Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซินเน็ค (SYNEX) ยิ้มรับโค้งสุดท้ายของปีไฮซีซั่นธุรกิจ สินค้าใหม่เปิดตัว

    ซินเน็ค (SYNEX) ยิ้มรับโค้งสุดท้ายของปีไฮซีซั่นธุรกิจ สินค้าใหม่เปิดตัว

    ซินเน็ค (SYNEX) ยิ้มรับโค้งสุดท้ายของปีไฮซีซั่นธุรกิจ สินค้าใหม่เปิดตัว สมาร์ตโฟน-ดีไวซ์กระแสดี

    โค้งสุดท้ายปี 68 จับตาหุ้นเทคฯ ฟอร์มแรง! บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ผู้นำจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีครบวงจร ส่งสัญญาณแนวโน้มครึ่งปีหลังทิศทางดีต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากตลาดสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีที่กลับมาคึกคัก โดยเฉพาะการเปิดตัว iPhone 17 ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมตั้งแต่ช่วงโค้งสุดท้ายในไตรมาส 3 ตลอดจนสินค้าใหม่จาก HUAWEI ที่เปิดตัวหลายรุ่นทั้งสมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอตช์ ซึ่งช่วยผลักดันยอดขายให้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่ กลุ่มสินค้า Enterprise & Solution ยังเดินหน้าเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนภายในขององค์กรเพื่อรองรับยุค AI Transformation รวมถึงเมกะเทรนด์ด้าน Data Center และ Cloud ที่เริ่มเห็นความต้องการขยายตัวชัดเจน

    ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ระบุ แนวโน้มรายได้ของไตรมาส 3 ปี 2568 อาจเป็น High Record ไตรมาสของบริษัท และมีมุมมองแนวโน้มธุรกิจที่ดีจากแรงหนุนของสินค้าหลากหลายกลุ่มและบรรยากาศการจับจ่ายที่กลับมาคึกคักในช่วงปลายปีนี้ โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคา 15.75 บาทต่อหุ้น

    เกี่ยวกับ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ (SYNNEX Thailand : ชื่อย่อหุ้น SYNEX) ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีครบวงจรในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 37 ปี ครอบคลุมทั้ง คอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน, เกมมิ่ง, อุปกรณ์อัจฉริยะ, ซอฟต์แวร์โซลูชัน, จนถึงระบบไอทีสำหรับองค์กร พร้อมบริการหลังการขายและเครือข่ายพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่ทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น

    ในฐานะ “No.1 IT Ecosystem” ของประเทศไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงานของคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป หรือองค์กรธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อนเทคโนโลยีทุกมิติให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างมั่นใจ ภายใต้สัญลักษณ์ “Trusted by Synnex”


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12760793&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GmKo4YUBqOdgcFzt6wACw

  • ‘ช้างศึก’ ชุดซีเกมส์ ย้ายจากสงขลามาเตะราชมังฯ ฝ่ายจัดห่วงเรื่องความปลอดภัย

    ‘ช้างศึก’ ชุดซีเกมส์ ย้ายจากสงขลามาเตะราชมังฯ ฝ่ายจัดห่วงเรื่องความปลอดภัย

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/887617/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k6cRl-ISKu46M8UZTWcsX

  • เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของแคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท เผยว่าบริการเรือขนส่งนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง เปิดสัญจรอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ (1 ต.ค.) ในสิบสองปันนา มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

    เรือลำแรกออกเดินทางจากท่าเรือจิ่งหง ซึ่งเป็นท่าเรือทางน้ำระดับชาติที่ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งหงของสิบสองปันนา และมุ่งหน้าสู่ท่าเรือกวนเล่ย เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการเดินทางขาออก จากนั้นจึงล่องไปตามแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสนในไทย หมุดหมายนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตามเส้นทางน้ำที่เชื่อมโยง 6 ประเทศสายนี้

    เส้นทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศนี้ครอบคลุมหลายจุดหมาย ได้แก่ สิบสองปันนาของจีน เชียงรายและเชียงใหม่ในไทย และแขวงหลวงพระบางในลาว กำหนดการเดินทาง 5 วัน 4 คืน ถือเป็นประสบการณ์การเดินทางที่ผสานรวมทรัพยากรการท่องเที่ยวจากจีน ลาว และไทยเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น โดยใช้เครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงกันทั้งทางน้ำ ทางถนน ทางอากาศ และทางรถไฟ

    สำนักฯ ระบุว่าแผนงานในอนาคตประกอบด้วยการเร่งพัฒนาตลาดการท่องเที่ยว การเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวล้านช้าง-แม่โขงที่หลากหลายมากขึ้น และการส่งเสริม “วงจรการท่องเที่ยวทองคำ” ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นในภูมิภาค โครงการริเริ่มเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังให้กับการสร้างชุมชนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/83/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BVeWfbvl5I1fdDFnAXoie

  • แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก

    แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก

    แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก’อัลปากา-แกะ’ เซลฟี่ปราสาทดอกไม้

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม  แหล่งท่องเที่ยว Landmark แห่งใหม่ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ บ้านห้วยมะเขือส้ม ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม  แหล่งท่องเที่ยว Landmark แห่งใหม่ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยทั้งชาวต่างชาติ ในช่วงฤดู High Season ที่กำลังจะถึงนี้ อีกครั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ชุมชน เพื่อสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานในชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าในชุมชนในเชิงการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

    โดยมี นายสมศักดิ์ ณ มาตคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมอกจำแป่  ให้การต้อนรับมี ว่าที่พันตรียุทธนา เจ้าดูรี นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของกิจกรรม มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ใหญ่บ้านห้วยมะเขือส้ม อินฟลูเอนเซอร์ นักท่องเที่ยว ชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงที่ร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ บ้านห้วยมะเขือส้ม เป็นหมู่บ้านบนเส้นทางท่องเที่ยวที่มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2 ( ปางอุ๋ง) ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชม สูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นจุดขายของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม แห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเชิงเกษตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับ อัลปาก้า และฝูงแกะ ที่จะมาโชว์ ความน่ารักอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจุดถ่ายรูป สำคัญอย่างวิวประสาทดอกไม้สุดโรแมนติกแห่งเดียวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคาเฟ่นั่งชิวที่ไม่จำกัดเวลา โดยใช้เมล็ดกาแฟ สายพันธุ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แวะพักผ่อน และพักรถไปในตัวจากการเดินทางหลายชั่วโมง

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วง High Season ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มาสัมผัสบรรยากาศ  มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม เพื่อชมความรักของอัลปาก้า และฝูงแกะ และเยี่ยมชมความสวยงามของธรรมชาติในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอีกด้วย.

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/924444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03eTGcOQRXX_70xCNKs9sp

  • บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะบอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่สอบตั๋วครู ยกเลิกสอบวิชาเอก เหลือเฉพาะวิชาครู มีผลมกราคม 2569 หวังลดภาระผู้สอบ เชื่อมหาวิทยาลัยคุมคุณภาพได้

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 11/2568 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    โดย ศ.ดร. นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการหลักเกณฑ์การทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูใหม่ ที่เดิมจะต้องสอบทั้งวิชาครู และกลุ่มวิชา หรือที่เรียกว่าวิชาเอก ซึ่งในที่ประชุมก็ได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และเห็นตรงกันว่า ให้ปรับการสอบเน้นไปที่วิชาครูเป็นหลัก และให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก เพราะในเรื่องของคุณภาพของวิชาอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อยู่แล้ว

    “สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องการให้เป็นภาระของผู้ที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพราะตอนสอบบรรจุเป็นครูในสังกัดต่างๆ ก็ต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางคุรุสภาจะได้จัดทำประกาศเสนอขึ้นมาให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อจะได้ยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูรอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569

    อย่างไรก็ตาม ทางคุรุสภาก็ยังเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อที่จะให้ได้ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน เป็นใบอนุญาตชั่วคราวของคุรุสภา สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู ตามข้อบังคับของคุรุสภา ว่าด้วยระดับคุณภาพมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู รวม 13 ราย และได้อนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร และปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

    พร้อมทั้งยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาโททางการศึกษาของ 5 แห่ง รวม 5 หลักสูตร และรับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มีคุณวุฒิในกลุ่มวิชาที่มีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน หรือกลุ่มวิชาในประเภทวิชาและสาขาวิชาขาดแคลน เป็นเวลา 2 ปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2892376&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hvPka7sRafR-SrSGVs-TI

  • “บวร​ศักดิ์”​ เตรียมเชิญ ก.พ. หารือ นายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​เป็น​ 65 ปี

    “บวร​ศักดิ์”​ เตรียมเชิญ ก.พ. หารือ นายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​เป็น​ 65 ปี

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เตรียมเชิญ ก.พ. หารือนายกฯ ปมศึกษาขยายอายุเกษียณ​ราชการเป็น​ 65 ปี

    วันนี้ (30 ต.ค.2568) ศาสตราจารย์กิตติคุณ​บวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวถึงกรณีแนวการศึกษาการต่อขยายเกษียณของข้าราชการจาก 60 ปีเป็น 65 ปี ว่า เตรียมเชิญคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้ามาคุยกับนายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

    เนื่องจากปัจจุบันมีหลายส่วนราชการกำหนดให้อายุเกษียณราชการมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ที่เกษียณอายุราชการอายุ 70 ปี ข้าราชการในสถาบันการอุดมศึกษา 65 ปี แต่หากขยายมายังข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีบุคลากรกว่า 300,000 คน

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย​ ระบุว่า ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลางได้จัดทำตัวแบบเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยสูงขึ้น การแพทย์ก้าวหน้า และประชากรเกิดน้อยลง ทำให้ใน 10 ปีข้างหน้า จะมีคนทำงานและสร้างผลิตภาพลดลง​ และโดยเฉลี่ยของ กพ.พบข้าราชการเกษียณ​อายุกินบำนาญอายุเฉลี่ย 80 ปี​ หรือกินบำนาญมีระยะเวลากว่า 20 ปี

    ทั้งนี้ การกำหนดอายุเกษียณเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่อง คือ 1.ประชากรศาสตร์ ลักษณะประชากรของประเทศไทย 2.แรงงานที่จะเข้ามาสู่ระบบราชการ และ 3. เรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวว่า เลขาธิการ ก.พ. ได้นำแผนการปรับอายุเกษียณราชการมานำเสนอ ซึ่งเป็นในลักษณะที่ค่อยๆให้เกษียณไป​ 10 ปี​ ซึ่งจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกดินพลิกฟ้า ข้าราชการจะปรับตัวได้​ พร้อมยอมรับว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียและต้องยอมรับข้อวิจารณ์ของสังคมแต่คนที่รู้เรื่องประชากรศาสตร์จะทราบดี ว่าหลายประเทศปรับอายุเกษียณราชการแล้ว

    อย่างไรก็ตาม หากขยายอายุเกษียณไปถึง 65 ปี  อาจส่งผลให้ผู้รอเลื่อนตำแหน่ง เช่น อธิบดี หรือประธานศาลฎีกา ต้องรอไปอีก จึงต้องมีการปรับแก้ปัญหานี้ให้ได้​

    สำหรับค่าใช้จ่ายเงินเดือนประจำข้าราชการปัจจุบันมีรายจ่าย 4 แสนล้านบาท และเงินบำนาญ 3​ แสนล้านบาท รวมประมาณ 7 แสนล้านบาท หากระบบบำนาญยังเป็นอยู่แบบนี้ กระทรวงการคลังต้องไปพิจารณาาจะสามารถดำเนินการได้อย่างไรหากมีการขยายอายุเป็น 65 ปี  แล้วจะมีการขยายบำนาญด้วยหรือไม่ เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 65 ปี จะนำมาคิดฐานบำนาญ​ หรือจะให้แค่เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 60 ปี เพราะหากใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายของ 65 ปี ระบบรับไม่ไหว

    พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องดูในทั้ง 3 มิติ รวมไปถึงเรื่องของความเป็นธรรม ทั้งความเป็นธรรมกับคนที่อยู่ในระบบ คนหนุ่มสาวที่จะอยู่ในระบบราชการ

    อ่านข่าว : ม.หอการค้าไทย คาดเงินสะพัด 9,677 ลบ. ลอยกระทงปี 68 ช่วงไว้อาลัย

    “ไชยชนก” ลาออก กมธ.MOU43-44 สภาฯตั้ง “ปานเทพ” แทน

    ไทยจ่อชงปมค้าสัตว์แปลกข้ามชาติ ถกเวที “ไซเตส” CoP 20 พ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358082&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qEzmmVLQuZ-Vn6lvF-Gpy

  • กมธ.ตปท. ไฟเขียวรายงานผลศึกษาข้อดี-ข้อเสีย MOU 44 ชงหน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาต่อ : อินโฟเควสท์

    กมธ.ตปท. ไฟเขียวรายงานผลศึกษาข้อดี-ข้อเสีย MOU 44 ชงหน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาต่อ : อินโฟเควสท์

    ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน (MOU 44) ของคณะอนุกมธ.ฯ ที่มีนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานอนุกมธ.

    น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า รายงานของอนุกมธ.ฯ ดังกล่าว ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ศึกษาเฉพาะ MOU44 ส่วนของพื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเล และมติของกมธ. เห็นว่า สมควรให้ส่งรายงานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับความเห็นชอบในบทสรุป โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่า จะส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ หรือเสนอไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

    ทั้งนี้ การประชามติ MOU43 และ MOU44 ถ้ามีเหตุผลในการยกเลิกสามารถทำได้ แต่การโยนไปทำประชามติ ไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ และต้องมีระยะเวลาในการขอยกเลิกอย่างน้อย 1 ปี เป็นการแสดงเจตจำนง

    “การไปทำประชามติเลย จะเกิดคำถามตามมา เกี่ยวกับในหลายมิติทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติ อธิปไตย ความมั่นคง ทางทหาร การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น จึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชนจะต้องมาตอบ ใช่หรือไม่ใช่” น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

    ด้าน นายธนาธร กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน ว่า ได้ศึกษาไว้ 2 กรณี คือ 1. กรณีมี MOU44 รัฐจะต้องดำเนินการอย่างไร และ 2. กรณีที่ไม่มี MOU44 จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการยกเลิก ทั้งนี้ อนุกมธ.ฯ ไม่ได้เสนอแนะว่าสมควรยกเลิกหรือไม่ แต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้บุคคลประกอบการตัดสินใจ

    “MOU44 เป็นกรอบให้คู่ขัดแย้งเจรจากันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย โดยกำหนดไว้ว่าการเจรจาต้องพูดคุยทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเล และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไปพร้อม ๆ กัน ไม่สามารถคุยแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลก่อน แล้วค่อยคุยเขตแดนทางทะเลได้ ส่วนข้อดีของ MOU44 จะทำให้มีกรอบชัดเจนว่าพูดคุยประเด็นใด และทำอะไรก่อน-หลัง ในทางตรงกันข้าม หากยกเลิก จะทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางในการเจรจา” นายธนาธร กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะให้ทำประชามติ ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU นายธนาธร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนได้ รัฐบาลสามารถยกเลิกก็ได้ เพียงแต่ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปพูดคุยกับเขา เพราะมีขั้นตอนในการยกเลิกอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541634&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GcJelVr4Yn-nSDzhbZPhY

  • สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    สรุปไทม์ไลน์ ‘พ.ร.บ.ตั๋วร่วม’ ความหวังใหม่ระบบขนส่งไทย ได้ใช้จริงเมื่อไหร่?

    “พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” หรือชื่อเต็มว่า พระราชบัญญัติการจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … กำลังเป็นความหวังของผู้โดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ เพราะจะเป็นกฎหมายที่วางรากฐานให้ประชาชนสามารถใช้ “บัตรใบเดียว” หรือ “ระบบชำระค่าโดยสารเดียว” เดินทางได้ทุกโหมด ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ รถไฟ และระบบขนส่งในภูมิภาคในอนาคต

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามผลักดันแนวคิด “ตั๋วร่วม” มานานกว่าทศวรรษ แต่ติดปัญหาเรื่องการบริหารจัดการที่ซับซ้อนและการประสานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผู้ดูแลหลายราย เช่น กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และเอกชนผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ทำให้แนวคิด “บัตรใบเดียว ใช้ได้ทุกระบบ” ยังไม่เกิดขึ้นจริงเสียที

    ไทม์ไลน์ความคืบหน้า พ.ร.บ.ตั๋วร่วม

    • 3 ธันวาคม 2567 : คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. จัดการระบบตั๋วร่วม ที่กระทรวงคมนาคมเป็นผู้เสนอ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงจัง
    • 29 มกราคม 2568 : สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา วาระ 1 และมีมติเอกฉันท์ “รับหลักการ” ของร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วม
    • 27 สิงหาคม 2568 : สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา วาระ 2 และ 3 และมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา
    • 21 ตุลาคม 2568 : วุฒิสภามีมติ “เห็นชอบ” ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ อย่างเป็นเอกฉันท์อีกครั้ง

    ขั้นตอนต่อจากนี้

    หลังจากวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกส่งให้ ประธานรัฐสภา เพื่อนำเสนอ คณะรัฐมนตรี ภายใน 1–2 สัปดาห์ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2568 จากนั้น ครม. จะดำเนินการ นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งโดยทั่วไปอาจใช้เวลา 3 – 6 เดือน

    เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว กฎหมายจะถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 1–2 สัปดาห์ และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป คาดการณ์ได้ว่าช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมจะเริ่มมีผลจริงอาจอยู่ระหว่าง มกราคมถึงพฤษภาคม 2569

    ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

    เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดตั้ง “หน่วยงานกลาง” เพื่อกำกับดูแลระบบตั๋วร่วมทั้งหมด ทั้งด้านโครงสร้างข้อมูล มาตรฐานเทคโนโลยี และการบริหารรายได้จากการเดินทางระหว่างผู้ให้บริการ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบตั๋วร่วมแบบแท้จริง ที่สามารถเชื่อมโยงทุกโหมดขนส่ง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และนครราชสีมา

    นอกจากนี้ กฎหมายยังจะช่วยลดภาระของผู้โดยสารในระยะยาว เพราะไม่ต้องถือบัตรหลายใบหรือใช้แอปฯ หลายระบบอีกต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและผู้ให้บริการทางการเงินเข้ามาพัฒนานวัตกรรมการชำระเงิน เช่น e-wallet, QR Transit, หรือบัตรเดบิตที่ใช้เป็น “ตั๋วร่วม” ได้ในตัว

    “พ.ร.บ.ตั๋ว” ร่วมจึงเป็นมากกว่ากฎหมายทั่วไป แต่คือ “ก้าวสำคัญของนโยบายสาธารณะ” ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งที่สะดวก เท่าเทียม และโปร่งใส


    ที่มาข้อมูล

    ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เชื่อมโยงระบบการเก็บค่าโดยสาร

    สภาฯ ไฟเขียว! 367 เสียงเอกฉันท์ ผ่านวาระแรก ร่าง “พ.ร.บ. ตั๋วร่วม” ปลดล็อกระบบขนส่งไทย

    สภาฯ มติเอกฉันท์ผ่านร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วม ปูทางบัตรเดียวใช้ได้ทุกระบบขนส่ง

    “พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” เปิดทางบัตรเดียว ใช้ทุกระบบขนส่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/28102568_common-ticket_info/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oDrGpo3S8xkMlQOvSYIN6

  • รองผู้ว่าฯ พิจิตร ลุยสั่งเร่งช่วยฟื้นฟูโรงเรียนที่เคยถูกน้ำท่วมให้พร้อมรับเปิดเทอม | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ พิจิตร ลุยสั่งเร่งช่วยฟื้นฟูโรงเรียนที่เคยถูกน้ำท่วมให้พร้อมรับเปิดเทอม | TOPNEWS

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร มอบหมายให้ นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าฯ จ.พิจิตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูสถานศึกษาที่ประสบอุทกภัย ร่วมกับ รองผู้อำนวยการศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร รอง ผอ.สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 2 นายอำเภอบึงนาราง ปลัดอำเภอโพทะเล คณะผู้บริหาร อปท. กำนันืผู้บ้านใหญ่ และคณะครูในเขตพื้นที่อำเภอโพทะเล และอำเภอบึงนางราง

    โดยจุดที่ 1 โรงเรียนวัดบ้านท่าขมิ้น อ.โพทะเล น้ำท่วมขัง 1 เดือน เดิมท่วมสูง1 เมตร ปัจจุบันน้ำลดลงตามลำดับ เหลือ10 – 15 เซนติเมตร คาดว่าใช้เวลา 2 สัปดาห์ เข้าสู่สถานการณ์ปกติ ได้ประสานให้นายอำเภอ และเทศบาลตำบลท่าเสา ได้จัดอาคารเรียนชั่วคราวภายในเทศบาลรองรับนักเรียนจำนวน 14 คน ในการเรียนการสอน และจะจัดเจ้าหน้าที่ช่วยทำความสะอาดอาคารสถานที่เมื่อน้ำแห้งแล้ว

    จุดที่ 2 โรงเรียนวัดบ้านท้ายน้ำ อ.โพทะเล ปัจจุบัน พื้นที่ภายในโรงเรียนไม่มีน้ำท่วมขังแล้ว สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ จะมีบริเวณด้านหลังอาคารเรียนที่มีน้ำท่วมขัง ประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร ได้ประสานให้ นายอำเภอ อบต.ท้ายน้ำและกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่จะช่วยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำที่ท่วมขังด้านหลังโรงเรียนให้เรียบร้อยก่อนเปิดการเรียนการสอนภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

    จุดที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านบางลายใต้ อำเภอบึงนาราง น้ำท่วมขังมา 1 เดือนกว่า น้ำล้นจากตลิ่งแม่น้ำยม ท่วมขังในสนามเป็นพื้นที่กว้างและส่งกลิ่นเหม็น ทาง อบต.บางลาย ได้ประสาน นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ จัดหาเครื่องสูบน้ำจำนวน 5 – 6 เครื่อง เร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่โรงเรียน ซึ่งจะเสร็จเรียบร้อยก่อนเปิดเรียนวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1373246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G-R9DCyaNhOoeIXHJJYDj

  • คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทย เดือนก.ย.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในระดับสูง ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 

    – การบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 13.4% และ 18.3% ตามลำดับ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง เดือนก.ย. ลดลง -16.3%

    – การลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 17.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.3% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -4.3%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เม.ย.65 ทั้งนี้ การส่งออกขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นตามความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกฟื้นตัว ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    – ด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.24 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -11.3% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 21.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.1%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.2% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ -0.72% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.65% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนส.ค.68 อยู่ที่ 64.6% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.ย.68 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 273.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HdL57eKsoIVzadD5ZOen