Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภา เห็นชอบปรับเกณฑ์ทดสอบ “ใบประกอบวิชาชีพครูใหม่” ลดภาระผู้เข้าสอบ P-License | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภา เห็นชอบปรับเกณฑ์ทดสอบ “ใบประกอบวิชาชีพครูใหม่” ลดภาระผู้เข้าสอบ P-License | TOPNEWS

    “สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องการให้เป็นภาระของผู้ที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพราะตอนสอบบรรจุเป็นครูในสังกัดต่าง ๆ ก็ต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางคุรุสภาจะได้จัดทำประกาศเสนอขึ้นมาให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อจะได้ยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูรอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ทางคุรุสภาก็ยังเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อที่จะให้ได้ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน เป็นใบอนุญาตชั่วคราวของคุรุสภา สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู ตามข้อบังคับของคุรุสภา ว่าด้วยระดับคุณภาพมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู รวม 13 ราย และได้อนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร และปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1373332&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23_1d-nTaaXXukYVmjt94O

  • เทศบาล ต.เมืองบางขลัง เข้ารับรางวัลด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    เทศบาล ต.เมืองบางขลัง เข้ารับรางวัลด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    เทศบาล ต.เมืองบางขลัง เข้ารับรางวัลด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

    อีกหนึ่งผลงานเทศบาลตำบลเมืองบางขลัง ด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น  จากการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5253603/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pj3AKpxmxafX8AkSFlwel

  • มวยคู่เอก ทรัมป์พบสีครั้งแรกในรอบ 6 ปี | PPTV Online

    มวยคู่เอก ทรัมป์พบสีครั้งแรกในรอบ 6 ปี | PPTV Online

    30 ตุลาคม 2025 – โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศกิมแฮ เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ เพื่อหารือในหลายประเด็นโดยเฉพาะสงครามการค้า

    #ทรัมป์ #สีจิ้นผิง #อเมริกา #จีน #ข่าวต่างประเทศ #PPTVOnline

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/204175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38F2ye5KF4hW-udiLACfFz

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค   – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    วันที่นำเข้าข้อมูล 31 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 31 ต.ค. 2568

    | 41 view

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

    รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลียได้แสดงความเสียใจและความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยฝ่ายไทยเห็นว่า หากรัฐมนตรีการค้าและการท่องเที่ยวออสเตรเลีย รวมถึงคณะนักธุรกิจออสเตรเลียเยือนไทยมากขึ้น ก็จะช่วยส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาค เช่น สถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-bilat-aus-apec2025%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a905&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k0eE0bpIS5UyIiZdBC6oa

  • ปาฐกถาและเสวนา “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย”

    ปาฐกถาและเสวนา “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย”

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา จัดการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 ณ CBS Cinema ชั้น 3 อาคารไชยยศสมบัติ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมและธรรมาภิบาลในบริบทสังคมไทยยุคใหม่ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจเอกชน

    พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวต้อนรับ ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ประธานสำนักธรรมศาสตร์ และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ “วัฒนธรรมของพลเมืองไทยในสังคมยุคใหม่” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา การปาฐกถาเรื่อง “จริยธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” โดย ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา และ “บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ” โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

    ปิดท้ายด้วยการเสวนาในหัวข้อ “การส่งเสริมให้องค์การมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน” โดย ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ประธานสำนักธรรมศาสตร์ และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา คุณถนอมวงศ์ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ศ.กิตติคุณ ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา

    ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์และตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี ซึ่งประสบความสำเร็จจากการปลูกฝังวินัยและจิตสาธารณะ จึงเสนอว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมของประชาชนควบคู่กับระบบการปกครอง เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าอย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่าคนกับระบบต้องพัฒนาไปด้วยกัน โดยการสร้างพลเมืองที่มีสำนึกความดี ความรับผิดชอบ และจิตใจเพื่อส่วนรวม ซึ่งหากต้องการเปลี่ยนประเทศ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนจิตสำนึกของประชาชนก่อน โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนวัฒนธรรมพลเมืองใน 3 ระยะ ได้แก่

    • ระยะเร่งด่วน สร้างกระแสสังคม ส่งเสริมต้นแบบความดีในภาครัฐ เอกชน และเยาวชน
    • ระยะกลาง บรรจุหลักสูตรวัฒนธรรมพลเมืองในทุกระดับการศึกษา ปรับระบบคุณธรรมในราชการ และส่งเสริมธรรมาภิบาลในท้องถิ่น
    • ระยะยาว พัฒนาดีเอ็นเอคนไทยให้มีทั้งความเก่งและความดี ปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ครอบครัวจนถึงชุมชน
      “การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่จำเป็นต้องพึ่งเพียงกฎหมายหรือองค์กรตรวจสอบ หากทุกคนเริ่มจากการเป็นคนดี มีวัฒนธรรมพลเมือง ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่สงบสุขและยั่งยืนด้วยใจของประชาชนเอง” ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล กล่าวทิ้งท้าย

    ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า “ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการในการปกครอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐธรรมนูญเป็นผลผลิตใหม่ ผู้ปกครองได้อำนาจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง อำนาจสูงสุดจึงเป็นของปวงชนชาวไทย การนำคำว่าจริยธรรมเข้ามาบรรจุในรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2540 ในมาตรา 77 เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ยังได้ริเริ่มให้มีองค์กรอิสระ ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจรัฐบาล”
    “ปัจจุบันบทบาทของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้เขียนกำหนดเกี่ยวกับจริยธรรมไว้หลายแห่ง โดยเฉพาะมาตรา 160 วรรค 5 ซึ่งระบุว่ารัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มาตรานี้เป็นมาตราสำคัญที่ถูกใช้ในการลงโทษทางการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา ในอนาคตหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงไว้ซึ่งเรื่องจริยธรรม เนื่องจากรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนคัมภีร์แผ่นดินใหม่ที่กำหนดอำนาจและวิธีการจัดการกับผู้มีอำนาจภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหากผู้มีอำนาจจะแก้ไขเอาบทบัญญัติเรื่องจริยธรรมออกไปย่อมเป็นเรื่องยากมาก” ศ. (พิเศษ) นรนิติ กล่าว

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ปาฐกถาเรื่อง “บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ” โดยกล่าวถึงเยาวชนกับจริยธรรมว่าเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักจริยธรรมตามความหมายของราชบัณฑิตยสถานหมายถึงการศึกษาว่าการกระทำอย่างไรถือว่าเป็นความประพฤติที่ถูกหรือผิด จริยธรรมคือความประพฤติที่ดีงาม ความประพฤติอันพึงปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม เพื่อให้เกิดความดีงามความถูกต้องและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง จุฬาฯ มีจริยธรรมสำหรับนิสิต ได้แก่ การตั้งใจพัฒนาตนเอง ให้เกียรติคณาจารย์ ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างเป็นกัลยาณมิตร มีระเบียบวินัย ไม่ประพฤติตนอันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสีย
    อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อไปว่าวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่อง philanthropic spirit (การมีจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้) บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่เพียงให้การศึกษาเท่านั้น แต่มีบทบาทในการเปลี่ยนชีวิต การให้การศึกษาและผลิตบัณฑิตโดยไม่ครอบคลุมในเรื่องจริยธรรมคือการสร้างอาชญากรทางสังคม การนึกถึงผู้อื่นให้มากขึ้น ความรักความห่วงใยเป็นบ่อเกิดของจริยธรรม ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยใช้ออนไลน์ ดังนั้นเรื่อง Digital Ethics หรือจริยธรรมในโลกดิจิทัลจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พัฒนา AI ซึ่งมีชื่อว่า ChulaGENIE ซึ่งแตกต่างจาก ChatGPT คนที่สร้างเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันต้องมี Ethical Mind ซึ่งจะทำให้เกิด Digital Ethics

    ศ.ดร.วิเลิศกล่าวเพิ่มเติมว่าจุฬาฯ มุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูทางด้านจริยธรรม ส่งเสริมให้คนทำความดี นอกจากจริยธรรมสำหรับนิสิตแล้ว จุฬาฯ ยังให้ความสำคัญกับจริยธรรมสำหรับคณาจารย์อีกด้วย ได้แก่ การรับผิดชอบต่อการสอนและการเรียนรู้ ปฏิบัติต่อนิสิตด้วยความเป็นธรรมและเมตตา และแสดงความคิดเห็นทางวิชาการด้วยความซื่อสัตย์ โดยมีกิจกรรมการพัฒนาคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง
    “ความรักความห่วงใยเป็นพื้นฐานของการสร้างจริยธรรม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จุฬาฯ ได้อุทิศพื้นที่สยามสแควร์ด้วยการปิดถนนให้คนพิการและเกษตรกรได้ขายของฟรี ผู้ใช้แรงงานได้ตรวจสุขภาพฟรีและได้รับความรู้ทางด้านภาษา
    เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เหลืออยู่ในอนาคตคือความยั่งยืนทางจริยธรรม การสร้าง SDGs เป็นความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเกิดจากคุณธรรมและจริยธรรมที่เกิดขึ้นจากใจ เป็นความรักที่มีต่อผู้คนและการทำงานเพื่อประชาชน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในจุฬาฯ คือ SDGs ข้อ 18 คือ philanthropic spirit
    ในส่วนของ 10 ทักษะจำเป็นแห่งอนาคต (Future of Jobs 2025) ซึ่งจุฬาฯ เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในประเทศไทยร่วมกับ World Economic Forum ในการเสนอแนวทางเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต ทักษะที่สำคัญที่สุดคือทักษะข้อ 7 Empathy and active listening (การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้ทักษะที่ต้องการสำหรับเยาวชนในวันนี้คือ Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางปัญญา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/268069/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13x6o6ShNqWKZmsWu2p7Sa

  • ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5252679/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTS0T9fOtAa4RTpvkmqag

  • “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    มูลนิธิซีพี ผลักดันเกษตรกรต้นแบบน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง ขยายผลสำเร็จเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา ต้นแบบแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มมูลค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างคนดี คนเก่ง เป็นต้นแบบการปฏิบัติจริงสู่การขับเคลื่อนชุมชน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการปกป้อง ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศที่ดีอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวฯ มี “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน ประชาชนทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา มาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับองค์ความรู้ประมาณ 7,270 คนต่อปี สร้างเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา จำนวน 12 ราย

    ส่งเสริมสนับสนุน อาชีพ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมักใส่ผัก ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งหมด 60 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการประกอบอาชีพจากเกษตรกรต้นแบบ รวม 1,123,200 บาทต่อปี

    ชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เผยว่า มูลนิธิฯ ได้ขยายผลความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรต้นแบบจากชุมชนในการสะท้อนความสำเร็จ

    ล่าสุดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ ‘บ้านป้านา ผักปลาริมเล” หมู่ที่ 5 บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกหนึ่งแห่ง

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิด “ผักดี ปลาดี วิถีริมเล สู่ความพอเพียงอย่างยั่งยืน” ให้เป็นห้องเรียนชีวิตของคนปากรอและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ที่เปิดกว้างให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มาเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และซึมซับคุณค่าของความพอเพียงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรพอเพียงรอบทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

    งานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกสิทธิ์ สองเมือง นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ซึ่ง“ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” เป็นผลงานจากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฯ ด้วยพื้นที่เกษตรผสมผสานริมทะเล ป้านาได้พัฒนาพื้นที่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงปลาในกระชัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในครัวเรือน การทำเกษตรร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการต่อยอดอาหารพื้นถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในพื้นที่รอบทะเลสาบ 

    วรรณา โมรา หรือป้านา เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฯ ทำอาชีพประมงเป็นหลัก และเลี้ยงปลากะพง ต่อมาลองเลี้ยงปลาทับทิมตามคำแนะนำของทีมซีพี แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำเสียทำให้ปลาตายหมด ชาวบ้านขาดทุนมาก มูลนิธิซีพีก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการทำเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มไปศึกษาต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา

    และนำกลับมาทดลองแบ่งพื้นที่บ้านตนเองประมาณ 2 งาน ติดริมทะเลสาบสงขลา มาเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า ต้นหอม ผักบุ้ง ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์และการผลิตผักปลอดภัย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแจกจ่ายให้ชุมชนโดยรอบ ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก  ปลาท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดการทรัพยากรชุมชนรอบทะเลสาบ

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังแปรรูปอาหารพื้นถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้า OTOP ชุมชน เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดา ปลาเค็ม รวมถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีอีกด้วย จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” ที่เปิดให้ชุมชนและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

    การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงโดยชุมชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างคนดี คนเก่งให้เป็นแบบอย่างกับชุมชน เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732677&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2628oQGopXOkiqsRFemgH4

  • กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ทรัพยากรน้ำฯ ติดตามมลพิษ “กก–สาย–รวก” น้ำผิวดินกกดีขึ้นแต่ตะกอนยังวิกฤต—เศรษฐกิจเสี่ยงสูญเกือบ 3.8 พันล้าน/ปี ท่ามกลางแรงกดดันเหมืองรัฐฉานเดินหน้าขยาย

    เชียงราย, 31 ต.ค. 2568 — รายงานตรวจวัดรอบปลายกันยายนชี้น้ำผิวดินแม่น้ำกก “ผ่านเกณฑ์” แต่ตะกอนดินยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด ขณะที่แม่น้ำสายยัง “อาการหนัก” ทั้งน้ำและตะกอน ส่วนแม่น้ำรวก–โขง น้ำผ่านเกณฑ์แต่ตะกอนยังน่าห่วง นักวิชาการเตือน “มลพิษในตะกอน” คือระเบิดเวลาที่อาจย้อนปนเปื้อนน้ำอีกระลอก ภาคเกษตร–ประมง–ท่องเที่ยวเสี่ยงเสียหายรวมปีละราว 3,786 ล้านบาท ขณะหน่วยงานสาธารณสุขเร่งเฝ้าระวัง 4 มาตรการ และ กมธ.ฯ สั่งทำแผนแก้ไขระยะสั้น–กลาง–ยาว ด้านมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เผยภาพดาวเทียมชี้ เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง ริมกกในรัฐฉานยังขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนการประชุม MRC เดือนพฤศจิกายนนี้ที่เชียงราย

     “น้ำเริ่มใส แต่ท้องน้ำยังป่วย”

    การประชุมคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เปิดเวทีให้หน่วยงานส่วนกลาง–ภูมิภาค–จังหวัด ร่วมอัปเดตสถานการณ์คุณภาพน้ำใน แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก และลำน้ำสาขา ภายหลังตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาพื้นที่ชายแดนเชียงราย–เชียงใหม่เผชิญวิกฤตน้ำขุ่นผิดปกติและผลตรวจสารโลหะหนัก “เกินเกณฑ์” หลายจุด กระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภคจนถึงการเพาะปลูกริมน้ำ

    รายงานล่าสุดของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ซึ่งเก็บตัวอย่างวันที่ 22–26 กันยายน 2568 ระบุว่า

    • แม่น้ำกก: น้ำผิวดิน “เป็นไปตามมาตรฐาน” ทุกจุด แต่ ตะกอนดิน ยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด
    • แม่น้ำสาย: ยังน่ากังวล พบสารหนูในน้ำผิวดิน เกินมาตรฐานทุกจุด ที่ช่วง 0.015–0.017 มก./ล. และตะกอนดินเกินระดับปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน
    • แม่น้ำรวก–แม่น้ำโขง: น้ำผิวดิน “ผ่านเกณฑ์” แต่ผลตรวจตะกอนดิน ทุกจุด ในแม่น้ำรวก และ 3 จุด ในแม่น้ำโขงยังเกินระดับปลอดภัย (แม่น้ำโขงพบช่วง 32–60 มก./กก.)

    ข้อสังเกตสำคัญ จากการติดตามหลายรอบคือ “ตัวน้ำบนผิว” อาจฟื้นตัวเร็วเมื่อปริมาณฝน–การเจือจาง–การไหลเวียนดีขึ้น แต่มลพิษใน ตะกอนดิน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “ฝังลึก” และสามารถ resuspend หรือ เคลื่อนย้ายย้อนกลับขึ้นมาในคอลัมน์น้ำ เมื่อเกิดกระแสน้ำแรงหรือกิจกรรมรบกวนก้นแม่น้ำ (เช่น การขุดลอก–น้ำหลาก) ทำให้ความเสี่ยงต่อ สัตว์หน้าดิน–ห่วงโซ่อาหาร–การสะสมในสิ่งมีชีวิต ยังไม่สิ้นสุด

    เศรษฐกิจชายแดนใต้แรงกดดัน เกือบ 3.8 พันล้าน/ปี เสี่ยงหายไปกับน้ำ

    ตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่โดย Rocket Media Lab และฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตร สะท้อนผลกระทบ เป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ลุ่มน้ำกก: พื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ 340,358.73 ไร่ ประเมินความเสียหายปีละราว 3,239,061,808.4 บาท หรือ 13% ของจีดีพีเฉพาะภาคเกษตรจังหวัดเชียงราย
    • ลุ่มน้ำสาย–รวก: พื้นที่เกษตร 63,023.89 ไร่ ความเสียหายปีละประมาณ 547,100,952.5 บาท หรือ 2.19% ของจีดีพีเกษตรจังหวัด

    เมื่อรวม สามลุ่มน้ำ ตัวเลขความเสียหายอาจแตะ 3,786,162,760.9 บาท/ปี โดย ข้าว คือพืชเศรษฐกิจที่เสี่ยงที่สุด (คิดเป็น 66.54% ของมูลค่าความเสียหายริมสาย–รวก) เพราะ พื้นที่นาข้าวส่วนใหญ่ติดแม่น้ำ และใช้น้ำแม่น้ำโดยตรงในการทำนาปรัง ยังไม่นับผลต่อ ประมง–เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีการจับสัตว์น้ำจืดปี 2567 ราว 1,417 ตัน มูลค่า 92.76 ล้านบาท และมี พื้นที่เพาะเลี้ยง 689.17 ไร่ รวม 284 ฟาร์ม ใน 5 ตำบลตามแนวสาย–รวก

    นอกเหนือจากภาคเกษตร กิจกรรม ท่องเที่ยวริมน้ำ–ชุมชนตลาดชายแดน (เช่น อ.แม่สาย/ท่าตอน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล–ไฮซีซันที่น้ำคือ “ทรัพยากรภูมิทัศน์” และ “บริการสาธารณะธรรมชาติ” ของพื้นที่

    สาธารณสุขเดิน 4 มาตรการ ตรวจ–คัดกรอง–สื่อสาร–บูรณาการ

    สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.) รายงานการดำเนินการเฝ้าระวังสุขภาพ 4 มาตรการ ได้แก่

    1. อนามัยสิ่งแวดล้อม: เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน, น้ำประปา, พืชผัก, ปลา ตรวจวิเคราะห์ สารหนู–ตะกั่ว ทุกเดือน
    2. สุขภาพประชาชน: เฝ้าระวังอาการในชุมชน, คัดกรองเชิงรุก, สุ่ม ตรวจปัสสาวะ กลุ่มเสี่ยง
    3. การสื่อสารความเสี่ยง: แจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
    4. บูรณาการภาคี: เชื่อมปฏิบัติการกับหน่วยงานน้ำ–เกษตร–ท้องถิ่น–ประมง

    ผลตรวจเดือนเมษายน–ตุลาคม 2568 จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงรายต่อ น้ำอุปโภคบริโภค–น้ำดื่ม–ปลา–พืชผัก ระบุว่า “ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน” อย่างไรก็ดี พื้นที่ยังมีเสียงเรียกร้องให้ สื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างโปร่งใส และ เข้าใจง่าย โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีการกล่าวถึง ปัสสาวะประชาชน 7 ราย เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งควรอธิบายบริบท–ระยะเวลา–การติดตามผลซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือชะล่าใจ

    โต๊ะนโยบายขยับ กมธ.ฯ สั่งทำแผน 3 ระยะ—หน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–ท้องถิ่น รายงานผลถี่ขึ้น

    ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ทุกหน่วยงานจัดทำ สรุปปัญหา–อุปสรรค–ข้อเสนอ–แผนปฏิบัติ ระยะสั้น–กลาง–ยาว เสนอรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ด้าน สคพ.1 (เชียงใหม่) นำเสนอ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมคุณภาพน้ำ–มาตรฐานน้ำผิวดิน–ความร่วมมือการตรวจวัด–มาตรการแก้ไขตามกฎหมาย–อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ตรวจประปาหมู่บ้านรอบลุ่มกก 45 แห่ง พบ 3 แห่ง คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และเร่งจัดหาน้ำผิวดินใหม่ พร้อมเดินหน้า ระบบสูบ–กระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 5 โครงการ

    ส่วน การประปาส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังคุณภาพน้ำสาขาหลัก (เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ) เพิ่มความถี่การเก็บตัวอย่างต่อเดือน ขณะที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สสจ.–เกษตรจังหวัด–ประมงจังหวัด ตรวจน้ำประปาชุมชน–พืชผัก–ปลา อย่างต่อเนื่อง

    ต้นน้ำรัฐฉาน เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง “ขยายตัวต่อเนื่อง”

    รายงานจาก มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เมื่อ 28–30 ตุลาคม 2568 อ้างอิง ภาพดาวเทียมล่าสุด (14 ต.ค. 2568) ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแรร์เอิร์ธ 2 แห่ง และ เหมืองทอง ริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่าง อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ เพียง 30 กม. โดยเฉพาะ วิธีชะละลาย (in-situ leaching) ที่ใช้สารเคมีจำนวนมากฉีดเข้าเชิงเขา เสี่ยงต่อการ รั่วไหลลงแหล่งน้ำ และยากต่อการควบคุม

    ภาพถ่ายเปรียบเทียบ พฤษภาคม vs ตุลาคม 2568 ชี้ชัดว่า บ่อแต่งแร่ ฝั่งตะวันตกของกกสร้างเสร็จและมีหลังคาคลุม ขณะฝั่งตะวันออกมี อาคารใหม่หลายหลัง และเห็น ของเหลวสีฟ้า ในบ่อแต่งต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประเมินว่า “กิจกรรมแต่งแร่เพิ่มขึ้นอย่างมาก” พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนลุ่มน้ำกกไทยได้สื่อสารกรณี สารหนู–แคดเมียม–ตะกั่ว ปนเปื้อน และย้ำผ่านถ้อยคำของภาคีว่า “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” เพื่อสะท้อนข้อเรียกร้องเชิงจริยธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนปลายน้ำ

    เวที MRC เดือนพฤศจิกายน โอกาสยกระดับ “การทูตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน”

    การประชุม MRC ที่จะจัดขึ้นที่เชียงรายในปลายพฤศจิกายน ถูกคาดหวังให้เป็น เวทีนโยบายระดับอนุภูมิภาค ที่ไทยควรใช้เพื่อ

    • เสนอ กลไกแจ้งเตือนและแบ่งปันข้อมูลคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบใกล้เวลาจริง
    • ผลักดัน มาตรฐานกิจกรรมเหมืองในลุ่มน้ำสาขาโขง และ ห่วงโซ่ตรวจสอบสารเคมี
    • ตั้ง คณะทำงานร่วมไทย–เมียนมา–จีน บูรณาการ ภาพถ่ายดาวเทียม–ข้อมูลตรวจวัด–การสืบสวนเชิงต้นน้ำ พร้อม แผนลดความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ (เช่น พื้นที่กักเก็บ/บ่อพักตะกอน–การกันชนพื้นที่เสี่ยง)

    การเยือนพื้นที่ของ สมาชิกพรรคกรีน เยอรมนี ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับ มาตรฐานการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ และ กรอบสินค้าสะอาด (clean supply chains) ในตลาดโลก

    ข้อเสนอเชิงระบบ จาก “ตามแก้” สู่ “ป้องกันก่อนเกิด”

    บนฐานข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวนี้เสนอ “แพ็กมาตรการ” 5 ข้อเพื่อคลายปมระยะสั้น–ยาว

    1. แดชบอร์ดสาธารณะ: เปิดข้อมูล น้ำผิวดิน–ตะกอนดิน–โลหะหนัก รายจุด/รายสัปดาห์ พร้อม metadata วิธีเก็บ–ห้องแล็บ–ความเชื่อมั่น เพื่อให้ภาคประชาชน–เกษตร–ท้องถิ่นติดตามได้
    2. แผนจัดการตะกอนดิน: ศึกษาความเป็นไปได้ของ การกักเก็บ–การห่อหุ้ม (capping)–การขุดลอกแบบเลือกสรร โดยมี EIA/สุขภาพชุมชน กำกับ เพื่อไม่ให้ “การแก้ไข” กลายเป็น “การกวนตะกอน”
    3. โพรโทคอลสุขภาพชุมชน: เพิ่ม biomonitoring กลุ่มเสี่ยง (ตัวอย่างปัสสาวะ/เลือด) แบบสุ่มตัวอย่างซ้ำ พร้อม คัดกรองเชิงรุก และ เจ้าภาพสื่อสารเดียว ลดความกำกวมของคำว่า “ไม่เกินมาตรฐาน” โดยแนบค่าจริง–ช่วงเชื่อมั่น
    4. การทูตสิ่งแวดล้อม: ใช้เวที MRC และความร่วมมือทวิภาคี ผลักดัน มาตรการควบคุมสารเคมีเหมือง และ การตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับผู้ซื้อแรร์เอิร์ธ–ทองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
    5. มาตรการทางการค้าเชิงเป้าหมาย: พิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ/สินค้าที่โยงกับกิจกรรมทำลายลุ่มน้ำ (ตามแนวคิดยุติการนำเข้า “CTM” ที่ถูกเสนอ) ควบคู่ แรงจูงใจ สำหรับซัพพลายเออร์ที่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

    เสียงจากพื้นที่และการบริหารท้องถิ่น

    ตลอดหลายเดือนของการเฝ้าระวัง จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพิ่มความถี่เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง หลายสาขา และร่วม สำรวจความเสียหาย–ค่าใช้จ่ายเฝ้าระวัง เพื่อวางงบประมาณปีถัดไป สะท้อนความตั้งใจ “เดินงานเชิงรุก” โดยไม่รอเฉพาะระดับส่วนกลาง ในเวทีหารือระดับจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–เกษตร–ประมง ยังรายงานอุปสรรค เช่น งบประมาณ–บุคลากร–การเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำข้ามแดน ซึ่งต้องอาศัย “กลไกกลาง” เชื่อมการทำงานต่อเนื่อง

    ในขณะที่ภาคประชาชน–ภาคีลุ่มน้ำสื่อสารเสียงเดียวกันว่า “ต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย–สม่ำเสมอ และตอบข้อกังวลเฉพาะหน้า” เช่น คำถามว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง, พื้นที่ใดควรระวังการบริโภคปลา, คำแนะนำเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (เด็ก–หญิงตั้งครรภ์–ผู้สูงอายุ) เพื่อให้ครัวเรือนตัดสินใจได้บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

    เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ฟ้าใส” กับ “ท้องน้ำป่วย”

    ภาพรวม ณ ปลายตุลาคม 2568 คือ สัญญาณคลี่คลายบางส่วนของน้ำผิวดิน โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่ “เข้าเกณฑ์” หลายจุด แต่ ท้องน้ำยังป่วย เพราะตะกอนดินที่สะสมโลหะหนัก เกินระดับปกป้องสัตว์หน้าดิน หลายจุดใน กก–สาย–รวก–โขง ความเสี่ยงนี้ไม่เพียงกระทบต่อ ระบบนิเวศ แต่ยังทบซ้อนสู่ เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ ข้าว–ประมง–ท่องเที่ยว ในจังหวัดชายแดน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ แรงกดดันจากต้นน้ำรัฐฉาน ที่ยังเห็นสัญญาณ “เหมืองขยาย” ชัดเจน

    คำตอบเชิงนโยบายจึงไม่อาจหยุดที่ “ตรวจ–แจ้ง–แนะนำ” แต่ต้องยกระดับสู่ ระบบข้อมูลสาธารณะ–แผนจัดการตะกอน–การคุ้มครองสุขภาพ–การทูตสิ่งแวดล้อม–มาตรการการค้า ที่เสริมกันเป็นแพ็กเดียว และใช้เวที MRC ที่เชียงราย เป็นจุดเริ่มต่อรองเชิงหลักการเพื่อคุ้มครองลุ่มน้ำร่วมกันอย่างยั่งยืน

    “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” — ประโยคจากเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำกก อาจเป็นเข็มทิศเชิงคุณค่าที่เตือนให้ทุกฝ่าย “วัดความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่จากค่าตัวเลขในห้องแล็บ แต่จาก ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คนที่อยู่กับน้ำทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kok-river-sediment-pollution-myanmar-mine/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RzPu30vSFD9hhYw319qfx

  • “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    มูลนิธิซีพี ผลักดันเกษตรกรต้นแบบน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง ขยายผลสำเร็จเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา ต้นแบบแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มมูลค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างคนดี คนเก่ง เป็นต้นแบบการปฏิบัติจริงสู่การขับเคลื่อนชุมชน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการปกป้อง ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศที่ดีอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวฯ มี “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน ประชาชนทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา มาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับองค์ความรู้ประมาณ 7,270 คนต่อปี สร้างเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา จำนวน 12 ราย

    ส่งเสริมสนับสนุน อาชีพ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมักใส่ผัก ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งหมด 60 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการประกอบอาชีพจากเกษตรกรต้นแบบ รวม 1,123,200 บาทต่อปี

    ชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เผยว่า มูลนิธิฯ ได้ขยายผลความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรต้นแบบจากชุมชนในการสะท้อนความสำเร็จ

    ล่าสุดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ ‘บ้านป้านา ผักปลาริมเล” หมู่ที่ 5 บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกหนึ่งแห่ง

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิด “ผักดี ปลาดี วิถีริมเล สู่ความพอเพียงอย่างยั่งยืน” ให้เป็นห้องเรียนชีวิตของคนปากรอและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ที่เปิดกว้างให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มาเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และซึมซับคุณค่าของความพอเพียงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรพอเพียงรอบทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

    งานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกสิทธิ์ สองเมือง นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ซึ่ง“ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” เป็นผลงานจากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฯ ด้วยพื้นที่เกษตรผสมผสานริมทะเล ป้านาได้พัฒนาพื้นที่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงปลาในกระชัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในครัวเรือน การทำเกษตรร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการต่อยอดอาหารพื้นถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในพื้นที่รอบทะเลสาบ 

    วรรณา โมรา หรือป้านา เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฯ ทำอาชีพประมงเป็นหลัก และเลี้ยงปลากะพง ต่อมาลองเลี้ยงปลาทับทิมตามคำแนะนำของทีมซีพี แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำเสียทำให้ปลาตายหมด ชาวบ้านขาดทุนมาก มูลนิธิซีพีก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการทำเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มไปศึกษาต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา

    และนำกลับมาทดลองแบ่งพื้นที่บ้านตนเองประมาณ 2 งาน ติดริมทะเลสาบสงขลา มาเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า ต้นหอม ผักบุ้ง ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์และการผลิตผักปลอดภัย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแจกจ่ายให้ชุมชนโดยรอบ ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก  ปลาท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดการทรัพยากรชุมชนรอบทะเลสาบ

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังแปรรูปอาหารพื้นถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้า OTOP ชุมชน เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดา ปลาเค็ม รวมถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีอีกด้วย จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” ที่เปิดให้ชุมชนและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

    การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงโดยชุมชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างคนดี คนเก่งให้เป็นแบบอย่างกับชุมชน เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2628oQGopXOkiqsRFemgH4

  • ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code

    ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศการเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที (instant retail payment system) ระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยและผู้ให้บริการชำระเงินของจีน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ

    rn

     

    rn

    บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและจีนระหว่างกันสูงถึง 8.8 ล้านคน

    rn

     

    rn

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ ได้แก่ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ผู้ให้บริการชำระเงินของจีน 3 ราย รวมทั้งผู้ให้บริการชำระดุลระหว่างประเทศ (settlement banks) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งผู้ใช้บริการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถใช้แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการชำระเงิน Alipay UnionPay และ WeChat Pay ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าในไทยผ่านการสแกน Thai QR code ได้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ในระยะแรก จะมีการให้บริการโดยธนาคารไทย 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ และจะมีธนาคารเข้าร่วมให้บริการเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป (เอกสารแนบ)

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินของประชาชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการด้วยระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน ธปท. ได้ขยายความร่วมมือกับ 9 ประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินข้ามพรมแดนระดับรายย่อย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค และการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลต่อไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    30 ตุลาคม 2568

    rn”}}” id=”achor01″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศการเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที (instant retail payment system) ระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยและผู้ให้บริการชำระเงินของจีน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ

    บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและจีนระหว่างกันสูงถึง 8.8 ล้านคน

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ ได้แก่ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ผู้ให้บริการชำระเงินของจีน 3 ราย รวมทั้งผู้ให้บริการชำระดุลระหว่างประเทศ (settlement banks) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งผู้ใช้บริการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถใช้แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการชำระเงิน Alipay UnionPay และ WeChat Pay ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าในไทยผ่านการสแกน Thai QR code ได้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ในระยะแรก จะมีการให้บริการโดยธนาคารไทย 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ และจะมีธนาคารเข้าร่วมให้บริการเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป (เอกสารแนบ)

    ทั้งนี้ ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินของประชาชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการด้วยระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน ธปท. ได้ขยายความร่วมมือกับ 9 ประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินข้ามพรมแดนระดับรายย่อย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค และการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลต่อไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 ตุลาคม 2568

    เอกสารแนบ

    rn

    รายชื่อผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    rn”}}” id=”anchor3″>

    เอกสารแนบ

    รายชื่อผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251030.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y0u7ULwCnl9xuI6R2G3nn