Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • GDP เกษตร Q3/68 โต 1.4% คาดทั้งปี 2.3-3.3% จับตาอากาศแปรปรวน-มาตรการการค้า-อัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    GDP เกษตร Q3/68 โต 1.4% คาดทั้งปี 2.3-3.3% จับตาอากาศแปรปรวน-มาตรการการค้า-อัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสที่ 3/68 (ก.ค.-ก.ย. 68) ขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 โดย ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ดี ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร

    โดยสถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้เกษตรกรสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกในที่ดินซึ่งเคยปล่อยว่าง อีกทั้งยังมีการบำรุงดูแลรักษา และเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างเข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว บางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเผชิญกับอิทธิพลของพายุ “วิภา” และ “คาจิกิ” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน แต่ด้วยการเตรียมความพร้อมและมาตรการรับ มือที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายในวงจำกัด

    ทั้งนี้ จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ส่งผลให้สาขาพืช ขยายตัว 2.9% ตามมาด้วย สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.7% และสาขา บริการทางการเกษตร ขยายตัว 1.2% ขณะที่สาขาปศุสัตว์ กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.2% ส่วนสาขาประมง ยังคงหดตัว 5.3%

    ตารางอัตราการเติบโตของภาคเกษตร (หน่วย: ร้อยละ)
    สาขา ไตรมาส 3/68 (ก.ค.-ก.ย. 68)
    ภาคเกษตร 1.4
    พืช 2.9
    ปศุสัตว์ 0.2
    ประมง -5.3
    บริการทางการเกษตร 1.2
    ป่าไม้ 1.7
    ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. (ประมาณการ ณ เดือนต.ค. 68)

    *สาขาพืช ขยายตัว 2.9%
    เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตต่อไร่และภาพรวมผลผลิตของพืชหลายชนิดเพิ่มขึ้น โดยพืชสำคัญ ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่

    • ข้าวนาปี และข้าวนาปรัง โดยปริมาณน้ำมีเพียงพอในช่วงการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว
    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนมาปลูกทดแทนมันสำปะหลังที่ราคาลดลงและประสบปัญหาโรคใบด่าง
    • สับปะรดปัตตาเวีย ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์ สามารถบังคับให้ออกผลได้ดีกว่าปีก่อน
    • ยางพารา ต้นยางส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่ให้ผลผลิตสูง
    • ทุเรียน และลำไย ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาและขยายพื้นที่ปลูก โดยเฉพาะทางภาคใต้
    • เงาะ สภาพอากาศทางภาคตะวันออกเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล ส่วนพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่
    • มันสำปะหลัง ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคใบด่าง
    • ปาล์มน้ำมัน ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนทางภาคใต้ ทำให้ทะลายปาล์มไม่สมบูรณ์
    • มังคุด เกษตรกรโค่นต้นมังคุดเก่าเพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า

    *สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 0.2%

    จากการควบคุมมาตรฐานฟาร์มที่ดี และการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

    • สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการปรับเพิ่มการเลี้ยงตั้งแต่ไตรมาส 1/68
    • ไก่เนื้อ เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่มากขึ้นเพื่อทดแทนเนื้อสุกรที่มีราคาค่อนข้างสูง
    • น้ำนมดิบ ปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงพันธุ์โคนมและพัฒนาสูตรอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง
    • ไข่ไก่ ลดลงเนื่องจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาที่ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปลดไก่ตามอายุที่เหมาะสม ประกอบกับ สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแม่ไก่ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลง

    *สาขาประมง หดตัว 5.3%

    • ปลานิลและปลาดุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นทุนราคาอาหารสัตว์ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ราคาขายปรับตัวลดลง ไม่จูง ใจให้เกษตรกรลงลูกพันธุ์ปลาเพิ่ม
    • กุ้งขาวแวนนาไม ที่ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้าและ เกิดปัญหาการตายเฉียบพลัน
    • สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ มีปริมาณลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักยัง คงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ลดจำนวนเที่ยวการออกเรือจับสัตว์น้ำ

    *สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 1.2%

    เนื่องจากการขยายเนื้อที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้กิจกรรมการ จ้างบริการเครื่องจักรกลเพื่อเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    *สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.7%

    • ไม้ยูคาลิปตัส เพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษในประเทศ และการส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่น
    • ถ่านไม้ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดจีน ศรีลังกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ – รังนก เพิ่มขึ้นเพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปและส่งออกไปจีน
    • ไม้ยางพารา ลดลงตามเป้าหมายการตัดโค่นสวนยางเก่าเพื่อปลูกทดแทนของภาครัฐ
    • ครั่ง ลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต

    *แนวโน้มปี 68 โต 2.3-3.3%

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรตลอดทั้งปี 68 สศก. คาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยหนุนจาก ปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี และการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การควบคุมโรคระบาดในพืชและสัตว์ และการส่ง เสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตร

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาทิ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ราคาปัจจัยการผลิตหลายชนิดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น และ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกและราคาสินค้าเกษตรในประเทศ

    ทั้งนี้ สศก. มีกำหนดจะจัดสัมมนาเพื่อนำเสนอภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 68 และแนวโน้มในปี 69 ในช่วง กลางเดือนธ.ค. 68 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะได้แจ้งกำหนดการให้ทราบอีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZEgkp-spKJq349dKgEPj

  • สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรณีศึกษา จ.พิษณุโลก และสุโขทัย เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยว สร้างเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

    นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่สนับสนุนและผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงเกษตรและวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนท้องถิ่น

    จากการลงพื้นที่ของ สศท.2 พบว่า จ.พิษณุโลก มีต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ฟาร์มธรรมชาติภัณฑ์ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ โดยมีนายครรชิต วิเศษสมภาคย์ เป็นเจ้าของฟาร์ม เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่ 80 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ผลิตพืชผักตามมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) อาทิ ผักสลัด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ดอกชมจันทร์ มะนาว และกล้วยน้ำว้า ผลผลิตร้อยละ 95 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในร้านอาหารของฟาร์ม ส่วนอีกร้อยละ 5 จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว โดยเปิดฟาร์มให้เลือกเก็บผลผลิตด้วยตนเอง และจำหน่ายผ่านการออกบูธที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก นอกจากนี้ ยังมีบ้านพักแบบพูลวิลล่า ร้านคาเฟ่ และจุดกางเต็นท์/ดูดาว ไว้ให้บริการในราคาพิเศษ รวมทั้งมีกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ นั่งรถกอล์ฟชมฟาร์ม ปั่นจักรยาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม 5,000 – 6,000 คน/ปี รายได้จากการผลิตผักอินทรีย์และแปรรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 440,000 บาท/ปี จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ ไร่เทียนสว่าง ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก โดยมีนายเทียน กล่ำบุตร เป็นเจ้าของฟาร์ม บริหารจัดการฟาร์มแบบกลุ่มวิสาหกิจ ทำการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี บนพื้นที่ 110 ไร่ อาทิ ข้าว พืชผักตามฤดูกาล ฝรั่งหงเป่าสือ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยน้ำว้า และมีการเลี้ยงปศุสัตว์และประมง ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายทางออนไลน์ Facebook : ไร่เทียนสว่าง สุโขทัย และหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 30 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารของฟาร์ม และวางขายใน Shop Young Smart Famer

    นอกจากนี้ ยังมีฐานการเรียนรู้ อาทิ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุ เลี้ยงแหนแดง อาหารเม็ดเลี้ยงไก่/กบ และอาหารผสมเลี้ยง ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานเข้ามาเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 10,000 – 12,000 คน/ปี ทั้งนี้ รายได้จากการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500,000 บาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาดังกล่าว สศท.2 จะนำเสนอต่อเวทีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนงานโครงการเสนอขอสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างให้ยั่งยืน ควรมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐานสินค้า และมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายและเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการตลาด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนงานโครงการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดพรีเมียม และมาตรฐานท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาฐานข้อมูลและศึกษาวิจัยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ โครงการสร้างระบบเชื่อมโยงเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยว โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสัญจร และโครงการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อให้หน่วยงานระดับพื้นที่นำไปจัดทำข้อเสนอโครงการขอรับสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต่อไป

    ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลผลการศึกษาเชิงลึก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล์ zone2@oae.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252451&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-gORfayjKUz1Wsyg8zbFA

  • เปิดโลกเห็ดรา 101 ห้องเรียนธรรมชาติวิทยาพื้นฐาน ที่ปลุกความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เปิดโลกเห็ดรา 101 ห้องเรียนธรรมชาติวิทยาพื้นฐาน ที่ปลุกความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ราว 1 เดือนก่อน พี่บาส (ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา) ผู้อำนวยการมูลนิธิโลกสีเขียว และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เชื้อเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติวิทยาพื้นฐาน ‘คลาสเปิดโลกเห็ดรา 101’ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการระดมทุนของมูลนิธิโลกสีเขียว ที่มีภาพฝันว่า “อยากให้คนเมืองทุกคนเข้าถึงธรรมชาติได้จากหน้าประตูบ้าน”

    โดยกิจกรรมที่ผ่านมา เป็นกิจกรรมที่เน้นพาคนเมืองไปสัมผัสกับธรรมชาติรอบตัว ให้เข้าถึงธรรมชาติ ให้ข้อมูลความรู้ต่างๆ ในเเต่ละเรื่องของกิจกรรมที่จัด โดยย่อยข้อมูลที่ยากๆ เเล้วสื่อสารให้เข้าใจง่าย เกิดการเรียนรู้ เเละสร้างเเรงบันดาลใจ ให้ผู้คนอยากที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเเละต่อยอดไปยังเรื่องราวอื่นๆ ซึ่งกิจกรรมที่พาไปก็มีทั้งในเมือง เเละพื้นที่ธรรมชาติในต่างจังหวัด 

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน คลาสเปิดโลกเห็ดรา 101 จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นความร่วมมือกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นักวิทยาศาสตร์ด้านเห็ดรา อย่าง พี่ปิงปอง ดร.นครินทร์ สุวรรณราช และพี่ใหญ่ ดร.จตุรงค์ คำหล้า จากศูนย์วิจัยด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นวิทยากรให้ตลอดระยะเวลากิจกรรมทั้ง 3 วัน

    เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการ ‘ติดสายตาเห็ด’ โดยมีห้องเรียนคือสวนรุกขชาติห้วยแก้ว ซึ่งอยู่ข้างๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

    หากให้นึกภาพเห็ดในจินตนาการของเรา คงนึกออกเเค่รูปทรงไม่กี่แบบ เเน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นจำพวกเห็ด Amanita เเสนน่ารัก เห็ดทรงหมวก สีสันสดใส เป็นเห็ดในอุดมคติของใครหลายๆ คน แต่พอได้เริ่มบทเรียน วิทยากรทั้งสองพาเดินสำรวจเห็ดรา ในพื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยเมตรในสวนรุกขชาติห้วยเเก้ว เราก็ได้พบเจอกับเห็ดหน้าตาแปลกๆ ชื่อแปลกๆ หลากหลายชนิด ซึ่งจริงๆเเล้วเป็นชนิดที่พบเห็นได้ในหลายพื้นที่ แต่เราอาจไม่ได้สนใจ จนมองข้ามไป เพราะว่ากันตามจริงเจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้ทำตัวโดดเด่นมากนัก

    จากเห็ดราที่พบในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนี้ พี่ปิงปอง เเละพี่ใหญ่ ให้ความรู้โดยการจัดจำเเนกให้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อที่เวลาเราเดินป่าพบเจอเห็ดเหล่านี้จะได้พอจัดกลุ่มได้ว่าอยู่กลุ่มไหน ส่วนการจดจำชื่อนั้นอาจจะเกินความสามารถไปหน่อย เพราะเห็ดมีหลากหลายชนิดเหลือเกิน ทั้งบางทีหน้าตาก็คล้ายกันจนแทบจะเเยกไม่ออก ดังนั้นในขั้นเริ่มต้นความสนุกนี้เราแยกให้ออกเป็น 4 กลุ่มตามบทบาทของเห็ดรา (Role of mushroom) เหล่านี้ก็พอ  

    Ectomycorrhizal กลุ่มเอกโตไมคอร์ไรซ่า ตัวอย่างเห็ดกลุ่มนี้ได้เเก่ เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดตับเต่า เห็ดเสม็ด เราจะพบเห็ดราชนิดนี้ตามโคนต้นไม้ บนพื้นดิน เนื่องจากเห็ดราชนิดนี้อาศัยกับรากพืชอย่างพึ่งพาอาศัยกัน

    Saprophytic กลุ่มซาโพรไฟท์ เห็ดราในกลุ่มนี้ทำหน้าที่ในการย่อยสลาย ตัวอย่างเห็ดกลุ่มนี้ได้เเก่ เห็ดหูหนู เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดน้ำหมึก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มย่อยสลายเราจึงพบเห็ดเหล่านี้ได้ตามขอนไม้ ทั้งเห็ดกลุ่มนี้ยังเพาะเลี้ยงได้เเละมีขายอยู่ทั่วไป

    Parasitic กลุ่มปรสิต กลุ่มนี้จะย่อยสลายต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ตัวอย่างเห็ดกลุ่มนี้ได้เเก่ เห็ดหิ้ง เห็ดหลินจือ ชาวสวนปาล์มอาจจะคุ้นชินกับเห็ดกลุ่มนี้ดี ซึ่งหากพบเห็ดหลินจือในสวนนั่นหมายถึงหายนะกำลังเกิด เพราะสายใยของมันจะเข้าสู่ระบบรากของต้นปาล์มเเละค่อยๆ ดูดน้ำเลี้ยง จนในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ต้นปาล์มก็จะตายไปเอง เเต่อย่าเพิ่งมองว่ากลุ่มปรสิตนี้ร้ายกาจจนเกินไปนัก เพราะในผืนป่าใหญ่เห็ดกลุ่มนี้มีส่วนช่วยลดความหนาเเน่นของต้นไม้ เมื่อต้นไม้หนึ่งล้มลง แสงสว่างก็ส่องลงมาด้านล่างทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เติบโตขึ้นเเทนที่ มีอีกเรื่องน่าตื่นเต้นจาก รา ในกลุ่มนี้ คือมีราชนิดหนึ่งที่เข้าไปอาศัยอยู่ในร่างกายเเมลง เเละควบคุมระบบประสาทของเเมลงนั้นๆ ได้ หลายคนเรียกกันว่า ‘ราซอมบี้’ ซึ่งในครั้งนี้พวกเราก็โชคดีเจอตัวอย่างนี้ด้วย เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังเเบบชัดๆในหัวข้อถัดไป

    Insect associated กลุ่มอินเซ็กซ์ เห็ดกลุ่มนี้จะมีความคาบเกี่ยวอยู่กับเเมลง ตัวอย่างที่ชัดเจนของเห็ดกลุ่มนี้คือ เห็ดโคน ที่ใดมีรังปลวกที่นั่นก็มีโอกาสได้พบกับเห็ดโคน เนื่องจากเมื่อปลวกขับถ่ายออกมาเเล้วมูลปลวกจะเป็นอาหารให้กับเชื้อราในรังปลวก จนเติบโตขึ้นมาเป็นเห็ดโคน

    อันที่จริงเห็ดราแฝงตัวอยู่ในทุกที่รอบๆ ตัวเรา ในร่างกายคนเราก็มีเชื้อราประจำถิ่นอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ปาก ผม ผิวหนัง เเละอวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งหากอยู่ในสภาวะปกติเชื้อราเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเรามากนัก แต่หากวันใดที่ร่างกายอ่อนเเอลง เจ้าเชื้อราเหล่านี้ก็จะแสดงตัวออกมา หรือเเม้เเต่ในอากาศ เราก็ล้วนสูดดมเห็ดราอยู่เนืองๆ มีงานวิจัยบอกไว้ว่า เห็ดบางชนิดระเบิดสปอร์ด้วยอัตราเร่งสูงกว่ากระสวยอวกาศยามปล่อยจากฐานถึง 10,000 เท่า เเละส่งสปอร์ได้เร็วถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ติดอันดับต้นๆ ของการเคลื่อนไหวที่เร็วที่สุดของสิ่งมีชีวิต ทั้งในเเต่ละปีนั้นเห็ดรายังผลิตสปอร์ได้มากมหาศาล โดยเทียบเป็นน้ำหนักของวาฬสีน้ำเงินได้มากถึง 500,000 ตัว 

    เมื่อได้ติดดวงตาเห็ดเเละพอจะจำแนกเห็ดราออกเป็นกลุ่มๆ กันเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ถึงคราวลงสนามเดินหาเห็ดราในเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยคอกม้า ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ในครั้งนี้นอกจากการเดินก้มๆ เงยๆ ชมนกชมไม้ตามปกติแล้ว สายตายังสอดส่องหาเห็ดมาประกอบการเรียนอีกด้วย ในรอบนี้เราต้องหาเห็ดที่เป็นตัวแทนของทั้ง 4 กลุ่ม เเละหารูปทรงให้ได้หลากหลายที่สุด เพื่อจะได้มีตัวอย่างที่หลากหลายมาใช้ในการเรียนรู้

    ระยะทางไม่ถึง 2 กิโลเมตร ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติฯ ชาวคณะหาเห็ดใช้เวลาไปครึ่งวันในการดูนั่นโน่นนี่ และฟังเรื่องเล่าต่างๆ จากวิทยากร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง ส่วนของ mycelium ที่ยังไม่ได้เติบโตเป็นดอกเห็ด มีลักษณะเป็นเส้นๆเกาะอยู่กับกิ่งไม้ พี่ปิงปองบอกว่า สิ่งนี้เรามักเรียกกันป่า เส้นผมนางฟ้า เส้นผมนางไม้ เครือเขาหลง ว่านสาวหลง ราวๆ นี้ เเล้วเเต่ที่ใดจะเรียกอย่างไร เชื่อกันว่าเป็นเครื่องราง ค่อนข้างมีราคาในท้องตลาด  แต่ก็นั่นเเหละ ความเชื่อก็คือความเชื่อ ส่วนเรื่องจริงคือ ชิ้นส่วนหนึ่งของเห็ดราที่ยังไม่งอกเป็นดอกเห็ด

    อีกตัวอย่างหนึ่งที่เจอถึง 2 อันในครั้งนี้คือ ‘รามด’ เป็นราที่เข้าไปควบคุมมด เราจะสังเกตได้ว่ามดที่ถูกควบคุมนี้จะมีแท่งขาวๆ งอกออกมาบริเวณหัว ซึ่งมันเล็กมากหากไม่สังเกตดีๆ ไม่มีทางเห็นเเน่นอน แต่เนื่องจากสมาชิกกลุ่มนี้ติดดวงตาเห็ดกันมาเเล้วก็เลยได้เจอ ฮ่าๆ 

    พี่ใหญ่ ผู้ที่ทำงานด้านเห็ดรามาร่วม 20 ปี ก็บอกว่าเพิ่งเคยเจอของจริงที่นี่เป็นครั้งเเรก โดยได้อธิบายเรื่องของเจ้าราซอมบี้นี้ไว้ว่า ในธรรมชาติจะมีราบางชนิด สามารถเข้าไปควบคุมมดเเละเเมลงบางชนิดได้ เช่นเจ้ามดตัวนี้ ที่ถูกควบคุมโดยราชนิดหนึ่ง ราจะเข้าไปควบคุมระบบประสาทของมด บังคับให้มดปีนขึ้นสู่ต้นไม้ที่สูง แล้วใช้เขี้ยวกัดเเละหนีบใบไม้ไว้ จากนั้นราก็จะเริ่มยึดครองออกมาจากร่างกายของมดเเละตรึงไว้กับใบไม้ ราจะย่อยร่างของมดแและงอกก้านสีขาวๆ ออกมาจากหัวของมด ก้านจะชูเเละปล่อยสปอร์ลงมาจากที่สูงที่เหมาะสมเพื่อให้สปอร์ลอยไปได้ไกลซึ่งราได้บังคับให้มดไปอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุนี้

    เรื่องราวแปลกๆ ชวนตื่นเต้นยังมีอีกมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าโลกของเห็ดรามันจะน่าสนุกเเละชวนค้นหาได้ขนาดนี้ ที่ผ่านมาทำไมเราไม่เคยนึกถึงเจ้าชีวิตเล็กๆ ที่เเสนมหัศจรรย์นี้เลยนะ 

    หลังจากลงพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยเเล้วก็ถึงเวลาเข้าห้องเรียนเเละห้องทดลอง จากตัวอย่างเห็ดรา ที่ได้มาทั้งหมดเเต่ละคนได้เอามาเแบ่งปันกัน เราเริ่มกันด้วยการสำรวจดูเห็ดที่เลือกมา นำมาเทียบกับการแบ่งลักษณะเห็ดเเต่ละส่วนตามเอกสารที่ได้รับ หลังจากนั้นจึงลงมือวาดเเต่ละส่วนอย่างละเอียดเพื่อฝึกการบันทึกชนิดเห็ดที่พบ การถ่ายรูปช่วยในการบันทึกได้ในระดับหนึ่ง แต่การวาดเพื่อบันทึกจะทำให้เราเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่กล้องไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญคือเราจะได้เห็นเเละทำความรู้จักกับส่วนต่างๆ ของเห็ดได้อย่างละเอียดละออมากขึ้นด้วยตาเนื้อ

    หลังจากนั้นจึงผ่าเพื่อนำเอาชิ้นส่วนเล็กๆ บริเวณครีบดอกมาส่องกับกล้อง Stereo Microscope เพื่อดูโครงสร้างสปอร์ของเห็ด เรียกได้ว่ามาครั้งนี้ได้ทดลองสวมบทบาทเป็นนักวิจัยด้านเห็ดรากันเลยทีเดียว ก่อนจบคลาสจากห้องทดลอง ก็ถึงคิวของการทำ Spores Print ทุกคนจะได้รับกระดาษเเล้วเลือกเห็ดที่ชอบมาวางบนกระดาษของตัวเอง แล้วนำไปบ่มไว้ 1 คืน ก็จะได้ผลงานศิลปะจากดอกเห็ด ในรูปแบบของ Spores Print ซึ่งเป็นงานศิลปะที่พร้อมจะชูช่อเป็นดอกเห็ดได้อีกครั้งหากอุณหภูมิ ความชื้น เเละองค์ประกอบต่างๆ เป็นใจ

    จากภาคสนาม ห้องทดลอง มาสู่ห้องเรียน เราได้เรียนกันในเรื่องพื้นฐานเห็ดรา การจำแนก ประวัติศาสตร์ การใช้ประโยชน์จากเห็ดรา ด้านประวัติศาสตร์เห็ดรานั้นน่าทึ่งมาก เริ่มมีบันทึกที่พูดถึงเห็ดราขนาดมหึมาที่สูงมากกว่าตึกสองชั้น ตั้งเเต่เมื่อ 400 ล้านปีที่เเล้ว ส่วนในยุคของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลก็ปรากฏว่ามีการกินราที่ผลิตสารเพนิซิลลิน ซึ่งอาจอนุมานได้ว่าพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับฤทธิ์จากราชนิดนนี้ ขยับใกล้เข้ามาอีกหน่อยในยุคมนุษย์น้ำเเข็ง มีการค้นพบ The Iceman’s Survival Kit ที่มีถุงบรรจุเห็ดติดตัวเอาไว้สองส่วนคือไว้สำหรับกินเป็นยา เเละอีกส่วนไว้สำหรับจุดไฟ จนมาในปี คศ.1640 มีการกล่าวถึงสรรพคุณของราในการรักษาโรค เเละรักษาบาดเเผล จนภายหลังมนุษย์เราก็ใช้ประโยชน์จากสารในเห็ดรามาทำยาปฏิชีวนะเเละใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ทางการเเพทย์ จวบจนถึงปัจจุบัน

    วงการวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ยังคงค้นพบเห็ดราชนิดใหม่ๆ อยู่ตลอด อาจด้วยเพิ่งจะมีการศึกษาอย่างจริงจังในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ เนื่องจากมีผู้ที่สนใจเรื่องเห็ดรานั้นยังมีจำนวนน้อย เเละปัจจุบันเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดราไม่ถึง 10 คน ข้อมูลเเละการค้นพบต่างๆ จึงอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ 

    เรื่องน่าแปลกใจเรื่องหนึ่งของการค้นพบเห็ดชนิดใหม่ คือการพบเห็ดทรัฟเฟิลบนดอยสุเทพ ไม่ได้ค้นพบอย่างเดียว แต่ยังสามารถจำเเนกได้ถึง 3 ชนิด หนึ่งในนั้นเป็นทรัฟเฟิลชนิดเดียวกันกับ เห็ดทรัฟเฟิลขาวอิตาเลียน (Tuber magnatum) ซึ่งเป็นชนิดที่มีราคาสูงที่สุดในโลกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน สร้างความสงสัยเเละข้อถกเถียงขึ้นในเวทีระดับโลก จนนำมาสู่การพิสูจน์จนเป็นที่ยืนยันได้ ส่วนอีก 2 ชนิด เป็นชนิดใหม่ของโลก มีชื่อภาษาไทยว่า เห็ดทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์ (นามพระราชทาน) และ เห็ดทรัฟเฟิลล้านนา เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงถิ่นที่พบเจอ 

    ในต่างประเทศมีการค้นหาเห็ดทรัฟเฟิลกันอย่างจริงจัง มีการฝึกหมูเเละสุนัขเพื่อใช้ในภารกิจค้าหาเห็ดทรัฟเฟิล แต่สำหรับในประเทศไทยเราจะพบนักวิจัยก้มๆ เงยๆ สูดดมกลิ่นเห็ดทรัฟเฟิลบริเวณเหนือพื้นดินที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย จากการศึกษาพบว่าต้นกำลังเสือโคร่งมีโอกาสที่จะพบเห็ดทรัฟเฟิลได้เนื่องจากระบบรากมีผลประโยชน์เอื้อต่อไมคอร์ไรซ่าของเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งจริงๆ แล้วต้นไม้ตระกูลสน ก่อ ก็มีโอกาสเป็นโฮสได้เช่นกัน

    คลาสเปิดโลกเห็ดรา ยังมีอีกสารพัดเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเเละชวนให้หาคำตอบ ด้วยระยะเวลาเพียง 3 วันกับการเข้าไปสัมผัสโลกที่ซับซ้อนในอาณาจักรของเห็ดรานี้ดูจะน้อยเกินไป ถ้ามันสนุกขนาดนี้ ทำไมถึงบอกว่า ‘โลกของเห็ดรา เป็นโลกที่ถูกลืม’ หรือนั่นเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่นั้นยังไม่รู้จัก ยังไม่มีโอกาสเข้ามาสัมผัสชีวิตอันน่าอัศจรรย์เเละยิ่งใหญ่ของเห็ดรา ?

    สุดท้ายขอเอาใจช่วย มูลนิธิโลกสีเขียว และ ศูนย์วิจัยด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรมดีๆ เเบบนี้ต่อไป สร้างการรับรู้ ประสบการณ์ และเเรงบันดาลใจ ให้กับคนหมู่มาก ได้มีช่องทางในการเอาตัวเองเข้ามาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และเล่นสนุกเเบบเด็กในร่างของผู้ใหญ่อีกครั้ง

    ผู้เขียน

    ถ่ายภาพเพื่อบันทึกเรื่องราว และบางคราวก็เอาภาพมาเล่าเรื่อง มีความสุขกับการดริปกาแฟ และชื่นชมแคตตัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/into-the-wild/2025-212/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zw2axneczMVxyI0u5acaB

  • โบรกชี้แรงหนุนมาตรการรัฐ-ท่องเที่ยวฟื้น ดันหุ้นไทยพยุงตัวเหนือ 1,330 จุด

    โบรกชี้แรงหนุนมาตรการรัฐ-ท่องเที่ยวฟื้น ดันหุ้นไทยพยุงตัวเหนือ 1,330 จุด

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (28 – 31 ต.ค. 68) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,290 – 1,330 จุด

    โดยได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

    อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ และ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้ปฏิรูปกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เพื่อเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณประจำปีและงบเบิกเหลื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า ‘Airline Focus Strategy’ ปลุกท่องเที่ยวระยะไกลคึกคัก เผยอานิสงส์เศรษฐกิจยุโรปฟื้น – สายการบินเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป – ไทย ดันตลาดคึกคัก

    ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมเปิด 4 โครงการสำคัญภายในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร, โซลาร์บนหลังคาบ้าน และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานรัฐ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าจับตา จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาด GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.5% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในไตรมาส 4 แม้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.2–0.3% โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่คาดว่า GDP ปี 2569 จะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

    ปัจจัยในประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง

    • สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
    • วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย 

    ปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม

    • วันที่ 28 ต.ค. สหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.และราคาบ้านเดือนส.ค.
    • วันที่ 29 ต.ค. สหรัฐฯรายงานสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์
    • วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 7/68 ซึ่งจะมีมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund Rate)
    • วันที่ 30 ต.ค. ‘ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ และ ‘สี จิ้นผิง’ ผู้นำจีนเตรียมพบกันในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้

    ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวเสริมว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีที่ภาครัฐประกาศปลดล็อกให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งเดิมเป็นช่วงเวลาห้ามขายตามกฎหมาย

    ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก อาทิ CBG, MENA, BJC, CPALL, CPAXT, TNP, KK และ MOTHER เป็นต้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนสูง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/642478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyCoG-V9t3BNnsYvNszQH

  • คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศ โตเกียวครองแชมป์จุดหมายปลายทาง

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่าช่วงปิดเทอมของครอบครัวชาวไทย ความสนใจในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออ้างอิงจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มโดยกรุงโซลมีความสนใจเพิ่มถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยครองตำแหน่งดังกล่าว

    กรุงโตเกียวยังคงครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัวชาวไทยเป็นปีที่สองติดต่อกันปัจจัยสำคัญอาจมาจากสภาพอากาศที่เย็นสบายรวมถึงบรรยากาศอบอุ่นที่เหมาะกับการพักผ่อนทั้งครอบครัว อัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัยเช่นโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์ซี หรือสวนสัตว์อูเอโนะ ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจ ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงามและเงียบสงบในเดือนตุลาคม ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว

    ทั้งนี้การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคงได้รับความนิยมมีการค้นหาเพิ่มถึง 26% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นเมืองชายทะเล โดยพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศอันดับที่หนึ่งด้วยจำนวนการค้นหาเพิ่มขึ้น 14% ตามมาด้วยอันดับสองคือ หัวหิน ที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น 12%  กรุงเทพฯตามมาเป็นอันดับที่สามด้วยการค้นหาที่เพิ่ม20%ยังคงเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมหลากหลาย

    อันดับ4คือชลบุรีมียอดการค้นหาเพิ่ม 30% สามารถดึงดูดครอบครัวด้วยแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และ นินจาพาร์ค  ขณะที่เขาใหญ่ ปิดท้ายในอันดับ5.ด้วยบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นมียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 23% จุดหมายปลายทางทั้งหมดนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางสะดวก

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้าเปิดเผยว่าช่วงปิดเทอมคือเวลาพิเศษที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาดีๆร่วมกัน อโกด้าจึงออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย สำหรับครอบครัวที่กำลังวางแผนทริปในช่วงปิดเทอม อโกด้าช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องง่าย ด้วยตัวเลือกที่พักมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมให้เลือกมากกว่า 300,000 รายการ ซึ่งสามารถจองรวมกันได้สะดวกในครั้งเดียวผ่านแอป Agoda หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Agoda.com เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mqrtjZS3JQUUpmi-zMunw

  • ส่องขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ส่องขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ท่ามกลางยุคที่ใครครอบครอง “แร่หายาก” ได้ ย่อมถือกุญแจสำคัญสู่เทคโนโลยีโลก ไทยกลับกลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของเอเชีย หลังรายงานล่าสุดของ USGS และ Investing News Network (INN) ปี 2024 จัดให้ประเทศไทยขึ้นแท่น “ผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก” ด้วยปริมาณการผลิตกว่า 13,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นถึง 261% ภายในปีเดียว  คำถามสำคัญคือ“แร่หายากเหล่านี้ซ่อนอยู่ที่ไหนในแผ่นดินไทย?”

    ขุมทรัพย์ใต้ดินไทย: จากโคราชถึงบุรีรัมย์

    พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะนครราชสีมาและบุรีรัมย์ กำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งแร่หายากธรรมชาติที่มีศักยภาพสูง จากการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่ามีตะกอนแร่ที่อุดมไปด้วยธาตุในกลุ่ม Rare Earth Elements (REEs) เช่น นีโอไดเมียม (Nd), พราซิโอดิเมียม (Pr), ดิสโพรเซียม (Dy) และ อิตเทรียม (Y)

    ส่องขุมทรัพย์ 'แร่หายาก' ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ธาตุเหล่านี้คือหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ชิปคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงสมาร์ทโฟนและระบบดาวเทียม หากไม่มีแร่หายาก โลกก็อาจไม่มี Tesla, iPhone หรือแม้แต่เทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง

    โรงงาน “Neo Magnequench” จุดประกายโครงสร้างห่วงโซ่ในไทย

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของไทยคือ โรงงาน Neo Magnequench ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผลิตแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnets) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โรงงานแห่งนี้ถือเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในภูมิภาค

    การขยับตัวของบริษัทข้ามชาติอย่าง BYD (จีน) ที่ลงทุนกว่า 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ยังสะท้อนถึงการวางตำแหน่งของประเทศให้เป็น “จุดศูนย์กลางซัพพลายเชนแร่หายากแห่งอาเซียน”

     ไทยผู้ผลิตแร่หายากอันดับ 6 ของโลก

    รายงานปี 2024 จัดอันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากสูงสุดของโลกไว้ดังนี้

     1. จีน 270,000 เมตริกตัน

     2. สหรัฐฯ 45,000 เมตริกตัน

     3. เมียนมา 31,000 เมตริกตัน

     4. ออสเตรเลีย 13,000 เมตริกตัน

     5. ไนจีเรีย 13,000 เมตริกตัน

     6. ไทย 13,000 เมตริกตัน

     7. อินเดีย 2,900 เมตริกตัน

     8. รัสเซีย 2,500 เมตริกตัน

     9. มาดากัสการ์ 2,000 เมตริกตัน

     10. เวียดนาม 300 เมตริกตัน

    ส่องขุมทรัพย์ 'แร่หายาก' ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    การที่ไทยก้าวขึ้นมาแซงหลายประเทศในยุโรปและเอเชียภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ถือเป็น “การเติบโตเร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มผู้ผลิตแร่หายาก

    ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ไทยยุคสงครามแร่หายาก

    “สงครามแร่หายาก” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังผลักดันให้หลายประเทศเร่งหาซัพพลายเชนนอกจีน และไทยคือหนึ่งในหมุดยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ

     • โลเคชันทองคำ: ตั้งอยู่กลางภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงเส้นทางการค้าและแหล่งทรัพยากรของจีน–ลาว–มาเลเซีย

     • นโยบาย BCG และ EV Hub: รัฐบาลไทยผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์ไฟฟ้า หนุนการใช้ประโยชน์จากแร่หายากในประเทศ

     • การลงทุนต่างชาติทะลัก: นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น แคนาดา และยุโรปเร่งเข้ามาจับจองฐานผลิต

    ขุมพลังแห่งอนาคต ดันไทยสู่ฮับแปรรูป Rare Earths

    หากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี การสกัดและรีไซเคิลแร่หายากได้เอง จะสามารถก้าวจาก “ผู้ผลิตดิบ” สู่ “ศูนย์กลางการแปรรูปแร่หายากของอาเซียน” ได้อย่างเต็มตัว

    ในโลกที่ทุกประเทศกำลังเร่งสร้างเศรษฐกิจพลังงานสะอาด แร่หายากจึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมดา แต่คือ “น้ำมันใหม่” ของศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FfRZB8Ve7FQAH66cxILHM

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26

    วันที่นำเข้าข้อมูล 28 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 ต.ค. 2568

    | 37 view

    เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยเป็นครั้งแรกที่นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้พบกับผู้นำอาเซียน

    ไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามอาเซียนเพื่อผลักดันความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) โดยเน้นย้ำการส่งเสริมความร่วมมือครอบคลุมด้านการเมืองและความมั่นคง โดยเฉพาะการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ด้านเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมโยงอัจฉริยะ เศรษฐกิจดิจิทัล และนวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันประเด็นความร่วมมือที่ไทยให้ความสำคัญ อาทิ การส่งเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์และการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืนผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งการส่งเสริมสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/asean-rok-asean47-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SLp47MulTa0dWI2vb4SFQ

  • เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้า ‘ทุนการศึกษา’ ปีที่ 47 สร้างโอกาส สร้างอนาคตแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้า ‘ทุนการศึกษา’ ปีที่ 47 สร้างโอกาส สร้างอนาคตแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

    ครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ 229 คน โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองประธานกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธี ร่วมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับทุนระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบเกียรติบัตรทุนระดับปริญญาตรี พิธีมอบทุนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2522 ปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนไปแล้วกว่า 6,800 ทุน และยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับเยาวชนไทย ภายใต้ความเชื่อว่า “การศึกษา คือรากฐานของการพัฒนาคนและประเทศ” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ ห้องออดิทอเรียม ทรู ดิจิทัล พาร์ค

    คณะกรรมการโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์นำโดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ และ ศุภชัย เจียรวนนท์ ถ่ายภาพร่วมกับตัวแทนนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับทุนซีพี ประจำปี 2568

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “การศึกษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้นำที่มีคุณภาพในอนาคต ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นทุนแบบไร้ข้อผูกมัด ที่ไม่เพียงมอบทุนทรัพย์เพื่อสานต่อการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะพิเศษ ฝึกงาน และเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ทั้งนี้ นพ.ธีระเกียรติได้กล่าวถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนา “มรรคมีองค์ 8” ว่าเริ่มต้นด้วยคำว่า “สัมมา” หมายถึง “ชอบ” ไม่ว่าจะเป็นการเห็นชอบ ดำริชอบ หรือกระทำชอบ เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จในเส้นทางชีวิต เช่นเดียวกับนักเรียนทุนที่เมื่อได้รับโอกาสแล้ว ควรใช้ความดี ความรู้ที่ได้รับ แล้วใช้ความคิดชอบ และความเพียรพยายามในการสร้างประโยชน์เพื่อตอบแทนกลับคืนสู่สังคม พร้อมส่งต่อโอกาสนี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป”

    ขณะที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในพิธีมอบทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2568 ว่า “การได้รับทุนการศึกษาซีพี เป็นสัญลักษณ์ของความเพียรและความตั้งใจดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักเรียนทุนควรยึดถือไว้ตลอดชีวิต เพราะทุกคนย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเปลี่ยนแปลง แต่ความเพียรจะเป็นพลังให้เราก้าวข้าม ปรับตัว และลุกขึ้นได้ในทุกครั้ง ทุนการศึกษานี้ไม่เพียงมอบเพื่อการศึกษาของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจดีที่นักเรียนทุนมีต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สร้างร่มเงาแห่งโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป”

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการ รองประธานโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยม ปวช. และ ปวส.

    ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ ค่านิยมหลัก 6 ประการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งดำเนินธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับความสำเร็จของสังคม โดยเฉพาะ หลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ เช่นเดียวกับการทำงานอย่างมีคุณภาพ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์ เพราะ “ความซื่อสัตย์” คือพื้นฐานของความไว้วางใจ และเป็นหัวใจในการสร้างระบบสังคมที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

    ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

    ทั้งนี้ ศุภชัย ยังได้ฝากข้อคิดถึงนักเรียนทุนทุกคนว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนแสวงหาความมั่นคงและการเติมเต็มความฝันในชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความมั่นคงอย่างแท้จริง คือ “ความรักและความเห็นอกเห็นใจ” เพราะรักแท้ทำให้เรามองเห็นและยอมรับในความแตกต่าง เชื่อมโยงเรากับความเป็นจริง และช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของตนเอง พร้อมใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและงดงามร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”

    “วันนี้น้องๆ ทุกคนมีความฝัน ขอให้สร้างความฝันนั้นด้วยความรักและคุณธรรม เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความสงบและความรุ่งเรือง โดยครองสติ ศีล สมาธิ และปัญญา ให้สามารถก้าวต่อไปโดยไม่ถูกควบคุมด้วยอารมณ์ แต่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยความดีงาม” ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย

    ศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวแนะแนวการปฏิบัติตนกับน้องๆ เพื่อเป็นผู้ให้โอกาสในอนาคต

    ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีมอบเกียรติบัตรทุนการศึกษา นักเรียนทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั้ง 229 คน ได้ร่วมกล่าวปฏิญาณแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ว่าจะน้อมนำพลังแห่งโอกาสที่ได้รับจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งมั่นนำความรู้ ความดี และความเพียรที่สั่งสม กลับไปพัฒนาครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของทุนการศึกษาซีพี อันเป็นพลังแห่งการให้ที่สร้างคุณค่าคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ให้โอวาทแก่น้องๆ ที่ได้รับทุน

    ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี มอบให้นักศึกษาทั่วประเทศในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของประเทศ ทุนละ 50,000 บาทต่อปี ต่อเนื่องจนจบการศึกษา ซึ่งผู้ได้รับทุนจะเข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Project-based Learning และร่วมออกแบบโครงการเพื่อชุมชนยั่งยืนในแต่ละภูมิภาค อีกทั้งจะได้ฝึกงานกับบริษัทในเครือ เพื่อเรียนรู้การทำงานจริง

    นอกจากทุนระดับปริญญาตรี เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังมอบ “ทุนเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมสายวิทย์-คณิต และนักเรียน ปวช./ปวส. ในสาขาที่ขาดแคลนของประเทศ เช่น การแพทย์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ และเทคนิคเฉพาะด้าน มูลค่าทุน 70,000 บาทต่อปี เป็นทุนต่อเนื่องจนจบการศึกษาอีกเช่นกัน

    ตัวแทนผู้ได้รับทุนการศึกษามอบพวงมาลัยแทนคำขอบคุณแก่ผู้ใหญ่ใจดี

    ศรีรัตน์ มะกา ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะสาธารณสุขศาสตร์ สาขาการจัดการและการดูแลผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประจำปีนี้ เปิดเผยว่า “ตนเติบโตในหมู่บ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนเผ่าบนดอยที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง เด็กส่วนใหญ่ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อกับการช่วยเหลือครอบครัว ทำให้หลายคนไม่ได้มีโอกาสศึกษาต่อ แต่ด้วยความตั้งใจ ได้พยายามทำงานรับจ้างซักผ้า และหาทุนการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อหารายได้ระหว่างเรียน พร้อมมุ่งมั่นศึกษาต่อเพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนของตน โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ยังขาดแคลนและเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง”

    ไรยา หลีจู

    ศรีรัตน์ ยังเผยว่า “ทุนซีพีไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระด้านค่าเล่าเรียน แต่ยังมอบโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ผ่านการอบรมทักษะภาษาอังกฤษและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล จึงรู้สึกดีใจและเห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ พร้อมตั้งใจจะนำความรู้กลับไปยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในหมู่บ้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการศึกษาและความเพียรพยายามจะเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและชุมชนของในอนาคต”

    ศรีรัตน์ มะกา

    เช่นเดียวกับ ไรยา หลีจู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสันติธรรมวิทยามูลนิธิ อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประจำปีนี้ เปิดเผยด้วยความดีใจว่า “ไม่คิดว่าจะได้ทุน เพราะเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่ได้รับ โดยตนมาจากครอบครัวฐานะยากจน มีพี่น้อง 5 คน เป็นคนที่สามของบ้าน แม้จะต้องเผชิญความลำบาก แต่ก็พยายามตั้งใจเรียนและพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พร้อมคว้าโอกาสทุกครั้งที่มีเข้ามา ซึ่งทุนซีพีที่ได้รับเป็นปีที่สองนี้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้มาก ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถเรียนต่อได้โดยไม่ต้องพักการเรียนอีก แม้เคยต้องหยุดเรียนไปช่วงหนึ่งเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และกลับมาเรียนต่อจนสำเร็จ โดยย้ำว่า ไม่มีคำว่าสายในการเรียนรู้”

    สุวพัชร แสงนวล นักเรียนทุนซีพีรุ่นพี่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง

    นอกจากนี้ เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุนซีพีไม่เพียงช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังมอบโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมอบรมทักษะชีวิตและความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งช่วยต่อยอดทักษะในการทำงานในอนาคตและเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ทั้งนี้ มีความฝันอยากเรียนต่อในสาขาพยาบาล เพื่อจะได้กลับไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน เหมือนกับที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ยื่นมือมาช่วยเธอในวันนี้” 

    โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 จากเจตนารมณ์ของนายจรัญ เจียรวนนท์ และนายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยได้รับการสานต่ออย่างมั่นคงจากนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ จนกระทั่งในปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร โครงการทุนการศึกษานี้ได้พัฒนาและขยายผลอย่างเป็นระบบทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

    ปัจจุบัน โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์มี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการบริหารทุน และนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน พร้อมคณะกรรมการทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนทุนนี้ให้เป็นพลังเปลี่ยนชีวิตของเยาวชน และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    สำหรับผู้ที่สนใจสมัครขอรับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ สามารถตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติผู้สมัครและดำเนินการสมัครได้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง www.applycpscholarship.com ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/923681&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cXhC0Rax-FQI6bNHVPmWA

  • เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    ชี้แม้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย หากมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ

    รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น

    พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

    ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน

    อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3haDPpMEiyOVyIDTibzbfn

  • “มิตรผล” จับมือ “SCGC” พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการ …

    “มิตรผล” จับมือ “SCGC” พัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการ …

    ฟิล์มสำหรับห่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่มมิตรผล อาทิ น้ำตาลมิตรผล เฟรชชี่ ไซรัป รวมทั้งฟิล์มหดรัดสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำแร่เอโตะ. ความร่วมมือดังกล่าว …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/business/3658477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AZa_ZE03mt73TXfCaJZd7