีม “สีฐาน นวธารา หิมาลายัน”  ในงานลอยกระทง สีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568  ถือเป็นที่สุดของงานลอยกระทงอีสาน

    รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ข้อมูลว่า ปี 2568 งานลอยกระทงก้าวเข้าสู่ระดับนานาชาติ มีการผสานวัฒนธรรม 5 ชาติในลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และราชอาณาจักรไทย

    “ทำให้งานสีฐานเฟสติวัล 2568 เป็นมากกว่างานประเพณี เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และการสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนในภูมิภาค” 

    “การเดินทางของสายน้ำและศรัทธา น้ำที่ละลายจากหิมะศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยเกิดเป็นแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของวัฒนธรรมอีสาน มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย เดินทางผ่านหลายประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินอีสาน”

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo04.jpg

    รศ.ดร. นิยม กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการยกระดับ มีกิจกรรมใหม่ๆ หลากหลายขึ้น เชื่อว่าตลอดช่วง 3 วัน จะมีประชาชน นักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมลอยกระทงกว่า 300,000 คน ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดเก็บข้อมูล ส่วนคณะเศรษฐศาสตร์ จัดเก็บข้อมูลด้านเศรษฐกิจ คาดมีเงินสะพัดในจังหวัดขอนแก่นกว่า 700 ล้านบาท ทางหอการค้าจัดเตรียมทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวแล้ว

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน ศศมณฑ์ มหาศิริกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง  มองสภาวะเศรษฐกิจอีสานว่า เศรษฐกิจขึ้นลงนั้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก  สถานการณ์ตามแนวชายแดน ทำให้การลงทุนยังคงชะลอตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 1-2 เดือน นี้ หวังว่าบรรยากาศการลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานจะดีขึ้น 

    ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยโครงการของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือโครงการระยะยาว เป็นโครงการที่กระตุ้นระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ถือว่าเป็นโครงการที่มาในช่วงเทศกาล ช่วยทำให้ประชาชนตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้น และเป็นเรื่องที่ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจได้บ้าง

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่เห็นผลเร็ว กระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้จ่าย แต่อยู่ในช่วงสั้นๆ ที่มีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว และลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของหลายคนที่เตรียมวางแผนท่องเที่ยวด้วย

    ศศมณฑ์ กล่าวต่อว่า “ภาคอีสานมีเอกลักษณ์เฉพาะที่มีความโดดเด่น วัฒนธรรมน่าสนใจ อีกทั้งขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและแสดงสินค้า หรือไมซ์ รองรับลูกค้ากลุ่มทั้งในประเทศ กลุ่มอินโดจีนและจีนตอนใต้ เน้นการท่องเที่ยวเกี่ยวกับการประชุมสัมมนา ที่ทางสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย    

    “ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัสจะกระตุ้นทางเศรษฐกิจหรือไม่ คงต้องให้เวลาโครงการได้ดำเนินการไปก่อน  เพราะช่วงปลายปีแต่ละครอบครัวจะวางแผนกลับบ้าน ท่องเที่ยว ที่จะเกิดการจับจ่ายเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้มองว่าหากโครงการมีการขยายเวลา ขยายวงเงิน ขยายกลุ่มประชาชนที่เข้ามาใช้ รวมทั้งขยายไปยังภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครอบคลุมมากขึ้น”

    ศศมณฑ์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งความตั้งใจของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คือต้องการให้ภาวะด้านการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักเหมือนเดิม แต่ผู้ประกอบการภาคบริการอย่างโรงแรมมีความกังวลด้านการลงทุน โดยเฉพาะรัฐบาลนโยบายประกาศขึ้นค่าแรง 400 บาทกับโรงแรมทั่วประเทศไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  

    “ที่ผ่านมาคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาหาแนวทางที่ยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจในแต่ละพื้นที่ เช่น การเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อให้ภาคธุรกิจในระดับภูมิภาคเกิดสภาพคล่อง รวมทั้งการกำหนดเพดานเพิ่มค่าใช้จ่ายในการประชุมสัมมนา เช่น ค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง เสนอให้ปรับราคาเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน”

    “หากมีการปรับขึ้นราคาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้นำข้อเสนอพิจารณา เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังช่วยผู้ประกอบการเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/will-the-half-half-plus-project-stimulate-the-economy-in-the-northeast&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v0feWIVNxAaWOQrOn3UeI

  • ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 5.8 แสนราย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอกเฟส 2

    ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 5.8 แสนราย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอกเฟส 2

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม หลังเข้าร่วมแล้ว 5.8 แสนราย หวังลดค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ต่อยอดเฟส 2 “คนละครึ่งพลัส”

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลขอขอบคุณประชาชนและร้านค้าที่ให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นจำนวนมาก สำหรับความคืบหน้าโครงการมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วรวม 587,810 ราย แบ่งเป็น ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จ 486,513 ราย (ร้านค้ารายเดิม 93,920 ราย และร้านค้ารายใหม่ 392,593 ราย) และร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 101,297 ราย

    นายสิริพงศ์กล่าวว่า ร้านค้าร้านบริการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ส่วนร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเริ่มผูก Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    ในส่วนของจำนวนผู้ลงทะเบียน “เป๋าตัง”  20 ล้านสิทธิ์ สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป โดยต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และผู้ที่ต้องการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform สามารถสั่งผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนสิ้นสุดโครงการ

    สำหรับการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการ ประชาชนต้องใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการตามเงื่อนไข ผ่านกระเป๋าเงิน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง โดยการเติมเงินเข้า G Wallet สามารถทำได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ 1. Mobile Banking ของธนาคารชั้นนำ 9 แห่ง 2. บัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกอยู่บนแอปฯ เป๋าตัง 3. QR PromptPay โดยสแกนด้วย Mobile Banking ทุกธนาคาร และ 4. ตู้ ATM ของธนาคารที่ร่วมโครงการ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านบริการนวด สปา รวมทั้งผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการ Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะด้านการค้าขาย ซึ่งจะช่วยให้ค้าขายเก่งขึ้น ลดต้นทุน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำมาค้าขาย สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZmutgiQxxUwCrbXU8JG0F

  • เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

    เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

    เกิดเหตุเครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็กตก ใกล้ชายฝั่งของประเทศเคนยา ทำให้ผู้โดยสารกับลูกเรือบนเครื่องทั้ง 11 คน เสียชีวิตทั้งหมด

    องค์การการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า เครื่องบินลำดังกล่าวบินจากชายหาด “เดียนี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเคนยา ไปยังลานบินในอุทยานแห่งชาติ “มาไซมารา” (Maasai Mara) ก่อนที่จะตกในเวลา 05:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

    สายการบิน มอมบาซา แอร์ ซาฟารี (Mombasa Air Safari) ระบุว่า เครื่องบินลำที่เกิดเหตุบรรทุกชาวฮังการี 8 ราย ชาวเยอรมัน 2 ราย และนักบินชาวเคนยา 1 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

    “สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือ การให้การสนับสนุนที่เป็นไปได้ทั้งหมดแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ” มอมบาซาฯ ระบุในแถลงการณ์

    ด้านสื่อท้องถิ่นของเคนยาได้เผยแพร่ภาพเครื่องบินที่ลุกไหม้ โดยมีเศษซากกระจัดกระจายอยู่ ณ จุดเกิดเหตุ

    นายสตีเฟน ออรินเด ผู้ว่าการเขต “ควาเล” (Kwale) ทางใต้สุดของเคนยาบอกกับ BBC ว่า เครื่องบินตกห่างจากเมืองควาเลประมาณ 10 กิโลเมตร หลังจากบินออกจากหาดเดียนี เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน คิชวา เทมโบ (Kichwa Tembo) ในอุทยานแห่งชาติ มาไซมารา

    “ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยว” นายออรินเดกล่าว และเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่นายออรินเดชี้ว่า อาจเกิดจากสภาพอากาศเลวร้าย “ในตอนนั้นสภาพอากาศที่นี่ไม่ค่อยดี มีฝนตกตั้งแต่เช้าตรู่ และมีหมอกลงจัด แต่ยังไม่สามารถด่วนสรุป (ผลการสืบสวน) ไปก่อนได้”

    ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม เครื่องบินขนาดเล็กขององค์กรการกุศลทางการแพทย์ Amref ก็ตกที่ชานกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2892004&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JheV8UcXl2ZqSjmJV3fYv

  • เชียงรายสะเทือน! กกจ. สั่งตรวจเข้มปราบ ‘นอมินีต่างชาติ’ และแรงงานเถื่อนทั่วประเทศ

    เชียงรายสะเทือน! กกจ. สั่งตรวจเข้มปราบ ‘นอมินีต่างชาติ’ และแรงงานเถื่อนทั่วประเทศ

    จับตาปราบแรงงานเถื่อนและ “นอมินีต่างชาติ” หลังกรมการจัดหางานสั่งตรวจเข้มทั่วประเทศ ปมแรงงานชายแดน-อาชีพต้องห้าม ปะทุสู่นโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    เชียงราย, 28 ตุลาคม 2568 – เชียงรายกำลัง “หนาวเพิ่ม” ไม่ใช่เพียงเพราะอากาศปลายฝนต้นหนาวเหนือสุดแดนสยาม แต่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายแรงงานฉบับเข้มงวดที่เริ่มเดินเครื่องจริงจังในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เมื่อกรมการจัดหางาน (กกจ.) ภายใต้กระทรวงแรงงาน ประกาศปฏิบัติการเชิงรุก ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวทั่วประเทศ คุมเข้มการทำงานที่เข้าข่าย “แย่งอาชีพคนไทย” รวมถึงตรวจสอบธุรกิจในลักษณะ “นอมินี” คือธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ชื่อคนไทยบังหน้า แต่ให้ต่างชาติดำเนินกิจการแท้จริง

    นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจหนังสืออนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่เป็นการ “บูรณาการตรวจเข้ม” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยวเชิงนานาชาติอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เกาะสมุย รวมถึงพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติจำนวนมากและมีพรมแดนเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดเชียงราย

    “ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ” อธิบดีกรมการจัดหางานย้ำ พร้อมระบุว่าการเคลื่อนกำลังตรวจในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสองประการ คือ

    1. ป้องกันการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตทำงาน
    2. ป้องกันกรณีต่างชาติลงมือทำงานเองในอาชีพที่กฎหมายไทยสงวนไว้ให้คนไทยเท่านั้น เช่น ธุรกิจนำเที่ยว ร้านตัดผม หรือบริการเช่ารถในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งถูกมองว่าเป็น “การตัดโอกาสคนไทยโดยตรง” ในสายตาของภาครัฐ

    เชียงราย เมืองชายแดนกับแรงงานต่างด้าว 36,568 คนในระบบ

    หากมองจากมุมพื้นที่ จังหวัดเชียงรายถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในประเด็นแรงงานต่างด้าว เพราะเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนทางบกทั้งกับ สปป.ลาว ทางอำเภอเชียงของ และกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทางอำเภอแม่สายและอำเภอแม่จัน ทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามแดนเกิดขึ้นได้ทั้งแบบชั่วคราวแบบไป-กลับรายวัน ไปจนถึงการเข้ามาตั้งหลักในอาชีพบริการ พาณิชย์ และก่อสร้าง

    จากเอกสารรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดเชียงราย ปี 2567 ระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าว “ที่ได้รับอนุญาตทำงานตามกฎหมาย” ทั้งหมด 36,568 คน ในปี 2567 ซึ่งนับรวมคนต่างด้าวหลายสถานะตามกฎหมายคนต่างด้าวไทย เช่น คนต่างด้าวมาตรา 59 (แรงงานฝีมือ/แรงงาน MOU), มาตรา 63/1 (กลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือคนไม่มีสถานะทางทะเบียน), มาตรา 63/2 (กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีผ่อนผันให้ทำงานภายใต้หลักเกณฑ์เฉพาะ) ตลอดจนแรงงานข้ามแดนแบบไป-กลับบริเวณชายแดนตามฤดูกาลตามมาตรา 64

    ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า แรงงานต่างด้าวไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวของเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการจ้างงานของจังหวัดในระดับ “เป็นรูปธรรม” แล้ว

    หากลงรายละเอียดตามกฎหมายแรงงานคนต่างด้าว พบข้อมูลสำคัญดังนี้

    • แรงงานต่างด้าวตามมาตรา 63/1 (กลุ่มชนกลุ่มน้อย ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ผู้ที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยแต่ได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว) มีจำนวนมากถึง 16,999 คน ในเชียงรายปี 2567
    • กลุ่มที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 63/2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่คณะรัฐมนตรีผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ เช่น ตามมติ ครม. วันที่ 5 กรกฎาคม 2565 และวันที่ 3 ตุลาคม 2566 มีจำนวนรวม 17,349 คน
    • แม้ในมุมมองสาธารณะ เรามักนึกถึงแรงงานเมียนมาในฐานะแรงหลักของการทำงานข้ามแดนบริเวณด่านแม่สาย แต่รายงานระบุว่า กลุ่มแรงงานเมียนมาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานแบบไป-กลับตามฤดูกาล (มาตรา 64) ในพื้นที่ชายแดนเชียงราย อำเภอแม่สาย แม่จัน และอำเภอเมืองเชียงราย มีจำนวนอย่างเป็นทางการเพียง 29 คนในปีล่าสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานแบบ “ข้ามฝั่งเช้า-กลับเย็น” ที่ชาวบ้านมักพูดถึงนั้น ในทางเอกสารอาจยังเข้าไม่ถึงการขึ้นทะเบียนหรือการอนุญาตเต็มรูปแบบ

    ข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดที่คนทำงานภาคสนามในเชียงรายตั้งข้อสังเกตมานานว่า “มีแรงงานมากกว่าที่ตัวเลขบอกไว้” และช่องว่างดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกว่า “แรงงานเถื่อนกำลังแย่งงานคนในจังหวัด”

    เมื่อ “แรงงานเถื่อน” ถูกมองว่าแย่งงาน – แต่ตัวเลขแรงงานไทยบอกอีกเรื่อง

    ความตึงเครียดทางสังคมที่กำลังคุกรุ่นในเชียงราย มีอยู่สองด้านที่ต้องมองคู่กัน

    ด้านแรก คือเสียงสะท้อนในพื้นที่ว่าตลาดแรงงานท้องถิ่นบางส่วนถูก “กดค่าแรง” จากแรงงานที่ไม่มีเอกสารหรือไม่มีใบอนุญาตทำงาน บางคนเข้ามาทำงานในอาชีพบริการที่ปกติควรเป็นพื้นที่หาเลี้ยงชีพของคนในจังหวัด เช่น งานค้าปลีกย่อยหน้าร้าน งานเช่ารถท่องเที่ยว งานตัดผม หรืองานมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

    อาชีพเหล่านี้ไม่ใช่อาชีพรองในมุมเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่คืออาชีพตั้งต้นของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดหน้าด่านที่รายได้ท้องถิ่นพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติและคนเดินทางข้ามแดน

    ด้านที่สอง คือข้อมูลทางเศรษฐกิจแรงงานของจังหวัดที่สะท้อนภาพอีกด้าน ซึ่งอาจจะไม่ถูกพูดในวงสนทนาเท่าไรนัก

    • ปี 2567 เชียงรายมีตำแหน่งงานว่าง 12,254 อัตรา
    • มีผู้ลงทะเบียนสมัครงานอย่างเป็นทางการตลอดทั้งปีเพียง 1,197 คน
    • มีผู้มารับบริการจัดหางาน 3,498 คน
    • และมีการบรรจุงานสำเร็จ 2,375 คน.

    ตัวเลขนี้ตีความได้ว่า ธุรกิจในพื้นที่ยัง “ต้องการคนทำงาน” อยู่มาก โดยเฉพาะแรงงานระดับปฏิบัติการและแรงงานบริการพื้นฐาน เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การก่อสร้าง การผลิต การขนส่ง หรือการค้าปลีก – ซึ่งล้วนเป็นงานที่เชียงรายพึ่งพาทั้งแรงงานท้องถิ่น แรงงานข้ามชาติในระบบ และแรงงานนอกระบบ

    อีกจุดที่น่าสนใจคือ จังหวัดเชียงรายมีแรงงานนอกระบบมากถึง 507,372 คน หรือคิดเป็น 86.25% ของประชากรที่มีงานทำทั้งหมดในจังหวัดในปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานภาคเกษตรกรรมและงานบริการพื้นฐาน นี่หมายความว่า โครงสร้างแรงงานในเชียงราย “อยู่ในเงา” เป็นจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยเองหรือแรงงานต่างด้าว

    คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ต่างด้าวมาแย่งงานหรือไม่” แต่คือ “พื้นที่ชายแดนอย่างเชียงรายกำลังอยู่ในระบบจ้างงานที่พรมระหว่างถูกกฎหมาย–ผิดกฎหมายพร่าเลือนเกินไปหรือไม่” และ “ใครคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากช่องว่างนี้ – นายจ้าง? ผู้รับงานช่วง? หรือแรงงานเถื่อนเอง?”

    “40 อาชีพต้องห้าม” และโทษทั้งจำทั้งปรับ สัญญาณเข้มจากรัฐ

    ท่ามกลางความกังวลจากคนในพื้นที่ กระทรวงแรงงานยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยยังมี “เส้นชัด” ในเรื่องอาชีพที่คนต่างด้าวห้ามทำ โดยประกาศกระทรวงแรงงานกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ทั้งสิ้น 40 งาน ครอบคลุมตั้งแต่งานตัดผม/เสริมสวย งานขายของหน้าร้าน งานมัคคุเทศก์/จัดนำเที่ยว งานบริการนำรถท่องเที่ยว ไปจนถึงงานขายทอดตลาดและงานเจียระไนเพชรพลอย

    การทำงานในอาชีพเหล่านี้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยฝ่าฝืนข้อจำกัดของกฎหมาย มีบทลงโทษชัดเจนทั้งสำหรับแรงงานต่างชาติและนายจ้าง ดังนี้

    • คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท จากนั้นจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง และถูกห้ามขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี
    • นายจ้างหรือสถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานเกินสิทธิ จะถูกปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท “ต่อคนต่างด้าว 1 คน” ที่จ้าง หากทำผิดซ้ำ โทษจะหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000 – 200,000 บาทต่อหัว พร้อมทั้งถูกห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

    ภาษาง่าย ๆ คือ รัฐไทยกำลังส่งสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “แรงงานต่างด้าวรายคน” อย่างเดียว แต่อยู่ที่ “โครงสร้างการจ้าง” ซึ่งรวมถึงนายจ้างไทยที่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และธุรกิจที่อาจเป็นนอมินีต่างชาติ

    เชียงรายในสมการระดับประเทศ ชายแดน ช่องโหว่?

    แม้คำสั่งตรวจเข้มของกรมการจัดหางานจะถูกสื่อสารในเชิงปกป้องอาชีพของคนไทย แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างเชียงราย มีอีกมุมหนึ่งที่ต้องพิจารณา

    ข้อมูลของสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงรายชี้ว่า คนเชียงรายจำนวนมากยังคงออกไปหางานต่างประเทศ โดยปี 2567 มีแรงงานไทยในจังหวัดยื่นขออนุญาตเดินทางไปทำงานต่างประเทศจำนวนทั้งสิ้น 2,085 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ทักษะหรือทักษะกึ่งฝีมือ เช่น งานก่อสร้าง งานใช้แรงในระบบบริการ หรือแรงงานรับใช้ในครัวเรือน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานในพื้นที่ยังไม่ตอบโจทย์รายได้ที่เพียงพอสำหรับคนบางกลุ่ม

    ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่ความเป็นจริงที่ย้อนแย้ง

    • คนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งออกไปขายแรงงานต่างประเทศ
    • ธุรกิจในเชียงรายยังต้องการแรงงานระดับปฏิบัติการจำนวนมาก
    • นายจ้างในพื้นที่จึงหันไปจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้น

    ในรายงานของจังหวัดระบุชัดว่า “หากแรงงานเหล่านี้ออกไปทำงานต่างประเทศ ทำให้ในจังหวัดเชียงรายขาดแคลนแรงงานตามมา ส่งผลให้นายจ้าง/สถานประกอบการหันไปจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น.”

    กล่าวอีกแบบ ระบบแรงงานชายแดนกำลังหมุนโดยพึ่งพากันและกัน คือเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินต่อได้เพราะมีแรงงานข้ามชาติที่ยอมรับค่าแรงและเงื่อนไขงานบางรูปแบบ ขณะเดียวกัน คนเชียงรายบางส่วนย้ายออกไปทำงานต่างประเทศเพื่อส่งเงินกลับบ้าน

    ประเด็นนี้ทำให้การ “ปราบต่างด้าวผิดกฎหมาย” ไม่ใช่ภารกิจง่าย ๆ ทางอารมณ์สาธารณะ เพราะถ้าคุมเข้มจนแรงงานขาด นายจ้างท้องถิ่นอาจเผชิญภาวะคนไม่พอทำงาน ในภาคเกษตร ภาคบริการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง และโรงงานผลิต ซึ่งล้วนเป็นหมุดเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเชียงราย

    ทำไม “นอมินี” จึงกลายเป็นคำร้อน

    ในคำสั่งปฏิบัติการรอบนี้ คำว่า “นอมินี” ถูกหยิบขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “แย่งอาชีพคนไทย” อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่แรงงานรายวัน แต่โยงไปถึงโครงสร้างธุรกิจบริการในเมืองท่องเที่ยว

    ข้อมูลจากกรมการจัดหางานระบุกรณีตัวอย่างที่ถูกตรวจสอบในหลายจังหวัด

    • ธุรกิจให้เช่ารถและมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว
    • ธุรกิจบริการนำเที่ยว
    • ร้านตัดผม/เสริมสวย
      ทั้งหมดเป็นประเภทกิจการที่มีการร้องเรียนว่า มีต่างชาติเป็นผู้ให้บริการหลักจริงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ใช้ชื่อคนไทยในการจดทะเบียนหรือถือหุ้น เพื่ออาศัยช่องว่างทางกฎหมาย

    ในมุมเชียงราย ประเด็นนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับเศรษฐกิจชายแดนและการท่องเที่ยวเชิงชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแม่สาย (ด่านเมียนมา) และอำเภอเชียงของ (ด่านเชื่อม สปป.ลาว ไปสู่เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ) ที่พึ่งพารายจ่ายของนักท่องเที่ยว นักเดินทาง และผู้ข้ามแดนเพื่อจับจ่ายสินค้า การบริการท่องเที่ยวโดยมัคคุเทศก์ และการเดินทางเช่ารถข้ามเมือง

    กระทรวงแรงงานย้ำชัดว่า อาชีพมัคคุเทศก์และจัดนำเที่ยวเป็น “อาชีพสงวนเฉพาะคนไทยเท่านั้น” การว่าจ้างไกด์ต่างชาติถือว่าผิดกฎหมาย และยังถูกมองว่าเป็นการแย่งรายได้ของแรงงานท้องถิ่นในจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดชายแดน

    จุดนี้เองที่ทำให้เรื่องแรงงานต่างด้าวในเชียงราย ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในมิติ “แรงงานในโรงงาน” อีกต่อไป แต่ขยับเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงบริการ ซึ่งเป็นรายได้โดยตรงของคนเชียงรายจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนวัยทำงานอายุ 18–39 ปี ที่เป็นช่วงอายุซึ่งตลาดแรงงานเชียงรายต้องการสูงที่สุด (สะท้อนจากตำแหน่งงานว่าง 3,328 อัตราในกลุ่มอายุ 25–29 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 27.16 ของตำแหน่งงานว่างทั้งหมดในปี 2567)

    ความหมายต่อประชาชนเชียงราย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องจับ-ปรับ

    เมื่อมองไปข้างหน้า ประเด็นไม่ได้จบที่การ “กวาดล้าง” หรือ “ปราบปราม” เพียงอย่างเดียว แม้บทลงโทษจะถูกยกระดับให้หนักทั้งจำทั้งปรับ ทั้งแรงงานต่างชาติและนายจ้างก็ตาม

    ในทางปฏิบัติ จังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายยังต้องเผชิญโจทย์ 3 ชั้นพร้อมกันคือ

    1. จะรักษาพื้นที่ทำกินของแรงงานท้องถิ่น โดยเฉพาะอาชีพบริการระดับต้น ที่คนในพื้นที่ตั้งใจยึดเป็นอาชีพหลักได้อย่างไร
    2. จะป้องกันการเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยต่างชาติในลักษณะนอมินี ซึ่งอาจทำให้เงินไหลออกนอกชุมชน แต่ทำโดยใช้โครงสร้างทางกฎหมายไทยเป็นฉากหน้า ได้อย่างไร
    3. จะดูแลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในเชียงราย – ทั้งที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายกว่า 36,000 คน และที่ยังอยู่นอกระบบ – ให้เข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้ (ทั้งด้านแรงงาน มาตรฐานความปลอดภัย ค่าจ้างที่เป็นธรรม) โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสะดุดอย่างฉับพลัน ได้อย่างไร

    ความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเศรษฐกิจเชียงรายยังพึ่งพาการค้าชายแดน ภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรม-อาหาร การก่อสร้าง และภาคการผลิต ซึ่งในปี 2565–2567 ยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของจีดีพีจังหวัด โดยเฉพาะภาคการขายส่ง-ขายปลีก การก่อสร้าง และกิจกรรมโรงแรมและอาหารที่จ้างงานรวมกันหลายหมื่นตำแหน่ง

    กล่าวอีกแบบ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าววันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “คนต่างด้าว” แต่คือเรื่องอนาคตของเศรษฐกิจเชียงรายในระยะกลางด้วย

    สายด่วนแจ้งเบาะแส สัญญาณว่ารัฐเปิดช่องให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    กรมการจัดหางานได้เปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบเห็นแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานผิดกฎหมาย หรือธุรกิจที่สงสัยว่าเป็นนอมินี โดยสามารถโทรแจ้งได้ที่

    • กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0-2354-1729
    • สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย
    • สำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ พื้นที่ 1–10
    • หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน.

    ช่องทางดังกล่าวสะท้อนว่า ภาครัฐกำลังย้ายบางส่วนของภารกิจตรวจสอบมาสู่ระดับชุมชน เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ – โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานท้องถิ่น – เป็น “หูเป็นตา” ให้หน่วยงานรัฐในการระบุจุดร้อน

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านนโยบายแรงงานเตือนว่า การใช้กลไกแจ้งเบาะแสต้องเดินคู่กับการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ไม่เช่นนั้น ความไม่พอใจเชิงเศรษฐกิจอาจถูกแปรเป็นแรงกดดันทางชาติพันธุ์หรือการเหมารวมทางสัญชาติ ซึ่งจะยิ่งทำให้การจัดระเบียบแรงงานในพื้นที่ชายแดนอย่างเชียงรายซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น

    ปราบปรามอย่างเดียวไม่พอ ต้องจัดการ “สมการแรงงานชายแดน” ให้สมดุล

    เมื่อมองภาพรวม เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนด้านแรงงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด

    ในเชิงตัวเลข จังหวัดเชียงรายในปี 2567 มีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนทำงานตามกฎหมายกว่า 36,000 คน ครอบคลุมทั้งคนต่างด้าวตาม MOU แรงงานกลุ่มชนเผ่าพื้นที่สูงที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว แรงงานที่ได้รับผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรี และแรงงานชายแดนที่เข้า-ออกตามฤดูกาล พร้อมกันนั้น คนเชียงรายเองจำนวนไม่น้อยกำลังเดินออกนอกประเทศเพื่อไปทำงานต่างแดน เพราะมองว่าค่าตอบแทนที่อื่นยังดีกว่า นำไปสู่ภาวะขาดแรงงานท้องถิ่นในบางอุตสาหกรรม และการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ยิ่งสูงขึ้น

    ในเชิงนโยบาย ส่วนกลางกำลังส่งสัญญาณชัด จะไม่ยอมให้ต่างชาติ “แย่งอาชีพสงวนของคนไทย” โดยเฉพาะในภาคบริการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงอาชีพมัคคุเทศก์ ร้านตัดผม ร้านเช่ารถนำเที่ยว ธุรกิจทัวร์รายย่อย และบริการเชิงพื้นที่ที่กระทบรายได้คนในจังหวัดโดยตรง การฝ่าฝืนเจอโทษทั้งจำทั้งปรับทั้งตัวแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง/ผู้ประกอบการไทยที่สนับสนุน

    แต่ในทางปฏิบัติ เขตแดนแรงงานในเชียงรายไม่ใช่เส้นตรง ระหว่าง “ไทย” กับ “ต่างชาติ” เท่านั้น หากแต่เป็นสามเหลี่ยมระหว่าง
    (1) ความอยู่รอดของแรงงานท้องถิ่น
    (2) ความต้องการแรงงานราคาย่อมเยาและต่อเนื่องของผู้ประกอบการ
    (3) การควบคุมแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้จริง

    ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ทั้งสามมุมนี้อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ผลักให้แรงงานจำนวนมาก (ทั้งไทยและต่างด้าว) หล่นกลับไปอยู่ในเงามืดของเศรษฐกิจนอกระบบ ที่ไม่มีหลักประกัน ไม่มีสิทธิพื้นฐาน และไม่มีเสียงในโต๊ะนโยบาย

    หรือพูดให้ชัด – การตรวจจับและลงโทษคือเพียง “ขั้นแรก” แต่การออกแบบระบบแรงงานชายแดนที่ยุติธรรมสำหรับทั้งคนในพื้นที่และคนที่เข้ามาหาโอกาสในประเทศไทย จะเป็นบทพิสูจน์จริงของเชียงรายในปีต่อจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-illegal-labor-nominee-crackdown-chiang-rai/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38j4k2KqZ-Y7OnFPaTs63y

  • เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    ประชุมพรรคเพื่อไทย เปิดสเปกอยากได้ผู้นำพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบตโชว์วิสัยทัศน์แข่งพรรคอื่นได้ “ดนุพร” แจง ไม่มีเสนอชื่อ “คนตระกูลชินวัตร” ชิงเก้าอี้ ขณะวันนี้ “แพทองธาร” ร่วมประชุมด้วย

    เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ในฐานะรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมพรรคเพื่อไทย ว่า ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยในที่ประชุมพรรควันนี้มีการพูดถึงคุณสมบัติหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีการเสนอมา 4-5 ชื่อตามที่สื่อเสนอไปแล้ว แต่ทั้งหมดยังไม่ได้รับยืนยันใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะให้ สส. ใช้เวลา 2-3 วันก่อนการประชุมไปตรึกตรองให้ตกผลึกในวันประชุมว่าจะเสนอชื่อใครเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

    ส่วนเรื่องคุณสมบัติหัวหน้าพรรคที่มีการพูดถึงว่าควรรู้เรื่องเศรษฐกิจ นำนโยบายพรรคไปดีเบตได้นั้น เนื่องจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ขณะนั้นอยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ได้ไปดีเบต ดังนั้นหัวหน้าพรรคคนใหม่ควรมีความรู้เรื่องนโยบายพรรคที่จะหาเสียงอย่างรอบด้าน

    นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมพรรควันนี้ น.ส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมด้วย โดยบอกว่าอยากให้ทุกคนช่วยกันเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาในที่ประชุมใหญ่พรรคเพื่อเป็นข้อมูลและเตรียมพร้อมตัดสินใจวันที่ 31 ตุลาคมนี้

    เมื่อถามว่าที่ประชุมวันนี้มีการเสนอชื่อ “คนตระกูลชินวัตร” เป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายดนุพร ตอบว่า ยังไม่มีคนนามสกุลชินวัตรถูกเสนอชื่อขึ้นมา และคิดว่าในวันที่ 31 ตุลาคม ไม่น่ามีการเสนอชื่อคนนามสกุลชินวัตร ผู้สื่อข่าวถามต่อ หัวหน้าพรรคจำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ในสถานการณ์ขณะนี้ นายดนุพร ตอบว่า ถ้าดูตามสถานการณ์ในอดีต หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17k-sABLBKZ41XheC3A4c-

  • บรรยากาศเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้ยอดซื้อสินค้าพุ่งแรงทั่วประเทศ

    บรรยากาศเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้ยอดซื้อสินค้าพุ่งแรงทั่วประเทศ

    ในปี 2568 นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลนวราตรี (Navratri) จนถึงเทศกาลดิวาลี (Diwali) เศรษฐกิจของอินเดียมีการขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในหมวดสินค้ารถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทองคำที่มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 – 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    ข้อมูลจาก Business Standard ระบุว่า มูลค่าการค้าปลีกทั่วประเทศในช่วงเทศกาล Diwali สูงถึง 6.05 ล้านล้านรูปีอินเดีย ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 จากปี 2567 ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น Maruti Suzuki, Tata Motors และ Hyundai ระบุว่าปีนี้มียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ตโฟน เครื่องประดับและทองคำ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก

    Festive Season 2025.jpg

    โดยมีปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนให้ยอดขายการเติบโต ได้แก่

    1. นโยบายการปรับลดภาษี GST:

        การประกาศปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ (GST) ของรัฐบาลอินเดียช่วยลดต้นทุนสินค้า เพิ่มความสามารถในการจับจ่ายของประชาชน

    2. อุปสงค์ที่ถูกกักไว้ (Pent-up Demand):

             ในช่วงหลัง 6 เดือน ผู้บริโภคอินเดียมักระมัดระวังการใช้จ่าย เพื่อรอจับจ่ายสินค้าราคาแพงในช่วงเทศกาลสำคัญ 

    3. โปรโมชั่นและสินเชื่อจูงใจ:
                  ผู้ขายหรือผู้ให้บริการมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล เช่น การผ่อนชำระ (EMI) เงินคืน (Cashback) และของขวัญเทศกาล 

    4. กระแสรักชาติ “Vocal for Local”:

        ผู้บริโภคอินเดียกว่าร้อยละ 87 เลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ภายใต้นโยบาย “Make in India” ซึ่งช่วยส่งเสริมภาคการผลิตในประเทศ

    5. การเติบโตของเมืองระดับ Tier-2 และ Tier-3:

        ยอดขายในเมืองรองและเมืองขนาดกลางคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวม สะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเมืองระดับ Tier-2 และ Tier-3 ที่มีรายได้และอำนาจในการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น 

    6. การฟื้นตัวของภาคบริการ:
        โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวมียอดจองสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะในสัปดาห์เทศกาล Diwali

    ทั้งนี้ ในช่วงเดือนแห่งเทศกาลถือเป็นช่วงที่มีการบริโภคในอินเดียสูงสุด คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของยอดค้าปลีกประจำปีทั้งหมด โดยในปี 2567 การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    แต่ในปี 2568 มีปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อลดลง การปรับภาษีให้เหมาะสมขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ส่งผลให้การบริโภคกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียม การช้อปปิ้งออนไลน์ และบริการที่มีคุณภาพสูง ขณะที่ด้านผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกก็เตรียมสินค้าและระบบโลจิสติกส์ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดในช่วงที่ยอดขายพุ่งสูง

    ข้อเสนอแนะ

    จากพฤติกรรมผู้บริโภคในอินเดียที่นิยมจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะในช่วงนวราตรีและดิวาลี ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดส่งออกมายังอินเดียอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

    1. วางแผนการกระจายสินค้าให้ทันช่วงเทศกาล: เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

    2. จัดทำแคมเปญส่งเสริมการขาย: เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลและต่อเนื่องหลังเทศกาล

    3. พิจารณาช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel: ใช้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม

    4. เพิ่มความร่วมมือกับผู้นำเข้าท้องถิ่น: เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อพฤติกรรมการบริโภคของตลาดอินเดียได้อย่างยืดหยุ่นและทันเวลา

    แหล่งอ้างอิง

    1. The Economic Times, “Festive Sales Season Ends with a Bang: Car, Smartphone, and White Goods Purchases Soar 50% YoY”, 20 October 2025.

    2. Business Line, “Gold, Electronics, Auto Sectors Shine Bright This Festive Season”, 21 October 2025.

    3. The Hindu, “Festive Rush Lifts Retail and Hospitality Sectors to Record Levels”, 22 October 2025.

    4. Business Standard, “Diwali 2025 Sales Hit 6.05 Lakh Crore as Domestic Goods Demand Soars”, 21 October 2025.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/post-knowledge/kwzr1ewenyalimtyvee559eg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IkLMhKZebRjiiwM5jmMxn