Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XpXx1pAvGfhNCus_MYzw7

  • ผลสำรวจชี้ ผู้ปกครอง-นักเรียนแบกรับค่าใช้จ่ายการศึกษาสูง มากกว่าครึ่งต้อง “กู้เงินเรียน”

    ผลสำรวจชี้ ผู้ปกครอง-นักเรียนแบกรับค่าใช้จ่ายการศึกษาสูง มากกว่าครึ่งต้อง “กู้เงินเรียน”

    ช่วงนี้หลายโรงเรียนกำลังทยอยเปิดเทอมกัน ซึ่งการเปิดภาคเรียนใหม่นั้นย่อมตามมาด้วยรายจ่ายเพราะแม้จะมีโครงการ ‘เรียนฟรี’ แต่ผู้ปกครองและนักเรียนหลายคนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย

    ค่าใช้จ่ายที่แฝงด้านการศึกษาที่เราต้องแบกรับ

    ล่าสุดสภาองค์กรของผู้บริโภคเผยผลสำรวจ ‘เจาะลึกภาระค่าใช้จ่ายแฝงในการศึกษาไทย’ ซึ่งระบุว่า แม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในไทยจะอยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี แต่ยังมีคนที่ต้องจ่ายค่าเทอม-ค่าบำรุงการศึกษาอยู่ โดยมีราคาตั้งแต่ 1,001 บาท/เทอม ไปจนถึงมากกว่า 12,000 บาท/เทอม ในบางโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชน สาธิต หรือห้องเรียนพิเศษ

    นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุถึงค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องแบกรับ ประกอบด้วย

    • ค่าชุดนักเรียน: เริ่มต้นที่ 0 บาท/เทอม – มากกว่า 4,000 บาท/เทอม
    • ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน: เริ่มต้นที่ 0 บาท/เทอม – 8,000 บาท/เทอม
    • ค่าอาหารกลางวันและขนม: ไม่เกิน 200 บาท/สัปดาห์ – มากกว่า 800 บาท/สัปดาห์
    • ค่าเดินทางมาโรงเรียน: ไม่เกิน 300 บาท/เดือน – มากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน และมีบางส่วนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย

    และอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือส่วนของ ค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งเลื่อนขั้นจากรายจ่ายเสริม มาสู่การเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่านับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบบการศึกษาได้ถูกผลักเข้าสู่โลกออนไลน์ไปเกือบเต็มตัวแล้ว ซึ่งทำให้ค่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนึ่งในรายจ่ายพื้นฐานที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

    โดยผลสำรวจเผยว่าราคาค่าอินเทอร์เน็ตที่ผู้ตอบแบบสอบถามจ่ายไปนั้น มีตั้งแต่ 1 บาท/เดือน – 2,000 บาท/เดือน ซึ่งกลายมาเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องแบกรับเพิ่ม เพื่อให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ‘เท่า’ กับคนอื่น ๆ

    จากค่าใช้จ่าย อาจกลายเป็นหนี้สิน

    จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษานั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย ซึ่งบางครั้งรายจ่ายเหล่านี้อาจนำไปสู่การมี ‘หนี้’ ได้ อ้างอิงจากผลสำรวจของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่เผยว่า ในส่วนของการกู้ยืมเงินเรียน มีคนที่เคย 53.3%, ไม่เคย 39.4% และไม่แน่ใจ 7.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

    ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาที่อาจสูงเกินไปสำหรับคนบางกลุ่ม จนทำให้มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามหันไปพึ่งการกู้ยืม และตอกย้ำว่าการที่เด็กหนึ่งคนจะเรียนจบได้นั้นอาจไม่ใช่แค่ต้องมีความมุ่งมั่นหรือขยันแค่อย่างเดียว แต่ต้องมี “เงิน” ด้วย

    แล้วผู้ปกครองจะบริหารเงินยังไงให้มีพอสำหรับลงทุนกับการศึกษาของลูกได้? Thairath Money จะพาไปรู้จัก 5 แนวทางสร้างการเงินดีที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม

    1. งดซื้อของที่ยัง “ใช้ได้” เช่น กระเป๋าหรือรองเท้านักเรียนที่เคยซื้อไว้ในเทอมก่อนและเทอมนี้ยังใช้ได้อยู่

    2. สร้างนิสัยการออมให้ลูก เพื่อให้เห็นคุณค่าของเงินทุกบาทก่อนใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย

    3. แชร์อุปกรณ์การเรียนกับญาติๆ เช่น เสื้อผ้าหรือเครื่องเขียน เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเปิดเทอม

    4. สนับสนุนให้ลูกคว้าทุนการศึกษา ข้อนี้ไม่ใช่แค่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีให้ลูกได้แสดงออกและพัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างเต็มที่ด้วย

    5. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ลดได้บ้าง และยังสามารถวางแผนปรับลดหรือเก็บออมเพิ่มได้อย่างแม่นยำ

    ถ้าลองทำทั้ง 5 ข้อข้างต้นแล้วเราพบตัวเองยังมีรายจ่ายอีกมากที่ต้องแบก บางทีเราอาจจะต้องใช้วิธีเพิ่มรายได้ด้วยการทำอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ หรือไรเดอร์ ซึ่งจะช่วยให้เรามีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น และช่วยแบกภาระรายจ่ายที่มีให้เบาลงได้บ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2892369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VSryYK_HJ_WsmPNDEVNQU

  • จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    การเมือง

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    By เทพจร30 ต.ค. 2025 เวลา 7:33 น.

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    โค้งสุดท้ายของฝ่ายนิติบัญญัติ “ปชน.” ดันร่างกฎหมาย ที่อัพเกรดท้องถิ่น ได้สำเร็จ แม้จะแก้แค่เกณฑ์อายุ-ไม่จำกัดวาระ แต่ผลนั้นสะเทือนถึงจุดเปลี่ยนเลือกตั้งท้องถิ่น

    • สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างกฎหมาย 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแก้ไขเกณฑ์อายุ วุฒิการศึกษา และปลดล็อกการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง
    • การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  เพื่อสร้างพื้นที่แข่งขันที่หลากหลาย การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่น
    • แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิจารณ์ว่าอาจเอื้อให้กลุ่มอิทธิพล “บ้านใหญ่” ผูกขาดอำนาจได้ง่ายขึ้น
    • ร่างกฎหมาย “ท้องถิ่นก้าวหน้า” ทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา   เป็นด่านสุดท้าย ซึ่งจะชี้ชะตาว่าจะได้รับการเห็นพ้อง หรือ เห็นแย้ง
    • หาก “สว.” ที่สายสีน้ำเงินครองเสียงข้างมาก เห็นแย้ง เท่ากับว่า ร่างกฎหมายอัพเกรดท้องถิ่น ถูกตัดโอกาสผ่านภายใต้สภาชุดนี้

    โค้งสุดท้ายของ “สภาผู้แทนราษฎร” ชุดปัจจุบัน ต่อการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติ” ก่อนที่จะปิดสมัยประชุม ล่าสุดพบว่ามติของสภาฯ ผลักดัน 5 ร่างกฎหมายสำคัญ ที่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นได้สำเร็จ 

    ประกอบด้วย 1.ร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2.ร่าง พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 3.ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 4.ร่างพ.ร.บ.เทศบาล และ 5.ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

    ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เริ่มต้นผลักดันมาจาก “3 พรรคการเมือง” คือ “เพื่อไทย-ประชาชน-ภูมิใจไทย” และมีหลักการร่วมกัน คือ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น โดยแก้เงื่อนไขของผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง “ท้องถิ่น” ในเกณฑ์อายุ-วุฒิการศึกษา พร้อมปลดล็อกการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง

    สาระที่ถูกปรับแก้ในร่างกฎหมายแม่บท คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น แม้จะไม่ปรับเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิสมัคร สมาชิกสภาท้องถิ่น และคงไว้ที่ 25 ปีตามเดิม แต่เพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติด้านการศึกษา คือ ผู้ลงสมัครเป็น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็น สจ. ส.อบจ. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ขณะที่ นายก อบต. ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมปลาย หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็น สมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา 

    ส่วนผู้ว่าฯกรุงเทพ นายกเมืองพัทยา หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

    ส่วนร่างกฎหมาย อบจ. อบต. และเทศบาล แก้เกณฑ์ว่าด้วยอายุ ซึ่งเดิมต้องไม่ต่ำกว่า 35 ปีในการลงสมัคร โดยตัดออก 

    เท่ากับว่า เมื่อร่างกฎหมาย 3 ฉบับนี้ใช้บังคับ ผู้จะลงสมัครเป็นนายก อบจ. นายก อบต. และนายกเทศมนตรี จะไม่มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำกำกับไว้

    ต่อประเด็นนี้ “ชำนาญ จันทร์เรือง” กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า มองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเป็นตัวเลือกของการเมืองระดับท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ท้องถิ่นได้รับโอกาสการพัฒนาจากแนวคิด เทคโนโลยีตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

    ในกรณีของการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ในส่วนของการ “ไม่จำกัดวาระดำรงตำแหน่ง” จากเดิมที่กฎหมายเก่ากำหนดให้อยู่ได้เพียง 2 วาระ และห้ามเป็นต่อ จนกว่าจะพ้นตำแหน่งครบ 4 ปี ถูกตั้งข้อสังเกตจากที่ประชุมสภาฯ ว่า เอื้อให้เกิดการผูกขาดของ “กลุ่มอิทธิพลบ้านใหญ่” 

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ทว่าในมุมกลับกัน “ชำนาญ” มองว่า การผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพล-นักเลง-กลุ่มผลประโยชน์หรือไม่ ขอให้ลองมองว่า เป็นประเด็นที่เข้ามาอุดผลประโยชน์เชิงลบหรือไม่ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่น เท่ากับว่าประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น มีคนหนุ่มสาว ไฟแรง มีทัศนคติแบบใหม่เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น

    “ปัจจุบันแม้นักการเมืองท้องถิ่นถูกจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง ห้ามเป็น 2 สมัยติดต่อกัน ตามที่กฎหมายท้องถิ่นแก้ไขในยุค คสช. แต่ข้อเท็จจริงพบว่า พวกเขายังส่ง“นอมินี”เข้ามาเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงาน การตัดสินใจในการแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่น ที่ต้องรอผู้มีอำนาจตัวจริงอนุมัติ” ชำนาญ สะท้อน

    ขณะที่ในมุมของ “นักเลือกตั้ง” ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ “คณะก้าวหน้า” ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาทำงานเชิงรุกในระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น โดยมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหอก ประกาศเขย่าการเมืองท้องถิ่น หวังสะสมขุมกำลัง เป็นพลังดัน “พลพรรคสีส้ม” เข้าสู่วงในของการบริหารประเทศ

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    ทำให้ช่วงหนึ่งของการอภิปรายร่างกฎหมาย “สส.” หลายคนเอ่ยปากในสภาฯ ไว้ว่า จะเป็นการเปิดช่องให้คนที่ด้อยวุฒิภาวะเข้ามา และอาจมีผลต่อความรับผิด-รับชอบ ต่องานบริหารบ้านเมืองระดับฐานรากได้

    ต่อประเด็นนี้ “ชำนาญ” ชี้ว่าเป็นการมองมุมแคบเกินไป เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ให้คนแต่ละท้องที่เป็นผู้เลือกตัวแทนไปบริหาร เขารู้เช่นเห็นชาติคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นอย่างดี และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้เสนอตัวเป็นทางเลือก ไม่ใช่ว่าจะได้รับเลือก แม้จะมีโอกาสอยู่บ้างก็ตาม

    ปัจจัยที่ “ชำนาญ” มองแบบนั้น เป็นเพราะเข้าใจในธรรมชาติของการเมือง ที่มีบ้านใหญ่แผ่ขยายอำนาจ กุมพื้นที่ และปัจจุบันมีหลายจังหวัดเป็นแบบนั้น

    กับร่างกฎหมายท้องถิ่นที่สภาฯเห็นชอบ สาระแท้จริง คือ เปิดช่องให้ “นักการเมืองหน้าใหม่” มาชิมลางสนามท้องถิ่นมากขึ้น และสิ่งที่ต้องจับตา คือ ผลที่จะเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ “ช่วงวัย” ถูกเปลี่ยนผ่าน และเกมอำนาจนี้ หากใครเดินเกมเร็วกว่า ย่อมมีโอกาสกินรวบ ทั้งการเมืองท้องถิ่น-การเมืองระดับชาติ

    จับตา ‘ท้องถิ่นก้าวหน้า’ ไปต่อ หรือจอดที่ ‘สภาสีน้ำเงิน’

    จากนี้ต่อไป ต้องจับตาการพิจารณาในชั้น “วุฒิสภา” ว่าจะเห็นตาม “สภาฯ” หรือเห็นแย้ง เพราะหากเป็นอย่างหลัง เท่ากับว่าปิดประตูใส่หน้า “ร่างกฎหมายท้องถิ่นก้าวหน้า” ไม่ยอมให้ผ่านไปในสมัยสภาฯ นี้ และเป็นการส่งสัญญาณ “ไม่ต้อนรับ” จากการเมืองบ้านใหญ่ ที่มี “ค่ายสีน้ำเงิน” เป็นฝ่ายคุมผลโหวต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1205335&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_fZsPe1_6VzAxkizAZCY-

  • ‘กมธ.ตปท.’ ชงผลศึกษาMOU44 ให้หน่วยงานพิจารณา ไม่มีธงยกเลิก

    ‘กมธ.ตปท.’ ชงผลศึกษาMOU44 ให้หน่วยงานพิจารณา ไม่มีธงยกเลิก

    การเมือง

    30 ต.ค. 2025 เวลา 13:08 น.

    กมธ.ต่างประเทศ เห็นชอบรายงานศึกษา MOU44 ชงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ย้ำเป็นการศึกษาข้อดี-ข้อเสีย ไม่ฟันธงยกเลิก

    ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี  น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็น ประธาน กมธ. ได้พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน (MOU44)ของคณะอนุ กมธ. ฯ ที่มีนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานอนุกมธ.

    โดย น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า รายงานของอนุกมธ.ฯ​ดังกล่าวใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ศึกษาเฉพาะเอ็มโอยู 2544 ส่วนของพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเล  และมติของกมธ. เห็นว่าสมควรให้ส่งรายงานไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับความเห็นชอบในบทสรุป โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งไปยังหน่วยงานต่างๆหรือเสนอไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

    น.ส.สรัสนันท์ กล่าวถึงการประชามติเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 ด้วยว่าถ้ามีเหตุผลในการยกเลิกสามารถทำได้ แต่การโยนไปทำประชามติไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ และต้องมีระยะเวลาในการขอยกเลิกอย่างน้อย 1 ปี เป็นการแสดงเจตจำนง

    “การไปทำประชาชมติเลยจะเกิดคำถามตามมา เกี่ยวกับในหลายมิติทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติ อธิปไตย ความมั่นคง ทางทหาร การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชน จะต้องมาตอบใช่หรือไม่ใช่” น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

    ทางด้านนายธนาธร กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน  ว่า ได้ศึกษาไว้ 2 กรณี คือ กรณีมีเอ็มโอยู2544 รัฐจะต้องดำเนินการอย่างไร และกรณีที่ไม่มีเอ็มโอยู 2544จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการยกเลิก ทั้งนี้อนุกมธ.ฯ ไม่ได้เสนอแนะว่าสมควรยกเลิกหรือไม่ แต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้บุคคลประกอบการตัดสินใจ 

    “เอ็มโอยู2544 เป็นกรอบให้คู่ขัดแย้งเจรจากันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย โดยกำหนดไว้ว่าการเจรจาต้องพูดคุยทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเล และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไปพร้อมๆกัน ไม่สามารถคุยแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลก่อน แล้วค่อยคุยเขตแดนทางทะเลได้  ส่วนข้อดีของเอ็มโอยู2544 จะทำให้มีกรอบชัดเจนว่าพูดคุยประเด็นใด และทำอะไรก่อน-หลัง ในทางตรงกันข้าม หากยกเลิก จะทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางในการเจรจา” นายธนาธร กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะให้ทำประชามติยกเลิกหรือไม่ยกเลิก เอ็มโอยู  นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนได้ รัฐบาลสามารถยกเลิกก็ได้ เพียงแต่ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปพูดคุยกับเขา เพราะมีขั้นตอนในการยกเลิกอยู่  
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1205419&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TpCeB0Mtxrw33F88um1cg

  • สมศ.รุกดันยุทธศาสตร์ยกระะดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    สมศ.รุกดันยุทธศาสตร์ยกระะดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย เพื่อให้ได้มาตรฐานในระดับสากล

    โดยดำเนินการผ่านการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2025 ONESQA Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ Bridging Policy and Practice to Strengthen Educational Quality 

    ซึ่งจะมีการปาฐกถาพิเศษ ความท้าทายและนโยบายในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่ความเป็นเลิศ

    รวมถึงเสวนา ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน และปั้นอนาคตใหม่ : แนวโน้มคุณภาพการศึกษาไทยก้าวไกลสู่สากล

    และยุทธศาสตร์ 25 ปี สมศ. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดการอภิปรายและข้อคิดเห็นจากการประชุมครั้งที่ 1 สู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จริง”

    ทั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากลโดยสถานศึกษาผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปสามารถช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่าน Live เพจ สมศ. วันที่ 4 พ.ย. 68 ตั้งแต่ 08.00 – 16.30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642742&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fy-DInimQkcg_9JZ9D_bq

  • แห่ส่องเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์ฤาษีเณร ลอยเด่นชัด! พร้อมมอบของเล่น-ทุนการศึกษาเด็กพิเศษกว่า 1,000 ชิ้น

    แห่ส่องเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์ฤาษีเณร ลอยเด่นชัด! พร้อมมอบของเล่น-ทุนการศึกษาเด็กพิเศษกว่า 1,000 ชิ้น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107056&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HQuzQ73wF7-xJK_IqoGim

  • GPSC ผนึกสถาบันการศึกษา – ภาคเอกชน จุดพลังคิดเยาวชนไทย มอบรางวัลประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GPSC ผนึกสถาบันการศึกษา – ภาคเอกชน จุดพลังคิดเยาวชนไทย มอบรางวัลประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายพัฑฒิ บุณยสุขานนท์ ผู้จัดการส่วนปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสาธารณะ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลการประกวดเรียงความ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มูลนิธิทรัพย์ปัญญา กองทัพเรือ และ GPSC โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.พนม วรรณศิริ ผู้แทนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าวต้อนรับ และ คุณณัฐภัทร สุขแดง ประธานมูลนิธิทรัพย์ปัญญา กล่าวเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนกว่า 510 คนที่เข้าร่วมจากทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอุดมศึกษา โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการต่อ “ประเทศไทยในอนาคต” ผ่านงานประกวดเรียงความ ที่สะท้อนความฝันและแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ GPSC ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคน และขอเป็นกำลังใจให้เยาวชนไทยเดินตามความฝันอย่างมั่นคง เพื่อร่วมสร้าง “ประเทศไทยในอนาคตที่เราฝันเห็น” ให้เป็นจริงไปด้วยกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าเยาวชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น เพราะพลังของคนรุ่นใหม่คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ทั้งในด้านของพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/29/589651/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MM4jdWsEboJkY1dlxhF1k

  • รับสมัครนักศึกษา ป.โท ภาคปกติ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ เศรษฐศาสตร์การเงิน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครนักศึกษา ป.โท ภาคปกติ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ เศรษฐศาสตร์การเงิน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครนักศึกษา ป.โท ภาคปกติ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ เศรษฐศาสตร์การเงิน

    รับสมัครนักศึกษา ป.โท ภาคปกติ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ เศรษฐศาสตร์การเงิน

    รับสมัครนักศึกษาใหม่ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ หลักสูตรปริญญาโท ภาคปกติ ประจำปีการศึกษา 2569 หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ เศรษฐศาสตร์การเงิน 

    หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)
    หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ธุรกิจมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และวิธีการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อองค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์

    • เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
    • สอนโดยอาจารย์ระดับ PhD 100%
    • เลือกได้ระหว่าง Research หรือ Business Consulting
    • เสริมประสบการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง
    • จบสาขาไหนก็เรียนได้

    “ใช้เศรษฐศาสตร์เป็นแนวคิด ทำธุรกิจแบบมืออาชีพ”

    หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์การเงิน)
    มุ่งเน้นในการตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในตลาดการเงินและราคาสินทรัพย์ทางการเงินของนักลงทุน เช่น ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ (พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ ตราสารอนุพันธ์) ถูกกำหนดขึ้นอย่างไร ผู้ลงทุนควรถือสินทรัพย์ทางการเงินประเภทใดบ้างในกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ในการลงทุน ผู้วิเคราะห์ควรใช้เครื่องมือใดจึงจะเหมาะสมในการวิเคราะห์การลงทุน เป็นต้น


    • คัดเลือกโดยวิธีสอบสัมภาษณ์
    • มีทุนการศึกษา
    • เรียนวันจันทร์ – ศุกร์ ในเวลาราชการ
    • ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประมาณ 99,000 บาท
    • ดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ http://edserv.nida.ac.th/th/admission/admissions

    สนใจอย่ารอช้าสมัครออนไลน์ได้เลยทาง http://entrance.nida.ac.th
    ดูรายละเอียดหลักสูตร http://econ.nida.ac.th/program/master-in-business-economics/
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    โทรศัพท์ : 02-7273177
    line: @mbenida
    e-mail: mbe@nida.ac.th

    MBENIDA #NIDA #ปริญญาโท #เรียนต่อปริญญาโท #เศรษฐศาสตร์ #ธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/mbe-mfe-econ-nida/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wVmRwWqRSkRx0H9laq8m6

  • ชยพงศ์ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ห่วง กระทรวงศึกษาฯ สื่อสารนโยบายไม่ชัด ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ชยพงศ์ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ห่วง กระทรวงศึกษาฯ สื่อสารนโยบายไม่ชัด ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – จากกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน ให้โรงเรียนเอกชนทุกแห่งลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน และกิจกรรมที่มีลักษณะ “รื่นเริง” นอกเหนือจากกิจกรรมทั้งตามหลักสูตร และเสริมหลักสูตร สามารถจัดได้โดยให้พิจารณาปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น

    นายชยพงศ์ สายฟ้า ในฐานะนักบริหารการศึกษา และรองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่  มีมุมมองต่อประเด็นการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการว่าต้องมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเพราะผู้ปกครองบางส่วนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและขยายไปยังภาคส่วนอื่น ๆ อย่างรวดเร็วเพราะกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อการออกนโยบายดังกล่าว และทำให้เด็กนักเรียนสูญเสียโอกาสจากการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

    โดยนายชยพงศ์กล่าวว่า ตนเองเข้าใจดีว่ากระทรวงศึกษาธิการมีโครงสร้างใหญ่ แต่ยิ่งมีโครงสร้างใหญ่ยิ่งต้องมีแนวทางการสื่อสารนโยบายและการชี้แจงข้อมูลที่มีความชัดเจนมากกว่านี้ รวมถึงต้องมีแนวทางการปฏิบัติที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกโรงเรียนในสังกัดดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้มีอำนาจสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีความรอบคอบ และรัดกุมในการสั่งการ หรือมอบหมายนโยบายไปยังฝ่ายที่ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพราะถ้าสื่อสารนโยบายหรือประเด็นต่าง ๆ ไม่ชัดเจน มีความคลุมเครือ ผู้ปฏิบัติก็ไม่เข้าใจชัดเจนนโยบายก็จะเกิดความคลาดเคลื่อน ยิ่งถ้าเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบกับการวางรากฐานทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วยแล้วนั้น อันนี้ผิดพลาดไม่ได้จริง ๆ และที่สำคัญถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นครูบาอาจารย์ยังคุยกันไม่รู้เรื่องก็น่าห่วงว่าจะเอาอะไรไปสอนเด็ก” นายชยพงศ์กล่าว

    นายชยพงศ์ สายฟ้า ในฐานะนักบริหารการศึกษา ยังได้มีข้อเสนอต่อด้วยว่า โรงเรียนควรใช้โอกาสนี้ในการจัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงคุณค่าและมีคุณูปการต่อแผ่นดินไทยหลายเรื่อง เช่น โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ โครงการอนุรักษ์การแสดงโขนพระราชทาน การส่งเสริมการใช้ผ้าไทย โครงการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำ ฯลฯ ในรูปแบบการจัดนิทรรศการ ฐานกิจกรรมการเรียนรู้ หรือบูรณาการประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปในกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ที่กำลังอยู่ในระหว่างเปิดภาคเรียนได้อย่างมากมาย และยังถือเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกด้วย

    ท้ายที่สุดนายชยพงศ์ สายฟ้า กล่าวย้ำว่าโรงเรียนต้องเป็นอิสระมากขึ้นในการบริหารจัดการ สามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งจากส่วนกลาง การตัดสินใจบางเรื่องควรให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งจะมีความแตกต่างไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ทำให้มีความคล่องตัวในการทำงานมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการกระจายอำนาจ ไม่ต้องเป็นคอขวดที่ส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/30/589922/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d_Iacera2IKLmQ1PBD1pH

  • อนุทิน ดีลตรง ‘ทรัมป์’ ขอปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่า 19% บอกแนวโน้มดี

    อนุทิน ดีลตรง ‘ทรัมป์’ ขอปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่า 19% บอกแนวโน้มดี

    วันนี้ (29 ตุลาคม) ที่สาธารณรัฐเกาหลี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงอาหารค่ำพิเศษสำหรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC) ซึ่งจัดขึ้นโดยอี แช-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ในฐานะเจ้าภาพว่า ได้ถือโอกาสขอบคุณอีกครั้งที่สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการประสานงาน ‘ข้อตกลงสันติภาพไทย–กัมพูชา’ ซึ่งขณะนี้ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มดำเนินการตามข้อตกลง โดยมีเป้าหมายให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด

    อนุทินกล่าวว่า ในการพูดคุยยังได้หารือถึงประเด็นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ โดยได้ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาปรับลดอัตราภาษีเพื่อให้ไทยได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์รับปากว่าจะประสานกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อพิจารณาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด

    “ได้พูดคุยกันมาแล้วสองครั้ง ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย และมาย้ำอีกครั้งในการประชุมเอเปคที่เกาหลี ซึ่งครั้งนี้ท่านทรัมป์ยังจำได้ดี และหลังจากพูดคุยกันเสร็จ ท่านยังเดินกลับมาบอกว่าจะไปคุยกับผู้แทนการค้าให้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก” อนุทินกล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยมากขึ้น โดยตลอดการประชุมอาเซียนและเอเปก มีผู้นำหลายประเทศตอบรับเข้าหารือทวิภาคีกับไทย อาทิ นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และอี แชมย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ รวมถึงภาคธุรกิจรายใหญ่ เช่น บริษัท SK Bioscience ที่อยู่ระหว่างการเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อผลิตวัคซีนสำคัญในประเทศไทย

    ทั้งนี้ บรรยากาศการพูดคุยระหว่าง อนุทินกับโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยทั้งสองได้จับมือทักทายกัน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้สัมผัสไหล่นายกรัฐมนตรีไทยด้วย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anuthin-trump-apec-meeting-us-tariff-reduction-thai-cambodia-peace/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o0CorDxRxUTgb0xUnAl4E