Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส่งออก..รุ่ง แต่ GDP ร่วง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “ชีวิตจริงของประชาชน”

    ส่งออก..รุ่ง แต่ GDP ร่วง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “ชีวิตจริงของประชาชน”

    ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น อาจเป็นเพียง “ภาพลวงตา” การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “เศรษฐกิจชีวิตจริง” ของประชาชน


    การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
    1. ทองคำ : การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก (re-export)
    2. อิเล็กทรอนิกส์ : แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57% แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ (Assembly) ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
    หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ 1 ใน 5 ส่วน (18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง
    ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่

    ข้าว

    ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น มูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31% และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง
    ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือน ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือน และ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%
    ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น “อาการป่วย” ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ” (Decoupled Growth)

    ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวย แต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต “การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง” นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทาน จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
    1. ยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ (Smart & AI Farming) และเกษตรแปลงใหญ่ (Big Farm) พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกร จัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร รวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่าย โดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ
    2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรา ยังคงเป็นการประกอบ (Assembly) ไม่ใช่การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain) ประการสำคัญคือ รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ
    เราต้องปรับเปลี่ยนจากโรงงานประกอบ (OEM : Origianl Equipment Manufacturer) อัพเกรดเป็น ODM (Original Design Manufactuere) มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer) สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

    คนไทยที่มีศักยภาพ

    3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการเพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน
    4. ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิม จาก “ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“ (Importer-Exporter model) สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดน ซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี (SME) และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชน รวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดด สามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง (Inclusive distribution)
    ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทย เป็นเพียง “จุดผ่าน” ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชน ไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“ อย่างนี้ต่อไป ถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร
    นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออก จึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    Post Views: 189

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/29/thailand-economic-crisis-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MX_4T5m-DPNv44CDNjTP3

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯปทุมธานีจัด ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ | เดลินิวส์

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯปทุมธานีจัด ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ | เดลินิวส์

    สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาธรรม พระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั่วแผ่นดิน พร้อมจัดกิจกรรมในงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่สะท้อนวิถีชีวิต อันสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ อาหาร สุขภาพ สมุนไพร และวัฒนธรรมไทยอย่างครบวงจร

    ภายในงานนำเสนอการแนวทางการพึ่งพาตนเองของชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” และนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดคุณค่าของอาหาร สมุนไพร และผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย พร้อมกิจกรรมสาธิต และตลาดสินค้าเกษตรจากเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 120 ร้าน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 พ.ย.68 เวลา 08.00-17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อ.คลองหลวง

    พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า  “ในห้วงเวลาที่ปวงชนชาวไทยต่างโศกอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ โดยได้จัดทำนิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการเผยแพร่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตแบบไทยที่ทรงส่งเสริมไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน”

    นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” ซึ่งรวมองค์ความรู้เรื่องอาหารไทยที่เปี่ยมคุณค่าและสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาการปรุงสำรับอาหารที่ไม่เพียงอร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ทั้งเมนูอาหารไทยโบราณ อาหารพื้นถิ่น และเมนูสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิม พร้อมกิจกรรมสาธิต

    “ครัวไทยพอเพียง” ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบปลอดภัยจากเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างสุขภาวะกายใจอย่างยั่งยืน และต่อด้วยนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำในฐานะแหล่งชีวิตและความมั่นคงของชุมชน ผ่านสององค์ความรู้สำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ได้แก่ การแปรรูปปลา และ

    ศิลปะผ้าย้อมธรรมชาติ ซึ่งผู้มาเข้าชมงานจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจับปลา การถนอมอาหาร การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ปลา ตลอดจนการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น ซึ่งผ้าแต่ละผืนสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนและความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานกับธรรมชาติอย่างงดงาม ในด้าน “ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่า ผ่านลวดลาย สีสัน และเทคนิคการทอที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค พร้อมกิจกรรมสาธิตการย้อมผ้า การสกรีนลายลงผืนผ้า และการประยุกต์ผ้าไทยให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และแรงบันดาลใจผ่านการ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 8 หลักสูตร ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตร “หยูกยา ภูมิปัญญาแผ่นดิน” โดยอาจารย์วินัย สุวรรณไตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ฉะเชิงเทราหลักสูตร “ข้าวญี่ปุ่นบนถิ่นอีสาน” โดยอาจารย์เสกสรรค์ โพธิสาร จาก “พอดีฟาร์ม” จ.อุดรธานี หลักสูตร “เสน่ห์ดอกไม้กินได้” โดยอาจารย์กันตพัฒน์ โภคินวัฒนาทัศน์ จาก “Banhuailuknok Farm” จ.ราชบุรีและหลักสูตร “สี สร้าง สรรค์” โดยอาจารย์อดิศร จันทร์ใด เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สกลนคร เป็นต้น

    ภายในงานยังเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ กิจกรรมเพาะแจกแลกเปลี่ยน ส่งต่อพันธุ์ไม้เพื่อร่วมอนุรักษพันธุกรรมพืชและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย และตลาดสินค้าจากเครือข่ายชุมชนกว่า 120 ร้านเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ผู้สนใจคลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5251454/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zNtSlWiO7BEKiTO6CKIuA

  • “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้าเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ | 29 ต.ค. 68 | ข่าวใส่ไข่

    “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้าเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ | 29 ต.ค. 68 | ข่าวใส่ไข่

    30 ต.ค. 2568 00:45 น.

    “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ #คนละครึ่งพลัส #คนละครึ่ง #กระตุ้นเศรษฐกิจ #โครงการรัฐ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/news-with-egg/1170867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NsVNcHfe7kdkT-534HDLC

  • โฮมโปร (HMPRO) เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน

    โฮมโปร (HMPRO) เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 จะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการปรับตัวสูง โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก “ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ” ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ “Total Home Solution” ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    ในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    #ผลประกอบการQ32025 #โฮมโปร #HomePro #BetterLiving #homepropr

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1544649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oSZRO0NnHi4LSEKxsVvr0

  • “ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future” เตือนแรง! คนมีการศึกษา “ยิ่งฉลาด” ยิ่งโดนหลอกลงทุนง่าย | เดลินิวส์

    “ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future” เตือนแรง! คนมีการศึกษา “ยิ่งฉลาด” ยิ่งโดนหลอกลงทุนง่าย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ต.ค. เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future” ซึ่งเป็นเพจของวิศวกรและนักลงทุน ที่ได้รับใบอนุญาตตัวแทนเปิดพอร์ตการลงทุนอย่างถูกต้องจากสมาคม ได้โพสต์ข้อความเตือนภัยนักลงทุน ภายใต้หัวข้อ “ช็อก! คนมีการศึกษา ‘ยิ่งฉลาด’ ยิ่งโดนหลอกลงทุนง่ายกว่าเดิม”

    โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า คนจบสูง มีเหตุผล และมีตรรกะทางการคิด มักตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น Forex, AI เทรด หรือแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้ แต่เพราะ “ระบบคิดถูกแฮ็ก” โดยกลโกงที่อาศัยจุดอ่อนทางจิตวิทยาของมนุษย์

    เพจ “ม้าเฉียวฯ” แบ่งจุดบอดหลักออกเป็น 3 ประการ ได้แก่

    Illusion of Knowledge — “ยิ่งรู้มาก ยิ่งมั่นใจผิด”

    คนมีความรู้มักเชื่อว่าตนเองมีเหตุผลและตรวจสอบได้ แต่กลับถูกหลอกด้วย “ข้อมูลจริงบางส่วนผสมเรื่องแต่ง” เช่น อ้างอิงเทคโนโลยีจริงอย่าง AI หรือ Blockchain เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

    Rationalized Greed — ความโลภแบบมีเหตุผล

    ผู้ลงทุนไม่ได้โลภแบบเม่า แต่ “คิดว่าฉลาดกว่าเกม” มองผลตอบแทนสูงเกินจริงว่าเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” โดยลืมตั้งคำถามว่า “แล้วคนขายระบบได้อะไร?” ซึ่งคำตอบคือ “ได้เงินของคุณ”

    Incomplete Knowledge — “รู้เยอะ แต่รู้ไม่ครบ”

    แม้จะจบการเงิน วิศวกรรม หรือไอที แต่กลับไม่รู้เท่าทันจิตวิทยาของการหลอกลวง เช่น การใช้ Social Proof, Authority Bias หรือ FOMO เพื่อเร่งให้ตัดสินใจลงทุนโดยไม่ทันคิด

    เพจยังระบุอีกว่า “ปริญญาให้เครื่องมือคิด แต่ไม่ให้เกราะป้องกันอารมณ์” เพราะสุดท้ายแล้ว การตัดสินใจลงทุนไม่ได้เกิดจากสมอง แต่จาก “หัวใจที่อยากรวยเร็ว” ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เหล่ามิจฉาชีพเข้าใจดีที่สุด

    โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในหมู่นักลงทุนและคนทำงานสายการเงิน โดยมีผู้แชร์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยอมรับว่า “คำเตือนนี้ตรงใจ” และสะท้อนความจริงของยุคที่ “ความฉลาดเพียงอย่างเดียว ไม่พอสำหรับโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยกับดัก”

    ขอบคุณเพจ “ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future”และเพจหมอใหม่มีเรื่องเล่า่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5252401/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EAOkIRX4HWiCl_fOUP8dE

  • เมื่อรัฐหยุดทำการ: Government Shutdown กับบทเรียนจากสหรัฐฯ

    เมื่อรัฐหยุดทำการ: Government Shutdown กับบทเรียนจากสหรัฐฯ

    เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐฯ ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำที่ชาวอเมริกันไม่อยากได้ยินเลย นั่นคือ “government shutdown” เพราะในที่สุด รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ต้อง “ปิดทำการชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมาจริง ๆ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันในเรื่องงบประมาณปีหน้า (2026) ได้ทันเวลา

    rn

     

    rn

    ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จึงขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจสาเหตุ ผลกระทบ และบทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกันดังต่อไปนี้ครับ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐฯ ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำที่ชาวอเมริกันไม่อยากได้ยินเลย นั่นคือ “government shutdown” เพราะในที่สุด รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ต้อง “ปิดทำการชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมาจริง ๆ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันในเรื่องงบประมาณปีหน้า (2026) ได้ทันเวลา

    ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จึงขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจสาเหตุ ผลกระทบ และบทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกันดังต่อไปนี้ครับ

    เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวฉุดระบบราชการ

    rn

     

    rn

    ตามระบบที่ออกแบบไว้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสผ่าน “กฎหมายงบประมาณ” (appropriations bill) หรือออก “งบชั่วคราว” (continuing resolution) เพื่อให้หน่วยงานทำงานต่อไปได้ แต่ในปีนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องงบสวัสดิการสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

    rn

     

    rn

    เมื่อ “การเมืองไม่ขยับ” ระบบราชการก็ต้องหยุดเดิน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 9 แสนคนถูกพักงาน (furlough)[1] หรือทำงานต่อไปโดยไม่มีค่าจ้าง (และล่าสุด มีเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกปลดจากงานไปจริง ๆ) ขณะที่หน่วยงานที่ไม่ถือว่า “จำเป็นต่อความมั่นคงหรือชีวิตของประชาชน” จำเป็นต้องปิดทำการทันที ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงสำนักงานภาษี IRS

    rn

     

    rn

    ผลกระทบที่ลามไปทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

    rn

     

    rn

    แม้การปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในทุกมิติ

    rn

     

    rn

    มิติแรก แรงงานภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว หลายคนต้องหางานพิเศษหรือพึ่งพากองทุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ผู้ที่ยังทำงานต่อ เช่น เจ้าหน้าที่สนามบินและเจ้าหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ ต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าตอบแทนเมื่อใด

    rn

     

    rn

    มิติที่สอง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารอย่าง WIC และ SNAP อาจหยุดจ่ายเงินภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีงบประมาณใหม่[2] ขณะที่การให้บริการบางอย่าง เช่น การขอวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง หรือการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ล้วนล่าช้าออกไป

    rn

     

    rn

    มิติที่สาม เศรษฐกิจมหภาค ทำเนียบขาวประเมินว่า ทุกสัปดาห์ของการปิดทำการจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าราว 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ และหากยืดเยื้อหนึ่งเดือน อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 43,000 คน[3] แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข คือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบการคลังสหรัฐฯ ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบของวินัยการเงินการคลังกลับไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ตรงเวลา…

    rn

     

    rn

    ปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องเงิน คือ ความแตกแยกทางการเมือง

    rn

     

    rn

    Government shutdown ไม่ได้เกิดจาก “การขาดเงิน” แต่เกิดจาก “การขาดความร่วมมือ” โดยการปิดรัฐบาลสะท้อนการเมืองที่แบ่งขั้ว (polarization) อย่างรุนแรง ทั้งสองพรรคใหญ่ใช้ “งบประมาณของประเทศ” เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    rn

     

    rn

    สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายล้านคน มันไม่ใช่เพียงปัญหาเงินเดือน แต่คือ “ความสูญเสียศรัทธา” ต่อระบบการเมืองที่ควรทำงานเพื่อประชาชน งานศึกษาเบื้องต้นของ University of Virginia[4] พบว่าการปิดรัฐบาลซ้ำ ๆ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง เทียบเคียงได้กับการถูกตัดเงินเดือน 10 % ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญและไม่แปลกใจที่จะเห็นเจ้าหน้าที่หมดกำลังใจและลาออกในที่สุด

    rn

     

    rn

    Government Shutdown ไม่ใช่เรื่องใหม่

    rn

     

    rn

    “Government shutdown” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นโรคเรื้อรังในระบบการเมืองอเมริกันมานานกว่า 40 ปี

    rn

     

    rn

    ปรากฏการณ์นี้ย้อนไปได้อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมี funding gap สำคัญในปี 1976 (สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด) ที่สภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณด้านการศึกษา และต่อมาในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ช่วงทศวรรษ 1980 จึงเกิด “การปิดทำการ” แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ประสบกับการปิดทำการย่อย ๆ หลายครั้งที่กินเวลาไม่กี่วัน

    rn

     

    rn

    แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็น “บทเรียนทางเศรษฐกิจ” คือ การปิดรัฐบาลจำนวน 21 วันในปี 1995–1996 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก โดยเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ความนิยมของพรรครีพับลิกันลดลงเป็นอย่างมาก

    rn

     

    rn

    ต่อมาในปี 2013 สมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ปิดรัฐบาลอีก 16 วันจากการขัดแย้งเรื่องงบประมาณของ “โอบามาแคร์” และครั้งที่ยาวนานที่สุดคือปี 2018–2019 สมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน เพราะข้อพิพาทเรื่องกำแพงชายแดนเม็กซิโก

    rn

     

    rn

    การปิดรัฐบาลปี 2025 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่คือตอนล่าสุดของละครการเมืองเรื่องเดิมที่สหรัฐฯ ยังหาทางจบไม่ได้

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ถดถอย แต่ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

    rn

     

    rn

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้การปิดทำการของรัฐบาลไม่น่าทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่ผลสะสมอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว หรือหากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

    rn

     

    rn

    ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตจากรัฐ เช่น พลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่างเริ่มชะลอแผนการลงทุน การเดินทางภายในประเทศติดขัดจากการขาดเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบิน และการปิดบริการของอุทยานแห่งชาติสร้างความเสียหายแก่ภาคท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์

    rn

     

    rn

    กล่าวได้ว่า shutdown ครั้งนี้อาจไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที แต่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในรัฐบาล” ไปแล้วส่วนหนึ่ง

    rn

     

    rn

    เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกก็สั่นตาม

    rn

     

    rn

    เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก การปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยตลาดการเงินโลกเริ่มผันผวนตั้งแต่วันแรกที่ข่าวการปิดรัฐบาลถูกประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าชั่วคราว ขณะที่ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ถูกขายออกบางส่วนเพราะนักลงทุนกังวลว่าการชะงักของหน่วยงานรัฐอาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ

    rn

     

    rn

    IMF เตือนว่าการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ หลักทรัพย์อ้างอิงของระบบการเงินระหว่างประเทศ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน ย่อมกระทบต่อสกุลเงินอื่น รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เพราะเมื่อการบริโภคภายในอเมริกาชะลอตัว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็อาจเผชิญคำสั่งซื้อที่ลดลง และค่าเงินบาทผันผวนจากแรงกระเพื่อมของตลาดการเงินโลก

    rn

     

    rn

    กล่าวได้ว่า เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกทั้งใบก็สั่นตาม แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก “กลั้นหายใจ” ได้ ไม่ต่างจากช่วงวิกฤตหนี้เพดานงบประมาณ (debt ceiling crisis) ในอดีต

    rn

     

    rn

    บทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ : งบประมาณไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

    rn

     

    rn

    เหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกระจกสะท้อนที่ดีว่า “เสถียรภาพทางนโยบาย” มีความสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขงบประมาณ” เลย

    rn

     

    rn

    บางประเทศอาจไม่ได้เผชิญภาวะ government shutdown ในเชิงเทคนิค เพราะระบบงบประมาณไม่ขึ้นตรงกับการเมืองแบบสองพรรคเหมือนสหรัฐฯ แต่ก็สามารถเผชิญปัญหาคล้ายกันได้ นั่นคือ “การบริหารงบประมาณล่าช้า” จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงมหภาคไม่ต่างกัน

    rn

     

    rn

    เมื่อการเมืองชะงัก โครงการลงทุนรัฐต้องเลื่อน งบช่วยเหลือประชาชนช้ากว่ากำหนด การจ้างงานหยุดชะงัก สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ “shutdown เงียบ” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

    rn

     

    rn

    บทสรุป

    rn

     

    rn

    การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นมากกว่าความล้มเหลวทางการคลัง มันคือสัญญาณของ “ความอ่อนแอของประชาธิปไตยเชิงสถาบัน” เพราะเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่สามารถหาทางออกที่เป็นกลางได้ เสาหลักแห่งรัฐทั้งระบบก็เริ่มสั่นคลอน

    rn

     

    rn

    บทเรียนจากสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องตั้งอยู่บนการเมืองที่มั่นคง และการเมืองที่มั่นคงต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้ง

    rn

     

    rn

    ไม่ว่าประเทศใด หากปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นเครื่องมือทางนโยบาย วันหนึ่งรัฐอาจต้อง “หยุดเดิน” เหมือนที่อเมริกากำลังเผชิญในวันนี้ครับ

    rn

     

    rn

    [1]https://www.yahoo.com/news/articles/longest-government-shutdowns-us-history-185213901.html

    rn

    [2]https://www.washingtonpost.com/politics/2025/10/03/wic-government-shutdown-2025-funding-run-out/

    rn

    [3]https://www.politico.com/news/2025/10/01/us-gdp-loss-shutdown-00590927

    rn

    [4] https://ideas.darden.virginia.edu/impact-of-a-government-shutdown

    rn”}}” id=”text-5c14b3da95″>

    เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวฉุดระบบราชการ

    ตามระบบที่ออกแบบไว้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสผ่าน “กฎหมายงบประมาณ” (appropriations bill) หรือออก “งบชั่วคราว” (continuing resolution) เพื่อให้หน่วยงานทำงานต่อไปได้ แต่ในปีนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องงบสวัสดิการสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

    เมื่อ “การเมืองไม่ขยับ” ระบบราชการก็ต้องหยุดเดิน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 9 แสนคนถูกพักงาน (furlough)[1] หรือทำงานต่อไปโดยไม่มีค่าจ้าง (และล่าสุด มีเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกปลดจากงานไปจริง ๆ) ขณะที่หน่วยงานที่ไม่ถือว่า “จำเป็นต่อความมั่นคงหรือชีวิตของประชาชน” จำเป็นต้องปิดทำการทันที ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงสำนักงานภาษี IRS

    ผลกระทบที่ลามไปทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

    แม้การปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในทุกมิติ

    มิติแรก แรงงานภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว หลายคนต้องหางานพิเศษหรือพึ่งพากองทุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ผู้ที่ยังทำงานต่อ เช่น เจ้าหน้าที่สนามบินและเจ้าหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ ต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าตอบแทนเมื่อใด

    มิติที่สอง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารอย่าง WIC และ SNAP อาจหยุดจ่ายเงินภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีงบประมาณใหม่[2] ขณะที่การให้บริการบางอย่าง เช่น การขอวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง หรือการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ล้วนล่าช้าออกไป

    มิติที่สาม เศรษฐกิจมหภาค ทำเนียบขาวประเมินว่า ทุกสัปดาห์ของการปิดทำการจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าราว 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ และหากยืดเยื้อหนึ่งเดือน อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 43,000 คน[3] แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข คือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบการคลังสหรัฐฯ ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบของวินัยการเงินการคลังกลับไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ตรงเวลา…

    ปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องเงิน คือ ความแตกแยกทางการเมือง

    Government shutdown ไม่ได้เกิดจาก “การขาดเงิน” แต่เกิดจาก “การขาดความร่วมมือ” โดยการปิดรัฐบาลสะท้อนการเมืองที่แบ่งขั้ว (polarization) อย่างรุนแรง ทั้งสองพรรคใหญ่ใช้ “งบประมาณของประเทศ” เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายล้านคน มันไม่ใช่เพียงปัญหาเงินเดือน แต่คือ “ความสูญเสียศรัทธา” ต่อระบบการเมืองที่ควรทำงานเพื่อประชาชน งานศึกษาเบื้องต้นของ University of Virginia[4] พบว่าการปิดรัฐบาลซ้ำ ๆ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง เทียบเคียงได้กับการถูกตัดเงินเดือน 10 % ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญและไม่แปลกใจที่จะเห็นเจ้าหน้าที่หมดกำลังใจและลาออกในที่สุด

    Government Shutdown ไม่ใช่เรื่องใหม่

    “Government shutdown” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นโรคเรื้อรังในระบบการเมืองอเมริกันมานานกว่า 40 ปี

    ปรากฏการณ์นี้ย้อนไปได้อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมี funding gap สำคัญในปี 1976 (สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด) ที่สภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณด้านการศึกษา และต่อมาในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ช่วงทศวรรษ 1980 จึงเกิด “การปิดทำการ” แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ประสบกับการปิดทำการย่อย ๆ หลายครั้งที่กินเวลาไม่กี่วัน

    แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็น “บทเรียนทางเศรษฐกิจ” คือ การปิดรัฐบาลจำนวน 21 วันในปี 1995–1996 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก โดยเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ความนิยมของพรรครีพับลิกันลดลงเป็นอย่างมาก

    ต่อมาในปี 2013 สมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ปิดรัฐบาลอีก 16 วันจากการขัดแย้งเรื่องงบประมาณของ “โอบามาแคร์” และครั้งที่ยาวนานที่สุดคือปี 2018–2019 สมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน เพราะข้อพิพาทเรื่องกำแพงชายแดนเม็กซิโก

    การปิดรัฐบาลปี 2025 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่คือตอนล่าสุดของละครการเมืองเรื่องเดิมที่สหรัฐฯ ยังหาทางจบไม่ได้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ถดถอย แต่ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้การปิดทำการของรัฐบาลไม่น่าทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่ผลสะสมอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว หรือหากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

    ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตจากรัฐ เช่น พลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่างเริ่มชะลอแผนการลงทุน การเดินทางภายในประเทศติดขัดจากการขาดเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบิน และการปิดบริการของอุทยานแห่งชาติสร้างความเสียหายแก่ภาคท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์

    กล่าวได้ว่า shutdown ครั้งนี้อาจไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที แต่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในรัฐบาล” ไปแล้วส่วนหนึ่ง

    เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกก็สั่นตาม

    เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก การปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยตลาดการเงินโลกเริ่มผันผวนตั้งแต่วันแรกที่ข่าวการปิดรัฐบาลถูกประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าชั่วคราว ขณะที่ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ถูกขายออกบางส่วนเพราะนักลงทุนกังวลว่าการชะงักของหน่วยงานรัฐอาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ

    IMF เตือนว่าการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ หลักทรัพย์อ้างอิงของระบบการเงินระหว่างประเทศ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน ย่อมกระทบต่อสกุลเงินอื่น รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก

    นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เพราะเมื่อการบริโภคภายในอเมริกาชะลอตัว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็อาจเผชิญคำสั่งซื้อที่ลดลง และค่าเงินบาทผันผวนจากแรงกระเพื่อมของตลาดการเงินโลก

    กล่าวได้ว่า เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกทั้งใบก็สั่นตาม แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก “กลั้นหายใจ” ได้ ไม่ต่างจากช่วงวิกฤตหนี้เพดานงบประมาณ (debt ceiling crisis) ในอดีต

    บทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ : งบประมาณไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

    เหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกระจกสะท้อนที่ดีว่า “เสถียรภาพทางนโยบาย” มีความสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขงบประมาณ” เลย

    บางประเทศอาจไม่ได้เผชิญภาวะ government shutdown ในเชิงเทคนิค เพราะระบบงบประมาณไม่ขึ้นตรงกับการเมืองแบบสองพรรคเหมือนสหรัฐฯ แต่ก็สามารถเผชิญปัญหาคล้ายกันได้ นั่นคือ “การบริหารงบประมาณล่าช้า” จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงมหภาคไม่ต่างกัน

    เมื่อการเมืองชะงัก โครงการลงทุนรัฐต้องเลื่อน งบช่วยเหลือประชาชนช้ากว่ากำหนด การจ้างงานหยุดชะงัก สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ “shutdown เงียบ” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

    บทสรุป

    การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นมากกว่าความล้มเหลวทางการคลัง มันคือสัญญาณของ “ความอ่อนแอของประชาธิปไตยเชิงสถาบัน” เพราะเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่สามารถหาทางออกที่เป็นกลางได้ เสาหลักแห่งรัฐทั้งระบบก็เริ่มสั่นคลอน

    บทเรียนจากสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องตั้งอยู่บนการเมืองที่มั่นคง และการเมืองที่มั่นคงต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้ง

    ไม่ว่าประเทศใด หากปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นเครื่องมือทางนโยบาย วันหนึ่งรัฐอาจต้อง “หยุดเดิน” เหมือนที่อเมริกากำลังเผชิญในวันนี้ครับ

    [1]https://www.yahoo.com/news/articles/longest-government-shutdowns-us-history-185213901.html

    [2]https://www.washingtonpost.com/politics/2025/10/03/wic-government-shutdown-2025-funding-run-out/

    [3]https://www.politico.com/news/2025/10/01/us-gdp-loss-shutdown-00590927

    [4] https://ideas.darden.virginia.edu/impact-of-a-government-shutdown

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    suparit photo

    สุพริศร์ สุวรรณิก
    นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์การเงินครัวเรือน
    University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด”
    ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251028-02.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mD2HTDJXs5IsOtkceMDer

  • จ.ชม.ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    จ.ชม.ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    จ.ชม.ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลยี่เป็งปี 68

    เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดย พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลยี่เป็ง ๒๕๖๘ โดยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัด เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น เพื่อ เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งเป็น เทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และมีประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทย และต่างชาติ เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่นักท่องเที่ยวรอคอย

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ป้องกันและลดการเกิดอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน และเหตุ เพลิงไหม้ในช่วงเทศกาลลอยกระทง รวมทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการ บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างชาติเพื่อเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน คอยดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเทศกาลยี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่อย่างทั่วถึง

    ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งมั่นดำเนินงาน ตามโครงการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่เป็นงานประเพณีที่งดงาม ปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กิจกรรม “พิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลลอยกระทง” ประจำปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน ตำรวจ พลเรือน และหน่วยอาสา กว่า 630 นาย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3807512/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw197bwShL5jkoD8O0Pib9Y3

  • สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย นำคณะ “พคบ.ชร.” ศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำและผังเมือง ณ ไต้หวัน

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย นำคณะ “พคบ.ชร.” ศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำและผังเมือง ณ ไต้หวัน

    ภูมิภาค

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย นำคณะ “พคบ.ชร.” ศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำและผังเมือง ณ ไต้หวัน

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโดยนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ว่าที่ รต.เมฆา สิริชัยรุ่งเรือง นำคณะ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร จังหวัดเชียงราย (พคบ.ชร.) ให้ดำเนินการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วมและการจัดการผังเมือง ณ กรุงไทเปและนิวไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

    ในการศึกษาดูงาน คณะได้รับเกียรติจากหลายหน่วยงานของไต้หวันในการให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อาทิ รัฐสภาไต้หวันได้ให้การต้อนรับคณะเข้าเยี่ยมชมสภาอันทรงเกียรติและเลี้ยงอาหารค่ำ นอกจากนี้ คณะยังได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติและการจัดการระบบน้ำเมืองไทเป และผู้อำนวยการศูนย์การจัดการระบบผังเมืองและการระบายน้ำเมืองนิวไทเป ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจระบบการจัดการสมัยใหม่

    คณะยังได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน (ไทเป) โดยมีผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและนำชมอย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการพบปะกับอาจารย์ฮู เจ้าของพิพิธภัณฑ์หยกร่วมสมัยของศิลปินสัญชาติไทย ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของศิลปินไทยที่ได้เปิดร่วมกับพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติกู้กงไทเป โดยอาจารย์ฮูได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นหยกแก่คณะ พคบ.ชร.

    ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและไต้หวัน คณะได้รับเกียรติจาก นายณรงค์ บุญเสถีรวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับและบรรยายแก่คณะ โดยคณะ พคบ.ชร. ได้มอบของที่ระลึกแสดงความขอบคุณ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป ไต้หวัน ก็ได้ให้การต้อนรับและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับทิศทางนักท่องเที่ยว โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายได้มอบของที่ระลึกเป็นการตอบแทน

    การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของไต้หวันมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติและการวางผังเมืองของจังหวัดเชียงรายในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/452266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NKaS2J2N8coBRB6Ktre5A

  • เมื่อรัฐหยุดทำการ: Government Shutdown กับบทเรียนจากสหรัฐฯ

    เมื่อรัฐหยุดทำการ: Government Shutdown กับบทเรียนจากสหรัฐฯ

    เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐฯ ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำที่ชาวอเมริกันไม่อยากได้ยินเลย นั่นคือ “government shutdown” เพราะในที่สุด รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ต้อง “ปิดทำการชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมาจริง ๆ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันในเรื่องงบประมาณปีหน้า (2026) ได้ทันเวลา

    rn

     

    rn

    ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จึงขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจสาเหตุ ผลกระทบ และบทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกันดังต่อไปนี้ครับ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐฯ ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำที่ชาวอเมริกันไม่อยากได้ยินเลย นั่นคือ “government shutdown” เพราะในที่สุด รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ต้อง “ปิดทำการชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมาจริง ๆ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันในเรื่องงบประมาณปีหน้า (2026) ได้ทันเวลา

    ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จึงขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจสาเหตุ ผลกระทบ และบทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกันดังต่อไปนี้ครับ

    เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวฉุดระบบราชการ

    rn

     

    rn

    ตามระบบที่ออกแบบไว้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสผ่าน “กฎหมายงบประมาณ” (appropriations bill) หรือออก “งบชั่วคราว” (continuing resolution) เพื่อให้หน่วยงานทำงานต่อไปได้ แต่ในปีนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องงบสวัสดิการสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

    rn

     

    rn

    เมื่อ “การเมืองไม่ขยับ” ระบบราชการก็ต้องหยุดเดิน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 9 แสนคนถูกพักงาน (furlough)[1] หรือทำงานต่อไปโดยไม่มีค่าจ้าง (และล่าสุด มีเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกปลดจากงานไปจริง ๆ) ขณะที่หน่วยงานที่ไม่ถือว่า “จำเป็นต่อความมั่นคงหรือชีวิตของประชาชน” จำเป็นต้องปิดทำการทันที ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงสำนักงานภาษี IRS

    rn

     

    rn

    ผลกระทบที่ลามไปทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

    rn

     

    rn

    แม้การปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในทุกมิติ

    rn

     

    rn

    มิติแรก แรงงานภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว หลายคนต้องหางานพิเศษหรือพึ่งพากองทุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ผู้ที่ยังทำงานต่อ เช่น เจ้าหน้าที่สนามบินและเจ้าหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ ต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าตอบแทนเมื่อใด

    rn

     

    rn

    มิติที่สอง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารอย่าง WIC และ SNAP อาจหยุดจ่ายเงินภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีงบประมาณใหม่[2] ขณะที่การให้บริการบางอย่าง เช่น การขอวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง หรือการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ล้วนล่าช้าออกไป

    rn

     

    rn

    มิติที่สาม เศรษฐกิจมหภาค ทำเนียบขาวประเมินว่า ทุกสัปดาห์ของการปิดทำการจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าราว 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ และหากยืดเยื้อหนึ่งเดือน อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 43,000 คน[3] แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข คือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบการคลังสหรัฐฯ ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบของวินัยการเงินการคลังกลับไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ตรงเวลา…

    rn

     

    rn

    ปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องเงิน คือ ความแตกแยกทางการเมือง

    rn

     

    rn

    Government shutdown ไม่ได้เกิดจาก “การขาดเงิน” แต่เกิดจาก “การขาดความร่วมมือ” โดยการปิดรัฐบาลสะท้อนการเมืองที่แบ่งขั้ว (polarization) อย่างรุนแรง ทั้งสองพรรคใหญ่ใช้ “งบประมาณของประเทศ” เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    rn

     

    rn

    สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายล้านคน มันไม่ใช่เพียงปัญหาเงินเดือน แต่คือ “ความสูญเสียศรัทธา” ต่อระบบการเมืองที่ควรทำงานเพื่อประชาชน งานศึกษาเบื้องต้นของ University of Virginia[4] พบว่าการปิดรัฐบาลซ้ำ ๆ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง เทียบเคียงได้กับการถูกตัดเงินเดือน 10 % ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญและไม่แปลกใจที่จะเห็นเจ้าหน้าที่หมดกำลังใจและลาออกในที่สุด

    rn

     

    rn

    Government Shutdown ไม่ใช่เรื่องใหม่

    rn

     

    rn

    “Government shutdown” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นโรคเรื้อรังในระบบการเมืองอเมริกันมานานกว่า 40 ปี

    rn

     

    rn

    ปรากฏการณ์นี้ย้อนไปได้อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมี funding gap สำคัญในปี 1976 (สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด) ที่สภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณด้านการศึกษา และต่อมาในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ช่วงทศวรรษ 1980 จึงเกิด “การปิดทำการ” แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ประสบกับการปิดทำการย่อย ๆ หลายครั้งที่กินเวลาไม่กี่วัน

    rn

     

    rn

    แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็น “บทเรียนทางเศรษฐกิจ” คือ การปิดรัฐบาลจำนวน 21 วันในปี 1995–1996 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก โดยเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ความนิยมของพรรครีพับลิกันลดลงเป็นอย่างมาก

    rn

     

    rn

    ต่อมาในปี 2013 สมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ปิดรัฐบาลอีก 16 วันจากการขัดแย้งเรื่องงบประมาณของ “โอบามาแคร์” และครั้งที่ยาวนานที่สุดคือปี 2018–2019 สมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน เพราะข้อพิพาทเรื่องกำแพงชายแดนเม็กซิโก

    rn

     

    rn

    การปิดรัฐบาลปี 2025 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่คือตอนล่าสุดของละครการเมืองเรื่องเดิมที่สหรัฐฯ ยังหาทางจบไม่ได้

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ถดถอย แต่ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

    rn

     

    rn

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้การปิดทำการของรัฐบาลไม่น่าทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่ผลสะสมอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว หรือหากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

    rn

     

    rn

    ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตจากรัฐ เช่น พลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่างเริ่มชะลอแผนการลงทุน การเดินทางภายในประเทศติดขัดจากการขาดเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบิน และการปิดบริการของอุทยานแห่งชาติสร้างความเสียหายแก่ภาคท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์

    rn

     

    rn

    กล่าวได้ว่า shutdown ครั้งนี้อาจไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที แต่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในรัฐบาล” ไปแล้วส่วนหนึ่ง

    rn

     

    rn

    เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกก็สั่นตาม

    rn

     

    rn

    เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก การปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยตลาดการเงินโลกเริ่มผันผวนตั้งแต่วันแรกที่ข่าวการปิดรัฐบาลถูกประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าชั่วคราว ขณะที่ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ถูกขายออกบางส่วนเพราะนักลงทุนกังวลว่าการชะงักของหน่วยงานรัฐอาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ

    rn

     

    rn

    IMF เตือนว่าการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ หลักทรัพย์อ้างอิงของระบบการเงินระหว่างประเทศ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน ย่อมกระทบต่อสกุลเงินอื่น รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เพราะเมื่อการบริโภคภายในอเมริกาชะลอตัว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็อาจเผชิญคำสั่งซื้อที่ลดลง และค่าเงินบาทผันผวนจากแรงกระเพื่อมของตลาดการเงินโลก

    rn

     

    rn

    กล่าวได้ว่า เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกทั้งใบก็สั่นตาม แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก “กลั้นหายใจ” ได้ ไม่ต่างจากช่วงวิกฤตหนี้เพดานงบประมาณ (debt ceiling crisis) ในอดีต

    rn

     

    rn

    บทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ : งบประมาณไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

    rn

     

    rn

    เหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกระจกสะท้อนที่ดีว่า “เสถียรภาพทางนโยบาย” มีความสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขงบประมาณ” เลย

    rn

     

    rn

    บางประเทศอาจไม่ได้เผชิญภาวะ government shutdown ในเชิงเทคนิค เพราะระบบงบประมาณไม่ขึ้นตรงกับการเมืองแบบสองพรรคเหมือนสหรัฐฯ แต่ก็สามารถเผชิญปัญหาคล้ายกันได้ นั่นคือ “การบริหารงบประมาณล่าช้า” จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงมหภาคไม่ต่างกัน

    rn

     

    rn

    เมื่อการเมืองชะงัก โครงการลงทุนรัฐต้องเลื่อน งบช่วยเหลือประชาชนช้ากว่ากำหนด การจ้างงานหยุดชะงัก สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ “shutdown เงียบ” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

    rn

     

    rn

    บทสรุป

    rn

     

    rn

    การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นมากกว่าความล้มเหลวทางการคลัง มันคือสัญญาณของ “ความอ่อนแอของประชาธิปไตยเชิงสถาบัน” เพราะเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่สามารถหาทางออกที่เป็นกลางได้ เสาหลักแห่งรัฐทั้งระบบก็เริ่มสั่นคลอน

    rn

     

    rn

    บทเรียนจากสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องตั้งอยู่บนการเมืองที่มั่นคง และการเมืองที่มั่นคงต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้ง

    rn

     

    rn

    ไม่ว่าประเทศใด หากปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นเครื่องมือทางนโยบาย วันหนึ่งรัฐอาจต้อง “หยุดเดิน” เหมือนที่อเมริกากำลังเผชิญในวันนี้ครับ

    rn

     

    rn

    [1]https://www.yahoo.com/news/articles/longest-government-shutdowns-us-history-185213901.html

    rn

    [2]https://www.washingtonpost.com/politics/2025/10/03/wic-government-shutdown-2025-funding-run-out/

    rn

    [3]https://www.politico.com/news/2025/10/01/us-gdp-loss-shutdown-00590927

    rn

    [4] https://ideas.darden.virginia.edu/impact-of-a-government-shutdown

    rn”}}” id=”text-5c14b3da95″>

    เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวฉุดระบบราชการ

    ตามระบบที่ออกแบบไว้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสผ่าน “กฎหมายงบประมาณ” (appropriations bill) หรือออก “งบชั่วคราว” (continuing resolution) เพื่อให้หน่วยงานทำงานต่อไปได้ แต่ในปีนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องงบสวัสดิการสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

    เมื่อ “การเมืองไม่ขยับ” ระบบราชการก็ต้องหยุดเดิน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 9 แสนคนถูกพักงาน (furlough)[1] หรือทำงานต่อไปโดยไม่มีค่าจ้าง (และล่าสุด มีเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกปลดจากงานไปจริง ๆ) ขณะที่หน่วยงานที่ไม่ถือว่า “จำเป็นต่อความมั่นคงหรือชีวิตของประชาชน” จำเป็นต้องปิดทำการทันที ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงสำนักงานภาษี IRS

    ผลกระทบที่ลามไปทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

    แม้การปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในทุกมิติ

    มิติแรก แรงงานภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว หลายคนต้องหางานพิเศษหรือพึ่งพากองทุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ผู้ที่ยังทำงานต่อ เช่น เจ้าหน้าที่สนามบินและเจ้าหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ ต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าตอบแทนเมื่อใด

    มิติที่สอง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารอย่าง WIC และ SNAP อาจหยุดจ่ายเงินภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีงบประมาณใหม่[2] ขณะที่การให้บริการบางอย่าง เช่น การขอวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง หรือการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ล้วนล่าช้าออกไป

    มิติที่สาม เศรษฐกิจมหภาค ทำเนียบขาวประเมินว่า ทุกสัปดาห์ของการปิดทำการจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าราว 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ และหากยืดเยื้อหนึ่งเดือน อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 43,000 คน[3] แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข คือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบการคลังสหรัฐฯ ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบของวินัยการเงินการคลังกลับไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ตรงเวลา…

    ปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องเงิน คือ ความแตกแยกทางการเมือง

    Government shutdown ไม่ได้เกิดจาก “การขาดเงิน” แต่เกิดจาก “การขาดความร่วมมือ” โดยการปิดรัฐบาลสะท้อนการเมืองที่แบ่งขั้ว (polarization) อย่างรุนแรง ทั้งสองพรรคใหญ่ใช้ “งบประมาณของประเทศ” เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายล้านคน มันไม่ใช่เพียงปัญหาเงินเดือน แต่คือ “ความสูญเสียศรัทธา” ต่อระบบการเมืองที่ควรทำงานเพื่อประชาชน งานศึกษาเบื้องต้นของ University of Virginia[4] พบว่าการปิดรัฐบาลซ้ำ ๆ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง เทียบเคียงได้กับการถูกตัดเงินเดือน 10 % ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญและไม่แปลกใจที่จะเห็นเจ้าหน้าที่หมดกำลังใจและลาออกในที่สุด

    Government Shutdown ไม่ใช่เรื่องใหม่

    “Government shutdown” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นโรคเรื้อรังในระบบการเมืองอเมริกันมานานกว่า 40 ปี

    ปรากฏการณ์นี้ย้อนไปได้อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมี funding gap สำคัญในปี 1976 (สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด) ที่สภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณด้านการศึกษา และต่อมาในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ช่วงทศวรรษ 1980 จึงเกิด “การปิดทำการ” แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ประสบกับการปิดทำการย่อย ๆ หลายครั้งที่กินเวลาไม่กี่วัน

    แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็น “บทเรียนทางเศรษฐกิจ” คือ การปิดรัฐบาลจำนวน 21 วันในปี 1995–1996 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก โดยเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ความนิยมของพรรครีพับลิกันลดลงเป็นอย่างมาก

    ต่อมาในปี 2013 สมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ปิดรัฐบาลอีก 16 วันจากการขัดแย้งเรื่องงบประมาณของ “โอบามาแคร์” และครั้งที่ยาวนานที่สุดคือปี 2018–2019 สมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน เพราะข้อพิพาทเรื่องกำแพงชายแดนเม็กซิโก

    การปิดรัฐบาลปี 2025 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่คือตอนล่าสุดของละครการเมืองเรื่องเดิมที่สหรัฐฯ ยังหาทางจบไม่ได้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ถดถอย แต่ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้การปิดทำการของรัฐบาลไม่น่าทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่ผลสะสมอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว หรือหากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

    ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตจากรัฐ เช่น พลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่างเริ่มชะลอแผนการลงทุน การเดินทางภายในประเทศติดขัดจากการขาดเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบิน และการปิดบริการของอุทยานแห่งชาติสร้างความเสียหายแก่ภาคท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์

    กล่าวได้ว่า shutdown ครั้งนี้อาจไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที แต่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในรัฐบาล” ไปแล้วส่วนหนึ่ง

    เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกก็สั่นตาม

    เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก การปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยตลาดการเงินโลกเริ่มผันผวนตั้งแต่วันแรกที่ข่าวการปิดรัฐบาลถูกประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าชั่วคราว ขณะที่ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ถูกขายออกบางส่วนเพราะนักลงทุนกังวลว่าการชะงักของหน่วยงานรัฐอาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ

    IMF เตือนว่าการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ หลักทรัพย์อ้างอิงของระบบการเงินระหว่างประเทศ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน ย่อมกระทบต่อสกุลเงินอื่น รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก

    นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เพราะเมื่อการบริโภคภายในอเมริกาชะลอตัว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็อาจเผชิญคำสั่งซื้อที่ลดลง และค่าเงินบาทผันผวนจากแรงกระเพื่อมของตลาดการเงินโลก

    กล่าวได้ว่า เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกทั้งใบก็สั่นตาม แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก “กลั้นหายใจ” ได้ ไม่ต่างจากช่วงวิกฤตหนี้เพดานงบประมาณ (debt ceiling crisis) ในอดีต

    บทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ : งบประมาณไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

    เหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกระจกสะท้อนที่ดีว่า “เสถียรภาพทางนโยบาย” มีความสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขงบประมาณ” เลย

    บางประเทศอาจไม่ได้เผชิญภาวะ government shutdown ในเชิงเทคนิค เพราะระบบงบประมาณไม่ขึ้นตรงกับการเมืองแบบสองพรรคเหมือนสหรัฐฯ แต่ก็สามารถเผชิญปัญหาคล้ายกันได้ นั่นคือ “การบริหารงบประมาณล่าช้า” จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงมหภาคไม่ต่างกัน

    เมื่อการเมืองชะงัก โครงการลงทุนรัฐต้องเลื่อน งบช่วยเหลือประชาชนช้ากว่ากำหนด การจ้างงานหยุดชะงัก สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ “shutdown เงียบ” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

    บทสรุป

    การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นมากกว่าความล้มเหลวทางการคลัง มันคือสัญญาณของ “ความอ่อนแอของประชาธิปไตยเชิงสถาบัน” เพราะเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่สามารถหาทางออกที่เป็นกลางได้ เสาหลักแห่งรัฐทั้งระบบก็เริ่มสั่นคลอน

    บทเรียนจากสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องตั้งอยู่บนการเมืองที่มั่นคง และการเมืองที่มั่นคงต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้ง

    ไม่ว่าประเทศใด หากปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นเครื่องมือทางนโยบาย วันหนึ่งรัฐอาจต้อง “หยุดเดิน” เหมือนที่อเมริกากำลังเผชิญในวันนี้ครับ

    [1]https://www.yahoo.com/news/articles/longest-government-shutdowns-us-history-185213901.html

    [2]https://www.washingtonpost.com/politics/2025/10/03/wic-government-shutdown-2025-funding-run-out/

    [3]https://www.politico.com/news/2025/10/01/us-gdp-loss-shutdown-00590927

    [4] https://ideas.darden.virginia.edu/impact-of-a-government-shutdown

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    suparit photo

    สุพริศร์ สุวรรณิก
    นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์การเงินครัวเรือน
    University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด”
    ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251028-02.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mD2HTDJXs5IsOtkceMDer

  • สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568  – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    | 22 view

    สรุปการแถลงข่าว
    ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่
    32

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 21.00 น.
    ณ เมืองคย็องจู สาธารณรัฐเกาหลี

    • ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ประจำปี 2568 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง กับคณะผู้แทนไทย ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ต่อจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เพิ่งเสร็จลง
    • สำหรับการประชุมเอเปคครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” โดยเน้นแนวคิดสําคัญ 3 ประการ ได้แก่ “ Connect. Innovate. Prosper.” ซึ่งมีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นเจ้าภาพ
    • สาระสำคัญของแนวคิดนี้ ประกอบด้วย

          (1) Connect เป็นการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเดินทางเพื่อการค้าและการลงทุนอย่างไร้รอยต่อในภูมิภาค รวมทั้งเพื่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง

         (2) Innovate เน้นผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ และ

         (3) Prosper เน้นส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มความยืดหยุ่นของภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านโครงสร้างและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่สาธารณรัฐเกาหลี ในฐานะเจ้าภาพการประชุมฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก

    • วัตถุประสงค์หลักของไทยในการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ได้แก่
      • ย้ำการยึดมั่นของไทยต่อระบอบพหุภาค องค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และเอเปค เป็นรากฐานสำคัญของระบอบพหุภาคี ที่จะรับมือกับบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
      • กระชับความสัมพันธ์กับเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจในภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะใช้โอกาสนี้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่สำคัญ เช่น สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน แคนาดา ออสเตรเลีย และบรูไน รวมทั้งผู้แทนภาคเอกชนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย และ
      • สานต่อผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยเมื่อปี 2565 โดยเฉพาะเป้าหมายกรุงเทพฯ (Bangkok Goals) และข้อริเริ่มที่เกี่ยวข้องที่ไทยได้ผลักดันไว้ในช่วงดังกล่าว
    • นายกรัฐมนตรีจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้นำภาคเอกชนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในงาน CEO Summit โดยจะกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “ Business. Beyond.” โดยการพบหารือกับภาคเอกชนจะเกิดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2568
    • ในช่วงค่ำของวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีภารกิจแรก คือ งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้แทนระดับสูงที่เข้าร่วมการประชุมเอเปค โดยในงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้ย้ำความร่วมมือ 3 ด้าน คือ ด้านดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการปราบปรามออนไลน์สแกม (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยเน้นมาตั้งแต่การประชุม ASEAN Summit) การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/press-briefing-apec-29-oct-2025-th%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d8J_w5xd1x_H8vh2x_I_o