Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. ข่าวประชาสัมพันธ์
    3. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ


    30/10/2568 | 32

    ภาพรวมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3586 และ 3558 (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)


    ไฟล์เอกสารประกอบ

    ข่าว1(18-14 ต.ค.68).pdf |


    คะแนนโหวต :

    StarStarStarStarStar

    ข่าวประชาสัมพันธ์ยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/436186&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jht0-sm2aT2A2QQBRXGCe

  • เอไอเอส ส่งต่อภารกิจคิดเผื่อ มอบเงินสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลเขาย้อย

    เอไอเอส ส่งต่อภารกิจคิดเผื่อ มอบเงินสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลเขาย้อย

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

    เอไอเอส ส่งต่อภารกิจคิดเผื่อ มอบเงินสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลเขาย้อย

    พร้อมกิจกรรมธารน้ำใจ อิ่มท้อง อุ่นใจ เติมเต็มความสุขสู่ชุมชน

    เอไอเอส แสดงความอาลัยและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน

    ครบรอบ 35 ปี เอไอเอส ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย จัดกิจกรรมงาน AIS 35th Anniversary “รวมพลังด้วยหัวใจ สานต่อให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน” แทนคำขอบคุณคนไทยที่อยู่เคียงข้างตลอดเส้นทางการเติบโต พร้อมส่งต่อพลังแห่งความห่วงใยคืนสู่สังคม ผ่านกิจกรรมระดมทุนเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และปรับปรุงสถานที่พักคอยให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก และโรงพยาบาลเขาย้อย จ.เพชรบุรี รวมมูลค่ากว่า 6,200,000 บาท

    นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ความสำเร็จตลอด 35 ปีของเอไอเอสเกิดจาก ‘พลังคน’ ที่ร่วมกันสร้างรากฐาน คน–วัฒนธรรม–ความยั่งยืน อย่างแข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์บุคลากรและองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทุกก้าวของเอไอเอสไม่เพียงสร้างความสำเร็จให้องค์กร แต่ยังสะท้อนโอกาสและคุณค่าที่ส่งกลับสู่สังคมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคง”

    ในปีนี้ เอไอเอสยังคงเดินหน้าสานต่อ “ภารกิจคิดเผื่อ” ด้วยการมอบเงินสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์และปรับปรุงสถานที่พักคอยให้แก่โรงพยาบาลเขาย้อย จ.เพชรบุรี และโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก รวมมูลค่ากว่า 6,200,000 บาท เพื่อขยายโอกาสด้านสุขภาพอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขท้องถิ่น

    พร้อมกันนี้ เอไอเอสยังจัดกิจกรรม ธารน้ำใจแบ่งปันอิ่มท้อง อุ่นใจ มอบอาหารและรอยยิ้มให้กับพี่น้องชาวเขาย้อย จ.เพชรบุรี แสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามขอบเขตการเป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคม สู่การเป็น “พลังขับเคลื่อนโอกาสที่เท่าเทียม”

    เอไอเอสเชื่อว่า “ภาระ” ของโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลไม่ควรเป็นข้อจำกัด แต่คือ พลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน “เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปลี่ยนความขาดแคลนให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการส่งมอบเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นและปรับปรุงพื้นที่รองรับผู้ป่วย เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ และต่อยอดให้กลายเป็นพลังบวกของชุมชนในระยะยาว

    อีกทั้ง ความยั่งยืนของธุรกิจไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากสังคมรอบข้างยังไม่เติบโต เราจึงดำเนินธุรกิจบนแนวทาง “สังคมกับบริษัทต้องเติบโตไปพร้อมกัน” สร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ผ่านการลงมือทำจริงในทุกระดับ ตั้งแต่การดูแลพนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน ทุกโครงการของเอไอเอสจึงไม่เพียงตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่ยังมุ่งสร้าง “ผลลัพธ์ที่ดีร่วมกัน” เพื่อให้ทั้งองค์กรและสังคมไทยเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเติบโตเคียงข้างกันอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/452190&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WImA9pC_wD-iSydkrXC6r

  • เปิดประวัติ อรพัทธ์ พี่สาว ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ซีอีโอคนใหม่ของ TKN ที่มีการเปลี่ยนแปลงในรอบกว่า 20 ปี

    เปิดประวัติ อรพัทธ์ พี่สาว ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ซีอีโอคนใหม่ของ TKN ที่มีการเปลี่ยนแปลงในรอบกว่า 20 ปี

    เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับบุคคล 5 ราย ได้แก่ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์, ณัชชัชพงศ์ พีระเดชาพันธ์, พนิดา วิริยะกิจนุกูล, ฐิติรัตน์ ภานุวัฒน์วนิชย์ และ จักรพันธ์ ชาติปรีชา

    กรณีซื้อหุ้น บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN โดยอาศัยข้อมูลภายในที่ตนรู้หรือครอบครอง (Insider Trading) และช่วยเหลือการกระทำความผิด แล้วแต่กรณี โดยให้บุคคลทั้ง 5 ราย ชำระเงินรวม 16,392,684 บาท และกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารกับผู้กระทำความผิดทั้ง 5 ราย

    ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม TKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 อิทธิ พัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) TKN วันที่ 28 ตุลาคม มีมติแต่งตั้ง อรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) โดยระบุว่า อรพัทธ์ เป็นผู้ร่วมดำเนินงานกับบริษัทมาตั้งแต่เริ่มต้น มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อสานต่อภารกิจนำพาองค์กรก้าวสู่การเติบโตในอนาคต ทั้งในด้านการขยายตลาดต่างประเทศ การรักษาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ทั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงซีอีโอครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ของบริษัทเถ้าแก่น้อยฯ หลังอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ หรือ ต๊อบ เถ้าแก่น้อย เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ ทำธุรกิจมาตั้งแต่ในปี 2547

    เปิดประวัติ ‘อรพัทธ์’ ซีอีโอใหม่ เถ้าแก่น้อยฯ

    อรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ปัจจุบัน อายุ 41 ปี

    เปิดประวัติ ‘อรพัทธ์’ พี่สาว ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ซีอีโอคนใหม่ ของ TKN ที่มีการเปลี่ยนแปลงในรอบกว่า 20 ปี 1

    ความสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างกรรมการและผู้บริหาร

    • เป็นพี่สาวของ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ (ต๊อบ เถ้าแก่น้อย อดีตซีอีโอ TKN)
    • เป็นน้องสาวของ ณัชชัชพงศ์ พีระเดชาพันธ์

    วุฒิการศึกษา

    • ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ปริญญาตรี อุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต

    การอบรมหลักสูตรกรรมการ

    • Directors Accreditation Program (DAP) รุ่น 86 ปี 2553

    ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีย้อนหลัง

    • ปี 2552 – 2562กรรมการ บจก. ทเว็นตี้โฟร์ โปรเจ็คส์

    ประวัติการทำงาน

    • ปี 2568 – ปัจจุบัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง
    • ปี 2563 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. เรนโบว์ โปรเจกต์
    • ปี 2561 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. จิ๊บว่าดี
    • ปี 2557 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. พีระเดชาพันธ์ โฮลดิ้ง
    • ปี 2553 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. ดร.โทบิ
    • ปี 2552 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. เถ้าแก่น้อย เรสเตอรองท์ แอนด์แฟรนไชส์
    • ปี 2551 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. เถ้าแก่น้อย แคร์
    • ปี 2547 – ปัจจุบัน กรรมการ บจก. เอ็นซีพี เทรดดิ้งแอนด์ซัพพลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/orrapat-new-tkn-ceo-background/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kBJKYGzf71W6CFJxAptbX

  • ‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    ‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    ‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ ประจำปี 2568  พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการฯ นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการฯ นางผาสุข รักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารฯ และ นายณัฐพล เดชวิทักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฯ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

    นายบุญชัย กล่าวว่าในปีนี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ รวมจำนวน 300 ทุน ซึ่งการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ อยู่ภายใต้ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC)” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

    “โดยการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายบุญชัย ระบุ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/924335&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DFOt8pXhmGUzWBoGXG0mA

  • ‘ปิยรัฐ’ เผย กมธ.ศึกษาเอ็มโอยู 2543 จบแล้วคาดต้น ธ.ค.สรุปได้ทั้ง 2 ฉบับ

    ‘ปิยรัฐ’ เผย กมธ.ศึกษาเอ็มโอยู 2543 จบแล้วคาดต้น ธ.ค.สรุปได้ทั้ง 2 ฉบับ

    ‘โฆษก กมธ.MOU43-44’ เผย ศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปยกเลิกหรือไม่ ชี้ไม่มีระบุข้อมูลแผนที่ 1:200,000 มองยกเลิกได้ยาก คาดต้นเดือน ธ.ค.ได้ข้อสรุป

    29 ต.ค.2568 – ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าการประชุม ว่า การหารือวันนี้จะเป็นกรอบแนวทางศึกษา MOU 44 ซึ่งในส่วนของ MOU 43 ได้พิจารณาจบไปแล้วในเบื้องต้น ซึ่งจะมีการสรุปออกมาอีกครั้งหนึ่ง โดย MOU 43 มีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่อยากให้มีการแก้ไข และฝ่ายที่อยากให้ยกเลิก จึงยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นความเห็นทางกฎหมาย ส่วนการยกเลิกน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะจะต้องนำเสนอต่อประชาชนเพราะข้อเท็จจริงบางข้อเป็นข้อมูลลับไม่สามารถเปิดเผยได้ต่อสาธารณะ

    นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นความลำบากใจของกมธ.ฯ โดยบรรยากาศในห้องประชุมกมธ.ฯ ผู้ที่มาชี้แจงได้มีการขอไม่ให้มีการบันทึกหรือขอให้เป็นการประชุมลับ ส่วนการศึกษา MOU 44 นั้น ที่ประชุมวันนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่จะให้ยกเลิก และฝ่ายที่อยากให้คงไว้ คาดว่าวันนี้จะได้ข้อสรุปว่าจะไปทิศทางใด

    เมื่อถามว่าจากการศึกษามีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การประชามติได้หรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หลังจากได้ข้อสรุป MOU 44 แล้ว ซึ่งต้องพิจารณากันว่าจะจัดทำเป็นข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือจะนำข้อเสนอนี้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของสภาต่อไป

    ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง นายปิยรัฐ กล่าวว่า ตอนนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ต้องปิดห้องคุยกันอีกครั้ง เพราะมีข้อมูลในเชิงผลประโยชน์ของประเทศไทยพอสมควร ซึ่งเรื่องนี้หากนำเสนอสู่สาธารณะอาจเสียหายได้

    ต่อข้อถามว่าในเรื่อง MOU บางอย่างเป็นความลับการทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องยาก อาจจะทำให้ครึ่งหนึ่งไม่ยกเลิก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งสามารถใช้ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า เป็นปัญหาใหญ่เมื่อจะทำประชามติต้องมีกลไกในการนำเสนอต่อประชาชนเพื่อให้มีข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งต้องเป็นข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรในการสื่อสารกับประชาชน โดยไม่ให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เป็นส่วนที่สำคัญ ทั้งนี้เห็นว่าหากกรอบนี้เป็นกรอบกว้างให้มีการตั้งโต๊ะเจรจาหารือก็ยังคงกรอบนี้ไว้ก่อน แต่หากเมื่อไหร่ที่มีกรอบชัดเจนกว่าดีกว่า ก็นำกรอบนั้นมาและขอยกเลิกตัวนี้ได้ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่ากรอบใหม่ดีกว่าอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้

    “ดังนั้นตอนนี้ยังตอบคำถามชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลือกในการทำประชามติไม่ได้ยกตัวอย่างเรื่องการทำ แผนที่ 1:200,000 ที่เถียงว่าไม่ดี แล้วจะมีข้อเสนอใหม่อะไรที่ดีกว่า ซึ่งแผนที่ 1:200,000 ในMOU43 ระบุเฉพาะสัดส่วนดังกล่าวจริงหรือไม่ เมื่อมาพิจารณากันแล้วก็ไม่ใช่ ใน MOU ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุเอาไว้ ยังมีออโต้แมพอีกมากมายที่สามารถใช้ได้ นั่นคือกรอบการเจรจาที่เปิดกว้าง”โฆษกกมธ.ฯ กล่าว

    เมื่อถามว่ากมธ.ฯต้องรอข้อมูลนี้จากรัฐบาลที่มีการตั้งทหารให้ศึกษาข้อมูลนำมารวมกันหรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า พร้อมนำข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการพิจารณา เพราะในกมธ.ฯมีทั้งกรมสนธิสัญญาระหว่าง ,ทหาร ,กรมทหาร ,เจ้ากรมต่างๆ ร่วมในกมธ.ฯ ที่จะดึงข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งกมธ.ฯจะประชุมอีกไม่เกินสิ้นเดือนต.ค.นี้จะมีความชัดเจน คาดการณ์ว่าช่วงต้นเดือนธ.ค.จะมีผลแรงรายงานของกมธ.ฯออกมา

    นายปิยรัฐ ยังกล่าวเกี่ยวกับความเห็นต่างของสังคมเกี่ยวกับการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกจะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในสังคมหรือไม่ว่า จะต้องให้ได้ข้อสรุปว่าหากยกเลิก MOU จะเกิดความเสียหายอย่างไร หรือถ้าไม่ยกเลิกจะมีผลได้อย่างไร หลังจากนี้จะต้องคิดต่อว่าจะนำเสนอต่อประชาชนอย่างไร

    “แน่นอนตอนนี้เรากังวลใจเรื่องเดียวคือการสื่อสารกับประชาชนต้องสื่อสารได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านที่สุด เราต้องกลั่นออกมาให้สามารถสื่อสารได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ในกมธ.ฯยังมีหลายคนที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่เปิดเผยได้ ซึ่งเป็นข้อกังวลใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เมื่อไปนั่งอยู่ตรงนั้นเราจะรู้เลยว่าเรื่องนี้หากพูดออกไปเราอาจจะเสียหายหรือเราอาจจะไม่ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการจริงๆ เป็นความลำบากใจพอสมควร” นายปิยรัฐกล่าว

    ต่อข้อถามว่าเรื่องการลงนามปฏิญญาสันติภาพจะทำให้การพิจารณาของกมธ.ฯถูกลดความตึงเครียดลงหรือไม่ เพราะเหมือนจะได้ข้อยุติแล้ว นายปิยรัฐ กล่าวว่าต้องยอมรับว่าเป็นทิศทางที่บวกขึ้นในเชิงของการตั้งโต๊ะเจรจาพูดคุยกัน ทำให้บรรยากาศอาจจะคลี่คลายในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับกรอบMOU43-MOU44 เป็นกรอบที่ทำให้ทุกคนทุกฝ่ายได้นั่งคุยกัน ก็เป็นข้อดีในส่วนที่ยังมีอยู่

    นายปิยรัฐ กล่าวด้วยว่า ทุกคนต่างรอผลการศึกษาของกมธ.ฯชุดนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่และข้อถกเถียงหลายข้อมาจากทุกฝ่าย ซึ่งในกมธ.ฯมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่ประจำ รวมถึงข้าราชการที่ดำเนินการเรื่องนี้มากกว่า 30 ปี เช่นเจ้ากรมแผนที่ทหารเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายรอผลการพิจารณาจากกมธ.ฯชุดนี้ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ และเป็นบันทึกที่เป็นทางการที่สุดในเวลานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/886548/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TZaU89ldFROCC-YioXaeN

  • Cloud Economy ระบบนิเวศเศรษฐกิจกับพลวัตเปลี่ยนโฉมหน้าภาคธุรกิจ

    Cloud Economy ระบบนิเวศเศรษฐกิจกับพลวัตเปลี่ยนโฉมหน้าภาคธุรกิจ

    Cloud Economy คือ ระบบที่ช่วยให้ธุรกิจ “Scale” ได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ Cloud เป็นฐานที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บข้อมูลให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้คลาวด์ยังช่วยลดต้นทุนไอทีองค์กรโดยเลือกขนาดที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร และยังช่วยให้การทำงานขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยกตัวอย่าง Cloud Computing (การประมวลผล), Hosting (รับฝากเซิร์ฟเวอร์) และ Data Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล) คือ หลังบ้านสำคัญที่ทำให้แอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ


    เป็นที่รู้กันว่าองค์กรยุคใหม่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud และได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเซิร์ฟเวอร์เอง เพราะสามารถเลือกใช้บริการเช่าใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการคลาวด์ได้ตามความเหมาะสมของเราเอง
    นอกจากนั้น ยังปรับขนาดได้ตามความต้องการการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถขยายหรือลดขนาดคลาวด์ได้ตามความต้องการของการใช้งาน เช่น ถ้าในช่วงเวลานี้มีปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บเป็นจำนวนมากก็ขยายคลาวด์ แต่ถ้าไม่มีการจัดเก็บข้อมูลก็สามารถลดขนาดได้เช่นกัน แถมยังเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยในการอำนวยความสะดวกให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น
    ดังนั้น ในโลกธุรกิจยุคใหม่ “Cloud” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่ธุรกิจทุกระดับ  ตั้งแต่สตาร์ตอัปไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ต้องพึ่งพาในการเติบโต และนี่คือสิ่งที่ทั่วโลกเรียกว่า Cloud Economy ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Cloud Computing, Hosting และ Data Infrastructure และหากเศรษฐกิจศตวรรษที่ 20 เติบโตจากไฟฟ้าและถนนหนทาง ศตวรรษที่ 21 ก็กำลังเติบโตบน “ก้อนเมฆ” หรือ ระบบ Cloud นี่เอง
    ยกตัวอย่างจากเดิมที่ธุรกิจต้องลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เอง ทุกวันนี้บริการ “เช่าใช้” ผ่านระบบ Cloud ก็เริ่มต้นได้ทันทีใช้โมเดล Pay-as-you-go จ่ายเท่าที่ใช้ ปรับลด-ขยายตามความต้องการ เช่น ร้านกาแฟ SMEs ใช้ ระบบ POS บน Cloud แทนการลงทุนซอฟต์แวร์ราคาแพง ขณะที่ สตาร์ทอัพ e-commerce เปิดแพลตฟอร์มแล้วเพิ่มผู้ใช้จากหลักพันเป็นหลักล้านได้ในเวลาไม่กี่เดือน ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมเก็บข้อมูลจาก IoT Sensor ไว้บน Cloud เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการผลิตแบบเรียลไทม์ได้

    โดยสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ทำให้ Cloud เป็น Game Changer ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ โมเดลธุรกิจ ที่เปลี่ยนสมการต้นทุน เวลา และ โอกาส ไม่ว่าจะเป็น
    • Pay-as-you-go: จากเดิมบริษัทต้องลงทุนซื้อ Server, Storage, และระบบ Network เองด้วยต้นทุนก้อนใหญ่ แต่บน Cloud ทุกอย่างเปลี่ยนเป็น จ่ายเท่าที่ใช้ จะเริ่มเล็กก็ได้ จะขยายก็ไม่ต้องลงทุนใหม่
    • มาตรฐานระดับโลก: ผู้ให้บริการ Cloud ใหญ่ ๆ อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud ลงทุนสร้าง
    • ระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีความเสถียร ซึ่งองค์กรเล็กก็เข้าถึงได้ทันที
    • Scalability: รองรับลูกค้าจากหลักร้อยสู่หลักล้านโดยไม่ต้องเพิ่ม Server เอง
    • Speed-to-Market: เปิดตัวสินค้าใหม่ได้ในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องรอระบบหลังบ้าน
    ในตอนนี้ โลกทั้งใบจึงกำลังวิ่งด้วย Cloud ปี 2025 ตลาด Public Cloud ของโลกคาดว่าจะโตถึง 23% YOY แรงขับหลักคือ AI และ Generative AI  ที่ต้องใช้พลังประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล จากรายงาน Work Trend Index Annual Report โดย Microsoft ร่วมกับ LinkedIn  พบว่า กว่า 75% ของพนักงานในองค์กรทั่วโลก ใช้ AI ในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ Generative AI ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคก็สร้างดีมานด์จากการใช้งาน Social Media, Streaming, และ Mobile App อย่างต่อเนื่อง
    และเพื่อรองรับคลื่นข้อมูลและระบบอัจฉริยะที่เติบโตแบบก้าวกระโดด องค์กรทั่วโลกกำลังย้ายสู่ Hybrid Cloud “สูตรผสมที่ลง ตัว” ระหว่างความยืดหยุ่นของ Public Cloud และความปลอดภัยของ Private Cloud โดย Gartner (2025) คาดว่า ภายในปี 2027 กว่า 90% ขององค์กรทั่วโลกจะใช้กลยุทธ์ Hybrid Cloud เพื่อรองรับการเติบโตของ GenAI และการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

    ส่วนในแง่ของการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Service  กำลังเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ
    • ปี 2567 มีมูลค่าคำขอส่งเสริมกิจการ Data Center และ Cloud Service กว่า 240,000 ล้านบาท
    • ครึ่งปีแรกของ 2568 การลงทุน Data Center และ Cloud Service เพิ่มเป็นกว่า 521,000 แสนล้านบาท โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง AWS, Google, Equinix (สหรัฐฯ), NEXTDC (ออสเตรเลีย), Huawei Technologies,
    • Beijing Haoyang (จีน) และ Empyrion Digital (สิงคโปร์) เป็นต้น สิ่งนี้สะท้อน “มุมมองเดียวกัน” ว่า ประเทศไทยคือฐานสำคัญของ Digital Infrastructure แห่งอาเซียน
    Cloud จึงไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่เปลี่ยนทุกอุตสาหกรรมให้พร้อมวิ่งบนเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งลดข้อจำกัดเดิม เพิ่มแต้มต่อทางธุรกิจ ไม่ต้องลงทุนระบบใหญ่ ก็เข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ และธุรกิจที่ใช้ Cloud อยู่แล้วจะปรับใช้ AI ได้เร็วกว่า มีแต้มต่อในการแข่งขัน จนสามารถส่งให้ไทยกลายเป็น Infrastructure สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ทั้งในมิติ Data, AI และ Digital Services
    และในวันนี้ Cloud กำลังกลายเป็น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
    • สำหรับ SMEs: จากเดิมที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากและต้นทุนสูง วันนี้สามารถใช้ ERP, CRM หรือระบบ Data Analytics บน Cloud ได้ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้ SME ไทยยกระดับมาตรฐาน
    • สำหรับแรงงานไทย: Cloud Economy กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่อย่าง Cloud Engineer, Data Scientist, Cybersecurity Specialist เป็นแรงผลักดันให้เกิด Upskill/Reskill บุคลากรไทย
    • สำหรับสังคม: Telemedicine หรือ E-learning ที่ขยายบริการสู่ต่างจังหวัดผ่าน Cloud
    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Cloud Economy ของภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้ปรับเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์ใหม่ในปี 2025 เพื่อดึงดูดการลงทุนในธุรกิจ Data Center, Data Hosting และ Cloud Service ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น และมุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ต่อการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลของไทยอย่างชัดเจน
    โดย บีโอไอ ได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการต่อยอดให้เศรษฐกิจด้วยการพัฒนาบุคลากรไทย ผู้ลงทุนต้องดำเนินโครงการให้เสร็จตามแผนก่อนใช้สิทธิยกเว้นภาษี เช่น จัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา สนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มเติมด้วย ดังนี้
    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ในกิจการที่ใช้อุปกรณ์ที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูง (Advanced Computing Capabilities) และมีการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
    • ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงความสะดวกด้านวีซ่าและ work permit สำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เป็นต้น
    • เพิ่มเงื่อนไขให้โครงการที่จะขอรับการส่งเสริม ต้องเสนอแผนพัฒนาบุคลากรไทย เช่น การจัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs หรือการใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ

    ที่มา : บทความเรื่อง “Cloud Economy เศรษฐกิจบนก้อนเมฆ กำลังเปลี่ยนอนาคตธุรกิจไทย” จาก Facebook : BOI News


    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่ทุกธุรกิจต้องตามให้ทัน

    เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    8 แนวคิด ESG ปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างมีคุณค่า

    10 เทคโนโลยีน่าจับตา..มาแน่! พลิกโฉมธุรกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    Post Views: 111

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/29/cloud-economy-new-ecosystem-of-thai-business/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WyVKHFCDqB0WLIE_u9xQy

  • ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    ท่องเที่ยว

    29 ต.ค. 2025 เวลา 11:15 น.

    ททท. อัพเดท กำหนดการและรูปแบบการจัดกิจกรรมช่วงปลายปี 2568 เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศปรับกำหนดการและรูปแบบการจัดกิจกรรม ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง(พระพันปีหลวง)

    โดยพิจารณาปรับกำหนดการจัดงาน VIJIT CHAOPRAYA THAILAND 2025 เป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568

    และปรับรูปแบบการจัดกิจกรรม รวมถึงปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ Maha Loy Krathong @ Ayutthaya, Maha Loy Krathong @ Sukhothai, Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 โดยคำนึงถึงความเหมาะสม สำรวม และแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุด

    ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นั้น ททท. ได้พิจารณาแนวทางการจัดกิจกรรมในช่วงเดือนตุลาคม -พฤศจิกายน 2568

    โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเลื่อนกำหนดการจัดงาน การปรับรูปแบบการจัดกิจกรรม และการยกเลิกบางกิจกรรม โดยทดแทนด้วยกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมอื่น ๆ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    กิจกรรม VIJIT CHAOPRAYA THAILAND 2025

    เลื่อนกำหนดการจัดกิจกรรมจากกำหนดเดิมในวันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร เป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568

    ปรับรูปแบบการจัดงาน ภายใต้แนวคิดการจัดงานใหม่ เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยแนวคิด แสงแห่งสยามแม่ของแผ่นดิน 

    เปลี่ยนการแสดงจากพลุเป็นการแสดงโดรน แสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติ รวมทั้งปรับลดโทนแสงและสีของการแสดงไฟให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

    โดยในช่วงค่ำคืนปีใหม่ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม แสงเทียนแห่งแผ่นดิน จุดเทียนรวมใจถวายเป็นพระราชกุศล

    ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    งาน Maha Loy Krathong @ Ayutthaya

    กำหนดจัดงาน 2-6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงจัดงานตามกำหนดเดิม

    ปรับรูปแบบการจัดงานให้มี Mood & Tone ให้เหมาะสมกับช่วงสถานการณ์ไว้อาลัย โดยงดการแสดงพลุและดอกไม้ไฟ จัดให้มีพิธีถวายความอาลัย

    กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแสดงทางวัฒนธรรมเพื่อเทิดพระเกียรติ, การบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เผยแพร่พระอัจฉริยภาพ และพระเกียรติคุณผู้ทรงเป็นอัครศิลปินที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศทางด้านดนตรี บทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่สื่อความหมายอันดี

    การตกแต่งเสริมสร้างบรรยากาศ แสดงถึงความรำลึกถึงพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กิจกรรมสาธิตอาหาร หัตถกรรม ศิลปะงาน Craft และกิจกรรม DIY สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีไทยผ่านกิจกรรมสาธิต

    โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมลงมือสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกของตน การจำหน่ายสินค้าและอาหารสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง และอาหารท้องถิ่นรสเลิศในบรรยากาศย้อนยุคที่อบอุ่น

    ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    งาน Maha Loy Krathong @ Sukhothai

    กำหนดจัดงาน 27 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน 2568  ณ วัดชนะสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ยังคงจัดงานตามกำหนดเดิม

    ททท. ร่วมกับจังหวัดสุโขทัยจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยโซนของ ททท. จัดขึ้นบริเวณวัดชนะสงคราม ในแนวคิดหลัก มหาลอยกระทง MAHA LOI KRATHONG @ Sukhothai

    กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การตกแต่งเสริมสร้างบรรยากาศประดับไฟอย่างสวยงามตระการตาเข้ากับบรรยากาศย้อนยุคผสมผสานวัฒนธรรมวิถีชีวิต และความรุ่งเรืองของวัฒนธรรม

    กิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม ศิลปะงาน Craft และกิจกรรม DIY ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในจังหวัดสุโขทัย เช่น เครื่องปั้นดินเผาปัดเงิน ปัดทอง บ้านทุ่งหลวง, การทำตะคัน วิถีชุมชนสำหรับใช้ในประเพณีลอยกระทง, การทำข้อมือจากเหล็กน้ำพี้, การเพ้นท์โคม เพ้นท์พัด ลายเฉพาะของชาวสุโขทัย เป็นต้น

    ตลาดจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นเมือง เมนูหาทานยาก ของดีประจำถิ่น และลิ้มรสอาหารไทย หลากหลายเมนูที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันภายในงาน อาทิ ข้าวเปิ๊บ บ้านนาต้นจั่น, ขนมข้าวปุกงา

    การแสดงทางวัฒนธรรมไทย ชุดการแสดงที่ร่วมแสดงความอาลัย ถ่ายทอดความงดงามทางนาฏศิลป์

    กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่งกายชุดไทยร่วมกิจกรรมลอยกระทง เพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ถ่ายภาพงดงามในบรรยากาศงานย้อนยุค

    โดยจัดให้มีพิธีถวายความอาลัย พร้อมปรับการแสดงหลักเป็นการบรรเลงดนตรีเพลงพระราชนิพนธ์ การบรรเลงดนตรีไทยและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่สื่อถึงการเทิดพระเกียรติและความจงรักภักดี ควบคุมโทนสีของพื้นที่จัดงานให้เหมาะสม

    ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ทุกวันในเวลา 21.21 น. จะจัดให้มีพิธีจุดตะคัน เพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน

    ททท. แจ้งปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมช่วงปลายปี 2568

    งาน Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025

    กำหนดจัดงาน 30 พฤศจิกายน 2568  ณ จุดปล่อยตัว ณ เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และเส้นชัย ณ ท้องสนามหลวง ยังคงจัดงานตามกำหนดการเดิม โดยปรับรูปแบบของงานให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

    ติดตามรายละเอียดกำหนดการจัดงานและกิจกรรมของ ททท. ได้ทาง tourismthailand.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1205181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07GmgMuXYcGfjVQTu1GE0y

  • วันแรกประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” นายกฯ เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    วันแรกประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” นายกฯ เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    29 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้งานวันนี้เป็นวันแรก โดยแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้สิทธิตามโครงการเป็นระยะเวลา 2 เดือนต่อจากนี้ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รัฐบาลจะเร่งหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้งานมาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือใช้เครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่า เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ส่วนกรณีร้านค้าบางรายอาจอาศัยช่องโหว่แลกรับสิทธิ์เป็นเงินสด นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมสั่งการให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ร้านค้าและประชาชนให้มากขึ้น หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจะต้องมีการสอบสวนอย่างจริงจัง โดยย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นโอกาสของประชาชนทุกคนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงขอให้ใช้สิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3quN6quxdoCOfs5E-mZLvW

  • วาณิชธนกิจฟอร์มแกร่ง ดันกำไร “ดอยช์แบงก์” Q3 โต 7% สวนคาดการณ์ตลาด : อินโฟเควสท์

    วาณิชธนกิจฟอร์มแกร่ง ดันกำไร “ดอยช์แบงก์” Q3 โต 7% สวนคาดการณ์ตลาด : อินโฟเควสท์

    ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ประกาศผลกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 1.56 พันล้านยูโร (1.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งของหน่วยธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ที่มีรายได้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ผลประกอบการดังกล่าวซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.34 พันล้านยูโร ถือเป็นสัญญาณบวกในช่วงโค้งสุดท้ายของแผนปฏิรูปองค์กรระยะเวลา 3 ปี ที่เคยถูกตั้งข้อสงสัยจากนักวิเคราะห์บางส่วนว่าจะไม่สามารถทำได้สำเร็จ โดยคริสเตียน เซวิง ซีอีโอดอยช์แบงก์ กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2568 ของเราได้สำเร็จ”

    ธุรกิจวาณิชธนกิจซึ่งดำเนินงานทั่วโลกนี้ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของธนาคาร โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 18% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 10.8% โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจซื้อขายตราสารหนี้และปริวรรตเงินตราที่เติบโตขึ้น 19% ขณะที่ธุรกิจที่ปรึกษาและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น 27%

    ผลงานที่โดดเด่นนี้สะท้อนถึงการกลับมาทำกำไรได้อย่างเกือบต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของเซวิงที่พยายามกอบกู้เสถียรภาพของธนาคารหลังจากขาดทุนอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี และเกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกำลังจับตามองว่า บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรปจะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา ค่าเงินยูโรที่แข็งค่า และสงครามการค้าได้อย่างไร ซึ่งผลประกอบการของคู่แข่งอย่างบีเอ็นพี พารีบาส์ (BNP Paribas) ออกมาต่ำกว่าคาด และบาร์เคลย์ส (Barclays) มีผลประกอบการที่ผสมผสาน

    ขณะที่รายได้ในสายธุรกิจหลักอื่น ๆ ของดอยช์แบงก์ยังเติบโตไม่มากนัก โดยธุรกิจลูกค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรมีรายได้ลดลง 1% อย่างไรก็ตาม DWS ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ในเครือดอยช์แบงก์ กลับมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 34%

    ซีอีโอเซวิงได้เรียกปี 2568 ว่าเป็นปีชี้ชะตา เนื่องจากเป็นเส้นตายที่ดอยช์แบงก์จะต้องบรรลุเป้าหมายด้านต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร ขณะเดียวกัน ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการกำหนดเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเดือนพ.ย. นี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFfQC-uyecGrYhlnqx02g

  • ททท. ปรับ-เลื่อนกิจกรรม ต.ค.-พ.ย. 68 ร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    ททท. ปรับ-เลื่อนกิจกรรม ต.ค.-พ.ย. 68 ร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศปรับกำหนดการและรูปแบบกิจกรรมสำคัญในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2568 เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเลื่อนและปรับโทนกิจกรรมใหญ่ทั่วประเทศให้สำรวมและเหมาะสมกับบรรยากาศไว้อาลัย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตามประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ททท.ได้พิจารณาแนวทางการจัดกิจกรรมในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2568 โดยแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเลื่อนกำหนดการจัดงาน การปรับรูปแบบกิจกรรม และการยกเลิกบางกิจกรรม พร้อมจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมอื่น ๆ แทน เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    กิจกรรม VIJIT CHAOPRAYA THAILAND 2025 ปรับกำหนดจัดงานจากเดิมวันที่ 1 พฤศจิกายน–15 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน–23 ธันวาคม 2568 บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร โดยจัดภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” ปรับรูปแบบจากการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนเทิดพระเกียรติ และลดโทนแสงสีของการแสดงให้เหมาะสมกับช่วงไว้อาลัย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” คืนวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

    ส่วนงาน Maha Loy Krathong @ Ayutthaya กำหนดจัดวันที่ 2–6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังคงจัดงานตามกำหนดเดิม โดยปรับรูปแบบงานให้มี Mood & Tone ที่เหมาะสม งดการแสดงพลุและดอกไม้ไฟ พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัยและกิจกรรมเทิดพระเกียรติ เช่น การแสดงวัฒนธรรม บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ การสาธิตอาหาร–หัตถกรรม–ศิลปะงานคราฟต์–DIY และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในบรรยากาศย้อนยุค

    สำหรับงาน Maha Loy Krathong @ Sukhothai กำหนดจัดระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม–5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดชนะสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จัดร่วมกับจังหวัดสุโขทัย ภายใต้แนวคิด “Maha Loy Krathong @ Sukhothai” มีกิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม ศิลปะงานคราฟต์ การตกแต่งไฟย้อนยุค ตลาดอาหารพื้นเมือง และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดความงดงามของนาฏศิลป์ไทย โดยจัดพิธีถวายความอาลัยทุกวันเวลา 21.21 น. ด้วยการ “จุดตะคัน” เพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัยโดยพร้อมเพรียงกัน

    ขณะที่งาน Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ยังคงจัดตามกำหนดเดิมในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เส้นทางจากเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ถึงท้องสนามหลวง โดยจะปรับรูปแบบงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ช่วงไว้อาลัย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.tourismthailand.org  www.thailandfestival.org 

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892053&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zs-Povg_5osvhQ4U0zMHU