Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การเคหะแห่งชาติ ร่วมมือ “สพฐ.” พัฒนาที่อยู่อาศัย หวังยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    การเคหะแห่งชาติ ร่วมมือ “สพฐ.” พัฒนาที่อยู่อาศัย หวังยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบนโยบายการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ โดยในงานได้มีการลงนามความร่วมมือการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีการลงนามความร่วมมือการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างการเคหะแห่งชาติกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปาฐกถาเรื่อง “การยกระดับและการพัฒนาคนใกล้คุณ: Family First & Care Economy” กล่าวถึงทิศทางการทำงานด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการแบบ Family First สร้างโอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) รวมถึงบทบาทของหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อดำเนินงาน “โครงการสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างและปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้าราชการพลเรือน พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว ตลอดจนผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และจัดหาแหล่งเงินทุนในการปรับปรุง ดัดแปลง และพัฒนาอาคารที่พักอาศัยให้ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของข้าราชการ โดยคำนึงถึงความประหยัด การใช้งานที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี สำหรับโครงการนำร่องในพื้นที่ 8 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนหนองหล่มวิทยาคาร จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านเมืองพรึก จังหวัดอุดรธานี โรงเรียนวัดท่าวังหิน จังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนบ้านคลองห้วยทราย จังหวัดกำแพงเพชร โรงเรียนบ้านตางาม จังหวัดตราด โรงเรียนบ้านแจงงาม จังหวัดกาญจนบุรี อาคาร สปอ. จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคลังดอนเมือง สพฐ. จังหวัดปทุมธานี

    “โครงการสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะครูรุ่นใหม่หรือผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิค่าเช่าบ้านจากทางราชการ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีที่พักอาศัยที่ได้มาตรฐาน อยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ปลอดภัย และเหมาะสมกับการใช้ชีวิต รวมถึงเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า โดยนำพื้นที่โรงเรียนที่รวม/เลิกสถานศึกษามาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจของภาครัฐในการดูแลบุคลากรผู้ทำหน้าที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย” นายทวีพงษ์ กล่าวปิดท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/29/589784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C8hkO8IB7jHj42f41pOAe

  • เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์

    เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์

    เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เปิดบ้านต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาคณะการจัดการโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เนื่องในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน ณ ศูนย์คัดแยกสินค้า โครงการ Tip 9 จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี คุณ Christine Fransisca หัวหน้าฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ให้การต้อนรับ

    4209320_0

    4209321_0

    โดยคณาจารย์และนักศึกษาจะได้รับฟังการนำเสนอเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ รวมถึงแนวทางอาชีพและตำแหน่งงานที่เปิดรับภายในบริษัท ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชมศูนย์คัดแยกสินค้าและคลัง J&T Fulfillment เพื่อเรียนรู้มาตรฐานการดำเนินงานและนวัตกรรมของบริษัท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนความเป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการโลจิสติกส์แลของเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย

    4209324_0

    4209322_0

    คุณ Christine Fransisca หัวหน้าฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า “เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส เชื่อว่าการศึกษาและการแบ่งปันองค์ความรู้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน เรามุ่งมั่นสร้างโอกาสในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต”

    4209325_0

    การจัดโครงการศึกษาดูงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพด้านการดำเนินงานของบริษัทที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ในการสนับสนุน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ แก่เยาวชนและบุคลากรในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพด้านโลจิสติกส์อย่างมืออาชีพ ซึ่งสอดคล้องต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด ESG ที่องค์กรยึดถือและปฏิบัติโดยเสมอมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944631/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ui5oiDz07VuvA3AsKom6D

  • ชี้ชะตา ‘ท่าเรือคลองเตย’ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ 3 บิ๊กโปรเจ็กต์ 1.9 หมื่นล้าน

    ชี้ชะตา ‘ท่าเรือคลองเตย’ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ 3 บิ๊กโปรเจ็กต์ 1.9 หมื่นล้าน

    ปัจจุบัน “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” หรือกทท.ยังคงเดินหน้าทบทวนศึกษาแผนพัฒนาท่าเรือคลองเตยอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามีการศึกษาโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ทำให้แผนไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

    แหล่งข่าวจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าแผนศึกษาพัฒนาโครงการท่าเรือกรุงเทพฯหรือท่าเรือคลองเตยบนพื้นที่ 2,353 ไร่ นั้น

    ขณะนี้การทบทวนผลการศึกษาโครงการฯ ยังคงเป็นไปตามแผนของกทท. แต่ปัจจุบันต้องรอนโยบายจากทางรัฐบาลชุดใหม่ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

    ขณะที่ประเด็นการนำร่องพัฒนาพื้นที่หน้าท่า 520 ไร่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นภายใต้แผนของ 4 คณะ ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานนั้น

    ปัจจุบันได้ยุติคณะทำงานชุดดังกล่าว เนื่องจากมีการยุบสภาและมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ส่งผลให้ตำแหน่งประธานและเลขาฯ ของคณะทำงานไม่สามารถดำเนินการต่อได้

    “หากรัฐบาลใหม่ยังคงเดินหน้าต่อและไม่ได้มีการสั่งการเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าแผนพัฒนาพื้นที่โดยรวมจะกลับมาดำเนินการต่อตามเดิม โดยแผนพัฒนาโครงการนี้กทท.มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ 3 โซน ประกอบด้วย พื้นที่ Smart Port, Smart Community, และ Smart City” แหล่งข่าวจากกทท.กล่าว

    ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานภายในของ กทท. ที่ผ่านมาได้มีการเสนอร่างแผนพัฒนาท่าเรือคลองเตยเข้าสู่คณะกรรมการ (บอร์ด)กลั่นกรองของกทท.พิจารณาแล้ว

    แต่ติดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากคณะกรรมการ กทท.ได้ยื่นหนังสือลาออก ทำให้ต้องรอการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ก่อนนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการกทท.พิจารณาภายในปลายปีนี้

    สำหรับแผนพัฒนาท่าเรือคลองเตย เบื้องต้น กทท.ได้ดำเนินการศึกษา (Study) เสร็จแล้ว ซึ่งมีความพร้อมที่จะดำเนินการขออนุมัติงบประมาณในปีงบประมาณ 2570 เพื่อก่อสร้างโครงการสำคัญ จำนวน 3 โครงการ วงเงินรวม 19,500 ล้านบาท ดังนี้

    1.โครงการพัฒนาท่าเรืออัตโนมัติหรือท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    2.โครงการศูนย์กระจายสินค้า วงเงิน 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท

    อีกส่วนกทท. จะดำเนินการก่อสร้างงานเองประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งต้องขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 โดยเป็นการออกแบบรายละเอียดความเหมาะสมของโครงการฯ (Detail Design) และเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน (Public Hearing) ด้วย

    3.โครงการทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพ และทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ระยะทาง 2.25 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 4,500 ล้านบาท

    ที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และดำเนินการศึกษาเสร็จแล้ว

    แหล่งข่าวจากกทท.กล่าวต่อว่า ขณะที่ความเป็นไปได้ในการการจัดตั้งการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ที่มีการเชื่อมโยงถึงพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ หรือท่าเรือคลองเตย ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำหรับการพัฒนาโครงการนั้น

    “ในเรื่องนี้จะไปต่อได้ค่อนข้างยากแล้ว เพราะเมื่อพูดถึงเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ คนมักจะมองว่าเป็นบ่อนหรือกาสิโน อีกทั้งยังมีแรงต่อต้านจากรัฐบาลหรือชุมชนในพื้นที่ แต่การพัฒนาพื้นที่เมืองใหม่ ที่มีรูปแบบเป็นการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สามารถดำเนินการต่อไปได้” แหล่งข่าวจากกทท.กล่าว

    นอกจากนี้แผนพัฒนาท่าเรือคลองเตยในส่วนพื้นที่ Smart City ต้องรอความชัดเจนจากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การท่าเรือแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ก่อน

    โดยที่ผ่านมาได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะเปิดทางให้กทท.สามารถทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้เยอะ

    อย่างไรก็ดีหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้ทันเวลา เบื้องต้น กทท. จะมีการพิจารณาตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการ แต่หากมีผลบังคับใช้กฎหมายไม่ทัน คาดว่ารูปแบบการลงทุนอาจถูกจำกัดเป็นการเช่าพื้นที่แทน

    โดยคาดว่าผลการศึกษาที่ชัดเจนของ Smart City น่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ในช่วงปลายปี 2569

    สำหรับแผนงานพัฒนาโครงการต่างๆ ในพื้นที่ท่าเรือคลองเตย เนื้อที่ 943 ไร่ และแผนพัฒนาพื้นที่ภายนอกเขตรั้วศุลกากรท่าเรือกรุงเทพเนื้อที่ 1,410 ไร่ รวมเป็น 2,353 ไร่ แบ่งเป็น 3 โซน ดังนี้

    โซน 1 พัฒนาพื้นที่ด้านการค้า (commercial zone) จะมีอาคารศูนย์ธุรกิจพาณิชยนาวี พื้นที่ 17 ไร่

    ด้านข้างอาคารที่ทำการปัจจุบัน ภายในอาคารประกอบด้วย สำนักงาน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์แสดงสินค้า นิทรรศการ ศูนย์การประชุม พื้นที่ค้าปลีกและธนาคาร

    ด้านศูนย์โลจิสติกส์และกระจายสินค้า พื้นที่ 54 ไร่ ประกอบด้วย อาคารคลังสินค้าแนวสูงและแนวราบ

    สถานีพักรถบรรทุกสินค้า รวมถึงมีอาคารสำนักงาน 126 ไร่ (ไม่รวมตลาดคลองเตย) อยู่ในทำเลศักยภาพพัฒนากิจกรรมที่มีความหลากหลาย และสนับสนุนกิจการของท่าเรือและชุมชนโดยรอบ

    ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์กลางการค้าและพาณิชยกรรมนำเข้า-ส่งออก อาคารพาณิชย์ สำนักงาน สถาบันการเงิน ฯลฯ

    ขณะเดียวกันยังมีศูนย์การประชุมและศูนย์การค้าธุรกิจทันสมัยครบวงจร พื้นที่ 15 ไร่ เช่น ศูนย์แสดงสินค้ากิจการท่าเรือ

    โดยนำที่ดินบริเวณโรงฟอกหนังกระทรวงกลาโหม 123 ไร่ พัฒนาสมาร์ทคอมมิวนิตี้ ก่อสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่รองรับชุมชนและหน่วยงานราชการต่าง ๆ

    นอกจากนี้โซน 2 พัฒนาธุรกิจหลัก การให้บริการท่าเรือกรุงเทพ (core business zone) โดยปรับพื้นที่จากปัจจุบัน พื้นที่ 943 ไร่ เหลือ 534 ไร่ พัฒนาสถานีบรรจุสินค้าเพื่อส่งออกและบูรณาการพื้นที่หลังท่าเป็นคลังสินค้าขาเข้าเขตปลอดภาษี

    พื้นที่ปฏิบัติการสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าต่างๆ เช่น คลังสินค้าห้องเย็น ฮาลาล ลานบริหารจัดการรถบรรทุก และจุดบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ

    ส่วนท่าเทียบเรือตู้สินค้าบริเวณเขื่อนตะวันตกติดคลองพระโขนง จะพัฒนาเป็นท่าเทียบเรือแห่งใหม่ลานกองเก็บตู้สินค้าและอาคารสำนักงาน ปรับปรุงท่าเทียบเรือตู้สินค้าฝั่งตะวันออกให้ทันสมัยรองรับเรือลำเลียงชายฝั่ง

    รวมถึงยังมีโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือและทางด่วนสายบางนา-อาจณรงค์ เป็นการระบายรถบรรทุกขาออกที่มุ่งหน้าไปยังบางนา-ตราดและขาเข้ามายังท่าเรือกรุงเทพ

    ด้านโซน 3 พื้นที่พัฒนาเมืองท่าเรือกรุงเทพ (Bangkok modern city) อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เน้นการพัฒนาเมืองธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นแลนด์มาร์กของประเทศ

    ศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวใหม่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดจนเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์สาธารณะ รวมถึงพัฒนาอาคารมิกซ์ยูสครบวงจร ช้อปปิ้งมอลล์ ที่จอดรถและโรงแรม

    อย่างไรก็ดีกทท.ยังมีแผนพัฒนาโครงการพื้นที่พักอาศัยเพื่อชุมชนในแนวสูงของชุมชนคลองเตย (Smart Community)

    อยู่ในบริเวณองค์การฟอกหนังเดิมถนนริมทางรถไฟสายเก่ามีพื้นที่ 58 ไร่ เป็นอาคารสูง 25 ชั้น 4 อาคารๆ ละ 1,536 ยูนิต รวม 6,144 ยูนิต ขนาด 33 ตรม/ห้องมีอาคารจอดรถส่วนกลาง และพื้นที่สีเขียว 40%

    เมกะโปรเจ็กต์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/642558&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q43uMc6HdiL-HrMWlZe7I

  • เกาหลีเหนือส่งสัญญาณ? โชว์ยิงขีปนาวุธก่อนทรัมป์เยือนเกาหลีใต้

    เกาหลีเหนือส่งสัญญาณ? โชว์ยิงขีปนาวุธก่อนทรัมป์เยือนเกาหลีใต้

    เกาหลีเหนือได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนนอกชายฝั่งตะวันตกของประเทศเพื่อส่งสัญญาณไปยัง ‘ศัตรู’ ของเกาหลีเหนือ ซึ่งสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานในวันพุธ (29 ต.ค.) เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเริ่มเดินทางเยือนเกาหลีใต้  

    KCNA รายงานว่า ขีปนาวุธวิถีพื้นสู่อากาศถูกยิงขึ้นในแนวดิ่งเมื่อวันอังคาร (28 ต.ค.) จากทะเลเหลืองและอยู่บนอากาศได้นานกว่า 2 ชั่วโมง  

    พัค จองชอน เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของเกาหลีเหนือ ซึ่งกำกับดูแลการทดสอบดังกล่าว เผยว่า “นับเป็นความสำเร็จในการพัฒนา ‘กองกำลังนิวเคลียร์’ ของเกาหลีเหนือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องปรามสงคราม การทดสอบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของวิธีการรุกทางยุทธศาสตร์ต่างๆ และสร้างความประทับใจให้กับศัตรู”  

    “ภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบของเรา คือ การทำให้ท่าทีการต่อสู้ด้วยนิวเคลียร์แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

    — พัค กล่าว 

    แต่ที่น่าสังเกตคือ ผู้นำคิม จองอึน ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ ซึ่งปกติจะเป็นผู้ดูแลการยิงขีปนาวุธที่สำคัญ 

    “การยิงทดสอบขีปนาวุธครั้งนี้ตอกย้ำการป้องปรามนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก่อนที่ทรัมป์จะเยือนเกาหลีใต้ และตอกย้ำว่า ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ”

    — หยาง มู-จิน ประธานศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซล กล่าวกับสำนักข่าว AFP   

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่า เขาต้องการจะพบผู้นำคิมในสัปดาห์นี้ ในช่วงที่เขาเดินทางมาเยือนคาบสมุทรเกาหลีครั้งแรกหลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ขณะที่คิมเองก็เปิดกว้างที่จะเจรจากับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ 

    แต่เกาหลีเหนือยังไม่ได้ตอบรับคำเชิญต่อสาธารณะ 

    ผู้นำทั้งสองพบกันครั้งล่าสุดในปี 2019 ที่เขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นแนวเขตเจรจาสงครามเย็นที่แยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มานานหลายสิบปี 

    “การที่คิมอาจไม่ปรากฎตัวบ่งบอกอะไรหลายอย่าง นี่ไม่ใช่ความพยายามอย่างเปิดเผยที่จะทำให้ทรัมป์อับอาย” ลิม อึล-ชุล ศาสตราจารย์จากสถาบันการศึกษาตะวันออกไกลแห่งมหาวิทยาลัยคยองนัม บอกกับ AFP 

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/north-korea-announces-missile-test-hours-before-trump-due-in-south&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw271E-W-gLvoLhhXynbZS4h

  • สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

    สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

    สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

    องค์ประชุมกระท่อนกระแท่น! สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านเฉียดฉิว  ‘เพื่อไทย’ ได้ทีบี้ ‘สส.รัฐบาล’ เข้าเป็นองค์ประชุม ด้าน ‘ธีระชัย’ โวยหนักไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย ลามเหน็บ ‘ฝ่ายค้ำ’ กล้ายื่นซักฟอกหรือไม่ ขณะที่ ‘สหัสวัต’ ข้องใจเครื่องแสดงตนมีปัญหา-ต้องรอนาน โต้คนกินภาษีปชช.มีจิตสำนึกมาโหวตกม.อยู่แล้ว ส่วน ‘รองปธ.สภาฯ’ เห็นท่าไม่ค่อยดี ตกลงกันไม่ได้ ห้องประชุมโหรงเหรง ชิงปิดประชุมก่อน ทำ ‘กม.อสม.’ ชวดพิจารณา 

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาจบแล้ว ขณะที่ลงมติมาตรา 4 บรรยากาศเป็นไปด้วยความกระท่อนกระแท่น เนื่องจากต้องรอให้สมาชิกเข้ามาแสดงตนเป็นเวลานาน ทำให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือว่า พ.ร.บ.นี้เป็นพ.ร.บ.ที่มีความสำคัญ ครูทั้งประเทศเขารอกันหมด กรรมาธิการทำงานอย่างหนัก แต่เวลานี้องค์ประชุมไม่ครบ ตนได้ข่าวว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติเรื่องของสแกมเมอร์ บางพรรคการเมืองจึงไม่แสดงตนหรือไม่ ขอให้ท่านประธานช่วยตรวจสอบองค์ประชุมว่าที่นั่งอยู่ใครไม่กดบัตรบ้าง สภาฯ จะได้เดินต่อได้ เนื่องจากหลังจากนี้จะมีการพิจารณาพ.ร.บ.อสม.ต่อ หลังจากนั้นได้ลงมติ โดยมีผู้แสดงตน 250 คน และลงมติเห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว 246 คน 

    จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 5 ซึ่งนายฉลาดใช้เวลารอสมาชิกมาแสดงตนเกือบ 10 นาที และกดออดอยู่หลายครั้ง นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนเห็นประธานกดออดอยู่ 8 ครั้งแล้ว หรือจะต้องให้ประธานกดออด 16 ครั้ง ยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือ ตนเริ่มรำคาญแล้ว ทำให้นายฉลาด กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร อีกไม่นาน ขอให้รอสักครู่ ระหว่างนั้นนายธีระชัย กล่าวแทรกขึ้นว่า ตนนั่งอยู่ตลอด กดให้และแสดงตนตลอด พรรครัฐบาลไปไหน ให้ตนถามหน่อย ถ้าไม่ทำก็ยุบสภาไปเลย ตนเรียกร้องให้ฝ่ายค้ำเสนอยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาไปเลย กล้าหรือไม่ ตนไม่เห็นกลัว ยุบวันไหนก็เลือกวันนั้น นายฉลาด จึงกล่าวว่า โดยกฎหมายถ้ายุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว ยุบเมื่อไหร่เมื่อนั้น รออีกไม่นาน ตนกดออดรอบที่ 9 

    แต่ระหว่างนั้นยังคงใช้เวลารอสมาชิกอีกสักพัก นางพรรณศิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย จึงกล่าวว่า หลังจากพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพิจารณาพ.ร.บ.อสม.ต่อ ฉะนั้น เพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงไหน ขอให้รีบเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้โดยด่วน ด้านนายฉลาด จึงได้กดออกอีกครั้ง และกล่าวว่า เพื่อนสมาชิกที่อยู่ด้านนอก ตอนนี้เพื่อนรออยู่ เรารอได้ ขอให้รอเพื่อนที่ใช้เวลาในการเข้ามา และเมื่อมั่นใจว่าองค์ประชุมครบแล้ว นายฉลาดจึงได้ปิดการแสดงตน พร้อมขานตัวเลข 247 ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งพอดี 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามาตราต่อไป องค์ประชุมยังมีความกระท่อนกระแท่นอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการแสดงตนและลงมติ ทำให้สส.จากพรรคฝ่ายค้าน ต่างสลับกันลุกขึ้นหารือประธานในที่ประชุม เช่น นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ที่หารือว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากประชาชนในพื้นที่ที่ถามตนว่าสภาฯ เกิดอะไรขึ้น เสียงออดดังเหมือนเสียงไฟไหม้ ไม่ต้องกดก็ได้ เรารอกันอยู่ การประชุมถือเป็นหน้าที่หลักของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องโทรมาถามว่าเกิดไฟไหม้หรือไม่ ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกให้ความสำคัญด้วย 

    นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงว่า เรียกเข้าห้องประชุมก็ต้องกดออด ตนก็นั่งรอ เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหรือไม่ ใกล้แล้ว 

    ขณะที่นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) หารือว่า ขอให้ประธานลองตรวจสอบระบบแสดงตัว เพราะคิดว่าสส.ในสภาฯ แห่งนี้ทุกคนกินภาษีประชาชน และน่าจะมีจิตสำนึกมาลงมติอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องรอนานเช่นนี้ เครื่องมีปัญหาหรือไม่ นายไชยา ชี้แจงว่า “เครื่องไม่มีปัญหาหรอก คนน่ะมีปัญหา” ทำให้ในห้องประชุมหัวเราะขึ้นมาพร้อมกับเสียงปรบมือ ภายหลังมติเสร็จ นายไชยา ได้กล่าวต่อประชุมว่า “เป็นไงครับเพื่อนสมาชิกต่อหรือไม่ ต่อก็อย่าให้รอนาน” จากนั้นพิจารณาต่อจนจบในวาระ 2 และวาระ 3 

    จากนั้น สส.ของภูมิใจไทยได้ทักท้วงเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อสม. ต่อ เนื่องจากมีอสม.มารอที่สภาฯ แล้ว ขณะที่สส.ของพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่จะให้มีการพิจารณาต่อ จึงขอให้ประธานพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ฟากนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จึงทักท้วงว่า ตนไม่ได้ขัดข้อง แต่เพื่อนสมาชิกทั้ง 2 พรรคที่พูดนั้นเหลือสส.กี่คน ให้กล้องแพลนมาดูก็ได้ 

    นายจุลพันธ์ จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า ขอให้เรียกมารยาทกลับมาด้วย ซึ่งเมื่อตกลงกันไม่ได้ นายไชยา จึงกล่าวว่า ขอให้ไปคุยกันก่อน จะคุยพรุ่งนี้ก็ได้ และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 19.25 น.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924350&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35JoSR9T6xW5PeL8uePf_2

  • วว. ร่วมกับ ธกส. ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จการส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็งจากองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    วว. ร่วมกับ ธกส. ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จการส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็งจากองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    วว. ร่วมกับ ธกส. ลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จการส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็งจากองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายจิรวัฒน์ วัฒนบุตร ผู้อำนวยการกองบริการธุรกิจนวัตกรรม สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำคณะผู้แทนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) นำโดยนายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ และนายจิรศักดิ์ สุยาคำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนา Startup และ SMEs ร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีระบบน้ำอัจฉริยะในการจัดการแปลงสาธิตปลูกดอกเบญจมาศ ณ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ จากระบบเตาชีวมวลจากของเหลือทิ้งทางการเกษตร และการใช้ไบโอชาร์ ในนาข้าวแปลงสาธิต ของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จากผลการดำเนินงานสามารถช่วยลดต้นทุน ให้ผลผลิตที่ดีขึ้น และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่

    โอกาสนี้ วว. และ ธกส. ยังได้ร่วมหารือการจัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่าง วว. และ ธกส. ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถดำเนินการเกษตรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยใช้ฐานองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ วว. ในการดำเนินงาน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/967473&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gCUYWyDdYokG1Q3qTe5vj

  • “นฤมล” นำ ศธ.ร่วมลงนาม MOU 4 กระทรวง พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มทันทีปี 68 ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม เฟสแรกกว่า 1.3 หมื่นหลัง | TOPNEWS

    “นฤมล” นำ ศธ.ร่วมลงนาม MOU 4 กระทรวง พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มทันทีปี 68 ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม เฟสแรกกว่า 1.3 หมื่นหลัง | TOPNEWS

    “นฤมล” นำ ศธ.ร่วมลงนาม MOU 4 กระทรวง พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มทันทีปี 68 ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม เฟสแรกกว่า 1.3 หมื่นหลัง

    • เผยแพร่ : 29/10/2025 18:42

    “นฤมล” นำ ศธ.ร่วมลงนาม MOU 4 กระทรวง พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มทันทีปี 68 ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม เฟสแรกกว่า 1.3 หมื่นหลัง

    วันนี้ 29 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในงาน “บูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย”
    โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบาย ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ โดยจะร่วมกันสร้างงาน สร้างรายได้ภายในครอบครัว ลดรายจ่าย และเสริมพลังจากฐานรากของสังคม คือ “ครอบครัว” ด้วยแนวคิด “Restart ประชาชน”

    นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการเคหะแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงของร้อยเอกธรรมนัส ที่ต้องการให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็น เฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570

    ภายหลังพิธีลงนาม ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนการลงนาม สพฐ.ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้วว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือกระทรวงศึกษาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ จากนั้นการเคหะแห่งชาติจะดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุน และพัฒนาในแต่ละเฟส ทั้งการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

    “เมื่อได้พื้นที่เป้าหมายครบแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการเตรียมงบประมาณผูกพันระยะยาวในการชำระคืนให้กับการเคหะฯ ถือว่า ขณะนี้โครงการเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ปก web - อบรมการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ

    20251029006

    “อดีตกรรมการกสทช.” จวกแรง “อย.” แพร่ผลทดสอบ “ยาดมสมุนไพร หงส์ไทย” มักง่ายเกิน ไม่สนใจธุรกิจฉิXหาย หลังออกตัวแจง ยันรุ่นการผลิตอื่นใช้ได้ปกติไร้ปัญหา

    กำแพงเพชร จัดประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

    จ.นครสวรรค์ และเทศบาลนครนครสวรรค์ จับมือซีพีเอฟ ชวนร่วมงาน “คาราวานซีพีเอฟ ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน” เดินหน้าสนับสนุนกีฬามวย ใน “ศึก CPF มวยมันส์สนั่นโลก”

    อำเภอบางปะอิน เตรียมจัดงาน “วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ สืบสานประเพณี วิถีบางปะอิน เมืองรักษ์โลก”

    เปิดใจนักแสดงโขนหน้าพระพักตร์ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” “โขน” ฟื้นคืนด้วยพระบารมี

    “แห่งแรกของเอเชีย” โรงน้ำแข็งธารทอง (เชียงใหม่) ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ด้วย AI Transformer (NiA)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1371928&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A4anTtPRuS_v-I6iNR-2F

  • สว.จี้รัฐบาลบูรณะอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง!

    สว.จี้รัฐบาลบูรณะอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง!

    สว.เรียกร้องรัฐบาลเร่งบูรณะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไทย ‘อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง’ หลังอยู่สภาพทรุดโทรม แนะผลักดันเป็น ‘อนุสรณ์สถานมีชีวิต’ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การศึกษา และการท่องเที่ยว

    29 ต.ค.2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการประชุมวุฒิสภา เมื่อ 28 ต.ค. นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่าผลจากการลงพื้นที่ จ.ตราด ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษยาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เพื่อดูปัญหาการปักปันเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งยืนยันได้ชัดเจนว่าอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของไทย 100 % และเป็นสัญลักษณ์แห่งวีรกรรมของทหารเรือไทยที่ได้ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเหตุการณ์ยุทธนาวีเกาะช้างเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2484 ในช่วงสงครามอินโดจีน เป็นการต่อสู้ระหว่างกองเรือไทย 3 ลำ กับกองเรือฝรั่งเศส 7 ลำ ผลการรบทำให้ทหารเรือไทยเสียชีวิต 36 นาย แต่สามารถรักษาอธิปไตยทางทะเลของชาติไว้ได้อย่างกล้าหาญ แม้แต่บันทึกของฝรั่งเศสเองยังกล่าวยกย่องถึงความเสียสละของทหารเรือไทย เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นสงครามทางเรือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติของทหารเรือไทยอย่างสูงยิ่ง

    “เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นบทเรียนทางยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่ยังเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณของความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ ซึ่งควรถูกถ่ายทอดต่อไปยังคนรุ่นหลัง ผ่านอนุสรณ์สถานที่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์และการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์”

    นายชิบ ระบุว่าปัจจุบันอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้างอยู่ในสภาพทรุดโทรม ขาดการบำรุงรักษาและการจัดการที่เป็นระบบ ทั้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว มีทิวทัศน์ทางทะเลที่งดงามและสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของภาคตะวันออก การปล่อยให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์ทรุดโทรมเช่นนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางจิตใจของประชาชนแล้ว ยังลดทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุสรณ์

    อย่างไรก็ตาม นายชิบ เสนอแนวทางการปรับปรุงอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้างให้สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการเสียสละของเหล่าวีรชน และยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.การบูรณะเชิงกายภาพและภูมิทัศน์ 2.ปรับปรุงอาคาร อนุสาวรีย์ และบริเวณโดยรอบให้มั่นคงและสวยงาม 3.ออกแบบภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับบรรยากาศทางทหาร เช่น เส้นทางเดินเท้า จุดชมวิว และพื้นที่ประกอบพิธีทางทหาร และ 4.การจัดการองค์ความรู้และนิทรรศการ จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์ยุทธนาวีเกาะช้าง เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ รวบรวมข้อมูลและหลักฐานจากทั้งฝ่ายไทยและฝรั่งเศส เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอนุสรณ์ เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว “รอยเท้าวีรชนเกาะช้าง” ส่งเสริมบทบาทของมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและชุมชนให้ร่วมดูแลและเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

    นายชิบ ย้ำว่า การฟื้นฟูอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้างไม่ใช่เพียงการบูรณะทางกายภาพ แต่เป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์แห่งชาติ ที่จะสืบสานจิตวิญญาณความเสียสละของทหารเรือไทย และสร้างความภาคภูมิใจในชาติให้กับคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ภาครัฐ โดยเฉพาะกองทัพเรือ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรบูรณาการงบประมาณและนโยบายร่วมกันเข้ามาดูแลและปรับปรุงอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง จังหวัดตราด เพื่อผลักดันให้อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้างเป็นอนุสรณ์สถานมีชีวิต ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การศึกษา และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/886380/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vm8v6dZCuPuBXZTzP1_M

  • “ปิยรัฐ” เผย ศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว แต่ยังไม่สรุปยกเลิกหรือไม่

    “ปิยรัฐ” เผย ศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว แต่ยังไม่สรุปยกเลิกหรือไม่

    วันนี้ (29 ต.ค.2568) เวลา 09.25 น.นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เปิดเผยความคืบหน้าของการศึกษาว่า วันนี้จะเป็นการศึกษา MOU 44 ในส่วนของ MOU 43 ได้พิจารณาจบไปแล้วในเบื้องต้น

    อีกครั้งหนึ่งซึ่งจะมีการสรุปออกมาอีกครั้งหนึ่ง โดย MOU 43 มีความเห็นมีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่อยากให้มีการแก้ไขและฝ่ายที่อยากให้ยกเลิก จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า จะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นความเห็นทางกฎหมาย ส่วนการยกเลิกน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะจะต้องนำเสนอต่อประชาชนให้รอบด้าน อีกทั้งข้อเท็จจริงบางข้อเป็นข้อมูลลับไม่สามารถเปิดเผยได้ต่อสาธารณะ

    ดังนั้นการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมดเป็นความลำบากใจของกรรมาธิการ โดยบรรยากาศในห้องประชุมกรรมาธิการ ผู้ที่มาชี้แจงได้มีการขอไม่ให้มีการบันทึกหรือขอให้เป็นการประชุมลับ ส่วนการศึกษา MOU 44 นั้น วันนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่จะให้ยกเลิกและอีกฝ่ายที่อยากให้คงไว้คาดว่าวันนี้จะได้ข้อสรุปว่าจะไปทิศทางใด

    เมื่อถามว่าจากการศึกษามีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การประชามติได้หรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หลังจากได้ข้อสรุป MOU 44 แล้ว ซึ่งต้องพิจารณากันว่า จะจัดทำเป็นข้อเสนอให้ ครม.หรือจะนำข้อเสนอนี้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของสภาต่อไป

    ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง นายปิยรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ต้องปิดห้องคุยกันอีกครั้ง เพราะมีข้อมูลในเชิงผลประโยชน์ของประเทศไทยพอสมควร ซึ่งเรื่องนี้หากนำเสนอสู่สาธารณะอาจเสียหายได้

    เมื่อถามว่า ในเรื่อง MOU บางอย่างเป็นความลับการทำความเข้าใจกับประชาชนอาจเป็นเรื่องยาก อาจจะทำให้ครึ่งหนึ่งไม่ยกเลิก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งสามารถใช้ได้มีการพูดคุยเสนอเช่นนี้หรือไม่ นายปิยรัฐ ระบุว่า เป็นปัญหาใหญ่เมื่อจะทำประชามติต้องมีกลไกในการนำเสนอต่อประชาชนเพื่อให้มีข้อมูลที่รอบด้าน ยังเป็นข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรในการสื่อสารกับประชาชน โดยไม่ให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์ เป็นส่วนที่สำคัญ ซึ่งเห็นว่าหากกรอบนี้เป็นกรอบกว้างให้มีการตั้งโต๊ะเจรจาหารือก็ยังคงกรอบนี้ไว้ก่อน

    แต่หากเมื่อไหร่ที่มีกรอบที่ชัดเจนกว่าดีกว่า ก็นำกรอบนั้นมาและขอยกเลิกตัวนี้ได้ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่า กรอบใหม่ดีกว่าอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ดังนั้นตอนนี้ยังตอบคำถามชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลือกในการทำประชามติไม่ได้

    พร้อมยกตัวอย่างเรื่องการทำ แผนที่ 1:200,000 ที่เถียงว่าไม่ดี แล้วจะมีข้อเสนอใหม่อะไรที่ดีกว่า ซึ่งแผนที่ 1 : 200,000 ใน MOU43 ระบุเฉพาะสัดส่วนดังกล่าวจริงหรือไม่ ซึ่งมาพิจารณากันแล้วก็ไม่ใช่ ซึ่งใน MOU ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุเอาไว้ ยังมี AutoMap อีกมากมายที่สามารถใช้ได้ นั่น คือกรอบการเจรจาที่เปิดกว้าง

    เมื่อถามว่า กรรมาธิการต้องรอข้อมูลนี้จากรัฐบาลหรือไม่ ที่มีการตั้งทหารให้ศึกษาข้อมูลนำมารวมกัน นายปิยรัฐ ระบุว่า พร้อมนำข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการพิจารณา เพราะในกรรมาธิการมีทั้งกรมสนธิสัญญาระหว่าง มีทหาร กรมแผ่นที่ทหาร เจ้ากรมต่าง ๆ ร่วมกรรมาธิการ ที่จะดึงข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งกรรมาธิการจะประชุมอีกไม่เกินสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะมีความชัดเจน คาดการณ์ว่าช่วงต้นเดือน ธ.ค.จะมีรายงานของคณะกรรมการออกมา

    นายปิยรัฐ ยังกล่าวเกี่ยวกับความเห็นต่างของสังคมเกี่ยวกับการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกจะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในสังคมหรือไม่ว่า จะต้องให้ได้ข้อสรุปว่าหากยกเลิก MOU จะเกิดความเสียหายอย่างไร หรือถ้าไม่ยกเลิกจะมีผลได้อย่างไร หลังจากนี้จะต้องคิดต่อว่าจะนำเสนอต่อประชาชนอย่างไร

    แน่นอนตอนนี้เรากังวลใจเรื่องเดียว คือ การสื่อสารกับประชาชน ที่ประชาชนจะต้องได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านที่สุด เราต้องกลั่นออกมาให้สามารถสื่อสารได้มากที่สุด แต่ขณะนี้ตอนนี้ในกรรมาธิการยังมีหลายคนที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่เปิดเผยได้ เป็นข้อกังวลใจแต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เมื่อไปนั่งอยู่ตรงนั้นเราจะรู้เลยว่าเรื่องนี้หากพูดออกไปเราอาจจะเสียหายหรือเราอาจจะไม่ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการจริง ๆ เป็นความลำบากใจพอสมควร

    นายปิยรัฐ กล่าวว่าทุกคนต่างรอผลการศึกษาของกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่และข้อถกเถียงหลายข้อมาจากทุกฝ่าย ซึ่งในกรรมาธิการมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่ประจำ รวมถึงข้าราชการที่ดำเนินการเรื่องนี้มากกว่า 30 ปี เช่นเจ้ากรมแผนที่ทหารเป็นข้อมูลที่สำคัญมากจึงอยากให้ทุกฝ่ายรอผลการพิจารณาจากกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญและเป็นบันทึกที่เป็นทางการที่สุดในเวลานี้

    อ่านข่าว : “กองทัพบก” ยันพร้อมส่งเชลยเขมรกลับ หากกัมพูชาทำตามเงื่อนไข 4 ข้อ

    กมธ.ชี้แจงความคืบหน้า ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “บวรศักดิ์” ถกฝ่ายมั่นคงปม MOU 43-44 ตอบสื่อ “ถึงเวลาจะพูด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358028&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36SRVDtb5GdPU_VDlhVMlh

  • เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    ทั่วไป

    29 ต.ค. 2025 เวลา 14:51 น.

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน 2568 เที่ยวไทยวันนี้ ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัด 55 เมืองรองน่าไป เก็บให้ครบ ดูหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ ใบกำกับภาษี รายการค่าใช้จ่าย ใช้ลดหย่อนได้

    มาเลย วางแผนเที่ยวพร้อมกัน..เริ่มแล้ว “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวไทยวันนี้ ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท เปิดพิกัด 55 เมืองรองน่าไป เก็บให้ครบ ลดหย่อนคุ้มค่า เช็กหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ ใบกำกับภาษี รายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ลดหย่อนได้ล่าสุดมีอะไรบ้าง? 

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    ข่าวดีที่คนไทยรอคอยมาถึงอีกแล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทยโค้งสุดท้ายของปี “เที่ยวดีมีคืน 2568” ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคักต่อเนื่องไปถึงปีหน้า เริ่มใช้สิทธิได้แล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 อยากรู้ว่าเที่ยวที่ไหนลดหย่อนได้เท่าไร? ต้องใช้ใบเสร็จแบบไหน? และมีจังหวัดเมืองรองไหนน่าไปเช็กอินบ้าง? อ่านรายละเอียดครบถ้วนที่นี่ กับ กรุงเทพธุรกิจ

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ดีเดย์ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.68 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีมาตรการสำคัญคือ มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ที่คาดหวังจะเร่งสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ไปยังปี 2569

    ส่องมาตรการ เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนได้เท่าไร?

    มาตรการนี้เปิดโอกาสให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญ/คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) สามารถนำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท

    โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันเพื่อจูงใจให้คนเดินทางท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น ดังนี้

    • เที่ยวเมืองหลัก: ลดหย่อนได้ 1.0 เท่า ของค่าใช้จ่ายจริง (สูงสุด 20,000 บาท)
    • เที่ยวเมืองรอง : ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ของค่าใช้จ่ายจริง (สูงสุด 30,000 บาท) 

    ตัวอย่าง: หากเดินทางเที่ยวเมืองรอง และจ่ายค่าที่พัก/ร้านอาหารไป 10,000 บาท จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 15,000 บาท

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เช็กให้ชัวร์ หลักเกณฑ์การใช้สิทธิ “เที่ยวดีมีคืน 2568”

    การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการนี้ กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ใบกำกับภาษี ดังนี้

    • วงเงิน 10,000 บาทแรก: สามารถใช้ได้ทั้ง ใบกำกับภาษีแบบกระดาษ หรือ e-Tax Invoice
    • วงเงิน 10,000 บาทถัดไป: ต้องใช้เฉพาะใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น

    รายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ลดหย่อนได้

    • ค่าโรงแรม
    • โฮมสเตย์ไทย
    • ที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม
    • ค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เปิดพิกัด 55 เมืองรองน่าเที่ยว เก็บให้ครบ ลดหย่อนคุ้มค่า

    กระทรวงการคลัง ได้เปิดรายชื่อ 55 จังหวัดท่องเที่ยวรอง (และพื้นที่บางอำเภอใน 15 จังหวัด) ที่ผู้เดินทางจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า โดยกระจายไปในทุกภูมิภาค ดังนี้

    ภาคเหนือ (16 จังหวัด)

    • กำแพงเพชร
    • เชียงราย
    • แพร่
    • แม่ฮ่องสอน
    • ตาก
    • นครสวรรค์
    • ลำปาง
    • น่าน
    • เพชรบูรณ์
    • ลำพูน
    • สุโขทัย
    • พะเยา
    • พิษณุโลก
    • อุทัยธานี
    • อุตรดิตถ์
    • พิจิตร

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 18 จังหวัด

    • กาฬสินธุ์
    • เลย
    • ชัยภูมิ
    • ศรีสะเกษ
    • นครพนม
    • สกลนคร
    • บึงกาฬ
    • สุรินทร์
    • บุรีรัมย์
    • หนองคาย
    • มหาสารคาม
    • หนองบัวลำภู
    • มุกดาหาร
    • อำนาจเจริญ
    • ยโสธร
    • อุดรธานี
    • ร้อยเอ็ด
    • อุบลราชธานี

    ภาคกลาง (7 จังหวัด)

    • ชัยนาท
    • ลพบุรี
    • สิงห์บุรี
    • อ่างทอง
    • สุพรรณบุรี
    • สมุทรสงคราม
    • ราชบุรี

    ภาคตะวันออก (5 จังหวัด)

    • สระแก้ว
    • จันทบุรี
    • ปราจีนบุรี
    • ตราด
    • นครนายก

    ภาคใต้ (9 จังหวัด)

    • พัทลุง
    • ระนอง
    • ชุมพร
    • ปัตตานี
    • ตรัง
    • สตูล
    • ยะลา
    • นครศรีธรรมราช
    • นราธิวาส

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    เริ่มแล้ว เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท พิกัดเมืองรองน่าไป

    มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจปี 2568 และ 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงาน และกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศให้มากขึ้น

    อ้างอิง : กระทรวงการคลัง , รัฐบาลไทย , ไทยคู่ฟ้า

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1205233&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YTF5XE3XoisUDWs6AyX51