Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะบอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่สอบตั๋วครู ยกเลิกสอบวิชาเอก เหลือเฉพาะวิชาครู มีผลมกราคม 2569 หวังลดภาระผู้สอบ เชื่อมหาวิทยาลัยคุมคุณภาพได้

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 11/2568 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    โดย ศ.ดร. นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการหลักเกณฑ์การทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูใหม่ ที่เดิมจะต้องสอบทั้งวิชาครู และกลุ่มวิชา หรือที่เรียกว่าวิชาเอก ซึ่งในที่ประชุมก็ได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และเห็นตรงกันว่า ให้ปรับการสอบเน้นไปที่วิชาครูเป็นหลัก และให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก เพราะในเรื่องของคุณภาพของวิชาอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อยู่แล้ว

    “สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องการให้เป็นภาระของผู้ที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพราะตอนสอบบรรจุเป็นครูในสังกัดต่างๆ ก็ต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางคุรุสภาจะได้จัดทำประกาศเสนอขึ้นมาให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อจะได้ยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูรอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569

    อย่างไรก็ตาม ทางคุรุสภาก็ยังเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อที่จะให้ได้ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน เป็นใบอนุญาตชั่วคราวของคุรุสภา สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู ตามข้อบังคับของคุรุสภา ว่าด้วยระดับคุณภาพมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู รวม 13 ราย และได้อนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร และปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

    พร้อมทั้งยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาโททางการศึกษาของ 5 แห่ง รวม 5 หลักสูตร และรับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มีคุณวุฒิในกลุ่มวิชาที่มีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน หรือกลุ่มวิชาในประเภทวิชาและสาขาวิชาขาดแคลน เป็นเวลา 2 ปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2892376&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hvPka7sRafR-SrSGVs-TI

  • “บวร​ศักดิ์”​ เตรียมเชิญ ก.พ. หารือ นายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​เป็น​ 65 ปี

    “บวร​ศักดิ์”​ เตรียมเชิญ ก.พ. หารือ นายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​เป็น​ 65 ปี

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เตรียมเชิญ ก.พ. หารือนายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​ราชการเป็น​ 65 ปี

    วันนี้ (30 ต.ค.2568) ศาสตราจารย์กิตติคุณ​บวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวถึงกรณีแนวการศึกษาการต่อขยายเกษียณของข้าราชการจาก 60 ปีเป็น 65 ปี ว่า เตรียมเชิญคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้ามาคุยกับนายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

    เนื่องจากปัจจุบันมีหลายส่วนราชการกำหนดให้อายุเกษียณราชการมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ที่เกษียณอายุราชการอายุ 70 ปี ข้าราชการในสถาบันการอุดมศึกษา 65 ปี แต่หากขยายมายังข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีบุคลากรกว่า 300,000 คน

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย​ ระบุว่า ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลางได้จัดทำตัวแบบเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยสูงขึ้น การแพทย์ก้าวหน้า และประชากรเกิดน้อยลง ทำให้ใน 10 ปีข้างหน้า จะมีคนทำงานและสร้างผลิตภาพลดลง​ และโดยเฉลี่ยของ กพ.พบข้าราชการเกษียณ​อายุกินบำนาญอายุเฉลี่ย 80 ปี​ หรือกินบำนาญมีระยะเวลากว่า 20 ปี

    ทั้งนี้ การกำหนดอายุเกษียณเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่อง คือ 1.ประชากรศาสตร์ ลักษณะประชากรของประเทศไทย 2.แรงงานที่จะเข้ามาสู่ระบบราชการ และ 3. เรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวว่า เลขาธิการ ก.พ. ได้นำแผนการปรับอายุเกษียณราชการมานำเสนอ ซึ่งเป็นในลักษณะที่ค่อยๆให้เกษียณไป​ 10 ปี​ ซึ่งจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกดินพลิกฟ้า ข้าราชการจะปรับตัวได้​ พร้อมยอมรับว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียและต้องยอมรับข้อวิจารณ์ของสังคมแต่คนที่รู้เรื่องประชากรศาสตร์จะทราบดี ว่าหลายประเทศปรับอายุเกษียณราชการแล้ว

    อย่างไรก็ตาม หากขยายอายุเกษียณไปถึง 65 ปี  อาจส่งผลให้ผู้รอเลื่อนตำแหน่ง เช่น อธิบดี หรือประธานศาลฎีกา ต้องรอไปอีก จึงต้องมีการปรับแก้ปัญหานี้ให้ได้​

    สำหรับค่าใช้จ่ายเงินเดือนประจำข้าราชการปัจจุบันมีรายจ่าย 4 แสนล้านบาท และเงินบำนาญ 3​ แสนล้านบาท รวมประมาณ 7 แสนล้านบาท หากระบบบำนาญยังเป็นอยู่แบบนี้ กระทรวงการคลังต้องไปพิจารณาาจะสามารถดำเนินการได้อย่างไรหากมีการขยายอายุเป็น 65 ปี  แล้วจะมีการขยายบำนาญด้วยหรือไม่ เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 65 ปี จะนำมาคิดฐานบำนาญ​ หรือจะให้แค่เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 60 ปี เพราะหากใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายของ 65 ปี ระบบรับไม่ไหว

    พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องดูในทั้ง 3 มิติ รวมไปถึงเรื่องของความเป็นธรรม ทั้งความเป็นธรรมกับคนที่อยู่ในระบบ คนหนุ่มสาวที่จะอยู่ในระบบราชการ

    อ่านข่าว : ม.หอการค้าไทย คาดเงินสะพัด 9,677 ลบ. ลอยกระทงปี 68 ช่วงไว้อาลัย

    “ไชยชนก” ลาออก กมธ.MOU43-44 สภาฯตั้ง “ปานเทพ” แทน

    ไทยจ่อชงปมค้าสัตว์แปลกข้ามชาติ ถกเวที “ไซเตส” CoP 20 พ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358082&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qEzmmVLQuZ-Vn6lvF-Gpy

  • กมธ.ตปท. ไฟเขียวรายงานผลศึกษาข้อดี-ข้อเสีย MOU 44 ชงหน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาต่อ : อินโฟเควสท์

    กมธ.ตปท. ไฟเขียวรายงานผลศึกษาข้อดี-ข้อเสีย MOU 44 ชงหน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาต่อ : อินโฟเควสท์

    ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน (MOU 44) ของคณะอนุกมธ.ฯ ที่มีนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานอนุกมธ.

    น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า รายงานของอนุกมธ.ฯ ดังกล่าว ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ศึกษาเฉพาะ MOU44 ส่วนของพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเล และมติของกมธ. เห็นว่า สมควรให้ส่งรายงานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับความเห็นชอบในบทสรุป โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่า จะส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ หรือเสนอไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

    ทั้งนี้ การประชามติ MOU43 และ MOU44 ถ้ามีเหตุผลในการยกเลิกสามารถทำได้ แต่การโยนไปทำประชามติ ไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ และต้องมีระยะเวลาในการขอยกเลิกอย่างน้อย 1 ปี เป็นการแสดงเจตจำนง

    “การไปทำประชามติเลย จะเกิดคำถามตามมา เกี่ยวกับในหลายมิติทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติ อธิปไตย ความมั่นคง ทางทหาร การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น จึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชนจะต้องมาตอบ ใช่หรือไม่ใช่” น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

    ด้าน นายธนาธร กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน ว่า ได้ศึกษาไว้ 2 กรณี คือ 1. กรณีมี MOU44 รัฐจะต้องดำเนินการอย่างไร และ 2. กรณีที่ไม่มี MOU44 จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการยกเลิก ทั้งนี้ อนุกมธ.ฯ ไม่ได้เสนอแนะว่าสมควรยกเลิกหรือไม่ แต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้บุคคลประกอบการตัดสินใจ

    “MOU44 เป็นกรอบให้คู่ขัดแย้งเจรจากันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย โดยกำหนดไว้ว่าการเจรจาต้องพูดคุยทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเล และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไปพร้อม ๆ กัน ไม่สามารถคุยแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลก่อน แล้วค่อยคุยเขตแดนทางทะเลได้ ส่วนข้อดีของ MOU44 จะทำให้มีกรอบชัดเจนว่าพูดคุยประเด็นใด และทำอะไรก่อน-หลัง ในทางตรงกันข้าม หากยกเลิก จะทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางในการเจรจา” นายธนาธร กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะให้ทำประชามติ ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU นายธนาธร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนได้ รัฐบาลสามารถยกเลิกก็ได้ เพียงแต่ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปพูดคุยกับเขา เพราะมีขั้นตอนในการยกเลิกอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541634&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GcJelVr4Yn-nSDzhbZPhY

  • สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    “พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” หรือชื่อเต็มว่า พระราชบัญญัติการจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … กำลังเป็นความหวังของผู้โดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ เพราะจะเป็นกฎหมายที่วางรากฐานให้ประชาชนสามารถใช้ “บัตรใบเดียว” หรือ “ระบบชำระค่าโดยสารเดียว” เดินทางได้ทุกโหมด ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ รถไฟ และระบบขนส่งในภูมิภาคในอนาคต

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามผลักดันแนวคิด “ตั๋วร่วม” มานานกว่าทศวรรษ แต่ติดปัญหาเรื่องการบริหารจัดการที่ซับซ้อนและการประสานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผู้ดูแลหลายราย เช่น กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และเอกชนผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ทำให้แนวคิด “บัตรใบเดียว ใช้ได้ทุกระบบ” ยังไม่เกิดขึ้นจริงเสียที

    ไทม์ไลน์ความคืบหน้า พ.ร.บ.ตั๋วร่วม

    • 3 ธันวาคม 2567 : คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. จัดการระบบตั๋วร่วม ที่กระทรวงคมนาคมเป็นผู้เสนอ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงจัง
    • 29 มกราคม 2568 : สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา วาระ 1 และมีมติเอกฉันท์ “รับหลักการ” ของร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วม
    • 27 สิงหาคม 2568 : สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา วาระ 2 และ 3 และมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา
    • 21 ตุลาคม 2568 : วุฒิสภามีมติ “เห็นชอบ” ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ อย่างเป็นเอกฉันท์อีกครั้ง

    ขั้นตอนต่อจากนี้

    หลังจากวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกส่งให้ ประธานรัฐสภา เพื่อนำเสนอ คณะรัฐมนตรี ภายใน 1–2 สัปดาห์ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2568 จากนั้น ครม. จะดำเนินการ นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งโดยทั่วไปอาจใช้เวลา 3 – 6 เดือน

    เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว กฎหมายจะถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 1–2 สัปดาห์ และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป คาดการณ์ได้ว่าช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมจะเริ่มมีผลจริงอาจอยู่ระหว่าง มกราคมถึงพฤษภาคม 2569

    ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

    เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดตั้ง “หน่วยงานกลาง” เพื่อกำกับดูแลระบบตั๋วร่วมทั้งหมด ทั้งด้านโครงสร้างข้อมูล มาตรฐานเทคโนโลยี และการบริหารรายได้จากการเดินทางระหว่างผู้ให้บริการ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบตั๋วร่วมแบบแท้จริง ที่สามารถเชื่อมโยงทุกโหมดขนส่ง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และนครราชสีมา

    นอกจากนี้ กฎหมายยังจะช่วยลดภาระของผู้โดยสารในระยะยาว เพราะไม่ต้องถือบัตรหลายใบหรือใช้แอปฯ หลายระบบอีกต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและผู้ให้บริการทางการเงินเข้ามาพัฒนานวัตกรรมการชำระเงิน เช่น e-wallet, QR Transit, หรือบัตรเดบิตที่ใช้เป็น “ตั๋วร่วม” ได้ในตัว

    “พ.ร.บ.ตั๋ว” ร่วมจึงเป็นมากกว่ากฎหมายทั่วไป แต่คือ “ก้าวสำคัญของนโยบายสาธารณะ” ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งที่สะดวก เท่าเทียม และโปร่งใส


    ที่มาข้อมูล

    ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เชื่อมโยงระบบการเก็บค่าโดยสาร

    สภาฯ ไฟเขียว! 367 เสียงเอกฉันท์ ผ่านวาระแรก ร่าง “พ.ร.บ. ตั๋วร่วม” ปลดล็อกระบบขนส่งไทย

    สภาฯ มติเอกฉันท์ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วม ปูทางบัตรเดียวใช้ได้ทุกระบบขนส่ง

    “พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” เปิดทางบัตรเดียว ใช้ทุกระบบขนส่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/28102568_common-ticket_info/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oDrGpo3S8xkMlQOvSYIN6

  • รองผู้ว่าฯ พิจิตร ลุยสั่งเร่งช่วยฟื้นฟูโรงเรียนที่เคยถูกน้ำท่วมให้พร้อมรับเปิดเทอม | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ พิจิตร ลุยสั่งเร่งช่วยฟื้นฟูโรงเรียนที่เคยถูกน้ำท่วมให้พร้อมรับเปิดเทอม | TOPNEWS

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร มอบหมายให้ นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าฯ จ.พิจิตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูสถานศึกษาที่ประสบอุทกภัย ร่วมกับ รองผู้อำนวยการศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร รอง ผอ.สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 2 นายอำเภอบึงนาราง ปลัดอำเภอโพทะเล คณะผู้บริหาร อปท. กำนันืผู้บ้านใหญ่ และคณะครูในเขตพื้นที่อำเภอโพทะเล และอำเภอบึงนางราง

    โดยจุดที่ 1 โรงเรียนวัดบ้านท่าขมิ้น อ.โพทะเล น้ำท่วมขัง 1 เดือน เดิมท่วมสูง1 เมตร ปัจจุบันน้ำลดลงตามลำดับ เหลือ10 – 15 เซนติเมตร คาดว่าใช้เวลา 2 สัปดาห์ เข้าสู่สถานการณ์ปกติ ได้ประสานให้นายอำเภอ และเทศบาลตำบลท่าเสา ได้จัดอาคารเรียนชั่วคราวภายในเทศบาลรองรับนักเรียนจำนวน 14 คน ในการเรียนการสอน และจะจัดเจ้าหน้าที่ช่วยทำความสะอาดอาคารสถานที่เมื่อน้ำแห้งแล้ว

    จุดที่ 2 โรงเรียนวัดบ้านท้ายน้ำ อ.โพทะเล ปัจจุบัน พื้นที่ภายในโรงเรียนไม่มีน้ำท่วมขังแล้ว สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ จะมีบริเวณด้านหลังอาคารเรียนที่มีน้ำท่วมขัง ประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร ได้ประสานให้ นายอำเภอ อบต.ท้ายน้ำและกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่จะช่วยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำที่ท่วมขังด้านหลังโรงเรียนให้เรียบร้อยก่อนเปิดการเรียนการสอนภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

    จุดที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านบางลายใต้ อำเภอบึงนาราง น้ำท่วมขังมา 1 เดือนกว่า น้ำล้นจากตลิ่งแม่น้ำยม ท่วมขังในสนามเป็นพื้นที่กว้างและส่งกลิ่นเหม็น ทาง อบต.บางลาย ได้ประสาน นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ จัดหาเครื่องสูบน้ำจำนวน 5 – 6 เครื่อง เร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่โรงเรียน ซึ่งจะเสร็จเรียบร้อยก่อนเปิดเรียนวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1373246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G-R9DCyaNhOoeIXHJJYDj

  • คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทย เดือนก.ย.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในระดับสูง ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 

    – การบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 13.4% และ 18.3% ตามลำดับ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง เดือนก.ย. ลดลง -16.3%

    – การลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 17.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.3% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -4.3%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เม.ย.65 ทั้งนี้ การส่งออกขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นตามความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกฟื้นตัว ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    – ด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.24 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -11.3% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 21.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.1%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.2% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ -0.72% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.65% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนส.ค.68 อยู่ที่ 64.6% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.ย.68 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 273.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HdL57eKsoIVzadD5ZOen

  • ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    วานนี้ (29 ต.ค.) “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” ในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) หลังจากรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนท่องเที่ยว ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเดินสายพบภาคเอกชนทุกเซ็กเตอร์ จัดเตรียมนโยบายพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569

    อภิสิทธิ์ ฉายภาพว่า “เศรษฐกิจไทยมีปัญญายืดเยื้อมาเกิน 10 ปี ปัจจุบันเติบโต 2% ต่อปีก็โล่งใจกันแล้ว เป็นอัตราเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตเคยโตได้ถึง 7% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังโตแบบ 10 ปีที่ผ่านมา”

    “ภาคการท่องเที่ยว” ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เห็นชัดจากช่วงโควิด-19 ระบาด เมื่อภาคการท่องเที่ยวเจอปัญหา เศรษฐกิจไทยก็เดือดร้อนไปด้วย แม้คาดกันว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้เร็วหลังโควิด แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติเมื่อปี 2562 ที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคน โดยในปี 2568 แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดต่ำกว่าเป้าหมายและอาจลดลงกว่าปีก่อน

    “พอไทยเจอการระบาดของโควิด เศรษฐกิจก็ทรุดลง ทุกคนมีความหวังว่า เมื่อไรที่เปิดประเทศได้ เศรษฐกิจก็จะกลับมาดี การท่องเที่ยวจะกลับมาดี เพราะเราเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปีก่อนโควิด พอหลุดพ้นมาได้ เรานึกว่าจะกลับไปสู่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงจำนวนและยอดการใช้จ่าย แต่สิ่งที่เราพบวันนี้คือตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสต่ำกว่าปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าเกิดปัญหาแล้ว เครื่องจักรท่องเที่ยวที่เคยมีการเติบโตเร็ว วันนี้ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ผมจึงอยากนำเสนอความห่วงใยในหลายปัญหา ภาคการเมืองต้องเร่งผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเข้มแข็ง

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    สำหรับปัญหาหลักอย่างแรกคือ “นักท่องเที่ยวจีน” หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยก่อนโควิดเคยเดินทางมาไทยกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน

    สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะนโยบายของจีนที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ แต่เพราะคนจีนรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” เมื่อมาไทย จากคลิปและข่าวที่เคยไวรัลบนโซเชียลมีเดียพูดถึงการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงถึง “สแกมเมอร์” กับ “ธุรกิจสีเทา” ในไทย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับ “ปัญหาความปลอดภัย” และ “กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย” ทางการจีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมให้คนมาท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาดเพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา

    “เราจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาตลาดนักท่องเที่ยวจีน ก่อนหน้านี้ผมฟังผู้รับผิดชอบจากภาครัฐ หลายคนยังหลอกตัวเองว่าเป็นเพราะนโยบายของทางการจีนที่เน้นส่งเสริมให้ชาวจีนเที่ยวในประเทศ แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซียกลับเติบโตมาก ส่วนจำนวนเดินทางเข้าไทยกลับลดลง ทั้งที่ปี 2568 ควรเป็นปีที่มีชาวจีนเที่ยวไทยมากกว่าปีอื่นๆ เพราะครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยสังเกตว่ามีเรื่องต่างๆ ที่ทางการจีนอยากให้ทำ หนึ่งในนั้นคือความปลอดภัย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จริงจังเรื่องนี้ ก็ไม่เห็นว่าทางการจีนจะปล่อยให้คนของเขามาเที่ยวไทย”

    ขณะเดียวกัน ปัจจัย “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าเกินจริง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน นักท่องเที่ยวบางตลาด เช่น รัสเซีย จำนวนมากหันไปเที่ยวเวียดนามแทน หวังว่าประเทศคู่แข่งเหล่านี้จะไม่ได้ชิงลูกค้าไปจากไทยแบบถาวร เพราะไทยยังมีศักยภาพดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่ามาก

    อภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้ยังได้เสนอ “การบ้าน 5 ข้อ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

    1.การกระจายความหลากหลายของตลาด ด้วยการส่งเสริมให้ตลาดท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) ปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม ประกอบกับสถานการณ์ตลาดหลักอย่าง “นักท่องเที่ยวจีน”​ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จำเป็นต้องส่งเสริมความหลากหลายที่มาของตลาด

    2. การสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ในการใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุนในการลงทุนด้านความยั่งยืน ให้สอดรับกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แสวงหาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    3.การเพิ่มพูนทักษะ ยกระดับมาตรฐานอาชีพคนท่องเที่ยว บูรณาการนำเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    4.ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงทุกระบบ เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    และ 5.อุดช่องว่างการทำตลาดท่องเที่ยวไทย มุ่งขยายฐานการโปรโมตผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติ สร้างพลังการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการแอตต้า กล่าวว่า “แอตต้า” มี 3 ข้อเสนอถึงภาครัฐเพื่อเร่งยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.สร้างระบบ “National Tourism Intelligence Platform” เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบนับหัว เป็นการบริหารด้วยข้อมูล ด้วยการจัดตั้งแพลตฟอร์มระดับชาติที่รวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่ง ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง สายการบิน บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ โรงแรม บัตรเครดิต โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม การใช้จ่าย เส้นทางเดินทาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเดินทางล่วงหน้า เช่น ในตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน ได้อย่างแม่นยำ

    พร้อมช่วยวางระบบ Carrying Capacity และ Risk Map ของแต่ละจังหวัด และนำข้อมูลนี้ไปใช้วัดผลเชิงคุณภาพแทนปริมาณ เช่น รายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยว หรือสัดส่วนการใช้บริการท้องถิ่น นี่คือการสร้าง “สมองกลางของการท่องเที่ยว” ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสเปนใช้เป็นฐานในการบริหารเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ

    2.ปฏิรูประบบ “Destination Governance” จากส่วนกลางสั่งการ สู่การบริหารแบบร่วมมือระดับพื้นที่ ให้รัฐบาลออกแบบ “Tourism Management Zone” แต่ละภูมิภาคมี Regional Tourism Board ที่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจด้านงบประมาณ แผนงาน และการบริหารทรัพยากร โดยมี 3 ภาคส่วนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

    พร้อมเสนอให้ตั้ง “ซีอีโอการท่องเที่ยว” (Tourism CEO) ของแต่ละภูมิภาคที่มี KPI ชัดเจนด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน พร้อมปรับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จาก “ผู้จัดงาน” เป็น “ผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน” นอกจากนี้เสนอให้ใช้งบประมาณแบบ “Matching Fund” ที่ให้เอกชนและท้องถิ่นร่วมลงทุน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจากการทำแคมเปญท่องเที่ยวไปสู่การสร้างระบบด้านการท่องเที่ยวที่บริหารได้จริง

    และ 3.ลงทุนระยะยาวใน “Tourism Human Capital & Trust Economy” เพราะเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยต้องอาศัยความเชื่อมั่นมากกว่าการโฆษณา เสนอให้จัดตั้ง Thailand Tourism Academy ทำหน้าที่พัฒนาและรับรองมาตรฐานแรงงานท่องเที่ยวทั้งระบบ รวมถึงทักษะด้านดิจิทัลและเอไอ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรนานาชาติ เช่น WTTC และ UNWTO โดยใช้โมเดล Lifelong Learning Credit ให้แรงงานท่องเที่ยวสะสมหน่วยกิตเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมพัฒนาระบบ Tourism Trust Mark สำหรับผู้ประกอบการและจุดหมายที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน และจริยธรรม ส่งเสริม Safe & Trusted Thailand เป็นแบรนด์กลางของประเทศ

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1205349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOYdzHB4-gEaLMQXb8wBj

  • ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5252679/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTS0T9fOtAa4RTpvkmqag

  • จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว หนองบัวลำภูแฟมิลี่ แรลลี่ การกุศล | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว หนองบัวลำภูแฟมิลี่ แรลลี่ การกุศล | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว หนองบัวลำภูแฟมิลี่ แรลลี่ การกุศล

    จัดกิจกรรมหนองบัวลำภูแฟมิลี่ แรลลี่ ( Nongbualamphu Family Rally ) สำรวจเส้นทาง ที่พัก อาหาร คอนเสิร์ต ของรางวัล กิจกรรมเสริมต่างๆ งานวันที่ 29 -30 พฤศจิกายน 2568 2 วัน 1 คืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5253790/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rQRMu6eL0MlWyZRmNoERn

  • จ.กำแพงเพชร จัดประชุมแนวทางดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    จ.กำแพงเพชร จัดประชุมแนวทางดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    จ.กำแพงเพชร จัดประชุมแนวทางดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว

    นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานนำหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมแนวทางการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5254113/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mhn-ew67r9zflNchU84hc