Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568  – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    | 22 view

    สรุปการแถลงข่าว
    ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่
    32

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 21.00 น.
    ณ เมืองคย็องจู สาธารณรัฐเกาหลี

    • ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ประจำปี 2568 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง กับคณะผู้แทนไทย ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ต่อจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เพิ่งเสร็จลง
    • สำหรับการประชุมเอเปคครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” โดยเน้นแนวคิดสําคัญ 3 ประการ ได้แก่ “ Connect. Innovate. Prosper.” ซึ่งมีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นเจ้าภาพ
    • สาระสำคัญของแนวคิดนี้ ประกอบด้วย

          (1) Connect เป็นการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเดินทางเพื่อการค้าและการลงทุนอย่างไร้รอยต่อในภูมิภาค รวมทั้งเพื่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง

         (2) Innovate เน้นผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ และ

         (3) Prosper เน้นส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มความยืดหยุ่นของภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านโครงสร้างและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่สาธารณรัฐเกาหลี ในฐานะเจ้าภาพการประชุมฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก

    • วัตถุประสงค์หลักของไทยในการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ได้แก่
      • ย้ำการยึดมั่นของไทยต่อระบอบพหุภาค องค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และเอเปค เป็นรากฐานสำคัญของระบอบพหุภาคี ที่จะรับมือกับบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
      • กระชับความสัมพันธ์กับเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจในภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะใช้โอกาสนี้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่สำคัญ เช่น สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน แคนาดา ออสเตรเลีย และบรูไน รวมทั้งผู้แทนภาคเอกชนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย และ
      • สานต่อผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยเมื่อปี 2565 โดยเฉพาะเป้าหมายกรุงเทพฯ (Bangkok Goals) และข้อริเริ่มที่เกี่ยวข้องที่ไทยได้ผลักดันไว้ในช่วงดังกล่าว
    • นายกรัฐมนตรีจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้นำภาคเอกชนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในงาน CEO Summit โดยจะกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “ Business. Beyond.” โดยการพบหารือกับภาคเอกชนจะเกิดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2568
    • ในช่วงค่ำของวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีภารกิจแรก คือ งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้แทนระดับสูงที่เข้าร่วมการประชุมเอเปค โดยในงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้ย้ำความร่วมมือ 3 ด้าน คือ ด้านดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการปราบปรามออนไลน์สแกม (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยเน้นมาตั้งแต่การประชุม ASEAN Summit) การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/press-briefing-apec-29-oct-2025-th%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d8J_w5xd1x_H8vh2x_I_o

  • โคราช ปิ๊งไอเดีย ผุด ‘ตลาดนัดขาดทุน’ ลดครึ่งราคา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    โคราช ปิ๊งไอเดีย ผุด ‘ตลาดนัดขาดทุน’ ลดครึ่งราคา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    โคราช ปิ๊งไอเดีย ผุด ‘ตลาดนัดขาดทุน’ ลดครึ่งราคา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 29/10/2025 18:07

    นครราชสีมา อบจ.โคราช อัดฉีด 5 แสนบาท ร่วมจังหวัด ผุด “ตลาดนัดขาดทุน” หั่นราคาสินค้าครึ่งต่อครึ่ง ในงาน “เดิ่นของดีโคราช ตลาดนัดเทกระจาด ตลาดนัดขาดทุน เติมสุขคนโคราช”

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมเปิดงาน “เดิ่นของดีโคราช ตลาดนัดเทกระจาด ตลาดนัดขาดทุน เติมสุขคนโคราช” โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธาน ทั้งนี้ อบจ.นครราชสีมา ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 แสนบาท ร่วมกับ จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและจังหวัดนครราชสีมา ในการแก้ไขปัญหาและเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายซื้อสินค้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในราคาถูก เกิดระบบเงินทุนหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เดิ่นของดีโคราช ตลาดนัดเทกระจาด “ตลาดนัดขาดทุน เติมสุขคนโคราช” จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 29 – 30 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด ภายในงานมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างร้าน ทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า 100 บูธ

    ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้มาเลือกชม เลือกชิม และเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษลด 50% กว่า 200 รายการ รวมราคาสินค้าที่จำหน่ายภายในงาน 23,779,380 บาท ราคาลดแล้ว 11,548,510 บาท รวมราคาขาดทุน จำนวนทั้งสิ้น 12,230,870 บาท “ตั้งใจมาขาดทุนโดยเฉพาะ เพื่อชาวโคราช”.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    25151

    7

    ฉก.ทส. ลุยสอบ นายทุนรุกป่าแก่งกระจานกว่า 900 ไร่ สั่งพิสูจน์ น.ส. 3 ก. ย้อนหลัง “สุชาติ” ย้ำป่าของคนไทย ต้องเอาป่าคืน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ขึ้นบอลลูนลมร้อนชมวิวทิวทัศน์ ‘ผู่เจ่อเฮย’ ในยูนนาน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) พ่อค้าอาหารริมทางของจีนโด่งดังจากศิลปะแพนเค้ก .

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เขตการค้าเสรีจีนใต้เร่งการดึงดูดทุนต่างชาติ

    ปิดงานกินเจนครฯ ปีที่ 26 สืบสานศรัทธาไทย-จีน

    โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี เปิดโครงการ 100 ดวงตา 35 ปี ศุภมิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1372006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fD2CI1ZVPo2uj2ehk8tFI

  • “นฤมล” หนุนสวัสดิการบ้านพักครู เตรียมปรับปรุง 14,900 หลัง เฟสแรกเริ่มปีนี้

    “นฤมล” หนุนสวัสดิการบ้านพักครู เตรียมปรับปรุง 14,900 หลัง เฟสแรกเริ่มปีนี้

    “รมว.นฤมล” นำ ศธ. ร่วมลงนาม MOU พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการบ้านพักครูทั่วประเทศ เตรียมปรับปรุง 14,900 หลัง เฟสแรกเริ่มปีนี้

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในงาน “บูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย” โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบาย ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ โดยจะร่วมกันสร้างงาน สร้างรายได้ภายในครอบครัว ลดรายจ่าย และเสริมพลังจากฐานรากของสังคม คือ “ครอบครัว” ด้วยแนวคิด “Restart ประชาชน”

    นอกจากนี้ นางนฤมล ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการเคหะแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงของร.อ.ธรรมนัส ที่ต้องการให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็น เฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570

    ภายหลังพิธีลงนาม นางนฤมล ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนการลงนาม สพฐ.ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้วว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือกระทรวงศึกษาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ จากนั้นการเคหะแห่งชาติจะดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุน และพัฒนาในแต่ละเฟส ทั้งการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

    “เมื่อได้พื้นที่เป้าหมายครบแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการเตรียมงบประมาณผูกพันระยะยาวในการชำระคืนให้กับการเคหะฯ ถือว่า ขณะนี้โครงการเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้” นางนฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892207&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iFhUt-p85L9aoN8XCIDDB

  • เตือนภัย ลูเซิร์น คลินิก เสนอขายคอร์สเกินความจำเป็น อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตือนภัย ลูเซิร์น คลินิก เสนอขายคอร์สเกินความจำเป็น อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตือนภัย ลูเซิร์น คลินิก เสนอขายคอร์สเกินความจำเป็น อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย

    เตือนคลินิกเสริมความงาม ลูเซิร์น คลินิก (Luzern Clinic) เสนอขายคอร์ส พูดจาหว่านล้อมให้ซื้อบริการ ผู้บริโภคสูญเงินกว่า 6 ล้านบาท พฤติกรรมอาจเข้าข่ายฉ้อฉลและฝ่าฝืนกฎหมาย

    สภาผู้บริโภคได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภค กรณีถูกหว่านล้อมให้ซื้อคอร์สบริการเสริมความจาก ลูเซิร์น คลินิก (Luzern Clinic) พร้อมชักจูงให้ซื้อคอร์สและบริการเสริมจากคลินิกความงามซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนกว่า 6 ล้านบาท จากการใช้บริการเพียง 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 13 – 27 กุมภาพันธ์ 2568

    ผู้บริโภคให้ข้อมูลว่าจุดเริ่มต้นมาจากการได้พบเจ้าหน้าที่คลินิกความงามดังกล่าวตั้งบูธประชาสัมพันธ์บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต โดยมีการเชิญชวนให้ลงทะเบียนเพื่อแลกรับของสมนาคุณเป็นแก้วเยติ แต่ถูกนำเข้าไปในบูธเพื่อสแกนใบหน้าและรับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เจ้าหน้าที่อ้างว่าพบปัญหาผิวหน้าแห้ง ส่วนผู้บริโภคยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลเรื่องความงาม แต่มีความกังวลเรื่องสุขภาพเพราะตัวเองมีภาวะ “ไขมันพอกตับ” พนักงานจึงแนะนำว่ามีคอร์สลดน้ำหนักและสลายไขมัน ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ ผู้บริโภคจึงหลงเชื่อและซื้อคอร์สครั้งแรก 1 หมื่นบาท

    ต่อมาพนักงานประจำบูธได้ชักจูงให้ลงไปที่ชั้น G เพื่อใช้บริการที่คลินิก เมื่อได้เข้าไปที่คลินิกจึงมีการแนะนำเจ้าหน้าที่คลินิกอีก 2 คน จากนั้นได้พูดจาชักชวนหว่านล้อมให้ซื้อคอร์สเพิ่ม เน้นอ้างในเรื่องสุขภาพที่ผู้บริโภคมีความกังวลมากสุดในระหว่างที่กำลังใช้บริการลดไขมันอยู่ ซึ่งผู้บริโภคมีอาการวิตกกังวลและตื่นตะหนัก (Panic) จึงได้ตกลงซื้อคอร์สในราคา 1 ล้านบาท ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในครั้งแรกรวมเป็นเงินทั้งหมด 1,010,000 บาท

    ผู้บริโภคเล่าต่อว่า ยอมเสียเงินเพราะเจ้าหน้าที่คลินิกอ้างว่าคลินิกแห่งนี้มีหมอเป็นเจ้าของ และได้ตัดสินใจเข้าไปใช้บริการต่อให้จบคอร์สเนื่องจากจ่ายค่าบริการไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปกลับต้องถูกชักจูงเสียเงินซื้อคอร์สเพิ่ม ครั้งที่ 2 จำนวน 1.5 ล้านบาท ครั้งที่ 3 จำนวน 2.5 ล้านบาท และครั้งที่ 4 จำนวน 1 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 6,010,000 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายด้วยบัตรเครดิตและโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร

    อีกทั้งเมื่อเข้าไปใช้บริการเจ้าหน้าที่คลินิกจะเป็นคนทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคทำธุรกรรมทางโทรศัพท์มือถือไม่เก่งและเมื่อเวลารูดบัตรเครดิตเต็มวงเงิน เจ้าหน้าที่คลินิกก็จะกดโทรศัพท์เพื่อโทรไปเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตให้ และให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายยืนยันตัวตนเท่านั้น รวมถึงการขอเพิ่มวงเงินในการโอนผ่านแอปธนาคาร เจ้าหน้าที่จะเป็นคนคอยชี้แนะ ทุกครั้งที่ไปคลินิก ซึ่งจากการไปเพียงคนเดียวจึงไม่กล้าปฏิเสธ สุดท้ายรู้สึกไม่ไหวและไม่กล้ากลับไปใช้บริการที่คลินิกอีก

    ทั้งนี้หลังจากถูกหว่านล้อมและต้องจ่ายเงินรวมถึง 4 ครั้ง ผู้บริโภคจึงตัดสินใจเข้าพบทนายความและยื่นฟ้องคดีแพ่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เพื่อต้องการให้คลินิกเสริมความงามคืนเงินกลับมาเนื่องจากไม่ได้ใช้บริการครบทุกคอร์สและได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการเจรจาเบื้องต้นและทางคลินิกเสนอคืนเงิน 1 ล้านบาท พร้อมอ้างว่าเป็นไปตามนโยบายของบริษัท เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ไปร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่เป็นกรณีคดีที่ผู้บริโภคฟ้องร้องแล้ว สคบ.จึงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ผู้บริโภคจึงได้ร้องเรียนมาที่สภาผู้บริโภค

    “เมื่อไปที่คลินิกถูกชักจูงให้ต้องซื้อคอร์สและจ่ายเงินเพิ่ม จนครั้งสุดท้ายบอกพนักงานว่า มีเงินในบัญชีประมาณ 4 หมื่นบาทเท่านั้น พนักงานก็บอกว่า ไม่เป็นไร ทำให้ต้องโอนเงินก้อนสุดท้ายไปที่คลินิก” ผู้บริโภค กล่าว

    สภาผู้บริโภคเร่งตรวจสอบ ลูเซิร์น คลินิก ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ

    ภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภค ได้ตรวจสอบเรื่องราวของผู้บริโภคพบการกระทำที่อาจผิดกฎหมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการรับเงินที่ไม่เป็นไปตามประกาศของ สคบ. เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน คือ ข้อความที่กำหนดว่าห้ามผู้บริโภคยกเลิกการใช้บริการ และข้อความที่กำหนดว่าจะไม่คืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระมาแล้วไม่ว่ากรณีใด ๆ

    ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบวัตถุประสงค์การจดทะเบียนทางธุรกิจของบริษัท พบว่าบริษัทดังกล่าว จดทะเบียนประกอบกิจการ ตัดแต่งเล็บ ต่อขนตา เขียนคิ้ว สักคิ้ว และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทุกประเภท ไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจเสริมความงาม ซึ่งเข้าข่ายการทำธุรกิจที่ผิดวัตถุประสงค์และอาจมีลักษณะวิธีการชักจูงที่ไม่เป็นธรรม การหว่านล้อม กดดันให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงพบว่ามีกรณีผู้บริโภคบางรายได้รับข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ หรือถูกเสนอขายคอร์สที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค มีแผนที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของคลินิกและยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ครบถ้วนหรือไม่ และในกรณีที่จำเป็น สภาผู้บริโภคได้มีการวางแผนในการดำเนินคดี โดยจัดหาทนายเข้าไปต่อสู้คดีเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคต่อไป

    ภัทรกร ได้เตือนภัยว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้ความระมัดระวังในการรับบริการจากคลินิกเสริมความงามที่มีพฤติกรรม ยัดเยียดหรือโน้มน้าวให้ซื้อคอร์สเกินความจำเป็น รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบริการหรืออ้างว่าคอร์สสามารถรักษาโรคบางชนิดได้ โดยผู้แนะนำไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์รวมถึงก่อนตัดสินใจใช้บริการควรตรวจสอบใบอนุญาตของคลินิกและแพทย์ผู้ให้บริการทุกครั้ง ขอเอกสารรายละเอียดคอร์สและเงื่อนไขการชำระเงินก่อนตัดสินใจ และหลีกเลี่ยงการโอนเงินหรือชำระล่วงหน้า หากยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใช้บริการใด ๆ ควรอาศัยสติและเหตุผล โดยผู้บริโภคมีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือขอเวลาพิจารณาก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจในทันที อีกทั้งควรรักษาทรัพย์สินของตนเอง ไม่ส่งมอบบัตรเครดิตหรือโทรศัพท์ให้ผู้อื่น เพื่อป้องกันการทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบพฤติกรรมหลอกลวงฉ้อฉลหรือการขายไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค ผ่านออนไลน์เว็บไซต์ tcc.or.th หรือ สายด่วน 1502

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/luzern-clinic/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uQXnx_VPYH7KW7DPM1bjl

  • ‘กมธ.ป.ป.ช.’ เชิญ ‘นฤมล’ แจงสัปดาห์หน้า ล็อกเป้าปม ‘พิมพ์แบบเรียนปี 69’

    ‘กมธ.ป.ป.ช.’ เชิญ ‘นฤมล’ แจงสัปดาห์หน้า ล็อกเป้าปม ‘พิมพ์แบบเรียนปี 69’

    ปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุม กมธ. วันนี้ ซึ่งมี อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีมติ เชิญ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมกับ กมธ. ในวันที่ 5 พ.ย. 2569 เพื่อให้ข้อมูลใน 2 กรณี คือ

    • แนวทางการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปีการศึกษา 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ หลังได้อนุมัติงบประมาณ 1,010 ล้านบาทให้องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) เป็นผู้ดำเนินการเหมือนหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เกิดความไม่ชอบมาพากลมาโดยตลอด นอกจากนี้จะสอบถามถึงแนวทางแก้ปัญหากรณีที่องค์การค้าฯ ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มากว่า 10 ปี เป็นเงินกว่า 219 ล้านบาทด้วย
    • กรณีโครงการเช่าใช้คลาวด์ (Cloud) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วงเงินงบประมาณ 2.8 พันล้านบาท ที่มีผู้ร้องเรียนว่า การกำหนดเงื่อนไขในร่างทีโออาร์เข้าข่ายล็อกสเปก และเหตุใดจึงรื้อกลับมาดำเนินการใหม่ ทั้งที่เคยถูกรัฐบาลที่แล้วยกเลิกไปแล้ว

    กมธ. หวังว่า อาจารย์นฤมล จะเห็นความสำคัญ ตอบรับมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทาง กมธ. โดยเฉพาะส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ที่ถูกกรมบัญชีกลางชี้ว่ากระทำผิดมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ (พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560) ถึง 7 เรื่อง เฉพาะแค่โครงการพิมพ์แบบเรียนปี 2568 ปีเดียว ไม่แน่ใจว่า รมว.ศึกษาฯ ทราบข้อมูลส่วนนี้หรือไม่ เพราะก็เพิ่งอนุมัติให้องค์การค้าฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดจ้างเอกชนพิมพ์แบบเรียนอีก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    — ปรีติ เจริญศิลป์

    ปรีติ กล่าวต่อว่า จากการติดตามตรวจสอบองค์การค้าฯ มาต่อเนื่อง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกระทรวงศึกษาฯ ถึงยังนิ่งเฉยกับองค์การค้าฯ ที่ทั้งผลประกอบการขาดทุนทุกปี และยังถูกร้องเรียนความไม่ชอบมาพากล ถูกกรมบัญชีกลางชี้ว่ากระทำผิดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างถึง 7 เรื่องในปีเดียว และทราบว่ายังมีคดีความถูกเอกชนฟ้องร้องอยู่หลายคดีด้วย

    ในการประชุม กมธ.ฯ สัปดาห์ก่อน วันที่ 22 ต.ค.68 ได้เชิญผู้แทน สพฐ. ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์แบบเรียนมาให้ข้อมูลว่า เหตุใดถึงปล่อยให้องค์การค้าฯ เบี้ยวหนี้มาร่วมทศวรรษ รวมเป็นเงินถึง 219 ล้านบาท โดยไม่มีการทวงถาม ผู้แทน สพฐ. ระบุตอนหนึ่งว่า เห็นว่าองค์การค้าฯ มีภาระหนี้สินจำนวนมาก

    กลับกัน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ เช่นกัน ซึ่งก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ปรากฏว่าองค์การค้าฯ ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้ทุกปี ตกปีละ 40-50 ล้านบาท จนไม่มีหนี้ค้างชำระ

    โดยระบุว่าเป็นการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างองค์การค้าฯ กับ สสวท. ที่กำหนดให้ชำระค่าลิขสิทธิ์ปีต่อปี หากไม่ชำระก็จะไม่ส่งต้นฉบับให้ในปีถัดไป นอกจากนี้ สสวท. ยังสามารถนำค่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อใช้บริหารจัดการภายในองค์กรได้ โดยไม่ต้องส่งคืนคลัง โดยมีกฎหมายรองรับ

    ขณะที่ สพฐ.นั้น มีระเบียบกระทรวงฯ กำหนดให้ต้องทำสัญญาเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์กับหน่วยงานหรือองค์กรที่มาใช้ต้นฉบับ แต่ตลอด 10 ปีมานี้ สพฐ.กับองค์การค้าฯ ไม่ได้ทำสัญญากัน เพิ่งส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบเมื่อเร็วๆ นี้ แล้วยอดหนี้ค้างกันตั้งแต่ปี 2559 กำลังจะครบทศวรรษ ก็เพิ่งมาทำหนังสือทวงถามไป 3 ครั้ง หลังปี 2565 นี่เอง

    — ปรีติ เจริญศิลป์

    ปรีติ กล่าวอีกว่า ช่วงหนึ่งตนเองและ กมธ. พยายามสอบถามทาง สพฐ. ว่าเหตุใดถึงต้องให้องค์การค้าฯ ไปจ้างเอกชนพิมพ์หนังสือแทน สพฐ. สามารถทำเองได้หรือไม่ ซึ่งตอนแรกก็อ้างกันไปถึงนโยบายของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานตั้งแต่ปี 2553 มีเอกสารอ้างอิงเป็นเพียงการสรุปสาระสำคัญการมอบหมายภารกิจ ไม่ได้เป็นระเบียบหรือกฎหมายใดๆ ด้วยซ้ำ รวมถึงอ้างไปถึงนโยบายสื่อเสรี ที่หาก สพฐ. ดำเนินการเอง ต้องพิจารณาเอกชนอย่างถี่ถ้วนว่าเป็นเอกชนที่พิมพ์แบบเรียนแข่งกับกระทรวงตามนโยบายสื่อเสรีหรือไม่ และหากจ้างผลิตแล้วจะมีการตลาดให้เต็มที่หรือไม่ สรุปแล้วก็คือ สพฐ. สามารถดำเนินการจัดจ้างเอกชนเพื่อจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนได้เอง

    ซึ่งผู้แทน สพฐ. อธิบายด้วยว่า หนังสือแบบเรียนแต่ละปีการศึกษามีแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ ฉบับของกระทรวงศึกษาฯ ที่ส่งให้องค์การค้าฯ เป็นผู้ดำเนินการผลิตตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันองค์การค้าฯ ไม่ได้พิมพ์เอง เป็นการจัดจ้างเอกชนพิมพ์ทั้งหมด ส่วนอีกแบบเป็นหนังสือของเอกชน ตามนโยบายสื่อเสรี ที่เปิดกว้างให้เอกชนสามารถผลิตแบบเรียนมาแข่งขันกับฉบับของกระทรวงศึกษาฯ ได้ หรือเป็นคู่แข่งของแบบเรียนกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งโรงเรียนทั้งในสังกัดกระทรวงหรือนอกสังกัด สามารถพิจารณากันเองว่า จะซื้อแบบเรียนของเจ้าใดมาให้นักเรียนใช้ประกอบการเรียน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anticorruption-committee-invites-narumon-to-discuss-textbook-issues&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XdjjVSy9hPzCR9qA7egRZ

  • หยุดขึ้นราคาสายสีเขียว ดีเดย์ 1 พ.ย. ขึ้น 65 บาท คน กทม. แบกค่ารถไฟฟ้าอ่วม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุดขึ้นราคาสายสีเขียว ดีเดย์ 1 พ.ย. ขึ้น 65 บาท คน กทม. แบกค่ารถไฟฟ้าอ่วม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    คนละครึ่งพลัส ไม่ช่วยค่ารถไฟฟ้า 1 พ.ย. นี้ สภาผู้บริโภคจี้ หยุดขึ้นราคาสายสีเขียว หลัง กทม. ขึ้นราคาส่วนต่อขยายสายสีเขียว 17 – 45 บาท รายได้เพิ่มกว่า 3,000 ล้าน แต่ประชาชนทุกข์ระทม ไม่สอดคล้องแผนพัฒนาเมือง เน้นระบบรถไฟฟ้า แต่คนเข้าไม่ถึง

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ หมอชิต – คูคต บางจาก – สมุทรปราการ และโพธิ์นิมตร – บางหว้า รวม 36 สถานี ระยะทาง 44 กิโลเมตร ในอัตรา 17 – 45 บาท รวมไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย แม้รัฐบาลจะนำโครงการคนละครึ่งพลัสมาใช้กับบริการรถไฟฟ้า แต่ประชาชนยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก สภาผู้บริโภคยืนยันต้องหยุดขึ้นราคาสายสีเขียว ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค

    แก้ปัญหาหนี้ แต่สร้างภาระประชาชน

    การประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม. โดยอ้างเรื่องภาระค่าใช้จ่ายและการชำระหนี้ให้กับบริษัท บีทีเอสซี รวมกว่า 32,000 ล้านบาท ได้จุดกระแสวิพากษ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชน และสภาผู้บริโภค ที่เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นการ “ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค” ทั้งที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ควรมีบทบาทหลักในการอุดหนุนและบริหารต้นทุนของระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง ตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ที่ระบุให้ “รถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก ที่ต้องเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม” และประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด

    แต้ว ประชาชนผู้พักอาศัยย่านสะพานใหม่ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะใช้โครงการคนละครึ่งพลัสกับบริการรถไฟฟ้า แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังคงสูงมาก สำหรับผู้ที่พักอาศัยย่านชานเมือง ซึ่งทุกวันนี้แม้ค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจะอยู่ที่ 15 บาท แต่เมื่อเชื่อมต่อกับสายสีเขียวหลัก และต้องใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางเข้าหมู่บ้าน ค่าเดินทางอยู่ที่ 200 บาทต่อวัน หากใช้คนละครึ่งพลัสได้ แม้ค่าเดินทางจะลดลงเหลืออยู่ประมาณ 100 บาทต่อวัน ถือว่ายังสูงอยู่ดี เมื่อรวมกับค่ากิน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

    “ทุกวันนี้ค่าครองชีพในการใช้ชีวิตใน กทม. สูงมากอยู่แล้ว ทั้งค่าเดินทาง ค่ากินในแต่ละวัน หาก กทม.ปรับขึ้นราคาสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ถือว่ากระทบอย่างมาก แม้จะมีโครงการคนละครึ่งมาช่วย แต่ค่าเดินทางยังสูงอยู่ดี ไม่อยากให้ กทม.ขึ้นราคา เพราะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน” แต้ว กล่าว

    รายได้เพิ่มอีก 3,000 ล้าน คุ้มหรือไม่

    วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กทม. เก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 15 บาทตลอดสาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าจ้างเดินรถและค่าบำรุงรักษา ทำให้ กทม. ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและใช้งบประมาณสนับสนุนเพื่อชดเชยส่วนต่างปีละกว่า 6,000 ล้านบาท โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท แต่เก็บรายได้จากการเดินรถส่วนต่อขยายอยู่ที่ประมาณปีละ 2,400 ล้านบาท การปรับราคาครั้งนี้คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ดี

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณางบประมาณปี 2569 ของ กทม. ที่เพิ่งผ่านสภา กทม. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีวงเงินรวม 92,700 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณของ กทม. งบสูงสุด คืองบกลาง จำนวน ประมาณ 17,000 ล้านบาท รองลงมา คืองบของสำนักการโยธา ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งเห็นได้ว่างบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการลงทุนก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางถนนและโครงการเชิงกายภาพ มากกว่าการอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้ในราคาที่เหมาะสม

    ปัจจุบัน รถไฟฟ้าสายสีเขียว มีอัตราค่าโดยสารอยู่ระหว่าง 17 – 62 บาทต่อเที่ยว และมีผู้โดยสารเฉลี่ยกว่า 5 แสนคนต่อวัน หากรวมค่าโดยสารสายอื่น การเดินทางต่อวันของผู้ใช้รถไฟฟ้าทำให้คนกรุงต้องจ่ายเฉลี่ย 60 – 100 บาทต่อวัน หรือเกือบ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็น 15 – 20% ของรายได้ขั้นต่ำของแรงงานในกรุงเทพฯ ขณะที่องค์การสหประชาชาติกำหนดค่าเดินทางที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10% ของรายได้

    ทั้งนี้ ข้อเสนอของสภาผู้บริโภค คือให้ กทม. ชะลอหรือยกเลิกการขึ้นราคาค่าโดยสารส่วนต่อขยายทันที เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบกลางสนับสนุนการดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม. ในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะสำคัญ เช่นเดียวกับการอุดหนุนระบบรถเมล์ ขสมก. หรือรถไฟชานเมือง และให้ กทม. วางแผนบูรณาการรายได้และการบริหารหนี้อย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระแทนรัฐบาลและเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/green-line-fare-cap/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d7MRR_2PZdA7kQCp0dy8S

  • “เอกนิติ” สั่งลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า ธ.ค. นี้ เห็นผล

    “เอกนิติ” สั่งลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า ธ.ค. นี้ เห็นผล

    “เอกนิติ” สั่งลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า ธ.ค. นี้ เห็นผล

    เอกนิติ ลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย สั่งเชื่อมทุกหน่วยงานปิดช่องโหว่ พร้อมยกระดับมาตรฐานสากล ตั้งเป้าเห็นผลภายใน ธ.ค. นี้

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้อยู่ภายใต้คณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ส่วนรองประธานคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

    โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและตรวจสอบเงินที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ พร้อมระบุรอยรั่วในระบบเศรษฐกิจไทย และยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ให้เทียบเทากับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) , กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งมีมาตรฐานการตรวจสอบการฟอกเงิน โดย ปปง. จะเป็นกลไกหลักในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การตรวจสอบเงินสีเทานี้ จะไม่ได้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่จะยกระดับ Connect the dot เพื่อให้เห็นเส้นทางของเงินสีเทา

    พร้อมตั้งเป้าหมายให้เห็นผลภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเริ่มจากการระบุเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินที่เป็นปัญหา และใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับเพื่อควบคุมและป้องกันการฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายปัจจุบันจะสามารถนำมาใช้ได้บางส่วน แต่จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลให้ทันสมัย ครอบคลุมการตรวจสอบธุรกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบคริปโตที่ข้อมูลไม่ได้อยู่ในประเทศ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U25j-UwyYyOWGxXd0oQrm

  • “คนละครึ่งพลัส” วันแรกคึกคัก! ยอดใช้จ่ายพุ่ง 350 ล้านภายในครึ่งวัน

    “คนละครึ่งพลัส” วันแรกคึกคัก! ยอดใช้จ่ายพุ่ง 350 ล้านภายในครึ่งวัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ใช้สิทธิวันแรกบรรยากาศคึกคักทั่วประเทศ ประชาชนแห่ใช้สิทธิกว่า 1.6 ล้านคน ภายในครึ่งวันแรก มียอดใช้จ่ายพุ่งกว่า 350 ล้านบาท จากร้านค้าที่เข้าร่วมกว่า 200,000 แห่ง 

    และมั่นใจว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ให้ติดลบรวมถึงเตรียมพิจารณาเดินหน้า “เฟส 2” รองรับกลุ่มตกหล่น

    ช่างภาพพีพีทีวี
    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติ ยังบอกด้วยว่า ตนเองได้ทดลองใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” พบว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง เช่น สินค้าราคา 40 บาท จ่ายเพียง 20 บาท

    และจากการสำรวจ พบว่า ร้านค้ารอบกระทรวงการคลัง เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ล่าสุดมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 600,000 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเก่าราว 100,000 ร้าน และร้านค้าใหม่กว่า 500,000 ร้าน โดยยังสามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่องถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 11.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิไปแล้วกว่า 1.6 ล้านคน ยอดใช้จ่ายรวม 350 ล้านบาท โดยร้านค้ากว่า 200,000 แห่ง ได้รับอานิสงส์จากโครงการ

    นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟสแรกไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่ แต่ใช้งบที่จัดสรรไว้แล้วในระบบ โดยจะนำบางส่วนมาพัฒนาและเพิ่มทักษะให้ร้านค้า ส่วนงบประมาณสำหรับ เฟส 2 อยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสม

    เราตั้งใจให้โครงการนี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี เชื่อว่าจะมีผลมากกว่าที่คาดไว้ และช่วยให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ไม่ติดลบแน่นอน”

    พร้อมยืนยันระบบการโอนเงินให้ร้านค้ายังคงเหมือนเดิม โดยเงินจากประชาชนจะโอนเข้าร้านค้าในเวลา 02.00 น. ของวันถัดไป และเงินสมทบจากภาครัฐจะโอนเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน

    บรรยากาศการใช้จ่ายในวันแรกของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและร้านค้า โดยกระทรวงการคลังคาดว่าการใช้สิทธิในช่วงสัปดาห์แรกจะเร่งตัวต่อเนื่อง และมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปลัดคลัง เผย ระบบเสถียรกว่าเดิม – ยันมีเฟส 2 แน่นอน

    ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ระบบการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” วันแรกเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าเดิม โดยส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 300,000 ร้าน และร้านค้าธงฟ้าอีก 150,000 ร้าน ซึ่งร้านค้าในภาคอีสานเข้าร่วมมากที่สุด 21% รองลงมาคือภาคใต้ 15% และกรุงเทพฯ–ปริมณฑลรวม 28%

    ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมครบ 20 ล้านคน แล้ว และมีเกินมาเล็กน้อยราว 400,000 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะมี “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” อย่างแน่นอน

    โดยจะออกแบบใหม่ให้ตรงกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ตกหล่นจากเฟสแรก และกลุ่มผู้ยื่นภาษีมากกว่าเดิม รวมถึงอาจนำเงินที่เหลือจากเฟสแรกมาใช้ดำเนินการ หากมีผู้ไม่ใช้สิทธิภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้

    เดินหน้าปราบโกง! เตือนร้านค้า – ประชาชนอย่าทุจริต

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ยืนยัน ตรวจพบพฤติกรรมทุจริตบางส่วน เช่น การ “แลกสิทธิเป็นเงินสด” โดยหักเปอร์เซ็นต์ระหว่างร้านค้ากับประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิด

    ซึ่งผู้ที่ถูกตรวจพบการทุจริตจะถูก ตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการทันที และอาจถูกดำเนินคดีทางอาญาและทางแพ่ง พร้อมบันทึกประวัติไว้ในระบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการไม่ได้รับสิทธิในโครงการภาครัฐอื่นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Natis9NwKP95eaUpkzXY6

  • ลูกไม้ใต้ต้น! อนุสรณ์ เดชะปัญญา ปลื้มลูกชาย ณัฏฐ์ เดชะปัญญา จบดอกเตอร์

    ลูกไม้ใต้ต้น! อนุสรณ์ เดชะปัญญา ปลื้มลูกชาย ณัฏฐ์ เดชะปัญญา จบดอกเตอร์

    สุดชื่นมื่น! วันที่ 28 ตุลาคม 2568 กลายเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความภาคภูมิใจของ ผศ.ดร.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา อดีตศิลปินดังจากค่าย RS ที่หลายคนยังจำได้ดีในยุค 2000 ซึ่งวันนี้เขาก้าวขึ้นอีกขั้นในความสำเร็จของชีวิต ด้วยการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (ปร.ด.) สาขาการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากครอบครัว โดยมีคุณพ่อ พลโทอนุสรณ์ เดชะปัญญา นักแสดงรุ่นใหญ่ของวงการบันเทิง เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม

    โดยในเฟซบุ๊ก Nutt Dechapanya ได้โพสต์ภาพบรรยากาศการซ้อมรับปริญญา และเขียนข้อความว่า “ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในโอกาสที่ได้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาเอกหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชาการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 

    ขอขอบคุณครอบครัว อธิการบดี อาจารย์ทุกท่าน ป๋าเต็ด และทุกแรงสนับสนุนที่อยู่เคียงข้างตลอดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ ในการซ้อมใหญ่งานพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประจำปีการศึกษา 2566 ณ วันที่ 25 ต.ค. 2568 #มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา #NuttDechapanya”

    ก่อนจะโพสต์ภาพในวันรับปริญญา พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม #มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา#NuttDechapanya”

    สำหรับเส้นทางชีวิต ผศ.ดร.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา จากศิลปินนักร้อง อดีตนักร้องหนุ่มค่าย RS สู่การรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 17 ปี ก่อนจะขึ้นสู่ตำแหน่ง รองอธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ด้วยวัยเพียง 45 ปี 

    แม้จะทุ่มเทให้กับสายวิชาการเต็มตัว แต่อดีตหนุ่มบันเทิงคนนี้ไม่เคยทิ้งแพชชันในวงการบันเทิง ยังคงสร้างสรรค์โครงการในด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ให้กับนักศึกษา จากวิชาการสู่วิชาชีพด้วยการสอนที่ไม่เหมือนใครในโปรเจกต์ ENTLAB THAILAND BSRU ที่ผลิตทั้งค่ายเพลง ภาพยนตร์ ละครเวที คอนเสิร์ต และเฟสติวัลที่โด่งดังระดับประเทศอย่าง “ฝั่งธนเฟส” ซึ่งจัดต่อเนื่องถึง 3 ปีซ้อน และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ 

    จากเด็กหนุ่มในวงการบันเทิง สู่ด็อกเตอร์ที่ใช้เวทีแห่งชีวิตสอนให้รู้ว่า “ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่อยู่ที่ความพยายามไม่หยุดที่จะเติบโต” วันนี้อาจารย์หนุ่มคนนี้กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ต่อไป

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2892143&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pe97ncnzad70BkJfxMaIm