Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    มูลนิธิซีพี ผลักดันเกษตรกรต้นแบบน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง ขยายผลสำเร็จเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา ต้นแบบแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มมูลค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างคนดี คนเก่ง เป็นต้นแบบการปฏิบัติจริงสู่การขับเคลื่อนชุมชน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการปกป้อง ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศที่ดีอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวฯ มี “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน ประชาชนทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา มาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับองค์ความรู้ประมาณ 7,270 คนต่อปี สร้างเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา จำนวน 12 ราย

    ส่งเสริมสนับสนุน อาชีพ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมักใส่ผัก ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งหมด 60 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการประกอบอาชีพจากเกษตรกรต้นแบบ รวม 1,123,200 บาทต่อปี

    ชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เผยว่า มูลนิธิฯ ได้ขยายผลความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรต้นแบบจากชุมชนในการสะท้อนความสำเร็จ

    ล่าสุดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ ‘บ้านป้านา ผักปลาริมเล” หมู่ที่ 5 บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกหนึ่งแห่ง

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิด “ผักดี ปลาดี วิถีริมเล สู่ความพอเพียงอย่างยั่งยืน” ให้เป็นห้องเรียนชีวิตของคนปากรอและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ที่เปิดกว้างให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มาเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และซึมซับคุณค่าของความพอเพียงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรพอเพียงรอบทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

    งานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกสิทธิ์ สองเมือง นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ซึ่ง“ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” เป็นผลงานจากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฯ ด้วยพื้นที่เกษตรผสมผสานริมทะเล ป้านาได้พัฒนาพื้นที่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงปลาในกระชัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในครัวเรือน การทำเกษตรร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการต่อยอดอาหารพื้นถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในพื้นที่รอบทะเลสาบ 

    วรรณา โมรา หรือป้านา เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฯ ทำอาชีพประมงเป็นหลัก และเลี้ยงปลากะพง ต่อมาลองเลี้ยงปลาทับทิมตามคำแนะนำของทีมซีพี แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำเสียทำให้ปลาตายหมด ชาวบ้านขาดทุนมาก มูลนิธิซีพีก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการทำเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มไปศึกษาต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา

    และนำกลับมาทดลองแบ่งพื้นที่บ้านตนเองประมาณ 2 งาน ติดริมทะเลสาบสงขลา มาเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า ต้นหอม ผักบุ้ง ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์และการผลิตผักปลอดภัย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแจกจ่ายให้ชุมชนโดยรอบ ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก  ปลาท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดการทรัพยากรชุมชนรอบทะเลสาบ

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังแปรรูปอาหารพื้นถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้า OTOP ชุมชน เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดา ปลาเค็ม รวมถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีอีกด้วย จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” ที่เปิดให้ชุมชนและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

    การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงโดยชุมชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างคนดี คนเก่งให้เป็นแบบอย่างกับชุมชน เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732677&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2628oQGopXOkiqsRFemgH4

  • กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ทรัพยากรน้ำฯ ติดตามมลพิษ “กก–สาย–รวก” น้ำผิวดินกกดีขึ้นแต่ตะกอนยังวิกฤต—เศรษฐกิจเสี่ยงสูญเกือบ 3.8 พันล้าน/ปี ท่ามกลางแรงกดดันเหมืองรัฐฉานเดินหน้าขยาย

    เชียงราย, 31 ต.ค. 2568 — รายงานตรวจวัดรอบปลายกันยายนชี้น้ำผิวดินแม่น้ำกก “ผ่านเกณฑ์” แต่ตะกอนดินยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด ขณะที่แม่น้ำสายยัง “อาการหนัก” ทั้งน้ำและตะกอน ส่วนแม่น้ำรวก–โขง น้ำผ่านเกณฑ์แต่ตะกอนยังน่าห่วง นักวิชาการเตือน “มลพิษในตะกอน” คือระเบิดเวลาที่อาจย้อนปนเปื้อนน้ำอีกระลอก ภาคเกษตร–ประมง–ท่องเที่ยวเสี่ยงเสียหายรวมปีละราว 3,786 ล้านบาท ขณะหน่วยงานสาธารณสุขเร่งเฝ้าระวัง 4 มาตรการ และ กมธ.ฯ สั่งทำแผนแก้ไขระยะสั้น–กลาง–ยาว ด้านมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เผยภาพดาวเทียมชี้ เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง ริมกกในรัฐฉานยังขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนการประชุม MRC เดือนพฤศจิกายนนี้ที่เชียงราย

     “น้ำเริ่มใส แต่ท้องน้ำยังป่วย”

    การประชุมคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เปิดเวทีให้หน่วยงานส่วนกลาง–ภูมิภาค–จังหวัด ร่วมอัปเดตสถานการณ์คุณภาพน้ำใน แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก และลำน้ำสาขา ภายหลังตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาพื้นที่ชายแดนเชียงราย–เชียงใหม่เผชิญวิกฤตน้ำขุ่นผิดปกติและผลตรวจสารโลหะหนัก “เกินเกณฑ์” หลายจุด กระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภคจนถึงการเพาะปลูกริมน้ำ

    รายงานล่าสุดของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ซึ่งเก็บตัวอย่างวันที่ 22–26 กันยายน 2568 ระบุว่า

    • แม่น้ำกก: น้ำผิวดิน “เป็นไปตามมาตรฐาน” ทุกจุด แต่ ตะกอนดิน ยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด
    • แม่น้ำสาย: ยังน่ากังวล พบสารหนูในน้ำผิวดิน เกินมาตรฐานทุกจุด ที่ช่วง 0.015–0.017 มก./ล. และตะกอนดินเกินระดับปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน
    • แม่น้ำรวก–แม่น้ำโขง: น้ำผิวดิน “ผ่านเกณฑ์” แต่ผลตรวจตะกอนดิน ทุกจุด ในแม่น้ำรวก และ 3 จุด ในแม่น้ำโขงยังเกินระดับปลอดภัย (แม่น้ำโขงพบช่วง 32–60 มก./กก.)

    ข้อสังเกตสำคัญ จากการติดตามหลายรอบคือ “ตัวน้ำบนผิว” อาจฟื้นตัวเร็วเมื่อปริมาณฝน–การเจือจาง–การไหลเวียนดีขึ้น แต่มลพิษใน ตะกอนดิน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “ฝังลึก” และสามารถ resuspend หรือ เคลื่อนย้ายย้อนกลับขึ้นมาในคอลัมน์น้ำ เมื่อเกิดกระแสน้ำแรงหรือกิจกรรมรบกวนก้นแม่น้ำ (เช่น การขุดลอก–น้ำหลาก) ทำให้ความเสี่ยงต่อ สัตว์หน้าดิน–ห่วงโซ่อาหาร–การสะสมในสิ่งมีชีวิต ยังไม่สิ้นสุด

    เศรษฐกิจชายแดนใต้แรงกดดัน เกือบ 3.8 พันล้าน/ปี เสี่ยงหายไปกับน้ำ

    ตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่โดย Rocket Media Lab และฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตร สะท้อนผลกระทบ เป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ลุ่มน้ำกก: พื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ 340,358.73 ไร่ ประเมินความเสียหายปีละราว 3,239,061,808.4 บาท หรือ 13% ของจีดีพีเฉพาะภาคเกษตรจังหวัดเชียงราย
    • ลุ่มน้ำสาย–รวก: พื้นที่เกษตร 63,023.89 ไร่ ความเสียหายปีละประมาณ 547,100,952.5 บาท หรือ 2.19% ของจีดีพีเกษตรจังหวัด

    เมื่อรวม สามลุ่มน้ำ ตัวเลขความเสียหายอาจแตะ 3,786,162,760.9 บาท/ปี โดย ข้าว คือพืชเศรษฐกิจที่เสี่ยงที่สุด (คิดเป็น 66.54% ของมูลค่าความเสียหายริมสาย–รวก) เพราะ พื้นที่นาข้าวส่วนใหญ่ติดแม่น้ำ และใช้น้ำแม่น้ำโดยตรงในการทำนาปรัง ยังไม่นับผลต่อ ประมง–เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีการจับสัตว์น้ำจืดปี 2567 ราว 1,417 ตัน มูลค่า 92.76 ล้านบาท และมี พื้นที่เพาะเลี้ยง 689.17 ไร่ รวม 284 ฟาร์ม ใน 5 ตำบลตามแนวสาย–รวก

    นอกเหนือจากภาคเกษตร กิจกรรม ท่องเที่ยวริมน้ำ–ชุมชนตลาดชายแดน (เช่น อ.แม่สาย/ท่าตอน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล–ไฮซีซันที่น้ำคือ “ทรัพยากรภูมิทัศน์” และ “บริการสาธารณะธรรมชาติ” ของพื้นที่

    สาธารณสุขเดิน 4 มาตรการ ตรวจ–คัดกรอง–สื่อสาร–บูรณาการ

    สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.) รายงานการดำเนินการเฝ้าระวังสุขภาพ 4 มาตรการ ได้แก่

    1. อนามัยสิ่งแวดล้อม: เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน, น้ำประปา, พืชผัก, ปลา ตรวจวิเคราะห์ สารหนู–ตะกั่ว ทุกเดือน
    2. สุขภาพประชาชน: เฝ้าระวังอาการในชุมชน, คัดกรองเชิงรุก, สุ่ม ตรวจปัสสาวะ กลุ่มเสี่ยง
    3. การสื่อสารความเสี่ยง: แจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
    4. บูรณาการภาคี: เชื่อมปฏิบัติการกับหน่วยงานน้ำ–เกษตร–ท้องถิ่น–ประมง

    ผลตรวจเดือนเมษายน–ตุลาคม 2568 จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงรายต่อ น้ำอุปโภคบริโภค–น้ำดื่ม–ปลา–พืชผัก ระบุว่า “ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน” อย่างไรก็ดี พื้นที่ยังมีเสียงเรียกร้องให้ สื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างโปร่งใส และ เข้าใจง่าย โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีการกล่าวถึง ปัสสาวะประชาชน 7 ราย เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งควรอธิบายบริบท–ระยะเวลา–การติดตามผลซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือชะล่าใจ

    โต๊ะนโยบายขยับ กมธ.ฯ สั่งทำแผน 3 ระยะ—หน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–ท้องถิ่น รายงานผลถี่ขึ้น

    ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ทุกหน่วยงานจัดทำ สรุปปัญหา–อุปสรรค–ข้อเสนอ–แผนปฏิบัติ ระยะสั้น–กลาง–ยาว เสนอรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ด้าน สคพ.1 (เชียงใหม่) นำเสนอ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมคุณภาพน้ำ–มาตรฐานน้ำผิวดิน–ความร่วมมือการตรวจวัด–มาตรการแก้ไขตามกฎหมาย–อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ตรวจประปาหมู่บ้านรอบลุ่มกก 45 แห่ง พบ 3 แห่ง คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และเร่งจัดหาน้ำผิวดินใหม่ พร้อมเดินหน้า ระบบสูบ–กระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 5 โครงการ

    ส่วน การประปาส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังคุณภาพน้ำสาขาหลัก (เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ) เพิ่มความถี่การเก็บตัวอย่างต่อเดือน ขณะที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สสจ.–เกษตรจังหวัด–ประมงจังหวัด ตรวจน้ำประปาชุมชน–พืชผัก–ปลา อย่างต่อเนื่อง

    ต้นน้ำรัฐฉาน เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง “ขยายตัวต่อเนื่อง”

    รายงานจาก มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เมื่อ 28–30 ตุลาคม 2568 อ้างอิง ภาพดาวเทียมล่าสุด (14 ต.ค. 2568) ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแรร์เอิร์ธ 2 แห่ง และ เหมืองทอง ริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่าง อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ เพียง 30 กม. โดยเฉพาะ วิธีชะละลาย (in-situ leaching) ที่ใช้สารเคมีจำนวนมากฉีดเข้าเชิงเขา เสี่ยงต่อการ รั่วไหลลงแหล่งน้ำ และยากต่อการควบคุม

    ภาพถ่ายเปรียบเทียบ พฤษภาคม vs ตุลาคม 2568 ชี้ชัดว่า บ่อแต่งแร่ ฝั่งตะวันตกของกกสร้างเสร็จและมีหลังคาคลุม ขณะฝั่งตะวันออกมี อาคารใหม่หลายหลัง และเห็น ของเหลวสีฟ้า ในบ่อแต่งต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประเมินว่า “กิจกรรมแต่งแร่เพิ่มขึ้นอย่างมาก” พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนลุ่มน้ำกกไทยได้สื่อสารกรณี สารหนู–แคดเมียม–ตะกั่ว ปนเปื้อน และย้ำผ่านถ้อยคำของภาคีว่า “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” เพื่อสะท้อนข้อเรียกร้องเชิงจริยธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนปลายน้ำ

    เวที MRC เดือนพฤศจิกายน โอกาสยกระดับ “การทูตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน”

    การประชุม MRC ที่จะจัดขึ้นที่เชียงรายในปลายพฤศจิกายน ถูกคาดหวังให้เป็น เวทีนโยบายระดับอนุภูมิภาค ที่ไทยควรใช้เพื่อ

    • เสนอ กลไกแจ้งเตือนและแบ่งปันข้อมูลคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบใกล้เวลาจริง
    • ผลักดัน มาตรฐานกิจกรรมเหมืองในลุ่มน้ำสาขาโขง และ ห่วงโซ่ตรวจสอบสารเคมี
    • ตั้ง คณะทำงานร่วมไทย–เมียนมา–จีน บูรณาการ ภาพถ่ายดาวเทียม–ข้อมูลตรวจวัด–การสืบสวนเชิงต้นน้ำ พร้อม แผนลดความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ (เช่น พื้นที่กักเก็บ/บ่อพักตะกอน–การกันชนพื้นที่เสี่ยง)

    การเยือนพื้นที่ของ สมาชิกพรรคกรีน เยอรมนี ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับ มาตรฐานการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ และ กรอบสินค้าสะอาด (clean supply chains) ในตลาดโลก

    ข้อเสนอเชิงระบบ จาก “ตามแก้” สู่ “ป้องกันก่อนเกิด”

    บนฐานข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวนี้เสนอ “แพ็กมาตรการ” 5 ข้อเพื่อคลายปมระยะสั้น–ยาว

    1. แดชบอร์ดสาธารณะ: เปิดข้อมูล น้ำผิวดิน–ตะกอนดิน–โลหะหนัก รายจุด/รายสัปดาห์ พร้อม metadata วิธีเก็บ–ห้องแล็บ–ความเชื่อมั่น เพื่อให้ภาคประชาชน–เกษตร–ท้องถิ่นติดตามได้
    2. แผนจัดการตะกอนดิน: ศึกษาความเป็นไปได้ของ การกักเก็บ–การห่อหุ้ม (capping)–การขุดลอกแบบเลือกสรร โดยมี EIA/สุขภาพชุมชน กำกับ เพื่อไม่ให้ “การแก้ไข” กลายเป็น “การกวนตะกอน”
    3. โพรโทคอลสุขภาพชุมชน: เพิ่ม biomonitoring กลุ่มเสี่ยง (ตัวอย่างปัสสาวะ/เลือด) แบบสุ่มตัวอย่างซ้ำ พร้อม คัดกรองเชิงรุก และ เจ้าภาพสื่อสารเดียว ลดความกำกวมของคำว่า “ไม่เกินมาตรฐาน” โดยแนบค่าจริง–ช่วงเชื่อมั่น
    4. การทูตสิ่งแวดล้อม: ใช้เวที MRC และความร่วมมือทวิภาคี ผลักดัน มาตรการควบคุมสารเคมีเหมือง และ การตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับผู้ซื้อแรร์เอิร์ธ–ทองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
    5. มาตรการทางการค้าเชิงเป้าหมาย: พิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ/สินค้าที่โยงกับกิจกรรมทำลายลุ่มน้ำ (ตามแนวคิดยุติการนำเข้า “CTM” ที่ถูกเสนอ) ควบคู่ แรงจูงใจ สำหรับซัพพลายเออร์ที่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

    เสียงจากพื้นที่และการบริหารท้องถิ่น

    ตลอดหลายเดือนของการเฝ้าระวัง จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพิ่มความถี่เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง หลายสาขา และร่วม สำรวจความเสียหาย–ค่าใช้จ่ายเฝ้าระวัง เพื่อวางงบประมาณปีถัดไป สะท้อนความตั้งใจ “เดินงานเชิงรุก” โดยไม่รอเฉพาะระดับส่วนกลาง ในเวทีหารือระดับจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–เกษตร–ประมง ยังรายงานอุปสรรค เช่น งบประมาณ–บุคลากร–การเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำข้ามแดน ซึ่งต้องอาศัย “กลไกกลาง” เชื่อมการทำงานต่อเนื่อง

    ในขณะที่ภาคประชาชน–ภาคีลุ่มน้ำสื่อสารเสียงเดียวกันว่า “ต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย–สม่ำเสมอ และตอบข้อกังวลเฉพาะหน้า” เช่น คำถามว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง, พื้นที่ใดควรระวังการบริโภคปลา, คำแนะนำเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (เด็ก–หญิงตั้งครรภ์–ผู้สูงอายุ) เพื่อให้ครัวเรือนตัดสินใจได้บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

    เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ฟ้าใส” กับ “ท้องน้ำป่วย”

    ภาพรวม ณ ปลายตุลาคม 2568 คือ สัญญาณคลี่คลายบางส่วนของน้ำผิวดิน โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่ “เข้าเกณฑ์” หลายจุด แต่ ท้องน้ำยังป่วย เพราะตะกอนดินที่สะสมโลหะหนัก เกินระดับปกป้องสัตว์หน้าดิน หลายจุดใน กก–สาย–รวก–โขง ความเสี่ยงนี้ไม่เพียงกระทบต่อ ระบบนิเวศ แต่ยังทบซ้อนสู่ เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ ข้าว–ประมง–ท่องเที่ยว ในจังหวัดชายแดน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ แรงกดดันจากต้นน้ำรัฐฉาน ที่ยังเห็นสัญญาณ “เหมืองขยาย” ชัดเจน

    คำตอบเชิงนโยบายจึงไม่อาจหยุดที่ “ตรวจ–แจ้ง–แนะนำ” แต่ต้องยกระดับสู่ ระบบข้อมูลสาธารณะ–แผนจัดการตะกอน–การคุ้มครองสุขภาพ–การทูตสิ่งแวดล้อม–มาตรการการค้า ที่เสริมกันเป็นแพ็กเดียว และใช้เวที MRC ที่เชียงราย เป็นจุดเริ่มต่อรองเชิงหลักการเพื่อคุ้มครองลุ่มน้ำร่วมกันอย่างยั่งยืน

    “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” — ประโยคจากเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำกก อาจเป็นเข็มทิศเชิงคุณค่าที่เตือนให้ทุกฝ่าย “วัดความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่จากค่าตัวเลขในห้องแล็บ แต่จาก ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คนที่อยู่กับน้ำทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kok-river-sediment-pollution-myanmar-mine/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RzPu30vSFD9hhYw319qfx

  • “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    มูลนิธิซีพี ผลักดันเกษตรกรต้นแบบน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง ขยายผลสำเร็จเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา ต้นแบบแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มมูลค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างคนดี คนเก่ง เป็นต้นแบบการปฏิบัติจริงสู่การขับเคลื่อนชุมชน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการปกป้อง ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศที่ดีอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวฯ มี “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน ประชาชนทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา มาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับองค์ความรู้ประมาณ 7,270 คนต่อปี สร้างเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา จำนวน 12 ราย

    ส่งเสริมสนับสนุน อาชีพ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมักใส่ผัก ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งหมด 60 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการประกอบอาชีพจากเกษตรกรต้นแบบ รวม 1,123,200 บาทต่อปี

    ชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เผยว่า มูลนิธิฯ ได้ขยายผลความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรต้นแบบจากชุมชนในการสะท้อนความสำเร็จ

    ล่าสุดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ ‘บ้านป้านา ผักปลาริมเล” หมู่ที่ 5 บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกหนึ่งแห่ง

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิด “ผักดี ปลาดี วิถีริมเล สู่ความพอเพียงอย่างยั่งยืน” ให้เป็นห้องเรียนชีวิตของคนปากรอและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ที่เปิดกว้างให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มาเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และซึมซับคุณค่าของความพอเพียงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรพอเพียงรอบทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

    งานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกสิทธิ์ สองเมือง นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ซึ่ง“ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” เป็นผลงานจากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฯ ด้วยพื้นที่เกษตรผสมผสานริมทะเล ป้านาได้พัฒนาพื้นที่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงปลาในกระชัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในครัวเรือน การทำเกษตรร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการต่อยอดอาหารพื้นถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในพื้นที่รอบทะเลสาบ 

    วรรณา โมรา หรือป้านา เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฯ ทำอาชีพประมงเป็นหลัก และเลี้ยงปลากะพง ต่อมาลองเลี้ยงปลาทับทิมตามคำแนะนำของทีมซีพี แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำเสียทำให้ปลาตายหมด ชาวบ้านขาดทุนมาก มูลนิธิซีพีก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการทำเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มไปศึกษาต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา

    และนำกลับมาทดลองแบ่งพื้นที่บ้านตนเองประมาณ 2 งาน ติดริมทะเลสาบสงขลา มาเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า ต้นหอม ผักบุ้ง ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์และการผลิตผักปลอดภัย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแจกจ่ายให้ชุมชนโดยรอบ ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก  ปลาท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดการทรัพยากรชุมชนรอบทะเลสาบ

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังแปรรูปอาหารพื้นถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้า OTOP ชุมชน เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดา ปลาเค็ม รวมถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีอีกด้วย จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” ที่เปิดให้ชุมชนและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

    การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงโดยชุมชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างคนดี คนเก่งให้เป็นแบบอย่างกับชุมชน เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2628oQGopXOkiqsRFemgH4

  • ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code

    ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศการเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที (instant retail payment system) ระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยและผู้ให้บริการชำระเงินของจีน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ

    rn

     

    rn

    บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและจีนระหว่างกันสูงถึง 8.8 ล้านคน

    rn

     

    rn

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ ได้แก่ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ผู้ให้บริการชำระเงินของจีน 3 ราย รวมทั้งผู้ให้บริการชำระดุลระหว่างประเทศ (settlement banks) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งผู้ใช้บริการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถใช้แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการชำระเงิน Alipay UnionPay และ WeChat Pay ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าในไทยผ่านการสแกน Thai QR code ได้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ในระยะแรก จะมีการให้บริการโดยธนาคารไทย 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ และจะมีธนาคารเข้าร่วมให้บริการเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป (เอกสารแนบ)

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินของประชาชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการด้วยระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน ธปท. ได้ขยายความร่วมมือกับ 9 ประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินข้ามพรมแดนระดับรายย่อย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค และการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลต่อไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    30 ตุลาคม 2568

    rn”}}” id=”achor01″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศการเปิดให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที (instant retail payment system) ระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยและผู้ให้บริการชำระเงินของจีน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ

    บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและจีนระหว่างกันสูงถึง 8.8 ล้านคน

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ ได้แก่ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ผู้ให้บริการชำระเงินของจีน 3 ราย รวมทั้งผู้ให้บริการชำระดุลระหว่างประเทศ (settlement banks) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งผู้ใช้บริการจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถใช้แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการชำระเงิน Alipay UnionPay และ WeChat Pay ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าในไทยผ่านการสแกน Thai QR code ได้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ในระยะแรก จะมีการให้บริการโดยธนาคารไทย 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ และจะมีธนาคารเข้าร่วมให้บริการเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป (เอกสารแนบ)

    ทั้งนี้ ธปท. ตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยแบบทันที ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินของประชาชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการด้วยระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน ธปท. ได้ขยายความร่วมมือกับ 9 ประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินข้ามพรมแดนระดับรายย่อย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค และการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลต่อไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 ตุลาคม 2568

    เอกสารแนบ

    rn

    รายชื่อผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    rn”}}” id=”anchor3″>

    เอกสารแนบ

    รายชื่อผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251030.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y0u7ULwCnl9xuI6R2G3nn

  • “อนุทิน” ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ ในเวทีสุดยอดผู้นำธุรกิจเอเปค 2025

    “อนุทิน” ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ ในเวทีสุดยอดผู้นำธุรกิจเอเปค 2025

    สาธารณรัฐเกาหลี, วันที่ 30 ต.ค. เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (APEC CEO Summit 2025) ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับผู้นำเศรษฐกิจ และภาคเอกชนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC นักธุรกิจชั้นนำ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยมุ่งวางรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนเพื่ออนาคตของประเทศ ผ่านแนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การเชื่อมช่องว่างทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการคนละครึ่ง และการพัฒนาทักษะดิจิทัล การสร้างโอกาสทางธุรกิจ หนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงการมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตที่ต้องการ โดยรัฐบาลพร้อมร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    นอกจากนี้ ไทยยังขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนและการเป็นผู้นำด้านภูมิอากาศ โดยส่งเสริมตลาดคาร์บอน การเกษตรยั่งยืน และกลไกการเงินสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ทุกความพยายามของรัฐบาลคือการสร้าง “สะพาน” และการประชุม CEO Summit ในวันนี้ มุ่งใช้ภาคธุรกิจเป็น “สะพานแห่งความร่วมมือ” ที่ไม่เพียงสร้างกำไร แต่ยังสร้างความก้าวหน้าด้วย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคี เพื่อแปรเป้าหมายให้เป็นการลงมือปฏิบัติ สร้างความเป็นธรรม ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TAkdVsXk2kiwilmbd_6vJ

  • ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกผู้บริหารระดับสูง “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC นิยามว่าเป็น “มรสุมสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm)

    และยอมรับว่าภาพรวมตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ไปจนถึงไตรมาส 1/2569 “ดูแล้วเหนื่อย” และ “มืดมัว”

    สัญญาณอันตรายปรากฏชัดเจน “ตลาดไทยอ่อนแอ” เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังโตเพียง 1% กว่า ๆ และอาจยาวไปถึงปี 2569 ตัวเร่งที่เคยมีในครึ่งปีแรก เช่น การเร่งส่งออกก่อนเกิดกำแพงภาษีหายไปแล้ว

    “การแข่งขันดุเดือด” มีสินค้าทะลักเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นมาก 

    อีกทั้ง “เคมีภัณฑ์วิกฤติ” ธุรกิจปิโตรเคมีเผชิญกับ Margin ที่แคบลงอย่างมาก จากภาวะ Over Supply ทั่วโลก โดยเฉพาะกำลังการผลิตใหม่จากจีนที่จะเข้ามาต่อเนื่องจนถึงปี 2571 ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายรวมไตรมาส 3 ลดลง 5% จากปีก่อน แม้ว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น และที่ดูดราม่าที่สุดคือ ตัวเลขกำไรสุทธิที่ติดลบถึง 669 ล้านบาท

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    แต่แทนที่จะหลบลม SCC กลับ “เดินหน้าเข้าชน” ด้วยภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่ถูกทาง มุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน และปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    “ถ้ารัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องได้ จะช่วยพยุงเครื่องยนต์ประเทศ แต่ถ้าเกิดสะดุด พลังที่เหลืออยู่จะหมดไปทันที” คุณธรรมศักดิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    แม้ปี 2568 ยอดขายอาจไม่โตจากปีก่อน 511,172 ล้านบาท แต่กระแสเงินสด (EBITDA) ยังแข็งแรงกว่า 54,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่า “SCC ยังคงยืนได้ แม้ในวันที่ลมแรงที่สุด”

    4 กลยุทธ์เหล็กรับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ

    1. รักษาวินัยทางการเงิน ใช้ AI & Robotics ลดต้นทุน 20% ต่อปี

    SCC นำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยตรวจคุณภาพ ควบคุมกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้า ช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล เสริมความแข็งแรงจากภายใน

    2. รวมศูนย์การผลิต ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพทุกขั้นตอน

    เดินหน้าปรับโครงสร้างโรงงานในอาเซียน เช่น ควบรวมไลน์ผลิตที่ลำพูน ลดต้นทุนได้กว่า 10 ล้านบาทต่อปี

    3. รุกเวียดนาม ฐานใหม่ของการส่งออกโลก

    เวียดนามกลายเป็นหัวหอกสำคัญของ SCC ทั้งในอุตสาหกรรมปูนและปิโตรเคมี โดยโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) เดินเครื่องเต็มกำลัง พร้อมขยายการผลิต “ปูนคาร์บอนต่ำ” 8,000 ตันต่อวัน ป้อนตลาดโลก

    4. ขยายพอร์ตสินค้า Smart Value – Green – HVA

    จาก “ปูนดูร่าวัน” ถึง “SCC Comfort Tile” ที่ลดความร้อนได้ 7°C เอสซีจีเร่งปั้นสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสินค้ากรีน–นวัตกรรมคาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ ลดการปล่อย CO₂ ได้ถึง 38%

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    SCC ยืนยันว่าแม้จะต้องเผชิญกับ Perfect Storm และความท้าทายจะ “รุนแรงแล้วก็มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” แต่จากการเตรียมการมานานกว่าหนึ่งปีด้วย 4 กลยุทธ์หลัก

    ทั้ง วินัยทางการเงิน, รวมศูนย์การผลิต, บุกตลาดเติบโต, ปรับพอร์ตสินค้า Smart Value/HVA บริษัทค่อนข้างมั่นใจว่า “เอาอยู่” โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินสดที่ต้องเข้มแข็งที่สุด.

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chAQ3IU9zG7Qwuq_4GYUq

  • “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” ตำรวจสมุทรสงครามมอบสิ่งของและทุนการศึกษาให้นักเรียนบางนางลี่ใหญ่

    “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” ตำรวจสมุทรสงครามมอบสิ่งของและทุนการศึกษาให้นักเรียนบางนางลี่ใหญ่

    รอง ผบก.สพ. มอบหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจนำสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ขนม และทุนการศึกษา มอบให้นักเรียนโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ จ.สมุทรสงคราม สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นในชุมชน

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. พ.ต.อ.ภัคพงศ์ บูรณ์ชนะ รองผู้บังคับการกองสารนิเทศ (รอง ผบก.สพ.) มอบหมายให้ พ.ต.ท.กวีสิทธิ์ มีฤทธิ์ รองผู้กำกับการฝ่ายยุทธศาสตร์ กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ (บก.อก.สกบ.) ประสานกับ ร.ต.อ.มั่น ม่อนใหญ่ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม, ร.ต.ท.เทวราช กุลทนาวงษ์ รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนฯ และเจ้าหน้าที่ชุด EOD กก.สส.ภ.จว.สมุทรสงคราม ร่วมเป็นตัวแทนนำสิ่งของไปมอบให้แก่นักเรียนโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

    โดยสิ่งของที่นำไปมอบในครั้งนี้ ประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ขนม รวมถึงทุนการศึกษา เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของนักเรียนและครอบครัว

    บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีนางสาวชินรัตน์ กลิ่นหวล ผู้อำนวยการโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ พร้อมด้วยนางสาวพฤฒกมล นวมราคะ รองผู้อำนวยการ คณะครู และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้มและความซาบซึ้งใจ

    กิจกรรม “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจและชุมชน ผ่านการแบ่งปันน้ำใจและความห่วงใยแก่เยาวชนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253364&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hazsVYhd7o1WjY1W_OTni

  • ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/887655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbgWT_TIKiQCqzKUwqLda

  • เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    ไอที

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ
     
             

    เอไอเอส เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” โดยให้การสนับสนุนระบบสื่อสาร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลประจำการตามแนวชายแดนทั่วประเทศกว่า 30,000 นาย ซึ่งต้องปฏิบัติภารกิจห่างไกลจากครอบครัว เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ บนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ
     
           

    พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “การที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้เล็งเห็นความสำคัญของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้าน การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจอันล้ำค่าให้แก่ผู้เสียสละที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องผืนแผ่นดินไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงน้ำใจจากภาคเอกชนที่ร่วมยืนเคียงข้างกองทัพไทยในภารกิจเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง ความร่วมมือในลักษณะนี้คือพลังที่ทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและงดงามยิ่งขึ้น
             

    ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะดำเนินการจัดสรรระบบสื่อสารดังกล่าวให้กับกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ เพื่อนำไปมอบแก่กำลังพลในพื้นที่ชายแดนต่อไป พร้อมยืนยันว่า กำลังพลทุกนายจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความสงบสุขของประชาชนไทย”

     
    นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ ตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องห่างไกลครอบครัวเพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ ตลอดมาเรามุ่งมั่นสนับสนุนทุกภารกิจของกระทรวงกลาโหม โดยขยายโครงข่ายให้รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสารแก่กำลังพล 30,000 นาย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้านได้รับพลังใจจากทุกข้อความและทุกสายสนทนา ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อมั่นคงไร้รอยต่อจากเอไอเอส
    ทั้งนี้ เอไอเอสจะเดินหน้าเคียงข้างกระทรวงกลาโหมอย่างต่อเนื่อง ยกระดับโครงข่ายให้ครอบคลุมและมั่นคงยิ่งขึ้น เสริมสวัสดิการสื่อสารสำหรับกำลังพล และขยายโอกาสดิจิทัลสู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้กำลังพลและครอบครัวอุ่นใจบนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ พร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/452465&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SlprAZJQw38skg0ZZW-nl

  • อุตสาหกรรมนมอูฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจซินเจียง สร้างการจ้างงาน ยกระดับรายได้ (คลิป) | เดลินิวส์

    อุตสาหกรรมนมอูฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจซินเจียง สร้างการจ้างงาน ยกระดับรายได้ (คลิป) | เดลินิวส์

    อุตสาหกรรมนมอูฐ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สำคัญของเขตหั่วเฉิง (Huocheng County) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสการจ้างงานและยกระดับรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    หั่วเฉิง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเทียนซาน และเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองอีหลี่คาซัค โดดเด่นด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งทุ่งหญ้าธรรมชาติกว้างใหญ่และแหล่งน้ำบริสุทธิ์ ด้วยศักยภาพนี้เอง หั่วเฉิงจึงได้พัฒนาแนวทางการเติบโตแบบยั่งยืนภายใต้แนวคิด “การเลี้ยงสัตว์เฉพาะทางควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” (Ecotourism) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะเดียวกันก็รักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

    เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม นมอูฐซินเจียง เขตหั่วเฉิงได้จัดตั้งฟาร์มเลี้ยงอูฐในรูปแบบการบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่าง “ภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร” อย่างเป็นระบบ

    บริษัทชั้นนำด้านการแปรรูปนมอูฐในหั่วเฉิงได้นำมาตรฐานระดับชาติมาใช้ในการผลิต “นมอูฐผงบริสุทธิ์” โดยเน้นกระบวนการเลี้ยงแบบ ออร์แกนิก (Organic) เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สูงสุด ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเหล่านี้ได้ถูกจัดจำหน่ายอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมบางรายการสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย

    คุณ Wang Xixian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Fengcao Pasture Dairy เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทประสบความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “นมอูฐผงออแกนิกเข้มข้น” ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานครบถ้วน ทั้งในส่วนของทุ่งเลี้ยง แหล่งน้ำนม และกระบวนการผลิต

    “ยอดขายของบริษัทในปีนี้ทะลุ 100 ล้านหยวน (ประมาณ 460 ล้านบาท)” คุณ Wang กล่าว ซึ่งผลสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังช่วยสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยสูงถึงเดือนละกว่า 6,000 หยวน (ประมาณ 27,600 บาท)

    ความสำเร็จของอุตสาหกรรมนมอูฐในหั่วเฉิงเป็นภาพสะท้อนของแนวทางการพัฒนาใหม่ของเขตซินเจียง ที่มุ่งมั่นที่จะผสาน “เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), นวัตกรรมท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของประชาชน” เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5255373/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SiRwgldFvqxO6ZrSDId8R