Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ ในเวทีสุดยอดผู้นำธุรกิจเอเปค 2025

    “อนุทิน” ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกเศรษฐกิจ ในเวทีสุดยอดผู้นำธุรกิจเอเปค 2025

    สาธารณรัฐเกาหลี, วันที่ 30 ต.ค. เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (APEC CEO Summit 2025) ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับผู้นำเศรษฐกิจ และภาคเอกชนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC นักธุรกิจชั้นนำ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยมุ่งวางรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนเพื่ออนาคตของประเทศ ผ่านแนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การเชื่อมช่องว่างทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการคนละครึ่ง และการพัฒนาทักษะดิจิทัล การสร้างโอกาสทางธุรกิจ หนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงการมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตที่ต้องการ โดยรัฐบาลพร้อมร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    นอกจากนี้ ไทยยังขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนและการเป็นผู้นำด้านภูมิอากาศ โดยส่งเสริมตลาดคาร์บอน การเกษตรยั่งยืน และกลไกการเงินสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ทุกความพยายามของรัฐบาลคือการสร้าง “สะพาน” และการประชุม CEO Summit ในวันนี้ มุ่งใช้ภาคธุรกิจเป็น “สะพานแห่งความร่วมมือ” ที่ไม่เพียงสร้างกำไร แต่ยังสร้างความก้าวหน้าด้วย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคี เพื่อแปรเป้าหมายให้เป็นการลงมือปฏิบัติ สร้างความเป็นธรรม ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TAkdVsXk2kiwilmbd_6vJ

  • ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกผู้บริหารระดับสูง “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC นิยามว่าเป็น “มรสุมสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm)

    และยอมรับว่าภาพรวมตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ไปจนถึงไตรมาส 1/2569 “ดูแล้วเหนื่อย” และ “มืดมัว”

    สัญญาณอันตรายปรากฏชัดเจน “ตลาดไทยอ่อนแอ” เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังโตเพียง 1% กว่า ๆ และอาจยาวไปถึงปี 2569 ตัวเร่งที่เคยมีในครึ่งปีแรก เช่น การเร่งส่งออกก่อนเกิดกำแพงภาษีหายไปแล้ว

    “การแข่งขันดุเดือด” มีสินค้าทะลักเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นมาก 

    อีกทั้ง “เคมีภัณฑ์วิกฤติ” ธุรกิจปิโตรเคมีเผชิญกับ Margin ที่แคบลงอย่างมาก จากภาวะ Over Supply ทั่วโลก โดยเฉพาะกำลังการผลิตใหม่จากจีนที่จะเข้ามาต่อเนื่องจนถึงปี 2571 ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายรวมไตรมาส 3 ลดลง 5% จากปีก่อน แม้ว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น และที่ดูดราม่าที่สุดคือ ตัวเลขกำไรสุทธิที่ติดลบถึง 669 ล้านบาท

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    แต่แทนที่จะหลบลม SCC กลับ “เดินหน้าเข้าชน” ด้วยภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่ถูกทาง มุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน และปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    “ถ้ารัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องได้ จะช่วยพยุงเครื่องยนต์ประเทศ แต่ถ้าเกิดสะดุด พลังที่เหลืออยู่จะหมดไปทันที” คุณธรรมศักดิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    แม้ปี 2568 ยอดขายอาจไม่โตจากปีก่อน 511,172 ล้านบาท แต่กระแสเงินสด (EBITDA) ยังแข็งแรงกว่า 54,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่า “SCC ยังคงยืนได้ แม้ในวันที่ลมแรงที่สุด”

    4 กลยุทธ์เหล็กรับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ

    1. รักษาวินัยทางการเงิน ใช้ AI & Robotics ลดต้นทุน 20% ต่อปี

    SCC นำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยตรวจคุณภาพ ควบคุมกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้า ช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล เสริมความแข็งแรงจากภายใน

    2. รวมศูนย์การผลิต ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพทุกขั้นตอน

    เดินหน้าปรับโครงสร้างโรงงานในอาเซียน เช่น ควบรวมไลน์ผลิตที่ลำพูน ลดต้นทุนได้กว่า 10 ล้านบาทต่อปี

    3. รุกเวียดนาม ฐานใหม่ของการส่งออกโลก

    เวียดนามกลายเป็นหัวหอกสำคัญของ SCC ทั้งในอุตสาหกรรมปูนและปิโตรเคมี โดยโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) เดินเครื่องเต็มกำลัง พร้อมขยายการผลิต “ปูนคาร์บอนต่ำ” 8,000 ตันต่อวัน ป้อนตลาดโลก

    4. ขยายพอร์ตสินค้า Smart Value – Green – HVA

    จาก “ปูนดูร่าวัน” ถึง “SCC Comfort Tile” ที่ลดความร้อนได้ 7°C เอสซีจีเร่งปั้นสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสินค้ากรีน–นวัตกรรมคาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ ลดการปล่อย CO₂ ได้ถึง 38%

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง

    SCC ยืนยันว่าแม้จะต้องเผชิญกับ Perfect Storm และความท้าทายจะ “รุนแรงแล้วก็มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” แต่จากการเตรียมการมานานกว่าหนึ่งปีด้วย 4 กลยุทธ์หลัก

    ทั้ง วินัยทางการเงิน, รวมศูนย์การผลิต, บุกตลาดเติบโต, ปรับพอร์ตสินค้า Smart Value/HVA บริษัทค่อนข้างมั่นใจว่า “เอาอยู่” โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินสดที่ต้องเข้มแข็งที่สุด.

    ต้องรอด! SCC ยอดขายลด-กำไรหด สู่เกมเดิมพันใหญ่ ปั้น 4 ภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าโลกเปราะบาง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chAQ3IU9zG7Qwuq_4GYUq

  • “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” ตำรวจสมุทรสงครามมอบสิ่งของและทุนการศึกษาให้นักเรียนบางนางลี่ใหญ่

    “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” ตำรวจสมุทรสงครามมอบสิ่งของและทุนการศึกษาให้นักเรียนบางนางลี่ใหญ่

    รอง ผบก.สพ. มอบหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจนำสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ขนม และทุนการศึกษา มอบให้นักเรียนโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ จ.สมุทรสงคราม สร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นในชุมชน

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. พ.ต.อ.ภัคพงศ์ บูรณ์ชนะ รองผู้บังคับการกองสารนิเทศ (รอง ผบก.สพ.) มอบหมายให้ พ.ต.ท.กวีสิทธิ์ มีฤทธิ์ รองผู้กำกับการฝ่ายยุทธศาสตร์ กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ (บก.อก.สกบ.) ประสานกับ ร.ต.อ.มั่น ม่อนใหญ่ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม, ร.ต.ท.เทวราช กุลทนาวงษ์ รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนฯ และเจ้าหน้าที่ชุด EOD กก.สส.ภ.จว.สมุทรสงคราม ร่วมเป็นตัวแทนนำสิ่งของไปมอบให้แก่นักเรียนโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

    โดยสิ่งของที่นำไปมอบในครั้งนี้ ประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ขนม รวมถึงทุนการศึกษา เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของนักเรียนและครอบครัว

    บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีนางสาวชินรัตน์ กลิ่นหวล ผู้อำนวยการโรงเรียนบางนางลี่ใหญ่ พร้อมด้วยนางสาวพฤฒกมล นวมราคะ รองผู้อำนวยการ คณะครู และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้มและความซาบซึ้งใจ

    กิจกรรม “ธารน้ำใจพี่สู่น้องด้วยห่วงใย” นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจและชุมชน ผ่านการแบ่งปันน้ำใจและความห่วงใยแก่เยาวชนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253364&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hazsVYhd7o1WjY1W_OTni

  • ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/887655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbgWT_TIKiQCqzKUwqLda

  • เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    ไอที

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอสสนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ
     
             

    เอไอเอส เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” โดยให้การสนับสนุนระบบสื่อสาร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลประจำการตามแนวชายแดนทั่วประเทศกว่า 30,000 นาย ซึ่งต้องปฏิบัติภารกิจห่างไกลจากครอบครัว เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ บนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ
     
           

    พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “การที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้เล็งเห็นความสำคัญของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้าน การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจอันล้ำค่าให้แก่ผู้เสียสละที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องผืนแผ่นดินไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงน้ำใจจากภาคเอกชนที่ร่วมยืนเคียงข้างกองทัพไทยในภารกิจเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง ความร่วมมือในลักษณะนี้คือพลังที่ทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและงดงามยิ่งขึ้น
             

    ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะดำเนินการจัดสรรระบบสื่อสารดังกล่าวให้กับกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ เพื่อนำไปมอบแก่กำลังพลในพื้นที่ชายแดนต่อไป พร้อมยืนยันว่า กำลังพลทุกนายจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความสงบสุขของประชาชนไทย”

     
    นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ ตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องห่างไกลครอบครัวเพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ ตลอดมาเรามุ่งมั่นสนับสนุนทุกภารกิจของกระทรวงกลาโหม โดยขยายโครงข่ายให้รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสารแก่กำลังพล 30,000 นาย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้านได้รับพลังใจจากทุกข้อความและทุกสายสนทนา ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อมั่นคงไร้รอยต่อจากเอไอเอส
    ทั้งนี้ เอไอเอสจะเดินหน้าเคียงข้างกระทรวงกลาโหมอย่างต่อเนื่อง ยกระดับโครงข่ายให้ครอบคลุมและมั่นคงยิ่งขึ้น เสริมสวัสดิการสื่อสารสำหรับกำลังพล และขยายโอกาสดิจิทัลสู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้กำลังพลและครอบครัวอุ่นใจบนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ พร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/452465&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SlprAZJQw38skg0ZZW-nl

  • อุตสาหกรรมนมอูฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจซินเจียง สร้างการจ้างงาน ยกระดับรายได้ (คลิป) | เดลินิวส์

    อุตสาหกรรมนมอูฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจซินเจียง สร้างการจ้างงาน ยกระดับรายได้ (คลิป) | เดลินิวส์

    อุตสาหกรรมนมอูฐ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สำคัญของเขตหั่วเฉิง (Huocheng County) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสการจ้างงานและยกระดับรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    หั่วเฉิง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเทียนซาน และเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองอีหลี่คาซัค โดดเด่นด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งทุ่งหญ้าธรรมชาติกว้างใหญ่และแหล่งน้ำบริสุทธิ์ ด้วยศักยภาพนี้เอง หั่วเฉิงจึงได้พัฒนาแนวทางการเติบโตแบบยั่งยืนภายใต้แนวคิด “การเลี้ยงสัตว์เฉพาะทางควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” (Ecotourism) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะเดียวกันก็รักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

    เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม นมอูฐซินเจียง เขตหั่วเฉิงได้จัดตั้งฟาร์มเลี้ยงอูฐในรูปแบบการบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่าง “ภาคธุรกิจ สหกรณ์ และเกษตรกร” อย่างเป็นระบบ

    บริษัทชั้นนำด้านการแปรรูปนมอูฐในหั่วเฉิงได้นำมาตรฐานระดับชาติมาใช้ในการผลิต “นมอูฐผงบริสุทธิ์” โดยเน้นกระบวนการเลี้ยงแบบ ออร์แกนิก (Organic) เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สูงสุด ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเหล่านี้ได้ถูกจัดจำหน่ายอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมบางรายการสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย

    คุณ Wang Xixian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Fengcao Pasture Dairy เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทประสบความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “นมอูฐผงออแกนิกเข้มข้น” ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานครบถ้วน ทั้งในส่วนของทุ่งเลี้ยง แหล่งน้ำนม และกระบวนการผลิต

    “ยอดขายของบริษัทในปีนี้ทะลุ 100 ล้านหยวน (ประมาณ 460 ล้านบาท)” คุณ Wang กล่าว ซึ่งผลสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังช่วยสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยสูงถึงเดือนละกว่า 6,000 หยวน (ประมาณ 27,600 บาท)

    ความสำเร็จของอุตสาหกรรมนมอูฐในหั่วเฉิงเป็นภาพสะท้อนของแนวทางการพัฒนาใหม่ของเขตซินเจียง ที่มุ่งมั่นที่จะผสาน “เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), นวัตกรรมท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของประชาชน” เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5255373/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SiRwgldFvqxO6ZrSDId8R

  • คลังสมองจีนวิเคราะห์เศรษฐกิจญี่ปุ่น “ความสัมพันธ์ทวิภาคี” ยังแข็งแกร่ง แม้การลงทุนจะลดลง

    คลังสมองจีนวิเคราะห์เศรษฐกิจญี่ปุ่น “ความสัมพันธ์ทวิภาคี” ยังแข็งแกร่ง แม้การลงทุนจะลดลง

    สมุดปกน้ำเงินปี 2025: รายงานเผย “ตลาดจีน” ยังคงมีความสำคัญต่อธุรกิจญี่ปุ่น แม้ยอดลงทุนโดยตรงลดลง

    คลังสมองระดับสูงแห่งชาติของสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตลาดจีนยังคงมีความสำคัญต่อบริษัทญี่ปุ่น แม้ว่าการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในจีนจะลดลงอีกในปี 2024 ที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยภายในและภายนอก

    สถาบันศึกษาญี่ปุ่น สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน (CASS) เผยแพร่รายงานสมุดปกน้ำเงิน (เอกสารวิเคราะห์ข้อมูลในสาขาต่างๆ) เกี่ยวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นฉบับปี 2025 ซึ่งมุ่งเน้นวิเคราะห์เศรษฐกิจญี่ปุ่นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

    รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ในปี 2024 ลักษณะการค้าทวิภาคีที่เกื้อหนุนกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าความไม่สมดุลของระดับการพึ่งพาการค้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

    รายงานระบุด้วยว่า ในปีนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-ญี่ปุ่นยังคงมีโอกาสพัฒนาความร่วมมือได้ต่อไป แม้จะเผชิญความท้าทายต่างๆ อาทิ การกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่แยกออกเป็นส่วนย่อย และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    รายงานดังกล่าวเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือในตลาดในประเทศที่สาม ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

    รายงานยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีนและญี่ปุ่นที่สามารถเอื้อประโยชน์ร่วมกันได้ โดยอาศัยความเกื้อหนุนเชิงโครงสร้างในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจผู้สูงวัย กลยุทธ์ลดการปล่อยคาร์บอน และเศรษฐกิจดิจิทัล

    กล่าวโดยสรุป รายงานฉบับนี้นำเสนอการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเกี่ยวกับผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจมหภาคของญี่ปุ่น ประเด็นสำคัญด้านนโยบายเศรษฐกิจ และแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/9000087/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jECKVvRPyyEtKyFXETk3v

  • ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี 68 ที่ 2.2%

    ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี 68 ที่ 2.2%

    ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี 68 ที่ 2.2% และปี 69 ที่ 1.7%  หลังประเมินจีดีพีไตรมาส 3/68 หดตัว -0.48% QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส เตือนช่วงไตรมาส 4 ศก.มีทั้งโอกาสและความท้าทาย

    30 ต.ค.68 -นายอมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้างแต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ นักท่องเที่ยวลดลงรายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่องก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่ 17 พฤศจิกายน นี้

    สำนักวิจัย CIMB THAI ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48%QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสสองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อนและมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้าแม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน โดยภาพรวม สำนักวิจัยได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ

    อย่างไรก็ตามความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก แรงที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆมาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มากอีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนเนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆอาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้าหรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50%สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50%ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีกหรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    นายอมรเทพ กล่าวว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย โดยความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19%แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่งอีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19%แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนจึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐแต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัวและอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้านั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่

    นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐแต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตสหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่องทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipmentและเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซาอาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกันซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัวการผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOIแต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขันนอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว  ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงอาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    โดยสรุป เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอยมากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมืองอีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อรวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว

    ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลกซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/887441/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G83mpfkvlv8t3t9t0qsdy

  • คุรุสภายกเลิกสอบ “วิชาเอก” คงเหลือสอบ “วิชาครู” เร่งป้อนกำลังคนเข้าสู่วิชาชีพ

    คุรุสภายกเลิกสอบ “วิชาเอก” คงเหลือสอบ “วิชาครู” เร่งป้อนกำลังคนเข้าสู่วิชาชีพ

    สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

    • ประชาชนเรียกร้องเร่งด่วนที่สุด: ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย-ใช้ได้จริง (44.27%), ลดค่าใช้จ่ายให้เรียนฟรีจริงถึง ม.6 (44.05%), เน้นทักษะกับงานจริง (37.86%), ยกระดับความเท่าเทียม (35.95%)
    • ลดภาระครูคือคันโยกใหญ่: 57.40% มองว่าครูมีภาระงานที่ไม่ใช่งานสอนมากเกินไป และกว่า 80% เชื่อว่าการลดภาระช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริง
    • ก.ค.ศ. ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ: ยึด “ผลงานเชิงประจักษ์” แทนงานวิจัยในหลายกรณี, ยกระดับกระบวนการประเมินผ่านระบบ DPA, กำหนดมาตรฐานงานวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษให้พิมพ์ในวารสารที่มี peer-review
    • TRS ยืดหยุ่น-ลดต้นทุน: เปิดให้ระบุได้ 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ลดค่าใช้จ่ายเอกสารรวมครูราว 14–21 ล้านบาท/ปี
    • คุรุสภา “ยกเลิกสอบวิชาเอก”: คงสอบเฉพาะ “วิชาครู”, เปิด “7 โมดูล” ขอ P-License ชั่วคราวให้ครูใหม่เข้าสู่ระบบเร็วขึ้น แต่ต้องออกแบบการเปลี่ยนผ่านให้เป็นธรรมต่อผู้ที่เคยสอบผ่านเกณฑ์เดิม

    ปฏิรูปการศึกษาไทยเร่งเครื่อง นิด้าโพลชี้ “หลักสูตรล้าสมัย–ค่าใช้จ่ายแฝง” ขณะแกนกลางนโยบายขยับพร้อมกัน—ก.ค.ศ. ลดภาระครู–ยกระดับวิทยฐานะเชิงประจักษ์ คุรุสภายกเลิกสอบวิชาเอก จัด 7 โมดูล P-License

    ประเทศไทย, 30 ตุลาคม 2568 — เสียงประชาชนต้องการ “ปรับหลักสูตร–ลดค่าเทอม” ทำทันที มากกว่า 44% สอดรับมติสำคัญ 30 ต.ค. 2568 ที่ขยับทั้งสมรรถนะครู ระบบย้ายครู และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แนวทางใหม่ถูกยกให้ลดภาระและเพิ่มความคล่องตัว แต่สังคมยังถกเถียงเรื่องมาตรฐานทางวิชาการและมาตรการเยียวยาผู้ที่ผ่านการสอบวิชาเอกเดิม

     สัญญาณการปฏิรูปการศึกษาไทยเดินหน้าเป็นรูปธรรม เมื่อผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดย “นิด้าโพล ร่วมกับ Thailand Education Partnership (TEP)” ระหว่างวันที่ 17–21 ตุลาคม 2568 ชี้ชัด “หลักสูตรไม่ทันสมัย” และ “ขาดทักษะทำงาน” เป็นปัญหาเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เร่งเครื่องสองแนวรุกพร้อมกัน—คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปรับเกณฑ์วิทยฐานะแบบยึดผลงานเชิงประจักษ์และลดภาระเอกสาร พร้อมยกระดับระบบย้ายครู (TRS) ให้ยืดหยุ่น ส่วนคุรุสภา “ยกเลิกสอบวิชาเอก” คงเฉพาะ “วิชาครู” และจัดหลักสูตร 7 โมดูลเพื่อขอใบอนุญาตชั่วคราว (P-License) เพื่อเปิดทางให้ครูรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบเร็วขึ้น

    เสียงของประชาชนต่อการศึกษาไทย

    ผลสำรวจ “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คนทั่วประเทศ สะท้อนภาพความคาดหวังที่ชัดเจนต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 49.31 (2) หลักสูตรขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์สำหรับการทำงานจริง ร้อยละ 48.09 และ (3) ความปลอดภัยในโรงเรียน (บูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร) ร้อยละ 38.78 ขณะเดียวกัน ประเด็น “คุณภาพโรงเรียน/ครูไม่เท่ากัน” (ร้อยละ 37.33) และ “เรียนฟรีไม่มีจริงเพราะมีค่าใช้จ่ายแฝง” (ร้อยละ 31.30) ถูกยกเป็นปัญหาหนักต่อความเสมอภาคและภาระครัวเรือน

    สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำ “ทันที” สะท้อนความเป็นรูปธรรมสองด้าน ได้แก่ “ปรับหลักสูตร–การเรียนรู้ให้ทันสมัย ใช้ได้จริง” ร้อยละ 44.27 และ “ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ให้เรียนฟรีจริงถึง ม.6” ร้อยละ 44.05 ตามด้วย “เน้นฝึกทักษะเพื่อการทำงานจริง” ร้อยละ 37.86 และ “เพิ่มโอกาส–ความเท่าเทียมทางการศึกษา” ร้อยละ 35.95 ประชาชนกว่าร้อยละ 80 เชื่อว่าการลดภาระงานที่มิใช่งานสอนของครูจะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา โดยร้อยละ 55.19 ระบุ “ช่วยได้มากแน่นอน” และร้อยละ 25.50 ระบุ “ค่อนข้างช่วยได้”

    ด้านความรู้สึกต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาการศึกษา สังคมยัง “หวังแบบระแวดระวัง” ร้อยละ 30.84 ระบุ “กังวลแต่ยังมีความหวัง” ขณะที่ร้อยละ 25.11 ระบุ “ไม่กังวลแต่ไม่มีความหวัง” และร้อยละ 21.99 ระบุ “ไม่กังวลและมีความหวัง” สัญญาณนี้ชี้ว่าประชาชนพร้อม “ให้โอกาส” แต่จะติดตาม “ผลลัพธ์จริง” อย่างใกล้ชิด

    มติก.ค.ศ.—วิทยฐานะเชิงประจักษ์ ลดภาระงานครู และ TRS ยืดหยุ่น

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมก.ค.ศ. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีมติสำคัญเพื่อลดภาระงาน บูรณาการเกณฑ์วิทยฐานะให้ยึด “ผลการปฏิบัติหน้าที่/ผลงานเชิงประจักษ์” เป็นฐานหลัก มากกว่าการ “ผลิตงานวิจัย” เป็นรายชิ้น ดังสรุปสาระสำคัญดังนี้

    • โครงสร้างผลงานทางวิชาการ แบ่ง 2 ประเภท ได้แก่ (1) รายงานการสร้าง/พัฒนานวัตกรรมเชิงประจักษ์ และ (2) รายงานการวิจัย (กรณีทำร่วมต้องมีส่วนร่วม ≥60%)
    • วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ หากเสนอเป็นงานวิจัย ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่าน peer-review ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 1 หรือ 2 หรือฐานข้อมูลวิชาการนานาชาติ
    • ระบบประเมินด้านที่ 3 (ผลงานทางวิชาการ) ผ่าน DPA ปรับกระบวนการเป็นความลับ โปร่งใส และมีคณะกรรมการ 3 คน พร้อมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
    • วันมีผลใช้บังคับ ส่วนใหญ่ (ว 9–11/2564 และ ว 18/2567) เริ่ม 16 พฤษภาคม 2569 ส่วนการแก้ไข ว 12/2564 เริ่ม 1 ธันวาคม 2568 โดยคำขอที่ยื่นไปก่อนยังให้เดินตามหลักเกณฑ์เดิมจนแล้วเสร็จ

    ขนานไปกับเกณฑ์วิทยฐานะ ก.ค.ศ. เห็นชอบแนวทางพัฒนา ระบบย้ายครู TRS ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มโอกาสการย้าย ลดต้นทุนเอกสาร และจัดคนให้เหมาะสมกับงานมากขึ้น โดยปรับ “ความยืดหยุ่นของตำแหน่งว่าง” จากเดิม 1 วิชาเอก/อัตราว่าง เป็น “ระบุกลุ่มวิชา/ทาง/สาขาวิชาเอก” ได้สูงสุด 3 สาขา/อัตราว่าง ช่วยให้โรงเรียนเติมเต็มครูครบชั้น ครบวิชา สอดรับบริบทพื้นที่ นอกจากนี้ การทำคำร้องย้ายกว่า 70,000 คำร้อง/ปี จะลดค่าใช้จ่ายรวมราว 14–21 ล้านบาท/ปี จากการใช้ดิจิทัลสนับสนุนแทนเอกสารแบบเดิม

    ในเชิงนโยบาย มติก.ค.ศ. สอดรับผลสำรวจที่สะท้อนว่าครู “แบกภาระงานนอกสอนมากเกินไป” (ร้อยละ 57.40) โดยการปรับเกณฑ์และระบบงานบุคคลที่ยึด “ผลงานจริง” และ “การใช้เทคโนโลยี” อาจช่วยคืนเวลาให้ครูได้โฟกัสกับการสอนและพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น

    มติคุรุสภา—ยกเลิกสอบวิชาเอก คงเฉพาะ “วิชาครู” และ 7 โมดูล P-License

    ในวันเดียวกัน คุรุสภามีมติซึ่งถือเป็น “การปรับเชิงระบบ” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดย ยกเลิกการสอบวิชาเอก และคงไว้เฉพาะการสอบ “วิชาครู” มีผลตั้งแต่สนามสอบเดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เหตุผลสำคัญคือการลดภาระผู้เข้าสอบและทำให้การทดสอบ “ตรงประเด็น” มากขึ้น ในขณะที่มาตรฐานความรู้วิชาเอกให้พึ่งพา “ระบบประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย” ภายใต้กำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และการคัดกรองภายหลังผ่านสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วย

    ควบคู่กัน คุรุสภาจะจัดทำ หลักสูตร “7 โมดูล” เพื่อขอ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) ซึ่งเป็นใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับผู้จบหลักสูตรที่คุรุสภารับรองแล้วแต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทดสอบสมรรถนะ ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดทางวิชาชีพครูรุ่นใหม่” ให้เข้าสู่ห้องเรียนเร็วขึ้น สอดรับโจทย์ความขาดแคลนครูในบางกลุ่มวิชา และใช้ช่วงเวลาปฏิบัติการเป็น “สะพาน” เตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอใบอนุญาตถาวร

    มติดังกล่าวตามมาด้วยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ และการรับรองคุณวุฒิ/หลักสูตรของสถาบันการศึกษาจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตครูสอดคล้องกับทิศทางใหม่ทั้งเชิงมาตรฐานและตลาดแรงงาน

    ปฏิกิริยาและข้อถกเถียง มาตรฐาน–ความเป็นธรรม–การเยียวยา

    แม้มติ “ยกเลิกสอบวิชาเอก” จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เห็นว่าช่วยลดภาระและซ้ำซ้อนของระบบเดิม แต่แรงสะท้อนจากผู้เข้าสอบบางรุ่น—โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านวิชาเอกมาแล้ว (“รุ่น 66”)—สะท้อน “ความค้างคาใจ” และคำถามเรื่องความเสมอภาคของผู้ที่ลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการสอบเดิม ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพครูอย่าง รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ก็ชี้ให้เห็น “เหตุผลด้านสมรรถนะวิชาชีพ” ว่าความรู้เฉพาะทางของวิชาเอกเป็นรากฐานที่จะส่งผลต่อคุณภาพการสอนและผลลัพธ์ผู้เรียน จึงควรมีระบบประกันคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับ

    ในเชิงนโยบาย คำถามที่ท้าทายมีอย่างน้อยสามมิติ

    1. มาตรฐานทางวิชาการ: เมื่อ “วิชาเอก” ไม่ใช่สนามสอบกลาง สิ่งทดแทนคืออะไร?—คำตอบหนึ่งคือ “ระบบประกันคุณภาพมหาวิทยาลัย” และ “สนามบรรจุครูผู้ช่วย” จะต้องเข้มข้น โปร่งใส และอธิบายได้ว่าควบคุมคุณภาพเชิงเนื้อหาเพียงพอ
    2. ความเป็นธรรมและการเยียวยา: กลุ่มที่ผ่านวิชาเอกเดิมควรได้รับการชดเชยหรือเทียบโอนคุณค่า (recognition) อย่างไร เพื่อไม่ให้ “ภาระที่ได้จ่ายไปแล้ว” กลายเป็น “ต้นทุนจม” ทางนโยบาย
    3. การสื่อสารสาธารณะ: เมื่อสังคม “กังวลแต่ยังมีความหวัง” ภาครัฐจำเป็นต้องจัดทำคำอธิบายนโยบายอย่างเป็นระบบ มี “ไทม์ไลน์–คู่มือ–FAQ” ที่ตอบคำถามเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษาปรับตัวทันเวลา

    ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)

    • ครูในระบบ: การประเมินวิทยฐานะที่ยึด “ผลงานเชิงประจักษ์” ช่วยเปิดพื้นที่ให้ครูที่ทำงานกับผู้เรียนจริงได้สะท้อนคุณค่าการทำงานผ่านนวัตกรรมชั้นเรียน/การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน แทนการต้องจัดทำงานวิจัยรูปแบบเดิม ลดภาระงานเอกสาร และทำให้ “เวลาสอน” กลับมาเป็นหัวใจ
    • ครูรุ่นใหม่/ผู้จบใหม่: การมี P-License 7 โมดูล ทำให้เข้าสู่ระบบงานสอนได้เร็วขึ้น มีเวลาพัฒนาทักษะบนเวทีจริง แต่ต้องแลกกับวินัยตนเองในการสะสมสมรรถนะเพื่อขอใบอนุญาตถาวรในอนาคต
    • มหาวิทยาลัย/สถาบันผลิตครู: บทบาท “แนวหน้า” ด้านประกันคุณภาพความรู้วิชาเอกจะเพิ่มขึ้น ต้องทำให้มาตรฐาน หลักสูตร และการประเมินผล “ตรวจสอบได้–เปรียบเทียบกันได้” และสอดรับตลาดแรงงาน
    • ผู้ปกครอง/นักเรียน: คาดหวัง “คุณภาพในห้องเรียน” ที่สัมผัสได้—ความปลอดภัย บรรยากาศการเรียนรู้ และทักษะเพื่ออนาคต ขณะเดียวกันยังหวังให้รัฐลดค่าใช้จ่ายแฝงเพื่อทำให้ “เรียนฟรี” เป็นจริงมากขึ้น
    • ผู้กำหนดนโยบาย: ต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ลดภาระ” กับ “คงมาตรฐาน” พร้อมระบบติดตามประเมินผล (M&E) ที่วัดผลลัพธ์จริงของผู้เรียนและโรงเรียน และมีฐานข้อมูลสาธารณะให้ตรวจสอบได้

    ความเสี่ยง–โอกาส และตัวชี้วัดความสำเร็จ

    โอกาส ของแพ็กเกจปฏิรูปคือการทำให้ “เวลาและแรงครู” กลับคืนสู่ห้องเรียน ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เน้นทักษะ และขยายโอกาสการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม หากทำสำเร็จ สังคมจะเห็นคุณภาพผู้เรียนที่ “ใช้การได้จริง” ในตลาดแรงงาน พร้อมการลดภาระทางการเงินของครัวเรือน

    ความเสี่ยง อยู่ที่ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” หากมาตรการรองรับไม่ชัดเจน อาจเกิดความสับสนในสนามสอบและการรับรองคุณวุฒิ ผลักภาระไปยังสถาบันผลิตครูโดยขาดทรัพยากรสนับสนุน และเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ปฏิบัติตามกติกาเดิมแล้วผ่านเกณฑ์ไปก่อนหน้า

    ตัวชี้วัด ที่ควรถูกติดตาม ได้แก่

    • เวลาเฉลี่ยที่ครูใช้กับงานสอน/เตรียมสอนต่อสัปดาห์ (ควรเพิ่มขึ้น)
    • สัดส่วน/ตัวอย่าง “ผลงานเชิงประจักษ์” ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ผู้เรียน (เช่น อัตราการอ่านออกเขียนได้ ระดับชั้นประถม การคิดวิเคราะห์ระดับมัธยม และทักษะอาชีพ/ดิจิทัล)
    • อัตราการย้ายครูที่ตอบโจทย์ “ครบชั้น–ครบวิชา” ภายในจังหวัด/เขต และความพึงพอใจของครูต่อระบบ TRS
    • ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือน (ค่าใช้จ่ายแฝง) และดัชนีความปลอดภัยในโรงเรียน
    • คุณภาพผลการเรียนรู้ที่วัดด้วยการประเมินภายนอกและเส้นทางสู่อาชีพหลังจบการศึกษา

    สิ่งที่ต้องจับตา (What to Watch)

    1. คู่มือ–แนวปฏิบัติ–FAQ: ศธ./ก.ค.ศ./คุรุสภาจะสื่อสารชุดเอกสารอธิบายนโยบายอย่างละเอียดทันเวลาเพียงใด
    2. มาตรการเยียวยา/เทียบโอน: จะมีรูปแบบการรับรองคุณค่าแก่ผู้ที่สอบวิชาเอกผ่านแล้วอย่างไร
    3. ความเข้มแข็งของระบบประกันคุณภาพมหาวิทยาลัย: จะตอบโจทย์มาตรฐานความรู้วิชาเอกให้สังคมเชื่อมั่นได้แค่ไหน
    4. หลักสูตร 7 โมดูล P-License: เนื้อหา–กลไกประเมิน–คุณภาพการนิเทศภาคสนาม เพียงพอหรือไม่
    5. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ผู้เรียน: ภาคนโยบายจะรายงานข้อมูลผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ต่อสาธารณะเป็นระยะอย่างไร

    ผลสำรวจสะท้อน “ความต้องการที่ชัดเจน” ของประชาชนให้รัฐ “ปรับหลักสูตร–ลดค่าใช้จ่าย” และ “คืนเวลาให้ครูได้สอน” มติของก.ค.ศ. และคุรุสภาในวันเดียวกันจึงถือเป็นการ “ล็อกทิศ” จากระบบเดิมที่พึ่งพาเอกสารและเส้นทางสอบหลายด่าน ไปสู่ระบบที่ยึด “ผลงานในห้องเรียนจริง” และ “การรับรองคุณภาพโดยสถาบันผลิตครู” อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์เดิม สื่อสารอย่างโปร่งใส และวัดผลด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์ผู้เรียนที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่า “ลดภาระ” แล้ว “คุณภาพดีขึ้นจริง” ตามที่ประชาชนคาดหวัง

    สถิติสำคัญจากผลสำรวจ (คัดประเด็น)

    • ปัญหาเร่งด่วน: หลักสูตรล้าสมัย 49.31% | ขาดทักษะทำงานจริง 48.09% | ความปลอดภัยในโรงเรียน 38.78%
    • สิ่งที่อยากให้ทำทันที: ปรับหลักสูตร–ใช้ได้จริง 44.27% | ลดค่าใช้จ่าย–เรียนฟรีจริงถึง ม.6 44.05% | เน้นฝึกทักษะเพื่อการทำงาน 37.86%
    • ภาระครู: ประชาชน 57.40% เห็นว่าครูมีภาระงานอื่นมากเกินไป | กว่า 80% เชื่อว่าลดภาระช่วยคุณภาพการศึกษา
    • ความรู้สึกต่อรัฐบาล: “กังวลแต่ยังมีหวัง” 30.84% | “ไม่กังวลแต่ไม่มีความหวัง” 25.11% | “ไม่กังวลและมีความหวัง” 21.99%
    • TRS และต้นทุน: คำร้องย้ายเฉลี่ย ~70,000 เรื่อง/ปี | ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ~14–21 ล้านบาท/ปี หลังใช้ดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-teacher-reform-license-curriculum-change/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lD4ROYqQUOxvH7q8c4YWa

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/teentrends/67546/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Urox_ekGVNeGvwbwP_dxb