Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘หัวหน้าเอ้’  ชี้ MOU ว่าด้วย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ด่านสุดท้าย ของการศึกษาไทยถูกตีแตก

    ‘หัวหน้าเอ้’  ชี้ MOU ว่าด้วย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ด่านสุดท้าย ของการศึกษาไทยถูกตีแตก

    28 ต.ค. 2568-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์ข้อความว่า เมื่อ “ด่านสุดท้าย” ของการศึกษาไทยถูกตีแตก เมื่อ “แร่แรร์เอิร์ธ” จะมีคุณค่า ต้องมาจากงานวิจัยเพราะ “การศึกษา-การวิจัย” คือ “ความมั่นคง” ของชาติ

    สถาบัน “Time Higher Education” จัดอันดับมหาวิทยาลัยในอาเซียน ปี 2026 ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ติดอันดับ “หนึ่งในสิบ” เหลือเพียง “จุฬาลงกรณ์” และ “มหิดล” เท่านั้น ที่ติดอันดับ 1 ใน 20 ขณะที่ “มหาวิทยาลัยมาเลเซีย” ติดอันดับท็อปเท็นถึง 7 มหาวิทยาลัย และ “มหาวิทยาลัยเวียดนาม” มาแรงติดอันดับถึง 3 มหาวิทยาลัย มากกว่าไทย…

    “มหาวิทยาลัยไทย” เป็นสถาบันการศึกษาที่เข้มแข็งที่สุดในระบบการศึกษาไทย เป็น “ด่านสุดท้าย” ในกระบวนการ “สร้างทุนมนุษย์” ออกสู่ตลาดแรงงานทักษะสูง สร้างวิศวกร แพทย์ พยาบาล นักฏหมาย นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาประเทศไทย

    หากมหาวิทยาลัยไทยแข่งไม่ได้ ประเทศไทยก็แข่งไม่ได้เช่นกัน

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ MOU ว่าด้วย “แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth)” ที่สหรัฐลงนามร่วมกับไทย

    เพราะ คุณค่าของ “แร่แรร์เอิร์ธ” ไม่ใช่เพียง “แหล่งผลิต” แต่คือ “การแปรรูป” และ “”การนำมาสร้างคุณค่าเพิ่ม” จากดิน-หิน กลายมาเป็นองค์ประกอบของ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” มาเป็น “ไมโครชิป AI” ประมวลผลขั้นสูง ที่กำหนดอนาคตโลก

    แล้วใครจะสร้างมูลค่าเพิ่มนี้ได้ ? ก็ต้อง “นักวิจัย” ชั้นยอด และนักวิจัยมาจากไหน ก็มาจาก “มหาวิทยาลัย” มาจาก “สถาบันวิจัย”

    เมื่อสัปดาห์ก่อน สมาคมศิษย์เก่า MIT ประเทศไทย เชิญศาสตราจารย์ ดร.เยตมิง ชาง นักวิจัยระดับโลก “ด้านวัสดุศาสตร์” จาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาบรรยายเรื่อง การสร้างแบตเตอรี่พลังสูง สร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำใหม่ ให้สหรัฐอเมริกา ที่กำลังลงทุน “ฟื้นเหมืองเก่า” มาเร่งขุดใหม่ เพื่อผลิต “แร่แรร์เอิร์ธ” สะท้อนสหรัฐ “ลุยจริง” เรื่องการหาแร่สำคัญนี้ มาใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทค

    กลับมาที่ “ความไม่พร้อม” ของไทย เพราะทั้งที่ “นั่งทับ” แร่แรร์เอิร์ธ ที่ต้องการของมหาอำนาจ แต่ไม่สามารถสร้างกระบวนการ “แปรรูป” อย่างมีประสิทธิภาพสูงได้ เพราะเราไม่มี “งานวิจัย” ที่ตอบโจทย์เพียงพอ และ “ไม่มีเป้าหมาย” ที่ชัดเจนจากรัฐบาล

    สุดท้าย เราก็งมทำไปเรื่อย ทำแต่เรื่องเก่า ไม่ใช่เรื่องอนาคต …

    รู้ไหมว่า ศาสตราจารย์ ดร.เยตมิง ชาง มี “ศิษย์เอกคนไทย” ถึง 2 คน คือ ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.

    จาก และ รองศาสตราจาย์ ดร.นงลักษณ์ มีทอง จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เป็นนักวิจัยแนวหน้าด้าน “วัสดุศาสตร์” มูลค่าสูง

    พิสูจน์ “คนไทยเก่ง” แต่ “ไม่มีโอกาส” เพราะรัฐสนับสนุน “ไม่มีเป้าหมายชัด” ไม่วางแผนเพื่อ “การแข่งขัน” ในอนาคต ที่ชี้ขาดกันที่ “คุณภาพคน” กับ “คุณภาพงานวิจัย”

    เราจึงปล่อย “มหาวิทยาลัยไทย” ให้อยู่ในสภาพแข่งขันลำบาก และ “นักวิจัยไทย” ให้สู้เพียงลำพัง ไม่ได้อีกต่อไป เพราะ “การศึกษา และ การวิจัย” คือ “ความมั่นคง” ของชาติ

    “พรรคไทยก้าวใหม่” ขอผลักดันนโยบาย “สนับสนุนงานวิจัยไทย” อย่างมียุทธศาสตร์ สร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยี อยู่รอดให้ได้ในโลกยุคที่ “มหาอำนาจ” บีบเราทุกทาง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/885799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00dGeiwH-0TSnsB4uJcX83

  • รมว.อุตสาหกรรม เผยลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ผ่านมติ ครม.แล้ว ไม่มีลักไก่ …

    รมว.อุตสาหกรรม เผยลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ผ่านมติ ครม.แล้ว ไม่มีลักไก่ …

    วันนี้ (28 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ อนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุนว่า เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมด้วย อีกทั้งเป็นข้อตกลงร่วมกันในการร่วมศึกษาพัฒนาแร่หายาก ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายไทยตามหลักธรรมาภิบาล แต่ตนบอกได้ว่า ไม่ผูกพันทางกฎหมายสามารถยกเลิกได้ และหากมองภาพรวมด้วยใจที่เป็นธรรม ตนคิดว่ามีประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการต่อยอดทางเทคโนโลยี

    เมื่อถามว่า วันนี้หากถามว่าประเทศไทยมีแร่แรร์เอิร์ธหรือไม่นั้น ธนกรยอมรับว่า อาจมีบ้าง แต่กระจัดกระจายมีความเข้มข้นต่ำ ไม่คุ้มค่าในการลงทุนทำเหมือง ซึ่ง อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้ว นอกจากนี้การส่งออกกว่า 13,000 ตันต่อปี เป็นการนำเข้ามาตกแต่งให้มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นก่อนที่จะมีการส่งออก พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นความร่วมมือที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน แต่ตอนนี้เชื่อว่านายกรัฐมนตรียึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    เมื่อถามว่า มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้น ธนกร ระบุว่า มีอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นการศึกษา และพัฒนา ดังนั้นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในวันนี้เราจะได้ประโยชน์ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการลงทุน EV แบตเตอรี่ และ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)

    เมื่อถามว่าในประเด็นนี้ประเทศจีนมีการกีดกันสหรัฐอเมริกา จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามการค้าหรือไม่ ธนกรกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องคิดเรื่องการสร้างความสมดุลแล้ว ตนก็มองว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ดังนั้นจะบริหารประเทศอย่างไรเพื่อสร้างความสมดุลของอำนาจระหว่างสองประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความยอดเยี่ยมของนายกรัฐมนตรีที่ท่านคิดมาตลอด ว่าไม่ได้สร้างความเสียหายของประเทศไทยแต่เราจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

    เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบ เพราะอาจต้องให้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าแรกในการเข้าไปสำรวจนั้น ธนกร กล่าวว่า เรื่องนี้เราเปิดกว้าง เราทำบันทึกข้อตกลง เราสามารถทำกับประเทศอื่นได้ ไม่แน่ว่าหลังจากนี้นายกรัฐมนตรีอาจจะทำความตกลงร่วมกับประเทศออสเตรเลีย เพราะวันนี้ประเทศไทยก็นำเข้าแร่จากประเทศออสเตรเลีย เข้ามาตกแต่งและส่งออกเป็นจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นไม่ต้องกังวล เพราะทุกฝ่ายมองอย่างละเอียดแล้ว ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย อีกทั้งเรื่องนี้ได้มีการขอมติของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

    ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าไม่มีการรับรู้ในการลงนามดังกล่าว ทั้งที่มีการผ่านมติคณะรัฐมนตรีมาแล้วนั้น มองว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งเสนอเข้ามา และเป็นสิ่งที่เราได้พิจารณาแล้วว่าสามารถทำได้ ส่วนที่ถูกมองว่าจะเป็นการลักไก่หรือไม่นั้น มองว่าคงไม่ใช่การลักไก่ หากเป็นจริงนายกรัฐมนตรีสามารถทำคนเดียวได้ แต่เรื่องนี้ผ่านคณะรัฐมนตรีมาแล้ว และหลังจากนี้จะต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และย้ำว่าเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thanakorn-rare-earth-mou-cabinet/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NayYZ1xuUWfCSbbBjAm2C

  • “เรียนฟรี” แต่ไม่ฟรีจริง! สำรวจ เจาะลึกภาระค่าใช้จ่ายแฝง ในการศึกษาไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “เรียนฟรี” แต่ไม่ฟรีจริง! สำรวจ เจาะลึกภาระค่าใช้จ่ายแฝง ในการศึกษาไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    แม้จะมีนโยบาย “เรียนฟรี” แต่ความจริงกลับไม่ฟรีอย่างที่คิด ผลสำรวจของ สภาผู้บริโภค พบว่า ผู้ปกครองกว่า 80% ยังต้องแบกรับ “ค่าบำรุงการศึกษา” และค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม หรือแม้แต่ค่าเดินทางและอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดนี้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายครอบครัว

    จากการสำรวจระหว่างวันที่ 16 ก.ค. – 30 ก.ย. 2568 ในกลุ่มผู้ปกครองและนักเรียน ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 505 คน จากผู้ปกครอง จำนวน 319 คน (63.2%) นักเรียน จำนวน 154 คน (30.5%) และ อื่น ๆ จำนวน 32 คน (6.3%) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มาจาก โรงเรียนรัฐบาล จำนวน 362 คน (71.7%)  และ ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในเขตเมือง หรือเทศบาล จำนวน 368 คน (72.9%)

    ค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองต้องเจอ

    ค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองต้องเจอ

    ค่าเทอม “ฟรี” ที่ยังมีราคาซ่อนอยู่

    แม้โรงเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี แต่ นักเรียนกว่า 60% ยังต้องจ่าย ค่าบำรุงการศึกษา 1,001 – 5,000 บาทต่อเทอม บางโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชน สาธิต หรือห้องเรียนพิเศษ เก็บสูงถึง 12,000 บาทต่อเทอม

    หนังสือและอุปกรณ์เรียน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปี

    จากผลสำรวจพบว่า นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่ง ใช้จ่ายค่าหนังสือและอุปกรณ์เรียน ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเทอม
    แต่มีบางส่วนต้องจ่าย มากกว่า 3,000 บาท โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ไม่มีการสนับสนุนวัสดุการเรียนจากรัฐ

    ชุดนักเรียน ภาระที่ไม่เคยหายไป

    กว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าต้องจ่าย ค่าเครื่องแบบ 1,000–3,000 บาทต่อเทอม โดยเฉพาะชุดลูกเสือ–เนตรนารี หรือยุวกาชาด ที่มีราคาสูงแต่ใช้เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี ผู้ปกครองจำนวนมากมองว่าชุดเหล่านี้ “จำเป็นน้อย แต่แพงมาก” และเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนความจำเป็นในการบังคับใช้ทุกระดับชั้น

    ค่าอาหารและขนม ภาระพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    กว่า 45% ของนักเรียน ใช้จ่ายค่าอาหารกลางวันและขนมระหว่าง 200–600 บาทต่อสัปดาห์ และมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ใช้จ่ายมากกว่า 800 บาทต่อสัปดาห์

    อินเทอร์เน็ต จากค่าใช้จ่ายเสริม สู่ค่าใช้จ่ายจำเป็นในยุคการเรียนรู้ดิจิทัล

    ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่ระบบการศึกษาถูกผลักเข้าสู่โลกออนไลน์ อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็น “ปัจจัยพื้นฐาน” ของการเรียนรู้ยุคใหม่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ การค้นคว้าข้อมูล หรือการทำแบบฝึกหัดผ่านระบบดิจิทัล ผลสำรวจพบว่า มากกว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 500–1,000 บาทต่อเดือน เป็นอีกหนึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องแบกรับเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกหลานสามารถ “เข้าถึงการศึกษา” ได้เท่าเทียมกับผู้อื่น

    ค่าเดินทาง เมื่อโรงเรียนดีอยู่ไกลบ้าน

    เกือบหนึ่งในสี่ของนักเรียน ต้องจ่าย ค่าเดินทางมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน และอีกเกือบ 30% จ่ายระหว่าง 300–600 บาทต่อเดือน ค่าเดินทางเป็นอีกตัวสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่” โรงเรียนที่มีคุณภาพมักอยู่ในเขตเมือง ทำให้ครอบครัวในต่างจังหวัดต้องแบกรับภาระการเดินทางที่สูงกว่า

    เมื่อค่าใช้จ่ายแฝงกลายเป็นหนี้สินจริง

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการศึกษา

    ภาระค่าใช้จ่ายไม่ได้จบแค่ในกระเป๋าเงินรายเดือน ผลสำรวจเผยว่า

    • 53% ของครอบครัวต้องกู้ยืมเงิน เพื่อจ่ายค่าเรียน
    • 61% ต้องลดค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น เช่น อาหาร หรือค่ารักษาพยาบาล
    • และกว่า 38% ของนักเรียน ต้องทำงานพิเศษหารายได้เอง

     การศึกษาที่ควรเป็น “โอกาส” กลับกลายเป็น “ภาระทางเศรษฐกิจ” ที่ผลักให้ครอบครัวต้องแลกด้วยหนี้สินและเวลาของลูกหลาน

    เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองและนักเรียน

    เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองและนักเรียน

    ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่า “เรียนฟรี” ยังเป็นเพียงคำพูดในเอกสาร แต่ในชีวิตจริง ครอบครัวจำนวนมากยังต้องดิ้นรนเพื่อให้ลูกได้เรียนอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงการศึกษาไม่ควรเป็นภาระ แต่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมจริง ๆ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/survey-results-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HKgKOWKG9Tdwmekojdzat

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2598-%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%258C/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aOQuyFMdMp0rkI-3-TaOw

  • BGRIM มอบทุนการศึกษา “สมเด็จย่า 90” สานต่อ 35 ปี พัฒนาพยาบาลไทย

    BGRIM มอบทุนการศึกษา “สมเด็จย่า 90” สานต่อ 35 ปี พัฒนาพยาบาลไทย

    มูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM จัดพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2568 แก่นักศึกษาพยาบาล 1,080 ทุน รวม 35 ปี มอบทุนไปแล้ว 11,144 ทุน เดินหน้าจัดอบรม “โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 7 พัฒนานักศึกษาพยาบาลรุ่นใหม่ สืบทอดเจตนารมณ์ ตามรอยสมเด็จย่า

    คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รองประธานมูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นประธานในพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2568 ให้แก่นักศึกษาพยาบาลผู้ได้รับทุนจำนวน 1,080 คนน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาพยาบาลทุกคนที่ได้รับทุน ณ หอประชุมดอกรัก วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568

    สำหรับพิธีมอบทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนทุนแก่นักศึกษาพยาบาลที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้มีกำลังใจในการเรียนให้จบหลักสูตรและนำความรู้ไปประกอบอาชีพพยาบาลต่อไป

    โดยปีนี้“ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” จำนวน 1,080 ทุน ได้มอบให้แก่นักศึกษาพยาบาลจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 30 แห่งทั่วประเทศ เป็นจำนวน 840 ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ จำนวน 40 ทุน และวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ จำนวน 40 ทุน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 8 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านลาดเรือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 4 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2  โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาวโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรม 9 สมาคมจีนแห่งประเทศไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา(บ้านหม่องกั๊วะ)

    พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาที่จะออกไปปฏิบัติงานเมื่อจบการศึกษา โดยร่วมกับ บี.กริม จัดอบรม “ค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 7 สำหรับกลุ่มนักศึกษาพยาบาล ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีที่ได้รับ ”ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” จำนวน 120 คน เมื่อวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์สัมมนาและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนการทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ เช่น อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช และวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

    โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาทุนพยาบาล มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและแนวปฏิบัติตามอุดมการณ์การพยาบาลของสมเด็จย่า มีความรักและความภาคภูมิใจในวิชาชีพการพยาบาล และยึดมั่นวิชาชีพพยาบาลตามรอยสมเด็จย่า โดยปัจจุบันมีนักศึกษาเข้ารับการอบรม “ค่ายตามรอยสมเด็จย่า” แล้วจำนวน 603 คน

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว มูลนิธิฯ ยังได้สนับสนุนองค์กรการกุศลที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยให้เงินอุดหนุนเป็นประจำทุกปีแก่มูลนิธิสงเคราะห์ตำรวจตระเวนชายแดน มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ มูลนิธิชีวิตใหม่ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิสิริวัฒนาเชสเฃียร์ และสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี เป็นต้น และยังได้สนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาการสุขศาลาพระราชทาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือ ดูแลรักษาด้านสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐานของเด็กนักเรียนและประชาชน ในสุขศาลาพระราชทานอีก จำนวน 24 แห่ง ในชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวชายแดน

    สำหรับมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลที่เรียนดีภายใต้ชื่อ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” โดยเป็นทุนต่อเนื่องสำหรับการศึกษาตั้งแต่ปี 1 จนจบหลักสูตร 4 ปี โดยพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาพยาบาลที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย อยู่ในกฎและระเบียบของวิทยาลัย และขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยผู้ได้รับทุนไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้เงินทุนคืน ตั้งแต่ปี 2533 ในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเจริญพระชนม์ 90 พรรษา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันมหาศาลต่อปวงชนชาวไทย และสาธารณสุข จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 35 ปี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/791622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l3Y2OcbvbSA3KD8ggYBZ5

  • เปิดประวัติ “หมิว พรปวีณ์” จากนักแบดมินตันหญิงคนสำคัญของไทย สู่การถอนตัวจากศึกซีเกมส์ 2025 | เดลินิวส์

    เปิดประวัติ “หมิว พรปวีณ์” จากนักแบดมินตันหญิงคนสำคัญของไทย สู่การถอนตัวจากศึกซีเกมส์ 2025 | เดลินิวส์

    “พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์” หรือ “หมิว” เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2541 โดยหมิวนั้นเติบโตมาจากจังหวัดระยอง “หมิว” เริ่มต้นเล่นแบดมินตันครั้งแรกตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จากการที่พ่อกับแม่ส่งเสริมให้หมิวและพี่สาว เล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก จนสุดท้ายหมิวค้นพบตัวเองว่ากีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาที่เธอชื่นชอบมากที่สุด แม้ว่าจะต้องเดินทางบ่อย แต่เธอไม่ถอดใจ

    หลังจากค้นพบตัวเอง “หมิว” เริ่มเล่นแบดมินตันอย่างจริงจัง โดยเธอจะเล่นเป็นประจำทุกวันธรรมดา และติดตามพี่สาวไปซ้อมที่สนามแบดมินตันที่กรุงเทพฯ ประจำทุกวันหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากนั้นเธอได้ลงการแข่งขันแบดมินตันในรายการต่างๆ โดยการคว้าแชมป์ครั้งแรกของ “หมิว” เธอสามารถคว้าแชมป์ได้ในวัยเพียง 7 ขวบ เท่านั้น ในรายการถ้วยพระราชทาน

    ก้าวสำคัญของ “หมิว” คือการได้เข้าร่วมโครงการ SCG ในวัย 11 ขวบ และเธอสามารถคว้าแชมป์ระดับประเทศจากการแข่งขัน
    แบดมินตันของ SCG ในประเภทหญิงเดี่ยวและประเภทคู่ ซึ่งคู่ของหมิวก็คือพี่สาวของเธอเอง

    ตลอดช่วงเวลาในเส้นทางแบดมินตันของ “หมิว” เธอได้ผ่านการแข่งขันแบดมินตันรายการต่างๆ มากมาย ทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน ระดับเอเชียเอเชีย จนถึงระดับโลก

    เส้นทางสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพของ “หมิว” เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเธอได้รับเลือกติดทีมชาติไทยในปี พ.ศ. 2559 เธอสร้างชื่อเสียงจากผลงานระดับเยาวชน เช่น การคว้าเหรียญเงินในรายการชิงแชมป์เอเชียเยาวชนปี 2015 และแชมป์โลกเยาวชนปี 2016 ก่อนก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกเต็มตัว

    ผลงานที่ “หมิว” ภูมิใจมาก คือการที่เธอได้ตำแหน่งรองแชมป์แบดมินตันเยาวชนโลกที่ประเทศสเปนในปี 2015 ในช่วงที่เธอมีอายุเพียง 18 ปี การแข่งขันรายการที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการแบดมินตันไทยก็คือ “การคว้าแชมป์รายการ บาร์เซโลนา มาสเตอร์” ที่ประเทศสเปน ด้วยการเอาชนะ “คาโรลินา มาริน” อดีตแชมป์โลกและเหรียญทองโอลิมปิก เมื่อปี 2563

    และในการแข่งขันล่าสุดอย่าง “HSBC BWF World Tour Finals ปี 2020” ในรายการนี้ เป็นการนำนักแบดมินตันที่ดีที่สุด 8 อันดับ เข้ามาแข่งขันในประเทศไทย และ “หมิว” ทำผลงานผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง ในการแข่งขันรอบแรก เธอสามารถเอาชนะรุ่นพี่อย่าง “เมย์-รัชนก อินทนนท์” ซึ่งเป็นถึงอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อด้วยการเอาชนะ “ไท่ ซื่อ หยิง” มือ 1 ของโลก ชาวไต้หวันและผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้อีกด้วย

    นอกจากความสำเร็จในสนามแข่งขัน พรปวีณ์ ยังเป็นตัวอย่างของนักกีฬาที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ในปี 2561 เธอเคยเผชิญปัญหากับสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เกี่ยวกับสถานะการเป็นนักกีฬาในสังกัดสมาคม แต่เธอเลือกที่จะเดินเส้นทางอิสระ ฝึกซ้อมและจัดการตารางแข่งขันด้วยตนเอง ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เธอเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ การบริหารชีวิต และความอดทนต่อแรงกดดัน ซึ่งต่อมากลายเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเส้นทางอาชีพ

    สถิติและความสำเร็จของ “หมิว พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์”
    – อันดับโลกสูงสุดอยู่ที่อันดับ 6 ในประเภทหญิงเดี่ยว
    – สถิติการแข่งขันทั้งอาชีพ : ลงแข่งขัน 503 แมตช์ ชนะไปได้ 313 แพ้ 190 ผลต่างอยู่ที่ +123
    – คว้าเหรียญเงินหญิงเดี่ยวรายการ Asian Junior Championships ปี 2015
    – คว้าเหรียญเงินหญิงเดี่ยวรายการ BWF World Junior Championships ปี 2016
    – เป็นแชมป์ครั้งแรกของเธอในเวิลด์ทัวร์: รายการ Spain Masters ปี 2020
    – คว้าเหรียญทองทีมหญิงในการแข่งขัน Southeast Asian Games (SEA Games) ปี 2021
    – เธอคว้าแชมป์รายการ Thailand Masters ที่ประเทศไทยได้ล่าสุดในปี 2025
    และยังมีสถิติต่างๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกด้วย

    “หมิว” ยังเคยได้รับการศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจด้านการเรียนไม่แพ้ด้านกีฬา เธอเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถบริหารเวลาและความฝันได้อย่างลงตัว

    ในปัจจุบัน “พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์” เคยมีอันดับโลกสูงสุดถึงอันดับที่ 6 ของโลก และยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทย รวมถึงเป็นความหวังของแฟนกีฬาชาวไทย ในประเภทหญิงเดี่ยว และ “หมิว” ยังมีหน้าที่ฝึกสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ที่โรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม อีกด้วย

    ภาพ Facebook : พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ – Pornpawee Chochuwong / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5244084/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YyDMsiUlcbKx_h8LtFgTn

  • หลับให้พอ ! งานวิจัยเผย เด็กชายที่นอนสม่ำเสมอ ช่วยลดความอ้วนได้

    หลับให้พอ ! งานวิจัยเผย เด็กชายที่นอนสม่ำเสมอ ช่วยลดความอ้วนได้

              งานวิจัยจากสิงคโปร์เผย เด็กผู้ชายที่นอนหลับอย่างสม่ำเสมอครบ 9 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงโรคอ้วนและไขมันหน้าท้องลดลงมากกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับเด็กที่นอนไม่พอ

    งานวิจัยชี้เด็กนอนหลับเพียงพอสม่ำเสมอ ช่วยลดความอ้วนได้

              สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 ผลการศึกษาใหม่จากสำนักงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยของสิงคโปร์ เปิดเผยว่า เด็กผู้ชายที่นอนหลับอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 9 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นต่อคืนตลอดทั้งสัปดาห์ มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนลดลงร้อยละ 51 และมีไขมันหน้าท้องน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเด็กที่นอนหลับไม่เพียงพอ

              การศึกษาดังกล่าวมีเด็กเข้าร่วม 638 คน จาก 3 กลุ่มชาติพันธุ์หลักของสิงคโปร์ โดยนำข้อมูลการนอนหลับที่รายงานโดยผู้ปกครอง การอ่านค่าจากเครื่องติดตามกิจกรรมแบบสวมใส่ บวกกับการสแกนภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มาใช้เพื่อประเมินไขมันหน้าท้อง

              ผลการค้นพบบ่งชี้ว่า เด็กชายที่นอนหลับตามระยะเวลาที่แนะนำ มีไขมันลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทุกบริเวณที่วัด ซึ่งรวมถึงไขมันใต้ผิวหนังและไขมันรอบอวัยวะภายใน ทั้งยังมีระดับของตัวบ่งชี้การอักเสบในเลือดที่เชื่อมโยงกับการอักเสบเรื้อรังและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลง ขณะที่ในกลุ่มเด็กผู้หญิงพบความสัมพันธ์ที่คล้ายกันแต่ไม่เด่นชัดนัก ซึ่งอาจสะท้อนถึงความแตกต่างทางชีวภาพ หรือพฤติกรรมในการนอนหลับที่มีผลต่อการสะสมไขมัน

              อนึ่ง ไขมันในช่องท้อง โดยเฉพาะไขมันที่อยู่รอบอวัยวะภายใน มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโรคเมตาบอลิก (metabolic diseases) เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด

              คณะนักวิจัยยังพบว่า เด็กวัยเรียนหลายคนพยายามชดเชยการนอนหลับที่ไม่เพียงพอในวันธรรมดา ด้วยการนอนหลับให้นานขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทว่าการนอนหลับให้เพียงพอเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน หรือระดับไขมันหน้าท้อง

              ชีหรง ไช ผู้เขียนอาวุโสของการศึกษาดังกล่าว ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน และผู้กำหนดนโยบาย โดยชี้ให้เห็นว่านิสัยการนอนหลับที่สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ เป็นสิ่งสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพการเผาผลาญของเด็ก ๆ ไม่ใช่แค่การปล่อยให้เด็กนอนตื่นสายเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์

    ขอบคุณข้อมูลจาก XINHUA

    หมายเหตุ :

    นักเรียนงีบหลับตอนเที่ยงที่ห้องเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองจุนอี้ มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 22 มีนาคม 2567 (แฟ้มภาพซินหัว)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://health.kapook.com/view296046.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fOrqQ4Jl4HhMdNcYPZz6L

  • สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568

    สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเทึ่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 26 ล้านคน สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการเดินทางท่องเที่ยว
ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 31 จากสัปดาห์ก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มตลาด อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามามากขึ้นเช่นกัน จากการออกเดินทางท่องเที่ยวหลังสิ้นสุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอินเดีย และการเดินทางเพื่อมาเข้าชมกิจกรรม Music Event เช่น คอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK และ คอนเสิร์ต CRAZY IN LOVE ZEENUNEW CONCERT ที่มีแฟนคลับชาวจีน และชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 592,196 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 35,461 คน หรือร้อยละ 6.37 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 84,599 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (90,855 คน) จีน (74,421 คน) อินเดีย (54,877 คน) รัสเซีย (38,749 คน) และเกาหลีใต้ (25,307 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย รัสเซีย และจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 31.30 ร้อยละ 30.55 และร้อยละ 12.20 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 13.45 และร้อยละ 2.38 ตามลำดับ

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว 
โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    สรุปภาพรวมการท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 27 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทย
มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 ต.ค. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 26,245,277 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,211,816 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (3,804,766 คน) จีน (3,723,070 คน) อินเดีย (1,946,989 คน) รัสเซีย (1,387,594 คน) และเกาหลีใต้ (1,256,786 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/967219&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lqJ9UkMz_qhJENKxmhCV1

  • รมว.ท่องเที่ยว ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

    รมว.ท่องเที่ยว ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม


    รมว.ท่องเที่ยว ย้ำ จัดลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์ จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม ชี้ คนปั่นกระแสงดจัด ไม่หวังดี

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย การจัดงานวันลอยกระทง ได้มอบนโยบายไปชัดเจนแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องเข้ามาพูดคุยกัน ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ รวมถึงการจัดการแข่งขันซีเกมส์ดำเนินการได้แน่นอน ด้วยความพร้อมและมาตรฐานที่สากลยอมรับ ที่ผ่านมาการจัดงานรื่นเริงตนได้สื่อสารไปหลายรอบแล้ว นโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราจะไม่ห้าม หรือไปกำหนด แต่ขอความร่วมมือกับเอกชนให้ปรับ ส่วนงานที่เป็นของรัฐ ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนก็ต้องพูดคุยกันตามเงื่อนไขของเรา ยืนยันว่างานที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว หรือลงทุนไว้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ มองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนเป็นรายละเอียดออกมา เพราะเราสามารถพูดคุยกันได้ 

    นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมกับการเมืองนั้น มองว่าอาจจะไม่หวังดี ตนไม่ได้ทำงานขึ้นอยู่กับกระแส ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจหรือไม่นั้น ตนมองว่าขึ้นอยู่กับการกระทำของข้าราชการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทุกการตัดสินใจถูกกลั่นกรองแล้ว อาจถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วย ตนได้มอบนโยบายไปแล้วและผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันว่างานเคาต์ดาวน์ปีใหม่และสงกรานต์ในปีหน้ายังคงมี ซึ่งยิ่งใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะสม ส่วนเรื่องการจุดพลุเป็นสิ่งที่พยายามจะขอ อะไรที่แสดงออกถึงความรื่นเริงจนเยอะเกินไปจะพยายามปรับโทนลงมา แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีความคาดหวังที่จะมาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศความสุข บรรยากาศที่ดี วัฒนธรรมและอาหารของประเทศไทย หากไปจำกัดทั้งหมดก็จะเดินเรื่องการท่องเที่ยวลำบาก ยืนยันว่าพลุสามารถจุดได้ แต่ให้ลดแสงสีและระดับความพอเหมาะ ซึ่งจะประเมินเป็นกรณีไป งานไหนจำเป็นต้องมีก็ต้องมี แต่ปรับให้เล็กลง ให้ไปเพิ่มเนื้องานในส่วนอื่น หากเปลี่ยนเป็นการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติก็ยินดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่จะไปปรับรูปแบบเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36936&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qX-75SqQxLFcdNeUm8XEe

  • รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าจัดวิ่งระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ปี 2025

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าจัดวิ่งระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ปี 2025

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศเดินหน้าจัด “Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025” นักวิ่งทั่วโลกร่วมกว่า 48,000 คน พร้อมปรับกิจกรรมให้เหมาะสม **
    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon) รายการ “อเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก พรีเซ็นต์บายโตโยต้า ครั้งที่ 8” โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย และคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ ห้องคริสตัล โรงแรม ดิ แอทธินี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การแข่งขันวิ่งมาราธอน “Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025” ได้รับการรับรองจากสมาคมกรีฑาโลก ให้เป็นหนึ่งในรายการมาราธอนที่จัดขึ้นในเมืองหลวงอันดับต้น ๆ ของโลก โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว ซึ่งจากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน เชื่อมั่นว่าการแข่งขันจะประสบความสำเร็จและสร้างความประทับใจแก่นักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติในวันที่ 30 พฤศจิกายน นี้

    รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับการแข่งขันให้เป็นมาราธอนชั้นนำของโลกภายใน 3 ปี (พ.ศ.2568 – พ.ศ.2570) โดยมอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับสมาคมกรีฑาโลก และผู้อำนวยการจัดงานจากไทยแลนด์ไตรลีก ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้อวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมให้กำลังใจนักวิ่ง และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ กกท. เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการจัดงานในฐานะเจ้าภาพหลัก ร่วมกับสมาคมกรีฑาโลก กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจนครบาล และคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงไทยแลนด์ไตรลีกที่ได้รับมอบหมายจากสมาคมกรีฑาโลกให้เป็นผู้อำนวยการจัดงาน (Race Director)ที่ผ่านมา กกท. มีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขันมาโดยตลอด ทั้งในด้านเทคนิค การตรวจสารกระตุ้น และการสนับสนุนจุดปล่อยตัว ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 6
    ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิ่งเป็นจำนวนมาก โดยในปีล่าสุดต้องเปลี่ยนเส้นทางการแข่งขันชั่วคราว เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟฟ้ามหานครสายสีส้ม และคาดว่าหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะพิจารณานำเส้นทางกลับมาใช้ราชมังคลากีฬาสถานเช่นเดิม

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความนิยมของรายการวิ่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เทียบเท่ามาราธอนระดับเมเจอร์ของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานกีฬาระดับ WORLD CLASS EVENT ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง กกท. ยังมีแผนจัดกิจกรรมร่วมกับ เอเลียด คิปโชเก้ และ NN Running Team รวมถึงการประชุมสัมมนา เวิร์กชอปทางการแพทย์ และการเปิดคลินิกของนักกีฬาระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมกรีฑาโลกตลอด 3 ปีข้างหน้า

    สำหรับการแข่งขันรายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีจุดปล่อยตัวที่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และจุดเส้นชัยที่ ณ ท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร คาดว่าจะมีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผู้ร่วมเดินทาง เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วมกว่า 80,000 คน และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3806566/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tzup-Q8jlhMGuhlkNQgCW