Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตร.ทลายรัง ‘’แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน’ คาพูลวิลล่าหรู ใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวบ 20 ราย แฝงตัวด้วยวีซ่านักเรียน-ท่องเที่ยว

    ตร.ทลายรัง ‘’แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน’ คาพูลวิลล่าหรู ใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวบ 20 ราย แฝงตัวด้วยวีซ่านักเรียน-ท่องเที่ยว

    ตร.ทลายรัง ‘’แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน’ คาพูลวิลล่าหรู ใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวบ 20 ราย แฝงตัวด้วยวีซ่านักเรียน-ท่องเที่ยว สารภาพบอสเก่า จ้างเดือนละแสน

    วันนี้ (30 ต.ค.68) เวลา 11.40 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 นำทีม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกเข้าทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนต้องสงสัย ในพื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

    โดยเป็นการจับกุมกลุ่มนายทุนชุดเดิมที่เคยก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง โดยอาศัยเช่าพูลวิลล่าหรู เปิดฐานปฏิบัติการหลอกคนชาติเดียวกัน กลุ่มนายทุนชาวจีนได้เช่าเหมาพูลวิลล่าใน อ.แม่ริม โดยมีที่พักหลายหลัง โดยมีค่าเช่า เดือนละ 120,000 บาท ต่อเดือน เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลอกลวงชาวจีนด้วยกันเอง โดยอ้างเรื่องพัสดุตกค้างจากประเทศจีน

    จากการตรวจสอบ พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้รับค่าจ้างสูงถึงคนละ 100,000 บาท ต่อเดือน โดยสามารถจับกุมชาวจีนได้รวม 20 คน แบ่งเป็นชาย 14 คน และหญิง 6 คน และบาดเจ็บขณะหลบหนี เป็นหญิง 1 ราย ได้รับบาดเจ็บขาหัก เนื่องจากพยายามกระโดดหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าตรวจค้น ซึ่งวิลล่าดังกล่าวมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวทางเข้าตลอดเวลา

    จากการสืบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้ วีซ่านักท่องเที่ยว แบบ 1 เดือนต่อ 1 เดือน และบางส่วนใช้วีซ่าของ นักเรียน เพื่อเข้ามาศึกษาตามมหาวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยบางรายอยู่ในไทยมานานนับปี

    พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชุดนี้เป็น กลุ่มนายทุนเก่า ที่เคยถูกจับกุมไปแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งในพื้นที่ อ.หางดง และ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยยังคงใช้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นฐานหลอกลวงชาวจีน ซึ่งการดำเนินคดีก่อนหน้าใน 2 เคสที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินคดีข้อหาซ่องโจรและฉ้อโกง ก่อนจะถูกผลักดันกลับประเทศจีน ซึ่งทางจีนก็ได้ดำเนินคดีกับนายทุนกลุ่มดังกล่าวแล้ว แต่นายทุนกลุ่มเดิมก็ยังคงส่งชาวจีนชุดใหม่เข้ามาเช่าบ้านหลังใหญ่เพื่อก่อเหตุซ้ำอีก

    โดยการปฏิบัติการในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้สืบสวนขยายผลและติดตามจับกุมผู้หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o0rQS4cVT8KWdn8Bg5dQh

  • รวมร้านดังร่วม “โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ที่ไหนบ้าง

    รวมร้านดังร่วม “โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ที่ไหนบ้าง

    เริ่มแล้วเช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง กับมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาท จุดเด่นคือใช้งานง่ายและครอบคลุมกว่าที่คิด เพราะนอกจากค่าที่พักแล้ว ร้านอาหารชื่อดังก็เข้าร่วมด้วย! วันนี้ Sanook Travel จึงขอรวบรวมร้านเด็ดที่ร่วมโครงการให้คุณได้ไปอิ่มอร่อย พร้อมขอใบเสร็จเพื่อลดหย่อนภาษีได้ในคราวเดียว

    “โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568” คืออะไร

    ​”เที่ยวดีมีคืน 2568″ เป็นมาตรการที่เปิดโอกาสให้ บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท (สำหรับการเที่ยวเมืองหลัก) หรือ สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (สำหรับการเที่ยวเมืองรอง)

    เที่ยวดีมีคืน 2568 เริ่มวันไหน ถึงวันไหน

    ​ระยะเวลาโครงการเที่ยวดีมีคืน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568

    โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568

    ร้านอาหารดังที่ร่วมโครงการเที่ยวดีมีคืน 2568

    ร้านอาหารตะวันตก / ฟิวชัน

    • The Pizza Company
    • Sizzler
    • Bizzy Box
    • on the table

    ร้านอาหารญี่ปุ่น / ชาบู / ซูชิ / ปิ้งย่าง

    • Mo-Mo-Paradise
    • Hitori Shabu
    • MK Restaurants
    • MK Gold Restaurants
    • MK Live
    • Yayoi
    • Yayoi Chef Experience and Sushi Bar
    • Hakata Ramen, Miyazaki
    • MAGURO
    • Sushi Hiro
    • Shichi Japanese Restaurant
    • Sushiro Thailand
    • Senju Shabu & Sushi Premium Buffet
    • Tenjo Sushi & Yakiniku Premium Buffet
    • AKA Japanese Restaurant
    • ZEN Japanese Restaurant
    • Sukishi (ซูกิชิ)
    • Suki King (สุกี้คิง)
    • Bonus Suki
    • Neo Suki (นีโอ สุกี้)
    • SSAMTHING TOGETHER (ซัมติง ทูเก็ตเตอร์)

    ร้านอาหารไทย / ซีฟู้ด

    • Laem Charoen Seafood (แหลมเจริญ ซีฟู้ด)
    • สวนผักโอ้กะจู๋
    • ลาวญวน
    • ตำมั่ว
    • เขียง

    ร้านปิ้งย่าง / ชาบูแนวครอบครัว

    • Bar B Q Plaza
    • Great Harbour
    • Hikiniku To Come
    • นารายณ์พิซเซอเรีย X ข้าน้อยขอชาบู

    ร้านขนม / ของหวาน

    • Swensen’s

    ร้านอาหารสไตล์ยุโรป / ไทยฟิวชันระดับพรีเมียม

    • Le Siam
    • Le Petit Na Siam

    s__173654259_0

    รายการค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

    • ค่าอาหาร
    • ค่าเครื่องดื่ม
    • ค่าบริการ (Service Charge)

    เงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิ

    • ต้องมี ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หรือ e-Tax Invoice / e-Tax Invoice by Time Stamp
    • ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องอยู่ในระบบของกรมสรรพากร

    นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารอีกหลายแห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ หากไปทานที่ร้านไหน อย่าลืมแจ้งพนักงานเพื่อขอ E-Tax Invoice ทุกครั้ง จะได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างครบถ้วน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453051/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3avQDaTcmJXeI6YcEoeTSh

  • เดือพฤศจิกายน 2568 เที่ยวไหนดี ? รวมที่เที่ยวสุดฟินทั่วไทย รับลมหนาวปลายปี

    เดือพฤศจิกายน 2568 เที่ยวไหนดี ? รวมที่เที่ยวสุดฟินทั่วไทย รับลมหนาวปลายปี

              ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 อากาศกำลังดี ฟ้าใส ลมเย็น เหมาะกับการออกไปเที่ยวพักผ่อนทั้งภูเขา ทะเล ไม่ว่าจะสายชิล สายธรรมชาติ หรือสายกิน ก็มีจุดหมายให้ตามไปเช็กอินกันเพียบ

               เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2568 เดือนแห่งสายลมเย็นและท้องฟ้าสดใส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการออกเดินทางท่องเที่ยวหลังผ่านช่วงฝนพรำ อากาศเริ่มเย็นสบาย กำลังดีทั้งเที่ยวภูเขาชมหมอก ดูดอกไม้ผลิบาน หรือเดินเล่นในเมืองเก่าน่ารัก ๆ ช่วงเวลานี้ยังเป็นต้นฤดูแห่งความสุขที่หลายคนรอคอย เพราะไม่ว่าจะเที่ยวเหนือ ใต้ อีสาน หรือภาคกลาง ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศสวยงามและเสน่ห์เฉพาะตัวที่ชวนให้อยากเก็บกระเป๋าออกไปพักใจอีกครั้ง ว่าแต่จะมีที่เที่ยว ไหนน่าสนใจ เรารวมลิสต์ไว้ให้แล้ว 

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568

    1. บ้านจ่าโบ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

              บ้านจ่าโบ่ หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและม่านหมอกในอำเภอปางมะผ้า มาเที่ยวที่นี่จะมองเห็นวิวทะเลหมอกสุดอลังการ ยามเช้าที่โอบล้อมหมู่บ้าน รวมถึงกิจกรรมการพักผ่อนแบบโฮมสเตย์สัมผัสวิถีชีวิตชาวเขาอย่างใกล้ชิด และหากว่ามาเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาวที่อากาศจะเริ่มเย็นสบาย มีโอกาสได้เจอทะเลหมอกเกือบทุกวัน ทำให้การมาเยือนบ้านจ่าโบ่ในเดือนนี้เป็นการเริ่มต้นทริปสัมผัสความงามของ “เมืองสามหมอก” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการชมหมอกจากหน้าที่พักหรือการเดินขึ้นสู่จุดชมวิว ก็รับรองได้ว่าจะได้ภาพความประทับใจกลับไปชัวร์ ๆ

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 บ้านจ่าโบ่

    • ที่อยู่ : อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    2. ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่

              ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักความหนาวเย็นและดอกไม้เมืองหนาว เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มีจุดเด่นอยู่ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา, สวนบอนไซ และไร่ชา 2000 ที่มีทิวทัศน์สวยงามราวกับอยู่ต่างประเทศ ในช่วงเดือนนี้ อากาศจะเริ่มเย็นลงอย่างชัดเจน อุณหภูมิยามเช้าลดต่ำลงจนสัมผัสได้ถึงไอหนาว เป็นโอกาสที่ดีในการชมทะเลหมอกยามเช้าที่จุดชมวิวม่อนสนหรือซุยถัง และที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้อาจเริ่มมีดอกนางพญาเสือโคร่งบางส่วนเริ่มผลิบานต้อนรับฤดูหนาว ให้คุณได้สัมผัสความงามที่สดชื่นของธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 ดอยอ่างขาง

    ภาพจาก : jiraphoto / shutterstock.com

    3. สวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง จังหวัดเชียงราย

              สวนแม่ฟ้าหลวง คืออัญมณีแห่งขุนเขาที่เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวที่งดงามตระการตาตลอดทั้งปี บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง โดดเด่นด้วยการจัดสวนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตก ผสมผสานกับดอกไม้นานาพรรณที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สำหรับในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นการต้อนรับลมหนาวแรกอย่างสดชื่นที่สุด เพราะดอกไม้เมืองหนาวกำลังเริ่มบานสะพรั่งเต็มที่หลังจากผ่านช่วงฤดูฝน ทั้งดอกกุหลาบ บีโกเนีย พิทูเนีย และดอกไม้สีสันสดใสอีกมากมาย เรียกได้ว่าเก็บภาพถ่ายกับทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ได้เต็มที่ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและหมอกจาง ๆ ยามเช้าได้อย่างเต็มอิ่ม

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 สวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง

    • ที่อยู่ : อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

    4. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

              ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่จะเนรมิตพื้นที่กว่า 500 ไร่บนดอยแม่อูคอให้กลายเป็นพรมสีเหลืองทองสุดลูกหูลูกตาด้วยดอกบัวตองที่บานสะพรั่งพร้อมกันอย่างอลังการ โดยช่วงพีคของการท่องเที่ยวจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะดอกบัวตองจะเริ่มบานเต็มที่ 80-100% ทำให้คุณได้สัมผัสกับภาพทิวทัศน์ภูเขาทั้งลูกถูกย้อมเป็นสีเหลืองอร่ามตัดกับสีเขียวของป่าและฟ้าครามพร้อมกับรับลมหนาวแรกและชมทะเลหมอกยามเช้าที่ปกคลุมหุบเขา ทำให้การเดินทางมาเยือนทุ่งบัวตองในเดือนนี้เป็นการเก็บเกี่ยวความประทับใจที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ๆ

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

    5. บ้านสะปัน จังหวัดน่าน

              หมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาของอำเภอบ่อเกลือ ด้วยทัศนียภาพอันงดงามของทุ่งนาเขียวขจี (ในช่วงที่ยังไม่เก็บเกี่ยว) และลำน้ำว้าที่ไหลผ่านหมู่บ้านอย่างสงบเงียบ ล้อมรอบด้วยขุนเขาและอากาศบริสุทธิ์ ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ เดือนพฤศจิกายนแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่สภาพอากาศกำลังดีที่สุด อากาศจะเริ่มเย็นลงอย่างชัดเจน และในช่วงต้นเดือนยังมีโอกาสได้เห็นนาข้าวสีทอง ก่อนการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางถึงปลายเดือน ซึ่งจะให้ภาพทิวทัศน์ที่สวยงามแตกต่างจากทุ่งนาเขียวขจี การได้ตื่นเช้ามาจิบกาแฟพร้อมชม ไอหมอกยามเช้า ที่ลอยเหนือทุ่งนา ถือเป็นประสบการณ์ที่มอบความสุข ทำให้การมาเยือนสะปันในเดือนนี้เป็นการเริ่มต้นสัมผัสความงามแห่งขุนเขาและสายหมอกที่แสนสดชื่น

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 บ้านสะปัน

    • ที่อยู่ : อำเภอบ่อเหลือ จังหวัดน่าน

    6. ทุ่งดอกคอสมอส เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

              ทุ่งดอกคอสมอส เขาค้อ มักจะถูกจัดเตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว และช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเริ่มต้นชมทุ่งดอกไม้แห่งนี้ เพราะอากาศจะเริ่มเย็นสบายโดยทุ่งดอกคอสมอสจะกระจายตามแหล่งที่เที่ยวและรีสอร์ตต่าง ๆ อย่างที่ไร่บีเอ็น (B.N. Farm) ที่จะเนรมิตเนินเขาสลับซับซ้อนให้กลายเป็นฉากหลังของทุ่งดอกไม้หลากสีสันสุดโรแมนติก ให้ได้ถ่ายภาพสวย ๆ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยมาเป็นระยะ ทำให้ทริปเขาค้อในเดือนนี้เป็นการเริ่มต้นสัมผัสความงามของฤดูหนาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 ทุ่งดอกคอสมอส เขาค้อ

    • ที่อยู่ : อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

    7. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

              ผืนป่าตะวันตกที่อุดมสมบูรณ์ เชื่อมต่อระหว่างภาคกลางและภาคเหนือ โดดเด่นด้วยยอดเขาที่สลับซับซ้อนและอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีจุดหมายปลายทางยอดนิยมคือ ช่องเย็น ซึ่งเป็นช่องเขารับลมที่มีอากาศหนาวเย็นสมชื่อ และเป็นที่ตั้งของลานกางเต็นท์สุดฮิตที่วิวสวยงามตระการตา พร้อมจุดชมวิวห้ามพลาดอย่าง “กิ่วกระทิง” และ “โมโกจูน้อย” ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของขุนเขาได้อย่างกว้างไกล บอกเลยว่าเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่สุดในการหลีกหนีความวุ่นวาย ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น การมาพักค้างคืนที่ช่องเย็นในช่วงนี้จึงเป็นการสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นและความงามของธรรมชาติในยามเช้าได้อย่างเต็มที่ก่อนเข้าสู่ช่วงพีคของฤดูหนาว

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

    8. เกาะพยาม จังหวัดระนอง

               เกาะพยาม เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามันที่ยังคงความบริสุทธิ์และเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายไว้ได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใส บรรยากาศเงียบสงบ มีจุดไฮไลต์คือ อ่าวเขาควาย และการได้ชมนกเงือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นการต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงอย่างเป็นทางการ เป็นช่วงที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดผ่านไปแล้ว ทำให้ท้องฟ้าเปิด อากาศเย็นสบาย และท้องทะเลเริ่มกลับมาสวยงามอีกครั้ง ทำให้เพลิดเพลินกับการพักผ่อน เล่นน้ำทะเลใส ๆ และชมพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างไร้กังวล ถือเป็นการเริ่มต้นทริปเที่ยวทะเลใต้ที่งดงามและเงียบสงบอย่างแท้จริง

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 เกาะพยาม

    9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

              อัญมณีแห่งทะเลอันดามันที่รวมหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ เดือนพฤศจิกายน ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของอุทยานฯ หลังจากปิดพักฟื้นธรรมชาติในช่วงมรสุม สภาพอากาศจะเริ่มดีขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส คลื่นลมสงบ และน้ำทะเลจะกลับมาใสเป็นสีมรกต เหมาะแก่การทำกิจกรรมดำน้ำ ชมปะการัง และเดินทางท่องเที่ยวระหว่างเกาะได้อย่างปลอดภัยและเต็มอิ่ม สามารถสัมผัสความงามของชายหาดขาวละเอียดและป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลที่ดีที่สุด

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 หมู่เกาะลันตา

    10. อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

              อำเภอเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวเลียบแม่น้ำ ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมวิวหลักล้านที่มองเห็นความงามของแม่น้ำโขงและฝั่งประเทศลาวได้อย่างชัดเจน โดยมีไฮไลต์คือ “ภูห้วยอีสัน” และ “ภูหนอง” ที่ขึ้นชื่อเสียงเรื่องการชมทะเลหมอกยามเช้า และช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาวที่อากาศจะเย็นสบาย และมีโอกาสได้เจอทะเลหมอกหนาแน่นและสวยงามเกือบทุกวัน การมาชมพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับภาพหมอกขาวฟูฟ่องปกคลุมผืนน้ำโขงอันกว้างใหญ่ จะมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สงบ สดชื่น และน่าประทับใจไม่รู้ลืม ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการมาสัมผัสความงามของ “ภูอีสาน” แห่งนี้

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 อำเภอสังคม หนองคาย

    ภาพจาก : Thanachet Maviang / shutterstock.com

    11. น้ำตกโตนงาช้าง จังหวัดสงขลา

              น้ำตกขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จุดเด่นคือน้ำตกมีถึง 7 ชั้น แต่ละชั้นมีชื่อเรียกต่างกันไป โดยชั้นที่ 3 คือชั้นที่สวยงามที่สุดเพราะสายน้ำไหลแยกออกเป็นสองสายคล้ายงาช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตกแห่งนี้ บรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นช่วงที่น่าสนใจในการมาเยือน เพราะภาคใต้ตอนล่างกำลังเข้าสู่ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำในน้ำตกมีมากเป็นพิเศษและไหลแรงสวยงามตระการตามากกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการเดินป่าและลงเล่นน้ำเป็นพิเศษ เนื่องจากฝนที่ตกหนักอาจทำให้ทางเดินลื่นและระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 น้ำตกโดตนงาช้าง

    • ที่อยู่ : ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    12. เกาะคอเขา จังหวัดพังงา

              เกาะขนาดใหญ่ที่ยังคงความเงียบสงบและเป็นธรรมชาติ โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวทอดยาวหลายกิโลเมตรเลียบทะเลอันดามัน และบรรยากาศของวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านที่เรียบง่าย ช่วงเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการมาเยือน เพราะเป็นการเริ่มต้นของฤดูท่องเที่ยวของทะเลอันดามัน คลื่นลมทะเลจะเริ่มสงบลงอย่างชัดเจน ท้องฟ้าเปิดแจ่มใส และน้ำทะเลกลับมาใสสะอาด เหมาะแก่การพักผ่อนริมหาด การปั่นจักรยานสำรวจเกาะ หรือการนั่งเรือออกไปดำน้ำตื้นชมความงามของเกาะใกล้เคียง ทำให้การมาเยือนเกาะคอเขาในเดือนนี้เป็นการเริ่มต้นสัมผัสความงามของท้องทะเลใต้ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง

    ที่เที่ยวเดือนพฤศจิกายน 2568 เกาะคอเขา

    • ที่อยู่ : ตำบลเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

              เดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุดของปี อากาศเย็นกำลังดี เหมาะกับการออกไปค้นหาที่ใหม่ ๆ เติมพลังใจให้ตัวเอง ไม่ว่าจะอยากหนีเมืองไปหาหมอก หรือพักชิลกลางธรรมชาติ แค่เริ่มออกเดินทาง…ความสุขก็เริ่มขึ้นแล้ว ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    แนะนำ ที่เที่ยวหน้าหนาว ที่เที่ยวภูเขา 2568 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296136.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Kmlg5Qtww83EvK4kAoLV

  • “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน


    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ระบุเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี ต่ำสุดในภูมิภาค เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง

    นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตในอัตราที่ช้า เนื่องจาก “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตสามารถเติบโตได้ถึง 7–8% ต่อปี

    นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจไทย เห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เมื่อการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็ได้รับผลกระทบทันที แม้หลายฝ่ายคาดว่าไทยจะฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังโควิด แต่ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติที่เคยมีราว 40 ล้านคนต่อปี โดยปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าเป้า และมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

    อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักที่กระทบต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวคือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งก่อนโควิดเคยมีมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมา ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดียวกัน โดยไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีน แต่เพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่รู้สึกปลอดภัยในการมาเที่ยวประเทศไทย หลังจากมีคลิปและข่าวในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในไทย

    “ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับปัญหาความปลอดภัยและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย จีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด เพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียจำนวนมากจึงหันไปเที่ยวเวียดนามและมาเลเซียแทน

    สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว เขาเสนอ 5 ด้านสำคัญ เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกอีกครั้ง ได้แก่

    1. การกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    3. การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    4. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและบริการ

    5. การทำตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์และสื่อดิจิทัล

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศได้อีกครั้ง พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ไทยจะสามารถฟื้นกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของโลกได้ไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZG7QNkLqE2UXgFifFgGJd

  • สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย

    สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย

    “อภิสิทธิ์” ชี้ 5 จุดอ่อนท่องเที่ยวต้องเร่งแก้ไขและปรับตัว ด้านสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเสนอพิมพ์เขียว 3 ระบบพลิกโฉมสู่ Data-Driven Tourism ถึงเวลาขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” ต่อสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) โดยได้ชี้ถึง 5 จุดอ่อนสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข พร้อมรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศท่องเที่ยวที่สวย เป็นประเทศท่องเที่ยวที่ฉลาดและยั่งยืนในทศวรรษหน้า

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยความท้าทายหลักที่ต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ

    1. การปรับตัวตามกระแสโลกและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เมื่อทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะใหญ่ ปัจจุบันแนวโน้มได้ปรับเข้าสู่กลุ่มขนาดเล็กและอิสระมากขึ้น รัฐบาลและผู้ประกอบการจำเป็นต้องร่วมกันกำหนดมาตรการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    2. กระแสโลกได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและความยั่งยืน จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ขาดไม่ได้ รัฐบาลจึงควรหาแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนให้ดียิ่งขึ้น

    3. ภายหลังวิกฤตโควิด-19 ภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงได้รับผลกระทบ ดังนั้นการเร่งเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้แก่แรงงาน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจและสร้างทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งการยกระดับคุณภาพแรงงานนอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้อีกทาง

    4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรอง จะเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองรองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่เมืองรองหลายแห่งยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ทรุดโทรม การเข้าถึงไม่สะดวก รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวและระบบคมนาคมขนส่ง พร้อมวางแผนเชื่อมโยงการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้าถึงได้อย่างสะดวกมากขึ้น

    5. การทำการตลาดของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่และทันต่อยุคสมัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงแนวทางการสื่อสาร ผ่านการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    เสนอยุทธศาสตร์ปฏิรูปท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้เสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว 3 เรื่องหลัก เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปพิจารณาเป็นนโยบายปฏิรูปภาคท่องเที่ยว โดยชี้ถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพา “Tourism Campaign” ชั่วคราว สู่การสร้าง “Tourism System” ที่มีการบริหารจัดการด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

    ถึงเวลาขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    ATTA ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่การท่องเที่ยวไทยต้องก้าวข้ามการวัดผลแบบ “นับหัว” (Quantity) ไปสู่การบริหารจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Tourism Policy) โดยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง National Tourism Intelligence Platform ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็น “สมองกลางของการท่องเที่ยว” แพลตฟอร์มนี้จะมีภารกิจหลักในการรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแหล่งข้อมูลสำคัญหลากหลายมิติ อาทิ ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมือง สายการบิน OTA ข้อมูลบัตรเครดิต และโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรม รูปแบบการใช้จ่าย เส้นทางเดินทาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเดินทางล่วงหน้าของตลาดเป้าหมายหลัก (เช่น จีน, อินเดีย, อาเซียน) ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้วางระบบ “Carrying Capacity” และ “Risk Map” ของแต่ละจังหวัด เพื่อป้องกันปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

    แนะจัดโซนบริหาร

    ATTA ยังได้เสนอให้รัฐบาลออกแบบ “Tourism Management Zone” โดยให้แต่ละภูมิภาคมี “Regional Tourism Board” ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านงบประมาณ แผนงาน และการบริหารทรัพยากรในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งคณะกรรมการจะต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมของ 3 ภาคส่วนหลัก คือ รัฐ–เอกชน–ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนจากการสั่งการจากส่วนกลางไปสู่การบริหารแบบร่วมมือระดับพื้นที่

     มี “Tourism CEO” แต่ละภูมิภาค

    ในโครงสร้างใหม่นี้ ATTA เสนอให้มีการกำหนดและแต่งตั้ง “Tourism CEO” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจนด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน พร้อมกันนี้ยังต้องปรับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. จากการเป็น “ผู้จัดงาน” มาเป็น “ผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน” การบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้ระบบงบประมาณแบบ “Matching Fund” เพื่อกระตุ้นให้เอกชนและท้องถิ่นเข้ามาร่วมลงทุน และสร้างความเป็นเจ้าของในพื้นที่นั้น ๆ อย่างยั่งยืน

    เสนอตั้งสถาบันพัฒนาแรงงาน

    สำหรับข้อเสนอสุดท้ายมุ่งเน้นที่การลงทุนในทุนมนุษย์และการสร้างระบบความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยย้ำว่า เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไปต้องอาศัย ความเชื่อมั่น ของนักท่องเที่ยวมากกว่าการโฆษณาเพียงอย่างเดียว จึงเสนอให้จัดตั้งสถาบันเพื่อทำหน้าที่พัฒนาและ รับรองมาตรฐานแรงงานท่องเที่ยว ทั้งระบบ โดยเน้นการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลและ AI (Digital & AI Skill) ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรนานาชาติ เช่น WTTC และ UNWTO การลงทุนดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการใช้โมเดล “Lifelong Learning Credit” เพื่อให้แรงงานสามารถสะสมหน่วยกิตและพัฒนาทักษะตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาระบบ “Tourism Trust Mark” สำหรับผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และจริยธรรม เพื่อใช้ในการส่งเสริมแบรนด์ “Safe & Trusted Thailand” ให้เป็นแบรนด์กลางและภาพลักษณ์หลักของประเทศอย่างเป็นระบบ

    ATTA สรุปทิ้งท้ายด้วยว่า หากรัฐบาลมีความกล้าหาญในการสร้างระบบทั้งสามนี้พร้อมกัน ประเทศไทยจะสามารถก้าวจาก “ประเทศท่องเที่ยวที่สวย” ไปเป็น “ประเทศท่องเที่ยวที่ฉลาดและยั่งยืน” ได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892218&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJGOtJvBkV1A5R0GLTP5s

  • “ตะวันฉาย-ฟิล์ม” วิวาห์ชื่นมื่น! เติมเต็มครอบครัว เปิดตัว “น้องคีริน” สมาชิกใหม่สุดคิวท์! – ทีวี พูล

    “ตะวันฉาย-ฟิล์ม” วิวาห์ชื่นมื่น! เติมเต็มครอบครัว เปิดตัว “น้องคีริน” สมาชิกใหม่สุดคิวท์! – ทีวี พูล

    ช็อกทั้งวงการ! “ตะวันฉาย” ยอดมวยหล่อ โพสต์ภาพครอบครัวอบอุ่น เปิดตัว “น้องคีริน” ทายาทคนแรก วัยกำลังน่ารักน่าชัง! ข่าวที่น่าสนใจ. ADVERTISEMENT …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tvpoolonline.com/content/2454458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bz6gwpFDdK0D7OadKbvoV

  • ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    sustainability

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน

    • เศรษฐกิจสีน้ำเงินคือแนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไทยที่ภาคส่วนนี้มีส่วนใน GDP ถึง 30%
    • โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูธรรมชาติในเศรษฐกิจสีน้ำเงินสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างงานใหม่เกือบ 400 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
    • มี 6 กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการลงทุนสูง เช่น การอนุรักษ์มหาสมุทร การประมงยั่งยืน พลังงานหมุนเวียนจากทะเล และเศรษฐกิจหมุนเวียน
    • “การเงินสีน้ำเงิน” (Blue Finance) เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) กำลังกลายเป็นตลาดการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน 

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ภาคส่วนนี้ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ มีส่วนใน GDP ถึง 30 % และกำลังเป็นพรมแดนใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

    มหาสมุทรคือสินทรัพย์ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว

    ธรรมชาติเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะ มหาสมุทร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิตของโลก ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากกิจกรรมของมนุษย์ได้กว่า 90% และเป็นที่มาของรายได้และการจ้างงานของประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ได้ผลักดันให้โลกเข้าใกล้ “จุดพลิกผัน” (tipping points) ซึ่งรวมถึงการที่มหาสมุทรมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ได้เปิดโปงความเสี่ยงเชิงระบบและระยะยาวต่อตลาดโลก โดยมีการประมาณการว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ GDP โลก ต้องพึ่งพาบริการจากธรรมชาติในระดับปานกลางถึงสูง

    โอกาสทอง 10.1 ล้านล้าน จากโมเดลธุรกิจ “ฟื้นฟูธรรมชาติ”

    แม้จะมีความท้าทาย แต่ความหวังก็ยังคงมีอยู่ รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้ว่า โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” (nature-positive) สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี และสร้างงานใหม่ได้ถึง 395 ล้านตำแหน่งภายในปี  2573 

    การประชุมสมัชชาการอนุรักษ์โลก (World Conservation Congress) ซึ่งจัดโดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาล ธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะต้องนำหลักการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู (regenerative practices) มาใช้ในการดำเนินงาน

    ประเทศไทยกับ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน”

    ข้อมูลจาก Beach Lover สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งและทะเลที่มีชีวิตชีวาใน 23 จังหวัดชายทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ถือเป็นรากฐานความมั่งคั่งที่สำคัญยิ่ง ภาคส่วนนี้มีส่วนในการสร้าง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึงราว 30 % และสร้างการจ้างงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการประมง 

    แนวคิด “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” (Blue Economy) ซึ่งหมายถึงการใช้ การฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ได้กลายเป็นวาระสำคัญของชาติ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวคิดนี้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นหลักการสำคัญ 3 ด้าน คือ ระบบเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และความมั่นคง 

    6 กลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต ที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง

    รายงาน Making Waves in the Regenerative and Sustainable Ocean Economy จาก World Economic Forum ร่วมกับพันธมิตร ได้ระบุ 6 กลุ่มธุรกิจ ในเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มีศักยภาพการลงทุนทั่วโลกสูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จนถึงปี  2573 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนในประเทศไทย ได้แก่

    • การอนุรักษ์มหาสมุทร: การลงทุนในพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และธุรกิจ “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon)
    • การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน: การใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการผลิตอาหารทะเลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
    • เศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีสีน้ำเงิน: ธุรกิจที่ป้องกันความเสื่อมโทรมของมหาสมุทร เช่น การนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการของเสีย
    • พลังงานหมุนเวียนจากมหาสมุทร: พลังงานคลื่น พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในทะเลโดยไม่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    • โครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงินที่ยั่งยืน: การพัฒนาระบบขนส่งทางทะเล ท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชัน “สีเขียว/สีน้ำเงิน”
    • “จากสันเขาถึงแนวปะการัง” (Ridge to Reef): การลงทุนในโซลูชันแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการเกษตร การป่าไม้ และการจัดการการใช้ที่ดิน เข้ากับการจัดการชายฝั่ง

    การเงินสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่การกุศล แต่คือโอกาสทางการเงิน

    ปัจจุบัน มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน น้อยกว่า 1% ของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการและเงินบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีการลงทุนอย่างเพียงพอ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี  2561  จำนวนกองทุนที่มุ่งเน้นมหาสมุทรได้เพิ่มขึ้นถึง สิบเท่า และมีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) ตัวอย่างเช่น ธนาคาร First Abu Dhabi Bank ได้ประกาศออกพันธบัตรมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

    การเงินคือ มหาสมุทรไม่ใช่ตลาดเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นผลกระทบ (Impact Investors) หรือองค์กรการกุศลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงที่ผลตอบแทนทางการเงินสอดคล้องกับผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1205142&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1237oR9EshwfzhDbO0SNll

  • สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% ชี้ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วงปลายปี ขณะที่ GDP ปี 69 ชะลอตัว 2% จากเร่งส่งออกหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มจีดีพีไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 2.4% ปรับเพิ่มจากครั้งก่อนคาดการณ์ที่ 2.2% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9% หลังได้รับแรงหนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการส่งออกสินค้าในรูปแบบสกุลดอลลาร์สหรัฐขยายตัวที่ 10% รวมถึงการเร่งส่งออกของเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีนในไตรมาส 3 ปี 2568

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนโยบายรัฐบาล และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง และจากการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อติดลบถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่เข้าสู่กรอบเงินเฟ้อขั้นต่ำ 1% แต่มองว่าหลายมาตรการที่รัฐบาลทำจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อไตรมาส 4 ซึ่งช่วยให้เงินเฟ้อดีขึ้นได้

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งภาวะเงินฝืดจะต้องเกิดอัตราเงินเฟ้อติดลบ จีดีพีชะลอตัว และกำลังลดลง แต่หลายมาตรการที่รัฐบาลออกมาในช่วงไตรมาส 4 จะยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนได้ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2568 คาดว่ามีจำนวน 33.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 46,570 บาท/คน/ทริป

    สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณค่อนข้างดี ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตสูง โดยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา และทั้ง 4 มาตรการ คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, คนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือ ฟรอนต์โหลด จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตเกิน 1% แน่นอน

    ส่วนปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงที่ 2.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวลง -1.5%

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 35.5 ล้านคน มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 1.68 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 47,280 บาท/คน/ทริป การบริโภคที่ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.4% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.0% จากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ

    นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยมีระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ซึ่งหากมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอจะระงับการใช้สิทธิ์ และระงับการจ่ายเงินร้านค้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะไม่มีการยอมความ เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายในโครงการตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ เบื้องต้นเริ่มระงับสิทธิ์ผู้ต้องสงสัยที่เป็นร้านค้าไปแล้วประมาณ 6-7 ราย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่จับกุม 3 รายเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมาตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากสาเหตุใด หากสามารถชี้แจงได้ก็จะให้โอกาสคืนสิทธิ์เข้าโครงการฯ

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส มีการใช้จ่ายได้อย่างกระจายตัวทั่วประเทศ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคตะวันตกมีการใช้จ่ายน้อยที่สุดเนื่องจากปริมาณร้านค้าเข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวนน้อย โดยขณะนี้มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 696,000 ร้านค้า ขอเชิญชวนร้านค้าว่ายังมีเวลาเข้าร่วมโครงการฯ และย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้ทำมาเพื่อหลอกให้ใครมาโดนกับดักเพื่อเสียภาษี แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้ได้ลูกค้ามากขึ้น จึงจะไม่เก็บภาษีร้านค้าย้อนหลังอย่างแน่นอน และในช่วงต่อไปจะมีเรื่องอัพสกิลให้ร้านค้าในแอปถุงเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ร้านค้ามีการปรับตัว เข้าถึงเทคโนโลยี ทำบัญชีรายรับรายจ่ายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเข้าถึงสินเชื่อ และแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ

    ส่วนระบบการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายกับรถไฟฟ้า ก็ยังยืนยันให้เป็นเกณฑ์เดิม ยอมรับว่าการทำคนละครึ่งเฟสนี้ มีเวลาค่อนข้างกระชั้น จึงเลือกใช้โมเดลเดิม ทั้งนี้ในอนาคตซึ่งอาจจะต้องดูว่าจะมีคนละครึ่งเฟสต่อไปหรือไม่ อาจจะมีการหาวิธีที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น ยืนยันว่าขั้นตอนที่ทำเพื่อต้องการป้องกันเรื่องการทุจริต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KUZyZHxOtp_blxSITy-fe

  • “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน


    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ระบุเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี ต่ำสุดในภูมิภาค เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง

    นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตในอัตราที่ช้า เนื่องจาก “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตสามารถเติบโตได้ถึง 7–8% ต่อปี

    นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจไทย เห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เมื่อการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็ได้รับผลกระทบทันที แม้หลายฝ่ายคาดว่าไทยจะฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังโควิด แต่ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติที่เคยมีราว 40 ล้านคนต่อปี โดยปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าเป้า และมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

    อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักที่กระทบต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวคือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งก่อนโควิดเคยมีมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมา ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดียวกัน โดยไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีน แต่เพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่รู้สึกปลอดภัยในการมาเที่ยวประเทศไทย หลังจากมีคลิปและข่าวในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในไทย

    “ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับปัญหาความปลอดภัยและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย จีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด เพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียจำนวนมากจึงหันไปเที่ยวเวียดนามและมาเลเซียแทน

    สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว เขาเสนอ 5 ด้านสำคัญ เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกอีกครั้ง ได้แก่

    1. การกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    3. การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    4. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและบริการ

    5. การทำตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์และสื่อดิจิทัล

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศได้อีกครั้ง พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ไทยจะสามารถฟื้นกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของโลกได้ไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZG7QNkLqE2UXgFifFgGJd

  • “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    เศรษฐกิจ

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดงาน “แม็คโคร มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18” (Makro HoReCa 2025) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอาหารครบวงจร จัดโดยบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ “แม็คโคร” เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) ให้โตอย่างไม่สิ้นสุด ตามแนวคิดในการจัดงาน “Food Infinity” และพร้อมแข่งขันในตลาดยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Makro HoReCa 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทยเนื่องจากมีจุดแข็งในด้านอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม ซึ่งเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทย ผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มให้มีมูลค่าเพิ่ม มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    “จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจ HoReCa มีการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ รวม 40,136 ราย แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรม (Hotel) 13,169 ราย กลุ่มร้านอาหาร (Restaurant) 26,229 ราย และกลุ่มบริการด้านจัดเลี้ยง (Catering) 738 ราย สามารถสร้างรายได้รวมตลอดปี 2567 กว่า 723,892.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13% สะท้อนศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไทยที่เข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่ม HoReCa ในหลายรูปแบบ อาทิ การมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทย ทั้งในและต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทย เพื่อรับรองคุณภาพ รสชาติ วัตถุดิบ และการบริการที่สะท้อนความเป็นไทยแท้ อันเป็นการยกระดับมาตรฐานและประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จับมือกับ Chef’s Club by Makro เดินหน้าต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตร “Smart Restaurant Plus” มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 1,539 ราย รวม 11 รุ่น มีส่วนช่วยให้ร้านอาหารไทยปรับตัวทันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” รองปลัดจักรา กล่าว 

    งาน “Makro HoReCa 2025” ได้รวบรวมทั้งนิทรรศการแสดงสินค้าอาหาร รวมทั้งเทคโนโลยีครัว นวัตกรรมอาหาร และมีเวทีประกวดเชฟ พร้อมทั้งมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษจากพันธมิตรในวงการอาหารกว่า 300 แบรนด์ จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟรุ่นใหม่ และผู้สนใจธุรกิจอาหาร ให้ได้เปิดโลกธุรกิจ เรียนรู้เทรนด์อาหารแห่งอนาคต และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่อาชีพที่มั่นคง รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่ตลาดโลกในฐานะ Soft Power ที่ทรงพลังและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Soft Power ด้านอาหารในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ตลอดจนผลักดันธุรกิจอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ของรัฐบาล และเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเสริมแกร่งให้กับ SMEs และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับบริษัท CPAxtra และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1) เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตต้นน้ำ ดูแลราคาและผลักดันให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2) ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไม่ว่าจะเป็นห้าง ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ดูแลให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตยิ่งขึ้น และ 3) ประชาชน ดูแลให้ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจการค้าของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเยี่ยมชมงาน Makro HoReCa 2025 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 6–8 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5985 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/452423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9Le1JII828KX316laeqW