Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    วันที่ 31 ต.ค.68 ที่หน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ถ.เยาวชาช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต สายตรวจรถจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตร่วมเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ด้วยการแต่งหน้าและใส่หน้ากากผีในเครื่องแบบสายตรวจจักรยานที่ประจำการอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถ.ถลาง ถ.พังงา และสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ แลนด์มาร์กชื่อก้องโลกพร้อมกับหุ่นไล่กาติดไว้หน้าที่ทำการ

    จากนั้นสายตรวจรถจักรยาน 1 สาย 1 นายพร้อมรถจักรยานได้แต่งตัวตำรวจผีปั่นจักรยานประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาร่วมถ่ายคลิปด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ได้เป็นอย่างดี

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IhO0_boqTFP4-Dx6-UHW1

  • แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็น “บทสรุปสุดท้าย” ของการรวมธุรกิจสายการบินทั้งหมดภายใต้กลุ่มสายการบินเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของ “การเดินทางครั้งใหม่” ของแคปปิตอล เอ ในฐานะกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและดิจิทัลแบบครบวงจร

    บริษัท แคปปิตอล เอ จำกัด (Capital A Berhad หรือ “แคปปิตอล เอ”) ประกาศว่าได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งหมดสำหรับการขายธุรกิจสายการบินให้แก่บริษัท แอร์เอเชีย เอ็กซ์ จำกัด (AirAsia X Berhad หรือ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์”) 

    การบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับหนังสือยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด และหนังสือรับรองการเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มูลค่า 1,000 ล้านริงกิตให้แก่แอร์เอเชีย เอ็กซ์ อีกทั้งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขอผ่อนผันข้อกำหนดด้านกฏระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยแล้ว

    หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือ ได้แก่ การลดทุนและจัดสรรหุ้น (Capital Reduction and Distribution) ของแคปปิตอล เอ การออกและจดทะเบียนหุ้นของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะตามมาด้วยการยื่นคำขอเพิกถอนสถานะ PN17 ในเดือนเดียวกัน

    นาย โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม เพราะเราสามารถประกาศได้อย่างเป็นทางการว่าสัญญาทั้งหมดได้ผ่านเงื่อนไขครบถ้วน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้ฝ่าฟันอุปสรรคและการอนุมัติต่าง ๆ เพื่อให้ข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วง

    เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางที่ยาวนาน พร้อมกลับมาอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยกลุ่มสายการบินที่มั่นคง และบริษัทในเครือใหม่ทั้ง 5 แห่งภายใต้แคปปิตอล เอ

    ต่อจากนี้ เราจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ด้วยบริษัท 2 กลุ่มที่มีความชัดเจน คือกลุ่มสายการบินภายใต้ชื่อ          แอร์เอเชีย กรุ๊ป ที่รวมสายการบินแอร์เอเชียทั้ง 7 สาย (ทั้งเส้นทางระยะกลางและระยะสั้น) ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวทั่วภูมิภาค และกลุ่มแคปปิตอล เอ ที่มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ 5 ประเภทในกลุ่มท่องเที่ยวและดิจิทัลที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

    “ผมขอขอบคุณ Allstars ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยสนับสนุนเรา ให้สามารถพลิกฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากคือบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและวินัยย่อมนำไปสู่เป้าหมายเสมอ”

    เมื่อการรวมธุรกิจสายการบินแล้วเสร็จ “แอร์เอเชีย กรุ๊ป” จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งสร้าง “เมกา ฮับ” หลายแห่งทั่วภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็น “สายการบินเครือข่ายราคาประหยัดเครื่องบินลำตัวแคบรายแรกของโลก” ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินให้กับผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างโอกาสในการเติบโต ผ่านการใช้เครื่องบินรุ่นแอร์บัส A321neo และ A321XLR ที่มีพิสัยบินไกลมากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน บริษัทในเครืออีก 5 แห่งของแคปปิตอล เอ ถือเป็น “ก้าวต่อไป” ของการเติบโต นอกเหนือจากธุรกิจการบิน ได้แก่  ADE (ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุงอากาศยาน) Teleport (ธุรกิจโลจิสติกส์) AirAsia MOVE (แพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล) Santan (ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) และ Abc. (ธุรกิจการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น AirAsia NEXT โดยทั้ง 5 ธุรกิจนี้มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน และสร้างนิยามใหม่ให้กับภูมิทัศน์ธุรกิจในอาเซียน เช่นเดียวกับที่แอร์เอเชียเคยปฏิวัติวงการการบินในภูมิภาคนี้

    ธุรกิจเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของข้อมูล เทคโนโลยี และฐานผู้ใช้งานของแคปปิตอล เอ เพื่อสร้างโอกาสอย่างเต็มที่ ด้วยกลุ่มผู้บริหารและความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม แคปปิตอล เอ มุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจทั้ง 5 นี้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

    ประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างของบริษัทได้เข้าสู่ “บทสุดท้าย” และแคปปิตอล เอ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ “การเดินทางครั้งใหม่” หลังการเพิกถอนสถานะ PN17

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/860515&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L1SL–rb3lRg1Pj1sCvbU

  • ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้ | เดลินิวส์

    ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยน.ส.อรัญญา พรไชยะ รองปลัด กทม. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต โดยมีวาระสำคัญในการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย และพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570

    ที่ประชุมมีมติพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 โดยการประชุมในครั้งนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักการศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน สำนักอนามัย

    โดยประธานการประชุมฯ มีมติให้มีการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงการวางกรอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ประกอบด้วย 3 เร่ง: เร่งให้ความรู้ผู้ปกครองและสังคม, เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, และเร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน 3 ลด: ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (งดก่อน 2 ขวบ), ลดความเครียดและคืนความสุขให้เด็ก, และลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) 3 เพิ่ม: เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย, เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานให้เด็กสม่ำเสมอ, และเพิ่มความรักความใส่ใจและเวลาคุณภาพของครอบครัว

    สำหรับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 จัดทําขึ้นเพื่อนํานโยบายระดับชาติและแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานครตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และให้หน่วยงานทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และเอกชน ดําเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.64

    เพื่อพัฒนาการดําเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน เต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพ ภายใต้ปรัชญา “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการดูแล พัฒนา และเรียนรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างมีคุณภาพ และเท่าเทียม ตามศักยภาพตามวัย และต่อเนื่องบนพื้นฐานของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับหลักการพัฒนาศักยภาพและความต้องการจําเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล

    โดยคํานึงถึงความสุข ความเป็นอยู่ที่ดี การคุ้มครองสิทธิ และความต้องการพื้นฐานของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กทุกคนโดยยึดหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม การเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการกระทําทั้งปวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5258653/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lve3DiixitARpISE9XXd-

  • รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” คนใหม่

    รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” คนใหม่

    ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”

    มีชื่อเล่น “หนิม” เกิดวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี

    เป็นบุตรชายของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” นักการเมืองลายคราม อดีตแกนนำ “กลุ่ม 16” อดีตรองนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (ปัจจุบันลาออกจากพรรคแล้ว) กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์

    การศึกษา

    -การศึกษาระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ปริญญาโท การบริหารธุรกิจ (MBA) วิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา

    คู่สมรส

    ได้สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน

    ซึ่ง น.ส.วิสาระดี ยังเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยอีกด้วย

    เส้นทางสู่การเมือง

    นายจุลพันธ์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส.เชียงใหม่ สมัยแรกในนามพรรคไทยรักไทย เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อพรรคถูกยุบก็ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยตามลำดับ

    และได้รับเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องรวมเป็น 5 สมัย ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

    หน้าที่สำคัญ เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท กระทั่งเมื่อเข้าสู่การผลัดใบของพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

    ทรัพย์สิน

    นายจุลพันธ์ แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2566 ระบุสถานภาพ “สมรส” กับ “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

    แจ้งว่า ตน-คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 98,477,863 บาท เป็นทรัพย์สินของ จุลพันธ์ 57,798,134 บาท เป็นทรัพย์สินของ วิสาระดี 40,275,400 บาท และทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 404,328 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 105,295 บาท

    ทรัพย์สินที่น่าสนใจ ได้แก่ ที่ดินของนายจุลพันธ์และน.ส.วิสาระดี จำนวน 18 แปลง มูลค่ารวม 48,876,783 บาท ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และกทม. โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจุลพันธ์และน.ส.วิสาระดี จำนวน 2 หลัง มูลค่ารวม 15,666,666 บาท โดยเป็นห้องชุดที่หาดไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และบ้านเดี่ยวย่านพระราม 3 กทม.

    เงินลงทุนของจุลพันธ์และ วิสาระดี มูลค่ารวม บาท 26,115,400 บาท กระเป๋าถือของ วิสาระดี 7 ใบ มูลค่ารวม 2,300,00 บาท นาฬิกาข้อมือของ วิสาระดี 7 เรือน มูลค่ารวม 3,040,000 บาท

    รู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968778&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22N-iW294QJpPjz91AlqJf

  • พลิกปูม

    พลิกปูม

    พลิกปูม’จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ ก่อนขึ้นสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

    “หนิม – จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อายุ 50 ปี เกิดวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2518 เป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์

    “จุลพันธ์” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท การบริหารธุรกิจ (MBA) วิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม บุตรสาวของ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 โดยปัจจุบัน น.ส.วิสารดี ดำรงตำแหน่งเป็น สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกัน

    “จุลพันธ์” ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เชียงใหม่ สมัยแรก สังกัดพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ก็ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ในเวลาต่อมา

    “จุลพันธ์” ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง 5 สมัย และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัย นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ โดยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทด้วย

    จนกระทั่งล่าสุดในวันนี้ (31 ตุลาคม 2568) ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย ลลมติ 354 เสียง ให้ “จุลพันธ์” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุค”ยกเครื่อง” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!มติเพื่อไทย เลือก’จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่)

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U8XDpnL9TBgzdDNfRrFFN

  • ร้อยเอ็ด จับมือธนชาตประกันภัย รวมพลังชุมชนถนนปลอดภัย

    ร้อยเอ็ด จับมือธนชาตประกันภัย รวมพลังชุมชนถนนปลอดภัย

          
    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ลานกีฬาเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยมีนางสาวสภาวรรดี พัฒนสิน Executive Head – Customer Service Center บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอสุวรรณภูมิ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม

    โครงการดังกล่าวมุ่งแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน 2 จุด ได้แก่ 1. สี่แยกลานกีฬาเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ 2. ถนนหลังโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่สุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนชาตประกันภัย จำนวน 200,000 บาท เพื่อดำเนินการตีเส้นจราจร ติดตั้งป้ายเตือน และป้ายหยุด เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ถนน ทั้งนี้หลังจากพิธีได้ลงพื้นที่ตรวจจุดเสี่ยงและจัดอบรม “สร้างพฤติกรรมความปลอดภัยบนท้องถนนในชุมชนของเรา” เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    #ภูมิภาค-59

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107312&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw000C5SPBF-FTNOIPLM0Ymg

  • รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68


    31/10/2568 | 313 |

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 
    (e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

    ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน  โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย สกลนคร บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช ฯลฯ) 

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/436563&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-k529TmocF5ERpDZfBTjv

  • ร้านอาหารเตรียมร่วม

    ร้านอาหารเตรียมร่วม

    LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอันดับ 1 ของไทย เดินหน้ารับลูกนโยบายรัฐบาล ‘คนละครึ่งพลัส’ เปิดแคมเปญใหญ่หนุนกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ในบทบาทของแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงเม็ดเงินจากโครงการได้อย่างต่อเนื่องจากเฟสแรก และตอกย้ำความเป็น ‘เบอร์ 1 คนละครึ่ง’ คว้า หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ สร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

    ถกกระแส ‘คนละครึ่งพลัส’ ความหวังร้านอาหารและปากท้องคนไทย

    คนละครึ่งพลัส

    เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน LINE MAN จัดเวทีสนทนาโต๊ะกลม ‘ถกกระแสคนละครึ่งพลัส ความหวังร้านอาหารและปากท้องคนไทย’ เพื่อสะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี พร้อมหยิบยกประเด็นจริงที่สังคมกำลังเผชิญ ทั้งความกังวลด้านภาษีและความหวังของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเติบโตมากกว่าการเพียงอยู่รอ เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการสนับสนุนที่ต่อเนื่องเป็นระบบ และเหมาะสมกับร้านค้าทุกขนาด โดยมี ‘คนละครึ่ง’ เป็นต้นแบบความร่วมมือที่พิสูจน์แล้วว่าควรได้รับการต่อยอดอย่างยั่งยืน 

    โดยผู้แทนจากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมเวทีสนทนาโต๊ะกลม มีดังนี้ 

    • คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai
    • คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย
    • คุณคุณาพงศ์ เตชวรประเสริฐ กูรูร้านอาหารและเจ้าของเพจ ขายดีไปด้วยกัน
    • คุณธนันท์รัท เกื้อหนุน เจ้าของร้าน ตำยำยั่ว by โบตั้น ตัวแทนร้านที่เข้าร่วมโครงการ 
    • คุณณัฐฐารินทร์ (เจ้เอ๋) ตัวแทนผู้บริโภคจากจังหวัดสระบุรี 
    • ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ ดำเนินรายการ 

    คุณฐนิวรรณจากสมาคมภัตตาคารไทยอธิบายว่า บทบาทในการร่วมผลักดันร้านอาหารในโครงการ คนละครึ่ง เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจแย่มาก และร้านอาหารต้องการทางรอด โดยมีหลักฐานจากข้อมูลที่ปรึกษาร่วมกับคุณยอด LINE MAN Wongnai สนับสนุนว่า ยอดขายร้านอาหารเติบโตขึ้นได้จริงในช่วงที่มีคนละครึ่ง ความสำเร็จหลังจากผลักดันโครงการคนละครึ่งร่วมกับ LINE MAN ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันรับหลักการ ให้มีโครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งถือเป็น ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและ Micro SME อื่น ๆ อาทิ ร้านสปา, ร้านตัดผม, ขนส่งสาธารณะ, ชุมชน

    ผลที่ได้คือ ร้านค้าขนาดเล็ก (ไซซ์ S : ยอดขาย 15,000 – 30,000 บาทต่อวัน) และร้านค้ารายย่อย (Micro SME รายได้ไม่เกิน 5,000 ต่อวัน) รวมจำนวนกว่า 600,000 ร้าน ได้เข้าร่วม ทั้งร้านอาหาร ร้านขายของ ขนส่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “สมาคมฯ คิดว่ารัฐควรให้ Value สร้างแรงจูงใจ และควรขยายการเข้าร่วมของร้านที่มีรายได้ 1.8 ล้านขึ้นไป เพราะตอนนี้ต้นทุนร้านอาหารสูงขึ้นมาก  ไม่ว่าจะเป็นภาษีป้าย ประกันสังคมที่เจ้าของต้องทำให้ลูกจ้าง”

    คนละครึ่งพลัส

    คุณธนันท์รัท ตัวแทนร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในครั้งแรก บอกว่า เห็นข้อดีคือ ทำให้ธุรกิจโตขึ้น 2-3 เท่า เพราะโครงการนี้ทำให้ลูกค้า ‘ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น’ ยิ่งพอมีเดลิวอรี่ ลูกค้าสั่งไปส่งได้ ไม่ต้องมาที่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว และยังบอกอีกว่า 

    “จากที่เราเป็นร้านเล็ก ๆ พอเข้าโครงการรอบแรกแล้วมีคนสั่งเดลิเวอรี ทำให้เรามีตัวตนมากขึ้น ต่อสู้กับรายใหญ่ ๆ ได้เพิ่มขึ้น ในรอบนี้ เราก็คุยกันเลยว่า 1 ออร์เดอร์ ทำไม่เกิน 15 นาที เพื่อให้ไรเดอร์รับได้เร็ว ไรเดอร์ก็จะได้งานมากขึ้น เงินก็หมุนไปที่ไรเดอร์มากขึ้นด้วย”

    ขณะที่คุณคุณาพงศ์ เจ้าของร้านข้าวมันไก่ที่มียอดขายบน LINE MAN กว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน มองว่าการเสียภาษีไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการอยู่ในระบบภาษีช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและต่อยอดสู่การขยายกิจการได้ในอนาคต พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการนิติบุคคลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้านอาหารไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว 

    “เดลิเวอรีเป็นช่องทางที่สะดวกมาก ไม่อยากให้ร้านค้าลังเลที่จะเข้าร่วม ซึ่งจากประสบการณ์การใช้ส่วนตัวมองว่า LINE MAN ตอบโจทย์ ร้านค้ามั่นใจถึงระบบการใช้งานที่เสถียร ไม่ค้าง ซึ่งจากโครงการรอบที่แล้วแอป LINE MAN ก็ไม่มีปัญหา ช่วยให้การจัดการร้านเป็นได้สะดวกรวดเร็ว จึงอยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่มีรายได้เกินหลักล้านสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้”  

    ฝั่งผู้ใช้บริการ คุณณัฐฐารินทร์ (เจ้เอ๋) ตัวแทนผู้บริโภคจากจังหวัดสระบุรี บอกว่า LINE MAN ช่วยสร้างรายได้ให้คนในสระบุรีอยู่แล้ว และเมื่อมีโครงการคนละครึ่งพลัสก็อยากให้ภาครัฐออกมาให้ความรู้ด้านภาษีแก่ประชาชนมากขึ้น เพราะมีร้านค้าเล็ก ๆ จำนวนมากอยากเข้าระบบ แต่คนในชุมชนพูดคุยเรื่องภาษีไปในแง่ลบ เมื่อขาดความเข้าใจจึงไม่อยากเข้าโครงการ กลัวเรื่องภาษีย้อนหลัง ซึ่งถ้าเข้าร่วมโครงการ เป็นโอกาสที่ดีที่คนจะเห็นมากขึ้น ส่วนร้านที่ไม่เข้าร่วมโครงการ ธุรกิจก็ไม่สามารถโตได้ 

    ด้าน คุณยอด LINE MAN Wongnai บอกว่า บางร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในรอบแรก มียอดขายโตถึง 16% สำหรับคนละครึ่งรอบนี้ LINE MAN เตรียมงบไว้ 300 ล้านบาท โดยจะลด GP ให้ร้านค้า ขยายระยะทางส่งฟรีเป็น 5 กิโลเมตร มีโบนัสให้ไรเดอร์ที่วิ่งงานมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท 

    “เราไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่ช่วยอัปสกิล รีสกิลด้วย เช่น การใช้งาน POS โดยเราทำงานกับกระทรวงการคลังและ depa อบรมให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเก่งขึ้น และก็หวังว่าร้านค้าจะเลือก LINE MAN” 

    ส่วนเรื่องร้านที่ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเพราะกลัวภาษี กระทรวงการคลังพูดชัดเจนว่า ‘ไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง’  และถ้าสมัครเข้ามา ทาง LINE MAN ก็จะร่วมอบรมการใช้งาน POS ให้ผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งทาง depa ก็มีเงินสนับสนุนการใช้ซอฟต์แวร์ให้ด้วย เพื่อติดอาวุธให้ร้านค้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ มีรายได้เพิ่ม และทำบัญชีรับ-จ่ายได้ถูกต้อง

    นอกจากนี้ คุณยอดยังตอกย้ำอีกว่า ร้านอาหารที่เกิดในยุคนี้ ทุกร้านที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางการขาย มีข้อมูลการขาย รู้รายการใช้จ่ายของตัวเอง ก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ในอนาคต 

    ‘หนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย’ พรีเซนเตอร์ LINE MAN เบอร์ 1 คนละครึ่ง 

    โครงการคนละครึ่งพลัส นับเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคที่สั่งอาหารเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN ได้จริง พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมา มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเกือบ 100,000 ร้าน โดยกว่า 60–70% เลือกใช้ LINE MAN 

    ด้านยอดผู้ใช้งานคนละครึ่งผ่าน LINE MAN จากเฟสที่ผ่านมา มีทั้งหมดกว่า 7 ล้านสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเบอร์ 1 คนละครึ่ง และในครั้งนี้ LINE MAN ตัดสินใจเลือก  ‘หนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย’ มาร่วมแคมเปญ ถือเป็นการจับเทรนด์เพราะนอกจากจะเป็นคนข่าวขวัญใจคนไทย ยังถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้พลังความแมสและความน่าเชื่อถือของคนข่าวระดับประเทศมาขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่เข้าถึง ‘ใจคนไทย’ ได้ตรงจุด และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ

    สิทธิประโยชน์ของร้านที่เข้าร่วม ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่าน LINE MAN

    สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่าน LINE MAN ที่แอปถุงเงิน ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

    • รับ 7% GP สำหรับออเดอร์คนละครึ่งพลัส เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการกับ LINE MAN ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568  หรือรับ 9% GP สำหรับออเดอร์คนละครึ่งพลัส ที่สมัครเข้าร่วมโครงการหลังวันดังกล่าวจนจบโครงการ
    • คูปองส่วนลดเร่งยอดขายสำหรับร้านค้าเพื่อนำไปทำโปรโมชันสูงสุด 4,000 บาท
    • LINE MAN ออกส่วนลดให้ลูกค้าเพิ่ม 2,500 บาท
    • เครดิตโฆษณาเพิ่มการมองเห็นของร้านในแอปพลิเคชัน สูงสุด 1,000 บาท
    • ขยายระยะทางส่งฟรีเป็น 5 กิโลเมตร
    • สื่อโฆษณา ณ จุดขาย (POSM) เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าร้านสามารถสั่งผ่านโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ได้
    • ส่วนลดค่าบริการระบบจัดการร้านอาหาร (POS) สูงสุด 8,000 บาท
    • วงเงินกู้เพื่อร้านค้า นำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ
    • กิจกรรมทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายร้านอาหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    สิทธิ์ที่ผู้ใช้งาน LINE MAN จะได้รับ

    “โครงการ คนละครึ่ง ช่วยสร้างการเติบโตให้ยอดขายเฉลี่ย 1-5 เท่า บางร้านเติบโตสูงสุดถึง 16 เท่า ตอกย้ำว่าโครงการนี้สร้างการเติบโตที่จับต้องได้และยั่งยืนให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ” คุณยอดกล่าว

    ฝั่งผู้ใช้สิทธิคนละครึ่ง LINE MAN เตรียมแคมเปญการตลาดและงบโปรโมชัน เพื่อมอบสิทธิพิเศษด้านส่วนลดค่าอาหาร สิทธิส่งฟรี และคูปองส่วนลดมากมายสำหรับออร์เดอร์จากโครงการคนละครึ่งบนแอป LINE MAN โดยจะสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าของวันที่ 7 พฤศจิกายน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า LINE MAN ไม่ได้ตอกย้ำเพียงสถานะ ‘เบอร์ 1 คนละครึ่ง’ แต่ยังเดินเกมเชิงรุกด้วยกลยุทธ์ที่เข้าใจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมใช้จุดแข็งในฐานะ ‘แพลตฟอร์มสัญชาติไทย’ ที่เข้าใจคนไทย และสามารถปรับตัวตอบรับนโยบายภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการร้านอาหารและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/line-man-supports-half-half-plus-co-payment-program&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oaVrFuwf-l-BtesT7TL9t

  • คู่แข่งถอนตัว! “ธนเพชร” ผ่านเข้ารอบรองเทนนิสไอทีเอฟ หัวหิน

    คู่แข่งถอนตัว! “ธนเพชร” ผ่านเข้ารอบรองเทนนิสไอทีเอฟ หัวหิน

    คู่แข่งถอนตัว! “ธนเพชร” ผ่านเข้ารอบรองเทนนิสไอทีเอฟ หัวหิน

    “โอเว่น” ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย มือวางอันดับ 8 ได้สิทธิ์เข้ารอบรองชนะเลิศทันที หลังคู่แข่งชาวอินเดียถอนตัวในศึกแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่หัวหิน

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 516,000 บาท) ดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568

    ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ โอเว่น ธนเพชร ฉันทะ นักหวดไทย เจ้าถิ่นชาวประจวบฯ มือ 904 ของโลก และมือวางอันดับ 8 ของรายการ มีกำหนดพบกับ ศศิกุมาร์ มุกุนด์ นักเทนนิสชาวอินเดีย มือ 452 ของโลก และมือวางอันดับ 1 ของรายการ

    แต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม ศศิกุมาร์ ขอถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เข่าซ้าย ส่งผลให้ ธนเพชร ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศโดยอัตโนมัติ

    รอบรองชนะเลิศ ธนเพชร มีโปรแกรมพบกับ อิกอร์ มาร์คอนเดส นักหวดจากบราซิล มือ 613 ของโลก และมือวางอันดับ 3 ของรายการ ซึ่งเอาชนะ ชินจิ ฮาซาวะ มือวางอันดับ 6 จากญี่ปุ่น 2-0 เซต 6-1, 6-3 ในรอบก่อนหน้า

    ด้านอีกคู่ของไทย มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน มือ 1067 ของโลก พบกับ มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ มือวางอันดับ 7 จากอินโดนีเซีย มือ 846 ของโลก เซตแรกมาร์คุสพ่าย 2-6 ก่อนเซตสองจะนำ 5-4 แต่เกมที่ 10 ถูกหยุดเพราะฝนตก เมื่อแข่งขันต่อในช่วงกลางคืน มาร์คุสไม่สามารถต้านความเหนียวของคู่แข่งได้ พ่ายไป 0-2 เซต 2-6, 5-7 ตกรอบ รับเงินรางวัล 438 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,084 บาท) และคะแนนสะสมอันดับโลก 2 คะแนน  ขณะที่ มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศต่อไป 

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/93341/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kCbPbQzAGygcHHh2W5yvf