Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี พร้อมขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

    นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี พร้อมขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

    นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี พร้อมขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน


    30/10/2568 | 159 |

    วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

    ในโอกาสแรก นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอให้สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชาดีขึ้นโดยเร็ว

    ด้านความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีแคนาดาต่างยินดีที่ได้พบหารือระหว่างกันเป็นครั้งแรก และเห็นพ้องว่า จะร่วมมือส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

    โอกาสนี้ ไทยได้ชื่นชมบทบาทการเป็นประธาน G7 ของแคนาดา โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของไทยและวาระของอาเซียน  โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพูดคุยในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา  ซึ่งคิดว่าจะมีความคืบหน้าต่างๆ ในปีหน้า ที่แคนาดาสามารถร่วมมือกับไทยได้มากขึ้น ที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรียังประสงค์ให้การเจรจา FTA ระหว่างไทย-แคนาดา สามารถสรุปผลได้ภายในปีหน้า

    ด้านการศึกษา และการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโอกาสทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น  โดยนายกรัฐมนตรียังได้นำเสนอ จุดแข็งของไทย เรื่องอัธยาศัยไมตรีของคนไทยและการต้อนรับที่อบอุ่น โดยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผ่านการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนทางการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาด้านอาชีวะในการดูแลผู้สูงอายุและการพยาบาล ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านสุขภาพ ตลอดจนเพิ่มโอกาสการฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับนักศึกษาไทยในแคนาดา

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีกับการเปิดเส้นทางบิน Vancouver-Bangkok ของสายการบินแอร์แคนาดาจากเดิมเป็นฤดูกาลมาเป็นการบริการตลอดทั้งปี (เริ่ม 28 ต.ค. 2568) ซึ่งจะส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน โดยในแต่ละปีจะมีคนไทยประมาณ 15,000 คน เดินทางเยือนแคนาดา ในขณะที่มีชาวแคนาดาเดินทางมาไทยมากถึง 251,000 คนต่อปี และไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองสำหรับชาวแคนาดา

    สำหรับความร่วมมือด้านอาหาร นายกรัฐมนตรีอยากเห็นความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเข้มแข็งกับแคนาดามากยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้เสนอให้ไทยเป็น food security และ food hub ให้ กับแคนาดา

    ด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรอัจฉริยะ ทั้งสองอยากส่งเสริมความร่วมมือในด้านดังกล่าว 

    ความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขและต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการฉ้อโกงออนไลน์และศูนย์ Scammer ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ด้านนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะทำงานร่วมกับแคนาดา ซึ่งมีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่งเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน และยังขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างแข็งขันของแคนาดาต่อไทยและอาเซียนในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะความร่วมมือผ่านศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์(ASEAN-Japan Cyber Security Capacity Building Center (AJCCBC)

    ความร่วมมือในกรอบเอเปค นายกรัฐมนตรียินดีที่ไทยและแคนาดามีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในเอเปค โดยเฉพาะด้านการค้า สภาพภูมิอากาศ ความยั่งยืน เอสเอ็มอี และความครอบคลุม ด้านแคนาดามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสานต่อความร่มมือร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะการดำเนินการตามเป้าหมายกรุงเทพฯ หรือ Bangkok goals ในเรื่องเศรษฐกิจ BCG และต่างหวังว่าเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคจะสามารถหาจุดร่วมในประเด็นที่ซับซ้อนและบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติ เพื่อให้เอเปคยังคงบทบาทนำในการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป

    กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ของไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของแคนาดา ด้านนายกแคนาดายินดีสนับสนุนและแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติให้กับไทย พร้อมเห็นว่า กระบวนการเข้าร่วม OECD จะสร้างโอกาสและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้กับไทย

    เรื่องการบิน ฝ่ายไทยได้แสดงความยินดีกับแคนาดาที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า จะส่งเสริมบทบาทของแคนาดาในการขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันเพื่อการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมพหุภาคีและระเบียบระหว่างประเทศ based on rules

    ความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ร่วมกัน ครอบคลุมการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการฉ้อโกงออนไลน์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ความร่วมมือทางทะเล AI เศรษฐกิจดิจิทัล การค้าและการลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมทำงานร่วมกับแคนาดาเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านกรอบอาเซียนและ ACMECS โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การศึกษา และเทคโนโลยีสะอาด เพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนา และไทยสนับสนุนแคนาดาในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดาให้แล้วเสร็จ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101738


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/436464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I8OOl7E4aLpf0S1wenSbU

  • ‘ดี้ นิติพงษ์’ ลั่นเป็นเรื่องบ้าคลั่ง ก.ศึกษาได้งบมากสุด แต่ ‘ครูปฐมวัย’ กลับได้เงินเดือน 6,000 บาท

    ‘ดี้ นิติพงษ์’ ลั่นเป็นเรื่องบ้าคลั่ง ก.ศึกษาได้งบมากสุด แต่ ‘ครูปฐมวัย’ กลับได้เงินเดือน 6,000 บาท

    30 ตุลาคม 2568 – นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่า “มีคนส่งรูปประกาศรับสมัครงานครูรูปนี้มาให้ดู…. ฉันเห็นแล้วใจห่อเหี่ยวอดสูนัก…. ฉันไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดของโรงเรียน แถมยังน่าสงสารยิ่งนัก จึงไม่ขอปกปิดชื่อ…จะได้รู้ให้ชัด

    รับสมัครครู ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นอนาคตของชาติ ต้องมีครูที่นับหนึ่งให้ชีวิตเด็กให้ถูกทาง

    ไหนจะต้องเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกหน้าที่หนึ่ง…

    แต่ที่สำคัญคือ….เป็นครู

    ต้องการคุณสมบัติปริญญาตรี และใบรับรองหลายอย่างมาก…

    อัตราเงินเดือน 6,000 บาทจ้ะ….จะมีสวัสดิการพิเศษที่ไม่ได้แนบมาด้วยสักเท่าไหร่หรือไม่ ก็ไม่น่าจะมากมาย…

    อัตราแรงงานขั้นต่ำของจังหวัดนั้นคือวันละ 359 บาท ถ้าทำงานเฉพาะจันทร์ถึงศุกร์ นับเสียว่าเดือนละ 20 วัน ก็จะมีรายได้ 7,180 บาทถ้วน

    แรงงานขั้นต่ำมีรายได้สูงกว่าครูเดือนละ 1,180 บาทจ้ะ…

    ถ้านี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับโรงเรียนในระบบของกระทรวงศึกษาธิการ….

    ฉันว่ามันน่าจะเป็นเรื่องน่าบ้าคลั่งมาก..สำหรับกระทรวงที่ได้งบประมาณมากที่สุดกระทรวงหนึ่งของรัฐบาล…

    ฉันไม่ได้โทษรัฐมนตรีหญิงตาโตคนนี้นะ…เพราะมันน่าจะกัดกร่อนระบบการศึกษาของเมืองไทยมานับสิบปีแล้ว กับอะไรก็ไม่รู้

    และฉันก็ไม่เชื่อว่ารัฐมนตรีหญิงตาโตคนนี้จะแก้ไขอะไรได้…

    และก็ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง..จากไหนในวันข้างหน้า จะโฟกัสจริงจัง…กับระบบการศึกษาไทย…

    และก็ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นประกาศรับสมัครครูใบนี้….

    #แสงเรืองเรืองที่ส่องประเทืองไปทั่วเมืองไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/887188/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RE1aJTYrWaSCcNZLbSq_d

  • โศกนาฏกรรม “ทายาทที่สมบูรณ์แบบ” ผู้เป็นบาดแผลใหญ่ที่สุด… ของเจ้าพ่อกาสิโนมาเก๊า

    โศกนาฏกรรม “ทายาทที่สมบูรณ์แบบ” ผู้เป็นบาดแผลใหญ่ที่สุด… ของเจ้าพ่อกาสิโนมาเก๊า

    โศกนาฏกรรมของ “ทายาทที่สมบูรณ์แบบ” บุตรชายคนโตผู้เป็นบาดแผลใหญ่ที่สุดของเจ้าพ่อกาสิโนมาเก๊า

    ในบรรดาบุตร 17 คนของ สแตนลีย์ โฮ (Stanley Ho) หรือที่รู้จักกันในนาม “ราชาบ่อนมาเก๊า” ไม่มีใครที่แบกรับความคาดหวังอันใหญ่หลวงและทิ้งไว้ซึ่งโศกนาฏกรรมอันลึกซึ้งเท่ากับ ลอว์เรนซ์ โฮ (Lawrence Ho) หรือ เหอ โหยวกวง (何猷光) อีกแล้ว

    เขาคือบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก หลี่ หวั่นฮวา  ผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่า “องค์รัชทายาท” แห่งอาณาจักรกาสิโนมาเก๊า การจากไปอย่างกะทันหันของเขาในปี 1981 ไม่เพียงสร้างความตกตะลึงอย่างรุนแรงต่อชีวิตของพ่อผู้เป็นตำนานเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนชะตาชีวิตและโฉมหน้าของการสืบทอดอำนาจในตระกูลโฮไปอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

    “องค์รัชทายาท” ภายใต้แสงแห่งความคาดหวัง

    ลอว์เรนซ์ โฮ เกิดในปี 1949 ในฐานะบุตรชายคนแรกของ สแตนลีย์ โฮ กับภรรยาเอก เหลย ยฺเหวียนฮวา ซึ่งเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์และเคยได้รับฉายาว่าเทพีมาเก๊าคนแรก” ด้วยภูมิหลังครอบครัวที่โดดเด่น ตั้งแต่แรกเกิดเขาจึงถูกมองว่าเป็นทายาทโดยปริยาย และเป็นบุคคลที่ถูกคาดหวังว่าจะแบกรับภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของบิดา

    ความรักและความคาดหวังที่ สแตนลีย์ โฮ มีต่อบุตรชายคนโตนั้น ถูกแสดงออกมาผ่านรายละเอียดที่พิเศษ นั่นคือการที่เขาทำลายกฎข้อห้ามของตระกูลด้วยการนำชื่อภาษาอังกฤษของบรรพบุรุษมาตั้งให้ ลอว์เรนซ์ โฮ การกระทำนี้เป็นการยืนยันสถานะที่โดดเด่นและบ่งบอกถึงความรู้สึกที่ไม่มีขอบเขตจำกัดที่เขามอบให้แก่บุตรชายคนนี้

    ผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบและการอบรมจากราชาบ่อน

    ลอว์เรนซ์ โฮ ได้รับการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด โดยสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติในประเทศอังกฤษ นอกจากเขาจะสืบทอดรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาจากบิดาแล้ว เขายังเผยให้เห็นถึงความสามารถทางธุรกิจอันยอดเยี่ยมตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ทุกครั้งที่มีงานสำคัญหรือการเดินทางไปทำธุรกิจครั้งใหญ่ สแตนลีย์ โฮ จะนำบุตรชายคนนี้ติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ เพื่อฝึกฝนและถ่ายทอดประสบการณ์ทางการค้าให้ด้วยตนเอง ในสายตาของราชาบ่อนมาเก๊า ลอว์เรนซ์ โฮ คือภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างแท้จริง

    ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นของเขา ลอว์เรนซ์ โฮ แทบไม่เคยทำผิดพลาดในอาชีพการงานเลย และทำหน้าที่ของ “องค์รัชทายาท” ได้อย่างครบถ้วน เขาแต่งงานและมีครอบครัวที่มีความสุข โดยมีบุตรสาวที่น่ารักสองคน ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายโอนอำนาจที่ราบรื่นไร้ปัญหา

    อุบัติเหตุร้ายแรงและวิกฤตครั้งใหญ่ของตระกูล

    แผนการทั้งหมด ความคาดหวังทุกอย่างของ สแตนลีย์ โฮ และอนาคตของอาณาจักรมาเก๊าต้องพังทลายลงอย่างกะทันหันในปี 1981 โดยที่ ลอว์เรนซ์ โฮ พร้อมภรรยาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่น่าสยดสยองในประเทศโปรตุเกส

    ทั้งคู่เสียชีวิตลง ทำให้ชีวิตที่สั้นแต่เปี่ยมด้วยอนาคตต้องจบลงขณะมีอายุเพียง 32 ปี การจากไปของบุตรชายคนโตถือเป็นความสูญเสียที่หนักหน่วงที่สุด และเป็นบาดแผลร้ายแรงที่สุดที่ สแตนลีย์ โฮ ต้องแบกรับตลอดชีวิตของตนเอง

    ในช่วงวัย 60 ปี ราชาผู้ยิ่งใหญ่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ “คนผมขาวต้องส่งคนผมดำไป” ความเจ็บปวดนี้ลึกซึ้งมากจนหลายคนเชื่อว่า หากมีใครบนโลกนี้ที่ทำให้ราชาบ่อนมาเก๊าต้องปวดใจและไม่สามารถปล่อยวางได้ คนนั้นก็คือบุตรชายคนโต ลอว์เรนซ์ โฮ

    ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของการสืบทอด

    การจากไปของ ลอว์เรนซ์ โฮ สร้างช่องว่างทางอำนาจขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างยิ่งภายในตระกูลโฮ ตระกูลของภรรยาเอก เหลย ยฺเหวียนฮวา ซึ่งเดิมเป็นสายหลักและมีเกียรติ จึงไม่มีใครเหลืออยู่ที่มีความสามารถและมีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะสืบทอดกิจการอันมหาศาลของราชาบ่อนมาเก๊า

    ในช่วงวิกฤตนี้เอง สแตนลีย์ โฮ ถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การสืบทอดอำนาจ แพนซี โฮ (Pansy Ho) หรือ เหอ ซูฉง บุตรสาวคนโตของภรรยาคนที่สอง หลัน ฉงอิง จึงก้าวเข้าสู่ธุรกิจของครอบครัวอย่างเป็นทางการ

    หาก ลอว์เรนซ์ โฮ ยังคงมีชีวิตอยู่ แพนซี โฮ ซึ่งขณะนั้นอายุ 19 ปีและกำลังคบหากับนักแสดงชื่อดัง เฉิน ไป่เฉียง  อาจมีอิสระที่จะเลือกชีวิตส่วนตัวของตนเองได้ แต่การเสียชีวิตของพี่ชายได้วางภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่าของเธอ ในฐานะบุตรที่มีความสามารถมากที่สุดในเวลานั้น แพนซี โฮ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจเรื่องชีวิตส่วนตัว และต้องยอมรับการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

    เธอถูกบิดาจัดให้แต่งงานกับ สวี่ จิ้นเหิง หลานชายของเจ้าพ่ออุตสาหกรรมการขนส่ง ทำให้เกิดการแต่งงานที่ไม่มีความสุขและนำไปสู่การหย่าร้างในปี 2000 ดังนั้นโศกนาฏกรรมของ ลอว์เรนซ์ โฮ จึงไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นโศกนาฏกรรมทางชะตากรรมที่เปลี่ยนเส้นทางการสืบทอดทั้งหมด และเปลี่ยนชะตาชีวิตคู่ของน้องสาวต่างมารดาอย่าง แพนซี โฮ อีกด้วย

    มรดกและหลานสาวผู้ไม่สนใจทรัพย์สิน

    แม้จะมีชีวิตที่สั้น แต่ ลอว์เรนซ์ โฮ ก็มีบุตรสาวสองคน หลังเกิดอุบัติเหตุ เด็กหญิงทั้งสองได้รับการดูแลและเลี้ยงดูจนเติบโตโดย เหอ เชาสง ผู้เป็นอา (บุตรสาวคนเล็กของภรรยาเอก)

    บุตรสาวทั้งสองคนของลอว์เรนซ์ โฮ คือ เหอ เจียหัว และ เหอ เจียเหวิน ต่างก็มีอาชีพที่อิสระและมีชื่อเสียงเป็นของตนเอง โดย เหอ เจียฮวา บุตรสาวคนโต ได้แสดงความรักต่อสัตว์มาตั้งแต่เด็ก และต่อมาได้เป็นประธานสมาคมดูแลสัตว์มาเก๊า

    ขณะที่ เหอ เจียเหวิน ปัจจุบันเป็นนักออกแบบเครื่องประดับที่มีชื่อเสียง ซึ่งผลงานของเธอเป็นที่นิยมในหมู่ศิลปิน สิ่งที่น่าสนใจคือ พี่น้องทั้งสองได้ประกาศว่าไม่สนใจทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ปู่ สแตนลีย์ โฮ ทิ้งไว้ให้

    พวกเธอเลือกเส้นทางสร้างตัวเองและใช้ชีวิตตามความปรารถนาของตนเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกอันน่าภาคภูมิใจของบิดาผู้เป็น “องค์รัชทายาท” ที่มีชะตาอาภัพ โศกนาฏกรรมของ ลอว์เรนซ์ โฮ เป็นบาดแผลที่ไม่สามารถรักษาได้ในใจของ สแตนลีย์ โฮ ตลอดไป เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่ราชาบ่อนผู้เป็นตำนานก็ไม่สามารถเอาชนะโชคชะตาที่โหดร้ายในชีวิตได้

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9853634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2158yqN9lmp1N68v4zz6uQ

  • PTTEP โชว์งบ9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้รวม 2.2 แสนลบ. นำส่งเงินรัฐฯ พัฒนาประเทศรวม 4.37 หมื่นลบ.

    PTTEP โชว์งบ9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้รวม 2.2 แสนลบ. นำส่งเงินรัฐฯ พัฒนาประเทศรวม 4.37 หมื่นลบ.


    ปตท.สผ. (PTTEP) กวาดรายได้งวด 9 เดือนปี 68 รวม 220,503 ลบ. รับปริมาณขายปิโตรเลียมโต 3% พร้อมนำส่งรายได้ให้รัฐรวม 43,700 ลบ. เพื่อการพัฒนาประเทศและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 นี้ บริษัทได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม โดยได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าในบริเวณภาคใต้ของไทย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งเข้าประเทศไทยในอัตรา 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 6 ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย การลงทุนครั้งนี้ สามารถสร้างรายได้ ปริมาณการขาย และปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทได้ทันที 

    ในทวีปแอฟริกา ปตท.สผ. ได้เสร็จสิ้นการซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ทูอัท แล้ว ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการดังกล่าวร้อยละ 22.1 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 435 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสามารถเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคตได้ การเข้าร่วมทุนครั้งนี้ สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทได้ทันทีเช่นกัน 

    สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย เดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการ  CCS ที่แหล่งอาทิตย์ จะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 โดยการดำเนินงานดังกล่าว จะไม่กระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งอาทิตย์ โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ยังเป็นการนำร่องและเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยในอนาคต รวมถึงธุรกิจ CCS ในบริเวณอ่าวไทยตอนบน (Eastern Thailand CCS Hub) อีกด้วย 

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการศึกษาวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มอบทุนสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้าน CCS ในประเทศไทย ให้กับ 9 โครงการ จากสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ 7 แห่ง ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ของกิจกรรม CCS อย่างครบวงจร นับได้ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน CCS ให้กับประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ

    “แผนการดำเนินงานต่อจากนี้ ปตท.สผ. จะเร่งการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหลายโครงการในต่างประเทศ เช่น โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ระยะที่สอง โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 ในแหล่ง Waset รวมถึงโครงการสำรวจที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตให้กับบริษัทในระยะยาว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป” นายมนตรี กล่าว 

    สำหรับผลประกอบการในรอบระยะเวลา 9 เดือนของปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 220,503 ล้านบาท (เทียบเท่า 6,659 ล้านดอลลาร์ สรอ.) มีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 499,925 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงการในประเทศไทย เช่น โครงการ G1/61 ที่เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติในเดือนมีนาคม 2567 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 ที่บริษัทเข้าร่วมลงทุนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ในขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มาอยู่ที่ 44.27 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 42,761 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,288 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ในรอบระยะเวลา 9 เดือน ปี 2568

    นำส่งรายได้ให้กับรัฐ กว่า 43,700 ล้านบาท เพื่อการพัฒนาประเทศ

    ในรอบ 9 เดือนของปี 2568 ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ  จำนวนกว่า 43,700 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งของผลผลิตปิโตรเลียมจากโครงการ G1/61 และ G2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) เป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/37047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vgqTQMatCauUagusWA8so

  • “บวรศักดิ์” จ่อเชิญ กพ.ให้ข้อมูลนายกฯ ปมศึกษาต่ออายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี : อินโฟเควสท์

    “บวรศักดิ์” จ่อเชิญ กพ.ให้ข้อมูลนายกฯ ปมศึกษาต่ออายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี : อินโฟเควสท์

    บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ภาพ: Thaigov)

    นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีแนวการศึกษาการขยายการเกษียณอายุราชการ จาก 60 ปีเป็น 65 ปีว่า จะเชิญคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เข้ามาคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เนื่องจากปัจจุบันมีหลายส่วนราชการกำหนดให้อายุเกษียณราชการมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ที่เกษียณอายุราชการอายุ 70 ปี ข้าราชการในสถาบันการอุดมศึกษา 65 ปี แต่หากขยายมายังข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีบุคลากรกว่า 3 แสนคน

    ทั้งนี้ กพ. ได้มีการศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง และได้มีตัวแบบเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันคนมีอายุขัยสูงขึ้น คนไทยอายุขัย 70 กว่าปี รวมไปถึงการแพทย์ที่เจริญขึ้น และปัจจุบันมีประชากรเกิดน้อยลง และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า จะมีคนทำงานและสร้างผลิตภาพลดลง และโดยเฉลี่ยของ กพ. พบข้าราชการเกษียณอายุกินบำนาญอายุเฉลี่ย 80 ปี หรือกินบำนาญมีระยะเวลากว่า 20 ปี

    นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า การให้เกษียณอายุราชการเท่าใด เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่อง คือ ประชากรศาสตร์ ลักษณะประชากรของประเทศไทย แรงงานที่จะเข้ามาสู่ระบบราชการ และเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย

    โดยวานนี้ (29 ต.ค.) เลขาธิการกพ. ได้เข้ามาหาตน พร้อมกับการนำแผนซึ่งจะเป็นในลักษณะค่อย ๆ ให้เกษียณไป 10 ปี ซึ่งจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกดินพลิกฟ้า ข้าราชการจะปรับตัวได้ พร้อมยอมรับว่า มีข้อดีและข้อเสียแต่ต้องยอมรับในข้อวิจารณ์ของสังคม แต่คนที่รู้เรื่องประชากรศาสตร์จะทราบดีว่า หลายประเทศปรับอายุเกษียณราชการแล้ว

    ขณะเดียวกัน หากมีการขยายอายุเกษียณราชการไปถึง 65 ปี มีผลเสียคือ ผู้ที่รอขึ้นตำแหน่งอธิบดีก็ต้องรอ เช่นเดียวกับสายศาลที่รอเป็นประธานศาลฎีกา ต้องรอไปอีก จึงต้องมีการปรับแก้ปัญหานี้ให้ได้ ขณะที่เรื่องค่าใช้จ่ายเงินเดือนประจำข้าราชการ ปัจจุบันมีรายจ่าย 4 แสนล้านบาท และเงินบำนาญ 3 แสนล้านบาท รวมประมาณ 7 แสนล้านบาท

    โดยหากระบบบำนาญยังเป็นอยู่แบบนี้ กระทรวงการคลังต้องไปดูว่า จะสามารถดำเนินการได้อย่างไร หากมีการขยายอายุเป็น 65 ปี แล้วจะมีการขยายบำนาญด้วยหรือไม่ เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 65 ปี จะนำมาคิดฐานบำนาญ หรือจะให้แค่เงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 60 ปี ซึ่งกรมบัญชีกลางให้ใช้ฐานเงินเดือนเดือนสุดท้ายของอายุ 60 ปีเป็นบำนาญ เพราะหากใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายของ 65 ปี ระบบรับไม่ไหว พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องดูในทั้ง 3 มิติ รวมไปถึงเรื่องของความเป็นธรรม ทั้งความเป็นธรรมกับคนที่อยู่ในระบบ คนหนุ่มสาวที่จะอยู่ในระบบราชการ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541655&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s3_20q2lrhh9TpEDoLOyw

  • รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    โฆษกรัฐบาล ชวน “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค. 2568 พักโรงแรม-โฮมสเตย์-ทานร้านอาหาร ก็ได้สิทธิ

    วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

    (e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

    ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย, สกลนคร, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง, ระนอง, ชุมพร, นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wr58c-F5b6ORG45FQjmEq

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบโค้งสุดท้ายปี 68

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบโค้งสุดท้ายปี 68

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

    ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง

    ก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่  17 พฤศจิกายน นี้ สำนักวิจัย CIMB THAI ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3  ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน โดยภาพรวม สำนักวิจัย ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น  2.2% และ 1.7% ตามลำดับ

    แรงฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4

    ความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

    แรงที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    แรงฉุดเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้ฟุบ

    ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย

    ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า  นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่ นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment  และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    โดยสรุป เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aS5l_RXuP1svvKu42fgQJ

  • รัฐบาลเร่งอัดมาตรการโค้งสุดท้าย วางโมเมนตัมส่งเศรษฐกิจปี 69

    รัฐบาลเร่งอัดมาตรการโค้งสุดท้าย วางโมเมนตัมส่งเศรษฐกิจปี 69

    เศรษฐกิจ

    30 ต.ค. 2025 เวลา 17:47 น.

    รัฐบาลเร่งเครื่องสุดตัว อัดมาตรการกระตุ้นสั้น-หวังผลยาว ทั้งคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน จ่อชง ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า ลุยแก้หนี้ประชาชนต่ำกว่า 1 แสน ผ่าน AMC พร้อมอุ้ม SME ผ่าน บสย. และมาตรการ “พี่ดูแลน้อง”

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาเดลินิวส์ ทอร์ก 2025 ในหัวข้อ “ปีนี้รอดมาได้อย่างไร ปีหน้าเติบโตอย่างไรให้มั่นคง” เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะติดหล่มในไตรมาสที่ 4 หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการแก้ไข โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 อาจลดลงเหลือ 1.7% จาก 3% ในครึ่งปีแรก และไตรมาส 4 อาจต่ำถึง 0.3%

    รัฐบาลจึงเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือ โดยยึดหลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” เพื่อแก้โจทย์สำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับการซ่อมแซมสถานะทางการคลัง โดยดำเนินการภายใต้ 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก 

    มาตรการที่ได้ดำเนินการแล้วคือ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามการใช้จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการท่องเที่ยวและรับประทานอาหารในเมืองหลักและเมืองรอง โดย 10,000 บาทแรก สามารถใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษได้ แต่ส่วนที่เกินต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax)

    “ทั้งสองมาตรการต้องการกระตุ้นระยะสั้น แต่หวังผลระยะยาว คือการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น” นายเบญจรงค์กล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะนำมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาดูแล เพื่อปลดล็อกกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ ควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90%

    และในอีก 2 สัปดาห์ จะเสนอแพ็คเกจมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้แก่ 1.มาตรการพี่ดูแลน้องสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็ก และเร่งรัดการจ่ายเงินให้เร็วขึ้น และ 2.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง

    นายเบญจรงค์ ย้ำว่า รัฐบาลยังเน้นการสร้างวินัยการเงินการออม โดยมีแนวคิดให้ประชาชนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและไม่ถูกรางวัล สามารถนำไปเป็นเงินออมได้

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่ง Reskill คนไทยโดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เนื่องจากคนไทยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี ดิจิทัลเพย์เมนต์ ติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ใช้เพื่อการค้าขายไม่เก่ง โดยในระยะต่อไปของโครงการคนละครึ่งพลัส จะมีการขยายมาตรการคนละครึ่งพลัส ให้ครอบคลุมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ทั้ง แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช้อปปี้ เพื่อฝึกให้ร้านค้าพัฒนาทักษะการค้าออนไลน์มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องลดการขาดดุลทางการคลัง เพราะจะเป็นความเสี่ยงเรื่องเครดิตเรตติ้งของประเทศ และต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต โดยกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโต 2.4% และปี 69 จะเติบโต 2% ซึ่งมาจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ

    “เชื่อว่าไทยได้ฝ่าวิกฤติมาเยอะ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย โดยช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาลได้วางเมล็ดพันธุ์ การอยู่รอดไม่ใช่แค่เอกชนปรับตัว แต่มีผลมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เราส่งถึงในปีหน้าด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NgmhxCXS9iMB117MFsGYG

  • เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    นวัตกรรม

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เวทีเสวนาเรื่อง อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท ในงาน Thailand Space Expo 2025 สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย

    • เวทีเสวนา “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท” สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย
    • การลงทุนดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก
    • เศรษฐกิจอวกาศสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้างแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลปี 2562)

    ในมุมของสังคมที่บอกว่าคนไทยกินข้าวอยู่ในบ้านก็ยังไม่พอเหรอ ทําไมจะต้องไปทําอะไรที่อวกาศ จึงขอทำความเข้าใจในเรื่องของ “เศรษฐกิจอวกาศ” ไม่ใช่เราเอาเงินไปทิ้งในอวกาศ

    แต่มันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างรายได้ใหม่และสร้างโอกาสใหม่ที่จะทําให้เราทุกคนได้รับประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศมาช่วยให้เราเจริญเติบโตและเดินไปข้างหน้า”

    มุมมองในเรื่องเศรษฐกิจอวกาศจาก ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระหว่างการเสวนาเรื่อง “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท”

    ในงาน Thailand Space Expo 2025 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

    แผนยุทธศาสตร์ ววน.

    ประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของวงการอวกาศโลก ผ่านความร่วมมือพัฒนาโครงการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่เรียกว่า International Lunar Research Station หรือ ILRS กับประเทศจีนและชาติพันธมิตรอื่นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2567 เพื่อศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ

    ศ.ดร.สมปอง กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy อย่างจริงจัง

    โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจสาขานี้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2564-2570) ที่กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย

    ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมคือโครงการทดลองผลึกเหลวในอวกาศ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นความมือกับ NASA 

    การทดลอง “ผลึกเหลวในอวกาศ”นี้ อาจนำไปสู่นวัตกรรมหน้าจอ LCD รุ่นใหม่ที่ทนแรงดันในระดับอวกาศและเปลี่ยนรูปแบบสีได้หลากหลายกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก

    สำหรับงบประมาณภาครัฐ 3.7 ล้านล้านบาทถือว่าจำกัดมาก ทางออกสำคัญคือการสร้างพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศเป็นประจำทุกวัน มีโอกาสสร้างรายได้หลักพันล้านบาท

    ซึ่ง GTSTDA สกสว. และหน่วยงานภาครัฐพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับต่างประเทศและภาคเอกชน ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศในไทยไม่น้อยกว่า 50-100 หน่วยงาน หากทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้

    โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องอวกาศ หลายคนอาจนึกถึงภาพของมนุษย์อวกาศหรือการเดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว

    แต่ความจริงแล้ว คนไทยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในชีวิตประจำวันมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว

    ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมถ่ายภาพ หรือระบบกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google Maps และ Grab ล้วนมีที่มาจากข้อมูลอวกาศทั้งสิ้น

    ในอดีต ประเทศไทยใช้ดาวเทียมเพียง 2 ดวงสำหรับการสื่อสารและถ่ายภาพ เมื่อคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากข้อมูลดาวเทียมในแต่ละปีมีมากกว่า 2,000 ล้านบาทจากการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

    ทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การวางแผนการเพาะปลูก การวางแผนพัฒนาเมืองและการติดตามคุณภาพอากาศ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5

    การลงทุนในโครงการดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก

    จากข้อมูลในปี 2562 พบว่า อุตสาหกรรมที่เกิดจากอวกาศโดยตรงของประเทศไทยมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง (Wider Economy) ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านบาท หรือมีตัวคูณถึง 15 เท่า นอกจากนี้ยังสร้างการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง

    ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอาจยังไม่ใหญ่มากในปัจจุบัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่มาก

    การพัฒนาทักษะและความรู้ของคนไทยในอุตสาหกรรมใหม่นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น

    ประเทศไทยมีแผนจะเพิ่มจำนวนดาวเทียมอีก 16 ดวงในอีก 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “สเปซพอร์ต” (Spaceport) ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการส่งจรวดไปสู่อวกาศ คล้ายกับสนามบิน

    หากโครงการนี้สำเร็จ จะส่งผลให้เกิดเมืองใหม่และเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีกว่าจะพร้อมให้บริการ แต่การวางแผนตั้งแต่วันนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    จุดพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัตนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ดำเนินการร่วมกับจิสด้า เมื่อปี 2562 พบว่า

    มูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอยู่ที่มากกว่า 500,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

    จิสด้ากำลังผลักดันทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (upstream) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ที่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, GPS และระบบโทรคมนาคม

    ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีรากฐานจากอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางภาพรวม GDP ที่ขยายตัวเพียง 2-3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโต 4-5% รัฐบาลพร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ​​

    อุตสาหกรรมอวกาศเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    อีกทั้งการสร้างการรับรู้ (awareness) ให้สังคมเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1205381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yCNkMuTit7fobcGQV8RBD

  • กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นหล่ม ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 โต 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสำนักวิจัยหลายแห่ง พร้อมคาด GDP ปี 2569 จ่อแผ่วลง เหลือขยายตัว 2.0% จากการส่งออกที่ชะลอตัวลง

    วันนี้ (30 ตุลาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง อัปเดตประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% สูงกว่าประมาณการครั้งก่อน เมื่อกรกฎาคม ที่ 2.2% เหตุมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงที่ 2.0% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก (Front-Loading) ในปี 2568 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี

    ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการของ สศค. นับว่ามากสุดเมื่อเทียบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประมาณการ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 2.2% และปีต่อไปที่ 1.6% รวมไปถึงตัวเลขประมาณการของธนาคารโลก (World Bank) ที่ 2.0% สำหรับปี 2568 และ 1.8% สำหรับปี 2569 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ 2.0% ในปี 2568 และ 1.6% ในปีต่อไป

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม 1

    เปิดปัจจัยสนับสนุน คาดการณ์ GDP ปี 2569

    1. ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับจะมีการจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group – WBG) ประจำปี

    2. การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9% ถึง 2.9%)

    3. การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายและลงทุนของภาครัฐ

    4. ขณะที่คาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2% ถึง 2.2%) ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย

    5. ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.5% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.0% ถึง 1.0%) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.5% ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0% ถึง 3.0% ของ GDP)

    เปิดปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีหน้า

    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น

    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs

    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ”

    เชื่อมาตรการ ‘Quick Big Win’ ช่วยเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    โฆษกกระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 มีโอกาส ‘พ้นจากรถติดหล่ม’ และเป็นจุด ‘Turning Point’ หลังชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยเดินหน้าเต็มรูปแบบ โดยมาตรการหลักที่คาดว่าจะหนุนการใช้จ่ายประกอบด้วย

    • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 22,780 ล้านบาท
    • โครงการคนละครึ่ง พลัส รัฐสนับสนุน 44,000 ล้านบาท
    • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว (5 มาตรการย่อย)
    • มาตรการ Front Load ของกระทรวงการคลัง

    มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ‘ดีกว่า’ ประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินการเติบโตอยู่ที่ 0.3%

    ด้านประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ล่าสุด กระทรวงการคลังประเมินว่า ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.8% โดยตัวเลขไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะใกล้เคียงกับที่ สศช. ประเมินไว้ จึง “มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิน 1%” สำหรับการเติบโตในไตรมาสที่ 4

    ทั้งนี้ วินิจระบุว่า มาตรการกระตุ้นด้านการบริโภคเริ่มเห็นผลชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ที่มียอดการใช้จ่ายสะสมแล้ว 2,267 ล้านบาท ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 ตุลาคม และเชื่อว่ามาตรการอื่นๆ ที่ออกตามมา ก็จะได้รับผลตอบรับในลักษณะเดียวกัน

    อาจพิจารณามาตรการเพิ่ม หนุนการส่งออก

    สำหรับการออกมาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น วินิจกล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่แน่นอน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการส่งออก

    “ก็พยายามจะหามาตรการที่จะจัดการเรื่องนี้อยู่ แล้วก็เร่งกันในเรื่องของการส่งออกครับ” วินิจกล่าว

    บรรยากาศระหว่างไทยสหรัฐฯ ที่นายกบอกว่าดีขึ้น

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้บรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและสหรัฐฯ ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยหลังการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบไม่เป็นทางการ ระหว่างการประชุม APEC นั้น

    วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า บรรยากาศเชิงบวกดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น และถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในหลายด้าน

    “อย่างน้อยในเรื่องของความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นแน่ครับ แต่คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายส่วน และต้องรอความชัดเจนเรื่องภาษีการค้าครับ” วินิจกล่าว

    เงินเฟ้อไทยอาจติดลบ ยาวถึงไตรมาส 2 ปีหน้า แต่ไม่เข้าเงื่อนไข ‘เงินฝืด’

    วินิจ ระบุว่า ภาพรวมเงินเฟ้อปีนี้ยังติดลบเล็กน้อย โดยตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ประมาณ -0.01% ขณะที่จากการประชุมกับ ธปท. เมื่อสัปดาห์ก่อน มีสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้ออาจติดลบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ส่งผลให้ทั้งปีนี้และปีหน้ามีโอกาสไม่แตะกรอบล่างเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1%

    อย่างไรก็ดี แม้เงินเฟ้อติดลบยาว แต่วินิจชี้ว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขภาวะเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากนิยามภาวะเงินฝืดต้องประกอบด้วยการชะลอตัวของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลงพร้อมกัน ซึ่งขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 4 ยังช่วยพยุงอุปสงค์ในระบบ ทำให้การลดลงของราคาเป็นลักษณะ ‘cost effect’ มากกว่าจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจหดตัว

    โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ หรือ ‘Quick Big Win’ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

    โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) การกระตุ้นเศรษฐกิจ 2) การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3) การส่งเสริมธุรกิจ SMEs 4) เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5) การลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากนี้ ต้องวางรากฐานทางการคลังเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mof-raises-gdp-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RaEKBVROLnA5kd-3nYMH2