Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย

    สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย

    “อภิสิทธิ์” ชี้ 5 จุดอ่อนท่องเที่ยวต้องเร่งแก้ไขและปรับตัว ด้านสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมสู่ Data-Driven Tourism ถึงเวลาขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” ต่อสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) โดยได้ชี้ถึง 5 จุดอ่อนสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข พร้อมรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศท่องเที่ยวที่สวย เป็นประเทศท่องเที่ยวที่ฉลาดและยั่งยืนในทศวรรษหน้า

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยความท้าทายหลักที่ต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ

    1. การปรับตัวตามกระแสโลกและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เมื่อทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะใหญ่ ปัจจุบันแนวโน้มได้ปรับเข้าสู่กลุ่มขนาดเล็กและอิสระมากขึ้น รัฐบาลและผู้ประกอบการจำเป็นต้องร่วมกันกำหนดมาตรการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    2. กระแสโลกได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและความยั่งยืน จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ขาดไม่ได้ รัฐบาลจึงควรหาแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนให้ดียิ่งขึ้น

    3. ภายหลังวิกฤตโควิด-19 ภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงได้รับผลกระทบ ดังนั้นการเร่งเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้แก่แรงงาน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจและสร้างทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งการยกระดับคุณภาพแรงงานนอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้อีกทาง

    4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรอง จะเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองรองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่เมืองรองหลายแห่งยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ทรุดโทรม การเข้าถึงไม่สะดวก รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวและระบบคมนาคมขนส่ง พร้อมวางแผนเชื่อมโยงการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้าถึงได้อย่างสะดวกมากขึ้น

    5. การทำการตลาดของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่และทันต่อยุคสมัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงแนวทางการสื่อสาร ผ่านการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    เสนอยุทธศาสตร์ปฏิรูปท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้เสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว 3 เรื่องหลัก เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปพิจารณาเป็นนโยบายปฏิรูปภาคท่องเที่ยว โดยชี้ถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพา “Tourism Campaign” ชั่วคราว สู่การสร้าง “Tourism System” ที่มีการบริหารจัดการด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

    ถึงเวลาขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    ATTA ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่การท่องเที่ยวไทยต้องก้าวข้ามการวัดผลแบบ “นับหัว” (Quantity) ไปสู่การบริหารจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Tourism Policy) โดยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง National Tourism Intelligence Platform ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็น “สมองกลางของการท่องเที่ยว” แพลตฟอร์มนี้จะมีภารกิจหลักในการรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแหล่งข้อมูลสำคัญหลากหลายมิติ อาทิ ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมือง สายการบิน OTA ข้อมูลบัตรเครดิต และโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรม รูปแบบการใช้จ่าย เส้นทางเดินทาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเดินทางล่วงหน้าของตลาดเป้าหมายหลัก (เช่น จีน, อินเดีย, อาเซียน) ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้วางระบบ “Carrying Capacity” และ “Risk Map” ของแต่ละจังหวัด เพื่อป้องกันปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

    แนะจัดโซนบริหาร

    ATTA ยังได้เสนอให้รัฐบาลออกแบบ “Tourism Management Zone” โดยให้แต่ละภูมิภาคมี “Regional Tourism Board” ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านงบประมาณ แผนงาน และการบริหารทรัพยากรในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งคณะกรรมการจะต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมของ 3 ภาคส่วนหลัก คือ รัฐ–เอกชน–ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนจากการสั่งการจากส่วนกลางไปสู่การบริหารแบบร่วมมือระดับพื้นที่

     มี “Tourism CEO” แต่ละภูมิภาค

    ในโครงสร้างใหม่นี้ ATTA เสนอให้มีการกำหนดและแต่งตั้ง “Tourism CEO” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจนด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน พร้อมกันนี้ยังต้องปรับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. จากการเป็น “ผู้จัดงาน” มาเป็น “ผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน” การบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้ระบบงบประมาณแบบ “Matching Fund” เพื่อกระตุ้นให้เอกชนและท้องถิ่นเข้ามาร่วมลงทุน และสร้างความเป็นเจ้าของในพื้นที่นั้น ๆ อย่างยั่งยืน

    เสนอตั้งสถาบันพัฒนาแรงงาน

    สำหรับข้อเสนอสุดท้ายมุ่งเน้นที่การลงทุนในทุนมนุษย์และการสร้างระบบความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยย้ำว่า เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไปต้องอาศัย ความเชื่อมั่น ของนักท่องเที่ยวมากกว่าการโฆษณาเพียงอย่างเดียว จึงเสนอให้จัดตั้งสถาบันเพื่อทำหน้าที่พัฒนาและ รับรองมาตรฐานแรงงานท่องเที่ยว ทั้งระบบ โดยเน้นการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลและ AI (Digital & AI Skill) ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรนานาชาติ เช่น WTTC และ UNWTO การลงทุนดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการใช้โมเดล “Lifelong Learning Credit” เพื่อให้แรงงานสามารถสะสมหน่วยกิตและพัฒนาทักษะตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาระบบ “Tourism Trust Mark” สำหรับผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และจริยธรรม เพื่อใช้ในการส่งเสริมแบรนด์ “Safe & Trusted Thailand” ให้เป็นแบรนด์กลางและภาพลักษณ์หลักของประเทศอย่างเป็นระบบ

    ATTA สรุปทิ้งท้ายด้วยว่า หากรัฐบาลมีความกล้าหาญในการสร้างระบบทั้งสามนี้พร้อมกัน ประเทศไทยจะสามารถก้าวจาก “ประเทศท่องเที่ยวที่สวย” ไปเป็น “ประเทศท่องเที่ยวที่ฉลาดและยั่งยืน” ได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892218&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJGOtJvBkV1A5R0GLTP5s

  • “ตะวันฉาย-ฟิล์ม” วิวาห์ชื่นมื่น! เติมเต็มครอบครัว เปิดตัว “น้องคีริน” สมาชิกใหม่สุดคิวท์! – ทีวี พูล

    “ตะวันฉาย-ฟิล์ม” วิวาห์ชื่นมื่น! เติมเต็มครอบครัว เปิดตัว “น้องคีริน” สมาชิกใหม่สุดคิวท์! – ทีวี พูล

    ช็อกทั้งวงการ! “ตะวันฉาย” ยอดมวยหล่อ โพสต์ภาพครอบครัวอบอุ่น เปิดตัว “น้องคีริน” ทายาทคนแรก วัยกำลังน่ารักน่าชัง! ข่าวที่น่าสนใจ. ADVERTISEMENT …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tvpoolonline.com/content/2454458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bz6gwpFDdK0D7OadKbvoV

  • ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    sustainability

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน

    • เศรษฐกิจสีน้ำเงินคือแนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไทยที่ภาคส่วนนี้มีส่วนใน GDP ถึง 30%
    • โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูธรรมชาติในเศรษฐกิจสีน้ำเงินสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างงานใหม่เกือบ 400 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
    • มี 6 กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการลงทุนสูง เช่น การอนุรักษ์มหาสมุทร การประมงยั่งยืน พลังงานหมุนเวียนจากทะเล และเศรษฐกิจหมุนเวียน
    • “การเงินสีน้ำเงิน” (Blue Finance) เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) กำลังกลายเป็นตลาดการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน 

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ภาคส่วนนี้ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ มีส่วนใน GDP ถึง 30 % และกำลังเป็นพรมแดนใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

    มหาสมุทรคือสินทรัพย์ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว

    ธรรมชาติเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะ มหาสมุทร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิตของโลก ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากกิจกรรมของมนุษย์ได้กว่า 90% และเป็นที่มาของรายได้และการจ้างงานของประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ได้ผลักดันให้โลกเข้าใกล้ “จุดพลิกผัน” (tipping points) ซึ่งรวมถึงการที่มหาสมุทรมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ได้เปิดโปงความเสี่ยงเชิงระบบและระยะยาวต่อตลาดโลก โดยมีการประมาณการว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ GDP โลก ต้องพึ่งพาบริการจากธรรมชาติในระดับปานกลางถึงสูง

    โอกาสทอง 10.1 ล้านล้าน จากโมเดลธุรกิจ “ฟื้นฟูธรรมชาติ”

    แม้จะมีความท้าทาย แต่ความหวังก็ยังคงมีอยู่ รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้ว่า โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” (nature-positive) สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี และสร้างงานใหม่ได้ถึง 395 ล้านตำแหน่งภายในปี  2573 

    การประชุมสมัชชาการอนุรักษ์โลก (World Conservation Congress) ซึ่งจัดโดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาล ธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะต้องนำหลักการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู (regenerative practices) มาใช้ในการดำเนินงาน

    ประเทศไทยกับ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน”

    ข้อมูลจาก Beach Lover สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งและทะเลที่มีชีวิตชีวาใน 23 จังหวัดชายทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ถือเป็นรากฐานความมั่งคั่งที่สำคัญยิ่ง ภาคส่วนนี้มีส่วนในการสร้าง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึงราว 30 % และสร้างการจ้างงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการประมง 

    แนวคิด “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” (Blue Economy) ซึ่งหมายถึงการใช้ การฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ได้กลายเป็นวาระสำคัญของชาติ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวคิดนี้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นหลักการสำคัญ 3 ด้าน คือ ระบบเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และความมั่นคง 

    6 กลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต ที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง

    รายงาน Making Waves in the Regenerative and Sustainable Ocean Economy จาก World Economic Forum ร่วมกับพันธมิตร ได้ระบุ 6 กลุ่มธุรกิจ ในเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มีศักยภาพการลงทุนทั่วโลกสูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จนถึงปี  2573 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนในประเทศไทย ได้แก่

    • การอนุรักษ์มหาสมุทร: การลงทุนในพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และธุรกิจ “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon)
    • การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน: การใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการผลิตอาหารทะเลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
    • เศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีสีน้ำเงิน: ธุรกิจที่ป้องกันความเสื่อมโทรมของมหาสมุทร เช่น การนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการของเสีย
    • พลังงานหมุนเวียนจากมหาสมุทร: พลังงานคลื่น พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในทะเลโดยไม่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    • โครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงินที่ยั่งยืน: การพัฒนาระบบขนส่งทางทะเล ท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชัน “สีเขียว/สีน้ำเงิน”
    • “จากสันเขาถึงแนวปะการัง” (Ridge to Reef): การลงทุนในโซลูชันแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการเกษตร การป่าไม้ และการจัดการการใช้ที่ดิน เข้ากับการจัดการชายฝั่ง

    การเงินสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่การกุศล แต่คือโอกาสทางการเงิน

    ปัจจุบัน มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน น้อยกว่า 1% ของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการและเงินบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีการลงทุนอย่างเพียงพอ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี  2561  จำนวนกองทุนที่มุ่งเน้นมหาสมุทรได้เพิ่มขึ้นถึง สิบเท่า และมีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) ตัวอย่างเช่น ธนาคาร First Abu Dhabi Bank ได้ประกาศออกพันธบัตรมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

    การเงินคือ มหาสมุทรไม่ใช่ตลาดเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นผลกระทบ (Impact Investors) หรือองค์กรการกุศลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงที่ผลตอบแทนทางการเงินสอดคล้องกับผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1205142&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1237oR9EshwfzhDbO0SNll

  • สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% ชี้ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วงปลายปี ขณะที่ GDP ปี 69 ชะลอตัว 2% จากเร่งส่งออกหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มจีดีพีไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 2.4% ปรับเพิ่มจากครั้งก่อนคาดการณ์ที่ 2.2% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9% หลังได้รับแรงหนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการส่งออกสินค้าในรูปแบบสกุลดอลลาร์สหรัฐขยายตัวที่ 10% รวมถึงการเร่งส่งออกของเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีนในไตรมาส 3 ปี 2568

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนโยบายรัฐบาล และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง และจากการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อติดลบถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่เข้าสู่กรอบเงินเฟ้อขั้นต่ำ 1% แต่มองว่าหลายมาตรการที่รัฐบาลทำจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อไตรมาส 4 ซึ่งช่วยให้เงินเฟ้อดีขึ้นได้

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งภาวะเงินฝืดจะต้องเกิดอัตราเงินเฟ้อติดลบ จีดีพีชะลอตัว และกำลังลดลง แต่หลายมาตรการที่รัฐบาลออกมาในช่วงไตรมาส 4 จะยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนได้ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2568 คาดว่ามีจำนวน 33.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 46,570 บาท/คน/ทริป

    สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณค่อนข้างดี ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตสูง โดยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา และทั้ง 4 มาตรการ คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, คนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือ ฟรอนต์โหลด จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตเกิน 1% แน่นอน

    ส่วนปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงที่ 2.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวลง -1.5%

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 35.5 ล้านคน มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 1.68 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 47,280 บาท/คน/ทริป การบริโภคที่ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.4% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.0% จากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ

    นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยมีระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ซึ่งหากมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอจะระงับการใช้สิทธิ์ และระงับการจ่ายเงินร้านค้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะไม่มีการยอมความ เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายในโครงการตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ เบื้องต้นเริ่มระงับสิทธิ์ผู้ต้องสงสัยที่เป็นร้านค้าไปแล้วประมาณ 6-7 ราย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่จับกุม 3 รายเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมาตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากสาเหตุใด หากสามารถชี้แจงได้ก็จะให้โอกาสคืนสิทธิ์เข้าโครงการฯ

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส มีการใช้จ่ายได้อย่างกระจายตัวทั่วประเทศ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคตะวันตกมีการใช้จ่ายน้อยที่สุดเนื่องจากปริมาณร้านค้าเข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวนน้อย โดยขณะนี้มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 696,000 ร้านค้า ขอเชิญชวนร้านค้าว่ายังมีเวลาเข้าร่วมโครงการฯ และย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้ทำมาเพื่อหลอกให้ใครมาโดนกับดักเพื่อเสียภาษี แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้ได้ลูกค้ามากขึ้น จึงจะไม่เก็บภาษีร้านค้าย้อนหลังอย่างแน่นอน และในช่วงต่อไปจะมีเรื่องอัพสกิลให้ร้านค้าในแอปถุงเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ร้านค้ามีการปรับตัว เข้าถึงเทคโนโลยี ทำบัญชีรายรับรายจ่ายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเข้าถึงสินเชื่อ และแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ

    ส่วนระบบการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายกับรถไฟฟ้า ก็ยังยืนยันให้เป็นเกณฑ์เดิม ยอมรับว่าการทำคนละครึ่งเฟสนี้ มีเวลาค่อนข้างกระชั้น จึงเลือกใช้โมเดลเดิม ทั้งนี้ในอนาคตซึ่งอาจจะต้องดูว่าจะมีคนละครึ่งเฟสต่อไปหรือไม่ อาจจะมีการหาวิธีที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น ยืนยันว่าขั้นตอนที่ทำเพื่อต้องการป้องกันเรื่องการทุจริต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KUZyZHxOtp_blxSITy-fe

  • “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน


    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ระบุเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี ต่ำสุดในภูมิภาค เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง

    นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตในอัตราที่ช้า เนื่องจาก “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตสามารถเติบโตได้ถึง 7–8% ต่อปี

    นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจไทย เห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เมื่อการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็ได้รับผลกระทบทันที แม้หลายฝ่ายคาดว่าไทยจะฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังโควิด แต่ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติที่เคยมีราว 40 ล้านคนต่อปี โดยปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าเป้า และมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

    อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักที่กระทบต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวคือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งก่อนโควิดเคยมีมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมา ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดียวกัน โดยไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีน แต่เพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่รู้สึกปลอดภัยในการมาเที่ยวประเทศไทย หลังจากมีคลิปและข่าวในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในไทย

    “ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับปัญหาความปลอดภัยและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย จีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด เพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียจำนวนมากจึงหันไปเที่ยวเวียดนามและมาเลเซียแทน

    สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว เขาเสนอ 5 ด้านสำคัญ เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกอีกครั้ง ได้แก่

    1. การกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    3. การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    4. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและบริการ

    5. การทำตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์และสื่อดิจิทัล

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศได้อีกครั้ง พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ไทยจะสามารถฟื้นกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของโลกได้ไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZG7QNkLqE2UXgFifFgGJd

  • “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    เศรษฐกิจ

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดงาน “แม็คโคร มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18” (Makro HoReCa 2025) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอาหารครบวงจร จัดโดยบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ “แม็คโคร” เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) ให้โตอย่างไม่สิ้นสุด ตามแนวคิดในการจัดงาน “Food Infinity” และพร้อมแข่งขันในตลาดยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Makro HoReCa 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทยเนื่องจากมีจุดแข็งในด้านอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม ซึ่งเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทย ผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มให้มีมูลค่าเพิ่ม มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    “จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจ HoReCa มีการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ รวม 40,136 ราย แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรม (Hotel) 13,169 ราย กลุ่มร้านอาหาร (Restaurant) 26,229 ราย และกลุ่มบริการด้านจัดเลี้ยง (Catering) 738 ราย สามารถสร้างรายได้รวมตลอดปี 2567 กว่า 723,892.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13% สะท้อนศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไทยที่เข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่ม HoReCa ในหลายรูปแบบ อาทิ การมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทย ทั้งในและต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทย เพื่อรับรองคุณภาพ รสชาติ วัตถุดิบ และการบริการที่สะท้อนความเป็นไทยแท้ อันเป็นการยกระดับมาตรฐานและประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จับมือกับ Chef’s Club by Makro เดินหน้าต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตร “Smart Restaurant Plus” มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 1,539 ราย รวม 11 รุ่น มีส่วนช่วยให้ร้านอาหารไทยปรับตัวทันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” รองปลัดจักรา กล่าว 

    งาน “Makro HoReCa 2025” ได้รวบรวมทั้งนิทรรศการแสดงสินค้าอาหาร รวมทั้งเทคโนโลยีครัว นวัตกรรมอาหาร และมีเวทีประกวดเชฟ พร้อมทั้งมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษจากพันธมิตรในวงการอาหารกว่า 300 แบรนด์ จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟรุ่นใหม่ และผู้สนใจธุรกิจอาหาร ให้ได้เปิดโลกธุรกิจ เรียนรู้เทรนด์อาหารแห่งอนาคต และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่อาชีพที่มั่นคง รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่ตลาดโลกในฐานะ Soft Power ที่ทรงพลังและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Soft Power ด้านอาหารในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ตลอดจนผลักดันธุรกิจอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ของรัฐบาล และเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเสริมแกร่งให้กับ SMEs และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับบริษัท CPAxtra และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1) เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตต้นน้ำ ดูแลราคาและผลักดันให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2) ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไม่ว่าจะเป็นห้าง ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ดูแลให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตยิ่งขึ้น และ 3) ประชาชน ดูแลให้ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจการค้าของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเยี่ยมชมงาน Makro HoReCa 2025 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 6–8 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5985 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/452423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9Le1JII828KX316laeqW

  • สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนร้านค้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยเปิดพื้นที่ใต้โพสต์ให้ผู้ประกอบการมาฝากร้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #คนละครึ่งพลัส #ลดรายจ่าย #เพิ่มรายได้ร้านค้า (คลิ๊กอ่าน)

    ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มเปิดใช้สิทธิวันแรก 29 ตุลาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างเวลา 06.00–23.00 น. โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเองอีก 50% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี

    โครงการครอบคลุมร้านค้าทั่วประเทศ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะทั้งบก น้ำ และราง เช่น BTS, MRT, เรือโดยสาร และรถเมล์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางของประชาชน และเพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคขนส่ง

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ยื่นภาษี 7.93 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,400 บาท และผู้ไม่ยื่นภาษี 12.07 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,000 บาท โดยต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 620,000 ร้าน และยังเปิดรับสมัครถึงวันที่ 19 ธันวาคม

    กระทรวงการคลังยืนยันว่า ยอดขายร้านค้าจะไม่ถูกส่งต่อให้กรมสรรพากร ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โครงการนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกกว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/732627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MPrp4HJfWFKp-mmbndv5q

  • เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 30 ต.ค. 2568 ก่อนเริ่มการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    30 ต.ค.2568 – เวลา 08.26 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในห้วงก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1. ภารกิจส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการหารือกับบริษัทชั้นนำด้านวัคซีนและนวัตกรรม โดยเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SK Bioscience Co., Ltd. ณ โรงแรม Commodore Gyeongju ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตวัคซีนและมีผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเซลล์เพาะเลี้ยง วัคซีนสุกใส วัคซีนงูสวัด และวัคซีนไข้ไทฟอยด์

    2. ภารกิจสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ ในเวลา 10.10 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานและพบหารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ สมาชิกองค์กร U.S.-APEC Coalition ณ Salon Heritage ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทสหรัฐ ชั้นนำ อาทิ Citi, Moody’s, Google, Microsoft, JP Morgan เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย–สหรัฐ ภายใต้กรอบเอเปก
    เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปกประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit) ณ Gyeongju Arts Center พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Bridge.Business.Beyond” ซึ่งจะสะท้อนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

    3. การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เพื่อยกระดับความร่วมมือรอบด้าน เวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับนายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการปราบ scammer

    เวลา 18.15 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Joseph Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล

    “ภารกิจในวันนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความพร้อมของไทยในการเป็นพันธมิตรด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอนาคต ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือกับภาคธุรกิจและผู้นำเขตเศรษฐกิจสำคัญ อย่างเกาหลีใต้ และแคนาดา ก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าเชิงรูปธรรมในระดับภูมิภาค” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887125/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W3KxCRUZPL28fTD4z0wxo

  • เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

    เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

     
              รัฐบาลเตือนประชาชนและร้านค้า ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ผิดวัตถุประสงค์ หากฝ่าฝืนอาจเจอโทษหนักทั้งจำ–ปรับ เช็กลิสต์สินค้า-บริการไหนที่ห้ามใช้

    คนละครึ่งพลัส

              วันที่ 30 ตุลาคม 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงจุดประสงค์ของโครงการ คนละครึ่งพลัส คือเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อการศึกษา หรือวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดโดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

              ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงกำหนดสินค้าและบริการต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที 

    สินค้ากลุ่มที่ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ประกอบด้วย

              – สลากกินแบ่งรัฐบาล
              – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 
              – ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
              – บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด 
              – ไม่สามารถใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า 

              นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ

              พร้อมเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมมือกับผู้ได้รับสิทธิ ทำการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน ฉ้อโกง (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

    คนละครึ่งพลัส

    ภาพจาก  O n E studio / Shutterstock.com

    ข่าวคนละครึ่งพลัสล่าสุด

              – คนละครึ่งพลัส ขึ้นแบบนี้ในเป๋าตัง แปลว่าอะไร หลังเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว 

              – คนละครึ่งพลัสใช้ยังไง ล่าสุดเฉลยแล้ว นำไปใช้ซื้อของที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ไหม !?

              – คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

              – เปิด 5 ขั้นตอนคนละครึ่งพลัส ใช้จองรถไฟฟ้าบีทีเอส สะดวกรวดเร็ว เริ่มแล้ววันนี้ (29 ต.ค.)

              – เช็กเลย ! ร้านค้าคนละครึ่งพลัสใกล้ฉัน ค้นหาผ่าน www.คนละครึ่งพลัส.com

    ขอบคุณข้อมูลจาก TNN 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296123.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M98PlsG00fTyO32SlSsLD

  • กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในท้องตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและระบบเศษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กเส้น ปลั๊กไฟ หรือ หมวกกันน็อกที่ไม่ได้มาตรฐาน 

    อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ จะใช้เครือข่ายเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัดลงพื้นที่ตรวจค้น กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานให้สิ้นซาก และจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดทุกราย

    จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมาย จะดำเนินการอย่างจริงจังตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หากตรวจพบว่าผู้ประกอบการรายใด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผู้ผลิต หรือร้านจำหน่าย เอาเปรียบผู้บริโภค จำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    และเป็นอันตรายต่อประชาชนจะสั่งหยุดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงแก้ไขและปฏิบัติตามมาตรฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็พร้อมจะปลดมาตรการทางกฎหมายโดยเร็ว หรือเปิดโอกาสให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะมอบให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ดี

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนายกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ SMEs ให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ สร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขันแก่ SMEs และผู้ผลิตในเศรษฐกิจฐานราก โดยการทำงานร่วมกัน ระหว่าง สมอ. และ สอจ. ทั้ง 76 จังหวัด จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ปัญหาที่หมักหมมมานาน และจัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ระหว่างกฎหมาย สมอ. และกฎหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. แล้ว   แต่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการตามกฎหมายโรงงาน โดยสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด

    ตามมาตรา 39 วรรค 1 จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จ หรือ กรณีตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ขอรับใบอนุญาต มอก.  มีการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ สมอ. จะไม่ดำเนินการออกใบอนุญาต มอก. ให้ เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นใน ทุกระดับ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้ามาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่การบูรณาการกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะทำให้ สมอ. มีพันธมิตรในการทำงานทุกจังหวัด เข้าถึงทุกพื้นที่ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของ สมอ. ให้มากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pxNBEyYb5MGd1ln-QIsWl