Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    เศรษฐกิจ

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดงาน “แม็คโคร มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18” (Makro HoReCa 2025) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอาหารครบวงจร จัดโดยบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ “แม็คโคร” เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) ให้โตอย่างไม่สิ้นสุด ตามแนวคิดในการจัดงาน “Food Infinity” และพร้อมแข่งขันในตลาดยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Makro HoReCa 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทยเนื่องจากมีจุดแข็งในด้านอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม ซึ่งเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทย ผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มให้มีมูลค่าเพิ่ม มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    “จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจ HoReCa มีการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ รวม 40,136 ราย แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรม (Hotel) 13,169 ราย กลุ่มร้านอาหาร (Restaurant) 26,229 ราย และกลุ่มบริการด้านจัดเลี้ยง (Catering) 738 ราย สามารถสร้างรายได้รวมตลอดปี 2567 กว่า 723,892.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13% สะท้อนศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไทยที่เข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่ม HoReCa ในหลายรูปแบบ อาทิ การมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทย ทั้งในและต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทย เพื่อรับรองคุณภาพ รสชาติ วัตถุดิบ และการบริการที่สะท้อนความเป็นไทยแท้ อันเป็นการยกระดับมาตรฐานและประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จับมือกับ Chef’s Club by Makro เดินหน้าต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตร “Smart Restaurant Plus” มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 1,539 ราย รวม 11 รุ่น มีส่วนช่วยให้ร้านอาหารไทยปรับตัวทันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” รองปลัดจักรา กล่าว 

    งาน “Makro HoReCa 2025” ได้รวบรวมทั้งนิทรรศการแสดงสินค้าอาหาร รวมทั้งเทคโนโลยีครัว นวัตกรรมอาหาร และมีเวทีประกวดเชฟ พร้อมทั้งมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษจากพันธมิตรในวงการอาหารกว่า 300 แบรนด์ จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟรุ่นใหม่ และผู้สนใจธุรกิจอาหาร ให้ได้เปิดโลกธุรกิจ เรียนรู้เทรนด์อาหารแห่งอนาคต และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่อาชีพที่มั่นคง รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่ตลาดโลกในฐานะ Soft Power ที่ทรงพลังและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Soft Power ด้านอาหารในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ตลอดจนผลักดันธุรกิจอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ของรัฐบาล และเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเสริมแกร่งให้กับ SMEs และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับบริษัท CPAxtra และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1) เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตต้นน้ำ ดูแลราคาและผลักดันให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2) ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไม่ว่าจะเป็นห้าง ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ดูแลให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตยิ่งขึ้น และ 3) ประชาชน ดูแลให้ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจการค้าของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเยี่ยมชมงาน Makro HoReCa 2025 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 6–8 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5985 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/452423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9Le1JII828KX316laeqW

  • สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนร้านค้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยเปิดพื้นที่ใต้โพสต์ให้ผู้ประกอบการมาฝากร้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #คนละครึ่งพลัส #ลดรายจ่าย #เพิ่มรายได้ร้านค้า (คลิ๊กอ่าน)

    ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มเปิดใช้สิทธิวันแรก 29 ตุลาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างเวลา 06.00–23.00 น. โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเองอีก 50% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี

    โครงการครอบคลุมร้านค้าทั่วประเทศ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะทั้งบก น้ำ และราง เช่น BTS, MRT, เรือโดยสาร และรถเมล์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางของประชาชน และเพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคขนส่ง

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ยื่นภาษี 7.93 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,400 บาท และผู้ไม่ยื่นภาษี 12.07 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,000 บาท โดยต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 620,000 ร้าน และยังเปิดรับสมัครถึงวันที่ 19 ธันวาคม

    กระทรวงการคลังยืนยันว่า ยอดขายร้านค้าจะไม่ถูกส่งต่อให้กรมสรรพากร ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โครงการนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกกว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/732627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MPrp4HJfWFKp-mmbndv5q

  • เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 30 ต.ค. 2568 ก่อนเริ่มการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    30 ต.ค.2568 – เวลา 08.26 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในห้วงก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1. ภารกิจส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการหารือกับบริษัทชั้นนำด้านวัคซีนและนวัตกรรม โดยเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SK Bioscience Co., Ltd. ณ โรงแรม Commodore Gyeongju ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตวัคซีนและมีผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเซลล์เพาะเลี้ยง วัคซีนสุกใส วัคซีนงูสวัด และวัคซีนไข้ไทฟอยด์

    2. ภารกิจสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ ในเวลา 10.10 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานและพบหารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ สมาชิกองค์กร U.S.-APEC Coalition ณ Salon Heritage ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทสหรัฐ ชั้นนำ อาทิ Citi, Moody’s, Google, Microsoft, JP Morgan เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย–สหรัฐ ภายใต้กรอบเอเปก
    เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปกประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit) ณ Gyeongju Arts Center พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Bridge.Business.Beyond” ซึ่งจะสะท้อนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

    3. การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เพื่อยกระดับความร่วมมือรอบด้าน เวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับนายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการปราบ scammer

    เวลา 18.15 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Joseph Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล

    “ภารกิจในวันนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความพร้อมของไทยในการเป็นพันธมิตรด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอนาคต ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือกับภาคธุรกิจและผู้นำเขตเศรษฐกิจสำคัญ อย่างเกาหลีใต้ และแคนาดา ก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าเชิงรูปธรรมในระดับภูมิภาค” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887125/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W3KxCRUZPL28fTD4z0wxo

  • เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

    เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

     
              รัฐบาลเตือนประชาชนและร้านค้า ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ผิดวัตถุประสงค์ หากฝ่าฝืนอาจเจอโทษหนักทั้งจำ–ปรับ เช็กลิสต์สินค้า-บริการไหนที่ห้ามใช้

    คนละครึ่งพลัส

              วันที่ 30 ตุลาคม 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงจุดประสงค์ของโครงการ คนละครึ่งพลัส คือเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อการศึกษา หรือวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดโดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

              ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงกำหนดสินค้าและบริการต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที 

    สินค้ากลุ่มที่ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ประกอบด้วย

              – สลากกินแบ่งรัฐบาล
              – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 
              – ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
              – บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด 
              – ไม่สามารถใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า 

              นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ

              พร้อมเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมมือกับผู้ได้รับสิทธิ ทำการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน ฉ้อโกง (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

    คนละครึ่งพลัส

    ภาพจาก  O n E studio / Shutterstock.com

    ข่าวคนละครึ่งพลัสล่าสุด

              – คนละครึ่งพลัส ขึ้นแบบนี้ในเป๋าตัง แปลว่าอะไร หลังเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว 

              – คนละครึ่งพลัสใช้ยังไง ล่าสุดเฉลยแล้ว นำไปใช้ซื้อของที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ไหม !?

              – คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

              – เปิด 5 ขั้นตอนคนละครึ่งพลัส ใช้จองรถไฟฟ้าบีทีเอส สะดวกรวดเร็ว เริ่มแล้ววันนี้ (29 ต.ค.)

              – เช็กเลย ! ร้านค้าคนละครึ่งพลัสใกล้ฉัน ค้นหาผ่าน www.คนละครึ่งพลัส.com

    ขอบคุณข้อมูลจาก TNN 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296123.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M98PlsG00fTyO32SlSsLD

  • กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในท้องตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและระบบเศษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กเส้น ปลั๊กไฟ หรือ หมวกกันน็อกที่ไม่ได้มาตรฐาน 

    อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ จะใช้เครือข่ายเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัดลงพื้นที่ตรวจค้น กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานให้สิ้นซาก และจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดทุกราย

    จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมาย จะดำเนินการอย่างจริงจังตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หากตรวจพบว่าผู้ประกอบการรายใด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผู้ผลิต หรือร้านจำหน่าย เอาเปรียบผู้บริโภค จำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    และเป็นอันตรายต่อประชาชนจะสั่งหยุดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงแก้ไขและปฏิบัติตามมาตรฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็พร้อมจะปลดมาตรการทางกฎหมายโดยเร็ว หรือเปิดโอกาสให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะมอบให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ดี

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนายกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ SMEs ให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ สร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขันแก่ SMEs และผู้ผลิตในเศรษฐกิจฐานราก โดยการทำงานร่วมกัน ระหว่าง สมอ. และ สอจ. ทั้ง 76 จังหวัด จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ปัญหาที่หมักหมมมานาน และจัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ระหว่างกฎหมาย สมอ. และกฎหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. แล้ว   แต่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการตามกฎหมายโรงงาน โดยสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด

    ตามมาตรา 39 วรรค 1 จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จ หรือ กรณีตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ขอรับใบอนุญาต มอก.  มีการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ สมอ. จะไม่ดำเนินการออกใบอนุญาต มอก. ให้ เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นใน ทุกระดับ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้ามาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่การบูรณาการกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะทำให้ สมอ. มีพันธมิตรในการทำงานทุกจังหวัด เข้าถึงทุกพื้นที่ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของ สมอ. ให้มากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pxNBEyYb5MGd1ln-QIsWl

  • “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XpXx1pAvGfhNCus_MYzw7

  • ผลสำรวจชี้ ผู้ปกครอง-นักเรียนแบกรับค่าใช้จ่ายการศึกษาสูง มากกว่าครึ่งต้อง “กู้เงินเรียน”

    ผลสำรวจชี้ ผู้ปกครอง-นักเรียนแบกรับค่าใช้จ่ายการศึกษาสูง มากกว่าครึ่งต้อง “กู้เงินเรียน”

    ช่วงนี้หลายโรงเรียนกำลังทยอยเปิดเทอมกัน ซึ่งการเปิดภาคเรียนใหม่นั้นย่อมตามมาด้วยรายจ่ายเพราะแม้จะมีโครงการ ‘เรียนฟรี’ แต่ผู้ปกครองและนักเรียนหลายคนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย

    ค่าใช้จ่ายที่แฝงด้านการศึกษาที่เราต้องแบกรับ

    ล่าสุดสภาองค์กรของผู้บริโภคเผยผลสำรวจ ‘เจาะลึกภาระค่าใช้จ่ายแฝงในการศึกษาไทย’ ซึ่งระบุว่า แม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในไทยจะอยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี แต่ยังมีคนที่ต้องจ่ายค่าเทอม-ค่าบำรุงการศึกษาอยู่ โดยมีราคาตั้งแต่ 1,001 บาท/เทอม ไปจนถึงมากกว่า 12,000 บาท/เทอม ในบางโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชน สาธิต หรือห้องเรียนพิเศษ

    นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุถึงค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องแบกรับ ประกอบด้วย

    • ค่าชุดนักเรียน: เริ่มต้นที่ 0 บาท/เทอม – มากกว่า 4,000 บาท/เทอม
    • ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน: เริ่มต้นที่ 0 บาท/เทอม – 8,000 บาท/เทอม
    • ค่าอาหารกลางวันและขนม: ไม่เกิน 200 บาท/สัปดาห์ – มากกว่า 800 บาท/สัปดาห์
    • ค่าเดินทางมาโรงเรียน: ไม่เกิน 300 บาท/เดือน – มากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน และมีบางส่วนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย

    และอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือส่วนของ ค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งเลื่อนขั้นจากรายจ่ายเสริม มาสู่การเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่านับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบบการศึกษาได้ถูกผลักเข้าสู่โลกออนไลน์ไปเกือบเต็มตัวแล้ว ซึ่งทำให้ค่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนึ่งในรายจ่ายพื้นฐานที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

    โดยผลสำรวจเผยว่าราคาค่าอินเทอร์เน็ตที่ผู้ตอบแบบสอบถามจ่ายไปนั้น มีตั้งแต่ 1 บาท/เดือน – 2,000 บาท/เดือน ซึ่งกลายมาเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องแบกรับเพิ่ม เพื่อให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ‘เท่า’ กับคนอื่น ๆ

    จากค่าใช้จ่าย อาจกลายเป็นหนี้สิน

    จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษานั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย ซึ่งบางครั้งรายจ่ายเหล่านี้อาจนำไปสู่การมี ‘หนี้’ ได้ อ้างอิงจากผลสำรวจของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่เผยว่า ในส่วนของการกู้ยืมเงินเรียน มีคนที่เคย 53.3%, ไม่เคย 39.4% และไม่แน่ใจ 7.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

    ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาที่อาจสูงเกินไปสำหรับคนบางกลุ่ม จนทำให้มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามหันไปพึ่งการกู้ยืม และตอกย้ำว่าการที่เด็กหนึ่งคนจะเรียนจบได้นั้นอาจไม่ใช่แค่ต้องมีความมุ่งมั่นหรือขยันแค่อย่างเดียว แต่ต้องมี “เงิน” ด้วย

    แล้วผู้ปกครองจะบริหารเงินยังไงให้มีพอสำหรับลงทุนกับการศึกษาของลูกได้? Thairath Money จะพาไปรู้จัก 5 แนวทางสร้างการเงินดีที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม

    1. งดซื้อของที่ยัง “ใช้ได้” เช่น กระเป๋าหรือรองเท้านักเรียนที่เคยซื้อไว้ในเทอมก่อนและเทอมนี้ยังใช้ได้อยู่

    2. สร้างนิสัยการออมให้ลูก เพื่อให้เห็นคุณค่าของเงินทุกบาทก่อนใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย

    3. แชร์อุปกรณ์การเรียนกับญาติๆ เช่น เสื้อผ้าหรือเครื่องเขียน เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเปิดเทอม

    4. สนับสนุนให้ลูกคว้าทุนการศึกษา ข้อนี้ไม่ใช่แค่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีให้ลูกได้แสดงออกและพัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างเต็มที่ด้วย

    5. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ลดได้บ้าง และยังสามารถวางแผนปรับลดหรือเก็บออมเพิ่มได้อย่างแม่นยำ

    ถ้าลองทำทั้ง 5 ข้อข้างต้นแล้วเราพบตัวเองยังมีรายจ่ายอีกมากที่ต้องแบก บางทีเราอาจจะต้องใช้วิธีเพิ่มรายได้ด้วยการทำอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ หรือไรเดอร์ ซึ่งจะช่วยให้เรามีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น และช่วยแบกภาระรายจ่ายที่มีให้เบาลงได้บ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2892369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VSryYK_HJ_WsmPNDEVNQU

  • จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    การเมือง

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    By เทพจร30 ต.ค. 2025 เวลา 7:33 น.

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    โค้งสุดท้ายของฝ่ายนิติบัญญัติ “ปชน.” ดันร่างกฎหมาย ที่อัพเกรดท้องถิ่น ได้สำเร็จ แม้จะแก้แค่เกณฑ์อายุ-ไม่จำกัดวาระ แต่ผลนั้นสะเทือนถึงจุดเปลี่ยนเลือกตั้งท้องถิ่น

    • สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างกฎหมาย 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแก้ไขเกณฑ์อายุ วุฒิการศึกษา และปลดล็อกการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง
    • การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  เพื่อสร้างพื้นที่แข่งขันที่หลากหลาย การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่น
    • แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิจารณ์ว่าอาจเอื้อให้กลุ่มอิทธิพล “บ้านใหญ่” ผูกขาดอำนาจได้ง่ายขึ้น
    • ร่างกฎหมาย “ท้องถิ่นก้าวหน้า” ทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา   เป็นด่านสุดท้าย ซึ่งจะชี้ชะตาว่าจะได้รับการเห็นพ้อง หรือ เห็นแย้ง
    • หาก “สว.” ที่สายสีน้ำเงินครองเสียงข้างมาก เห็นแย้ง เท่ากับว่า ร่างกฎหมายอัพเกรดท้องถิ่น ถูกตัดโอกาสผ่านภายใต้สภาชุดนี้

    โค้งสุดท้ายของ “สภาผู้แทนราษฎร” ชุดปัจจุบัน ต่อการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติ” ก่อนที่จะปิดสมัยประชุม ล่าสุดพบว่ามติของสภาฯ ผลักดัน 5 ร่างกฎหมายสำคัญ ที่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นได้สำเร็จ 

    ประกอบด้วย 1.ร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2.ร่าง พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 3.ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 4.ร่างพ.ร.บ.เทศบาล และ 5.ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

    ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เริ่มต้นผลักดันมาจาก “3 พรรคการเมือง” คือ “เพื่อไทย-ประชาชน-ภูมิใจไทย” และมีหลักการร่วมกัน คือ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น โดยแก้เงื่อนไขของผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง “ท้องถิ่น” ในเกณฑ์อายุ-วุฒิการศึกษา พร้อมปลดล็อกการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง

    สาระที่ถูกปรับแก้ในร่างกฎหมายแม่บท คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น แม้จะไม่ปรับเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิสมัคร สมาชิกสภาท้องถิ่น และคงไว้ที่ 25 ปีตามเดิม แต่เพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติด้านการศึกษา คือ ผู้ลงสมัครเป็น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็น สจ. ส.อบจ. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ขณะที่ นายก อบต. ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมปลาย หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็น สมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา 

    ส่วนผู้ว่าฯกรุงเทพ นายกเมืองพัทยา หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

    ส่วนร่างกฎหมาย อบจ. อบต. และเทศบาล แก้เกณฑ์ว่าด้วยอายุ ซึ่งเดิมต้องไม่ต่ำกว่า 35 ปีในการลงสมัคร โดยตัดออก 

    เท่ากับว่า เมื่อร่างกฎหมาย 3 ฉบับนี้ใช้บังคับ ผู้จะลงสมัครเป็นนายก อบจ. นายก อบต. และนายกเทศมนตรี จะไม่มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำกำกับไว้

    ต่อประเด็นนี้ “ชำนาญ จันทร์เรือง” กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า มองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเป็นตัวเลือกของการเมืองระดับท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ท้องถิ่นได้รับโอกาสการพัฒนาจากแนวคิด เทคโนโลยีตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

    ในกรณีของการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ในส่วนของการ “ไม่จำกัดวาระดำรงตำแหน่ง” จากเดิมที่กฎหมายเก่ากำหนดให้อยู่ได้เพียง 2 วาระ และห้ามเป็นต่อ จนกว่าจะพ้นตำแหน่งครบ 4 ปี ถูกตั้งข้อสังเกตจากที่ประชุมสภาฯ ว่า เอื้อให้เกิดการผูกขาดของ “กลุ่มอิทธิพลบ้านใหญ่” 

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ทว่าในมุมกลับกัน “ชำนาญ” มองว่า การผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพล-นักเลง-กลุ่มผลประโยชน์หรือไม่ ขอให้ลองมองว่า เป็นประเด็นที่เข้ามาอุดผลประโยชน์เชิงลบหรือไม่ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่น เท่ากับว่าประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น มีคนหนุ่มสาว ไฟแรง มีทัศนคติแบบใหม่เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น

    “ปัจจุบันแม้นักการเมืองท้องถิ่นถูกจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง ห้ามเป็น 2 สมัยติดต่อกัน ตามที่กฎหมายท้องถิ่นแก้ไขในยุค คสช. แต่ข้อเท็จจริงพบว่า พวกเขายังส่ง“นอมินี”เข้ามาเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงาน การตัดสินใจในการแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่น ที่ต้องรอผู้มีอำนาจตัวจริงอนุมัติ” ชำนาญ สะท้อน

    ขณะที่ในมุมของ “นักเลือกตั้ง” ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ “คณะก้าวหน้า” ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาทำงานเชิงรุกในระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น โดยมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหอก ประกาศเขย่าการเมืองท้องถิ่น หวังสะสมขุมกำลัง เป็นพลังดัน “พลพรรคสีส้ม” เข้าสู่วงในของการบริหารประเทศ

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ทำให้ช่วงหนึ่งของการอภิปรายร่างกฎหมาย “สส.” หลายคนเอ่ยปากในสภาฯ ไว้ว่า จะเป็นการเปิดช่องให้คนที่ด้อยวุฒิภาวะเข้ามา และอาจมีผลต่อความรับผิด-รับชอบ ต่องานบริหารบ้านเมืองระดับฐานรากได้

    ต่อประเด็นนี้ “ชำนาญ” ชี้ว่าเป็นการมองมุมแคบเกินไป เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ให้คนแต่ละท้องที่เป็นผู้เลือกตัวแทนไปบริหาร เขารู้เช่นเห็นชาติคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นอย่างดี และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้เสนอตัวเป็นทางเลือก ไม่ใช่ว่าจะได้รับเลือก แม้จะมีโอกาสอยู่บ้างก็ตาม

    ปัจจัยที่ “ชำนาญ” มองแบบนั้น เป็นเพราะเข้าใจในธรรมชาติของการเมือง ที่มีบ้านใหญ่แผ่ขยายอำนาจ กุมพื้นที่ และปัจจุบันมีหลายจังหวัดเป็นแบบนั้น

    กับร่างกฎหมายท้องถิ่นที่สภาฯเห็นชอบ สาระแท้จริง คือ เปิดช่องให้ “นักการเมืองหน้าใหม่” มาชิมลางสนามท้องถิ่นมากขึ้น และสิ่งที่ต้องจับตา คือ ผลที่จะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ “ช่วงวัย” ถูกเปลี่ยนผ่าน และเกมอำนาจนี้ หากใครเดินเกมเร็วกว่า ย่อมมีโอกาสกินรวบ ทั้งการเมืองท้องถิ่น-การเมืองระดับชาติ

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    จากนี้ต่อไป ต้องจับตาการพิจารณาในชั้น “วุฒิสภา” ว่าจะเห็นตาม “สภาฯ” หรือเห็นแย้ง เพราะหากเป็นอย่างหลัง เท่ากับว่าปิดประตูใส่หน้า “ร่างกฎหมายท้องถิ่นก้าวหน้า” ไม่ยอมให้ผ่านไปในสมัยสภาฯ นี้ และเป็นการส่งสัญญาณ “ไม่ต้อนรับ” จากการเมืองบ้านใหญ่ ที่มี “ค่ายสีน้ำเงิน” เป็นฝ่ายคุมผลโหวต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1205335&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_fZsPe1_6VzAxkizAZCY-

  • ‘กมธ.ตปท.’ ชงผลศึกษาMOU44 ให้หน่วยงานพิจารณา ไม่มีธงยกเลิก

    ‘กมธ.ตปท.’ ชงผลศึกษาMOU44 ให้หน่วยงานพิจารณา ไม่มีธงยกเลิก

    การเมือง

    30 ต.ค. 2025 เวลา 13:08 น.

    กมธ.ต่างประเทศ เห็นชอบรายงานศึกษา MOU44 ชงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ย้ำเป็นการศึกษาข้อดี-ข้อเสีย ไม่ฟันธงยกเลิก

    ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี  น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็น ประธาน กมธ. ได้พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน (MOU44)ของคณะอนุ กมธ. ฯ ที่มีนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานอนุกมธ.

    โดย น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า รายงานของอนุกมธ.ฯ​ดังกล่าวใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ศึกษาเฉพาะเอ็มโอยู 2544 ส่วนของพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเล  และมติของกมธ. เห็นว่าสมควรให้ส่งรายงานไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับความเห็นชอบในบทสรุป โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งไปยังหน่วยงานต่างๆหรือเสนอไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

    น.ส.สรัสนันท์ กล่าวถึงการประชามติเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 ด้วยว่าถ้ามีเหตุผลในการยกเลิกสามารถทำได้ แต่การโยนไปทำประชามติไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ และต้องมีระยะเวลาในการขอยกเลิกอย่างน้อย 1 ปี เป็นการแสดงเจตจำนง

    “การไปทำประชาชมติเลยจะเกิดคำถามตามมา เกี่ยวกับในหลายมิติทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติ อธิปไตย ความมั่นคง ทางทหาร การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชน จะต้องมาตอบใช่หรือไม่ใช่” น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

    ทางด้านนายธนาธร กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน  ว่า ได้ศึกษาไว้ 2 กรณี คือ กรณีมีเอ็มโอยู2544 รัฐจะต้องดำเนินการอย่างไร และกรณีที่ไม่มีเอ็มโอยู 2544จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการยกเลิก ทั้งนี้อนุกมธ.ฯ ไม่ได้เสนอแนะว่าสมควรยกเลิกหรือไม่ แต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้บุคคลประกอบการตัดสินใจ 

    “เอ็มโอยู2544 เป็นกรอบให้คู่ขัดแย้งเจรจากันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย โดยกำหนดไว้ว่าการเจรจาต้องพูดคุยทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเล และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไปพร้อมๆกัน ไม่สามารถคุยแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลก่อน แล้วค่อยคุยเขตแดนทางทะเลได้  ส่วนข้อดีของเอ็มโอยู2544 จะทำให้มีกรอบชัดเจนว่าพูดคุยประเด็นใด และทำอะไรก่อน-หลัง ในทางตรงกันข้าม หากยกเลิก จะทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางในการเจรจา” นายธนาธร กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะให้ทำประชามติยกเลิกหรือไม่ยกเลิก เอ็มโอยู  นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนได้ รัฐบาลสามารถยกเลิกก็ได้ เพียงแต่ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปพูดคุยกับเขา เพราะมีขั้นตอนในการยกเลิกอยู่  
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1205419&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TpCeB0Mtxrw33F88um1cg

  • สมศ.รุกดันยุทธศาสตร์ยกระะดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    สมศ.รุกดันยุทธศาสตร์ยกระะดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย เพื่อให้ได้มาตรฐานในระดับสากล

    โดยดำเนินการผ่านการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2025 ONESQA Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ Bridging Policy and Practice to Strengthen Educational Quality 

    ซึ่งจะมีการปาฐกถาพิเศษ ความท้าทายและนโยบายในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่ความเป็นเลิศ

    รวมถึงเสวนา ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน และปั้นอนาคตใหม่ : แนวโน้มคุณภาพการศึกษาไทยก้าวไกลสู่สากล

    และยุทธศาสตร์ 25 ปี สมศ. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดการอภิปรายและข้อคิดเห็นจากการประชุมครั้งที่ 1 สู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จริง”

    ทั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากลโดยสถานศึกษาผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปสามารถช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่าน Live เพจ สมศ. วันที่ 4 พ.ย. 68 ตั้งแต่ 08.00 – 16.30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642742&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fy-DInimQkcg_9JZ9D_bq