Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รับซื้อหนี้ประชาชน 2 ล้านคน ‘คลัง-ธปท.’ เสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า | เดลินิวส์

    รับซื้อหนี้ประชาชน 2 ล้านคน ‘คลัง-ธปท.’ เสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า | เดลินิวส์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย รัฐบาลจะมีมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มียอดหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้า

    ทั้งนี้ การแก้หนี้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท จะทำผ่านการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เข้ามาช่วยเหลือดูแลกลุ่มนี้ เพื่อปลดล็อกการบริโภคในประเทศ และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่เกือบ 90%

    นอกจากนี้ในอีก 2 สัปดาห์จะนำรายละเอียดเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกำลังหลักสำคัญ โดยรัฐบาลจะมีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านมาตรการพี่ดูแลน้อง ให้แรงจูงใจกับบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็กและให้จ่ายเงินได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกันยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วยเรื่องการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างเจรจาหาข้อยุติการรับซื้อหนี้เสียเอ็นพีแอลประชาชนที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทและไม่มีหลักประกัน

    โดยจะรับโอนหนี้เอ็นพีแอลและช่วยคนในรอบแรก 2 ล้านคน จากทั้งหมด 4 ล้านคน แบ่งเป็นหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ 7 แสนคน, นอนแบงก์ที่อยู่ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ 8 แสนคน รับซื้อโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท SAM และหนี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐ 4-5 แสนคนรับโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ อารีย์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอีก 1-2 สัปดาห์นี้

    ส่วนในรอบที่สองเป็นกลุ่มนอนแบงก์ จะต้องมีการเจรจาขอความช่วยเหลือต่อไป

    “ปัญหาเอ็นพีแอลในตอนนี้ยังไม่ใช่วิกฤติ แต่การอยู่ระดับสูงต้องรีบจัดการ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนจะลดลงไม่มาก แต่การแก้ปัญหาจะมองถึงจำนวนราย โดยการแก้หนี้ผ่านการรับซื้อหนี้ครั้งนี้จะเปลี่ยนบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM ให้เป็น Social AMC ส่วนบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM เข้าช่วยเหลือคนพร้อมกับตอบสนองผู้ถือหุ้นทางธุรกิจ หวังว่าเอเอ็มซีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้เสีย ลดปัญหาฟ้องร้อง ลดปัญหาเชิงสังคม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5255091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XliEdVWrrgjThdLvOVRqf

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/642831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a0nNuK8DXszOn3qjyJvEQ

  • รบ.เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการแก้ยอดหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่า 1 แสน

    รบ.เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการแก้ยอดหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่า 1 แสน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย รัฐบาลจะมีมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มียอดหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้า

    ทั้งนี้ การแก้หนี้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท จะทำผ่านการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เข้ามาช่วยเหลือดูแลกลุ่มนี้ เพื่อปลดล็อกการบริโภคในประเทศ และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ในอีก 2 สัปดาห์ จะนำรายละเอียดเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกำลังหลักสำคัญ โดยรัฐบาลจะมีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านมาตรการพี่ดูแลน้อง ให้แรงจูงใจกับบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็กและให้จ่ายเงินได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วยเรื่องการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000104041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38IvZZYEhyc_ojEJZn2sm5

  • President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116430/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ATlWbCfbIO_zJXzVyu0rW

  • กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    (31 ต.ค. 68) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต โดยมีวาระสำคัญในการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย และพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570

    ที่ประชุมมีมติพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 โดยการประชุมในครั้งนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักการศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน สำนักอนามัย โดยประธานการประชุมฯ มีมติให้มีการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงการวางกรอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ให้สอดคล้องกับ นโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ประกอบด้วย 3 เร่ง: เร่งให้ความรู้ผู้ปกครองและสังคม, เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, และเร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน 3 ลด: ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (งดก่อน 2 ขวบ), ลดความเครียดและคืนความสุขให้เด็ก, และลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) 3 เพิ่ม: เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย, เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานให้เด็กสม่ำเสมอ, และเพิ่มความรักความใส่ใจและเวลาคุณภาพของครอบครัว

    สำหรับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 จัดทําขึ้นเพื่อนํานโยบายระดับชาติและแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานครตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และให้หน่วยงานทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และเอกชน ดําเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เพื่อพัฒนาการดําเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน เต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพภายใต้ปรัชญา “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการดูแล พัฒนา และเรียนรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจวินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างมีคุณภาพ และเท่าเทียม ตามศักยภาพตามวัย และต่อเนื่องบนพื้นฐานของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับหลักการพัฒนาศักยภาพและความต้องการจําเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล โดยคํานึงถึงความสุข ความเป็นอยู่ที่ดี การคุ้มครองสิทธิ และความต้องการพื้นฐานของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กทุกคนโดยยึดหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม การเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการกระทําทั้งปวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2351KsQXEiAS6DiVIlKYKb

  • “หนิม” จุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จับตาภารกิจกู้ศรัทธา

    “หนิม” จุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จับตาภารกิจกู้ศรัทธา

    ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเลือกนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วัย 50 ปี สส.เชียงใหม่ 5 สมัยซ้อน อดีต รมช.คลัง ยุคนายกฯ เศรษฐา-แพทองธาร นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยเสียงอย่างท้วมท้น เตรียมนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ ต้นปี 2569

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชื่อเล่นว่า “หนิม” เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เติบโตมาในครอบครัวการเมือง โดยเป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับนางเพ็ชรี อมรวิวัฒน์

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ (MBA) จากวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา

    สนามการเมือง 5 สมัย : จากบ้านใหญ่เชียงใหม่สู่เก้าอี้รัฐมนตรี

    นายจุลพันธ์ เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องถึง 5 สมัย และมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงินของประเทศหลายชุด อาทิ อดีตกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน, อดีตกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ อดีตกรรมาธิการงบประมาณ

    บทบาทสำคัญที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเป็นหนึ่งในขุนพลเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญระดับชาติ เช่น โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท (Digital Wallet)

    นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และในช่วงปลายปี 2568 ก่อนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนที่ 9 ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในความสามารถและการเป็นคนรุ่นกลางที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านงานบริหารและงานนิติบัญญัติ

    ในด้านชีวิตครอบครัว จุลพันธ์ ได้สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย เป็นการรวมสายใยของ 2 ตระกูลการเมืองสำคัญในภาคเหนือเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2892573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l2bYJPsXAx9xfHegc88yR

  • ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    การศึกษา

    ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คุณหญิงลักขณา แสงสนิท เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท แก่นิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 32 โดยมี ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์จำกัด ร่วมพิธีด้วย ณ ที่ทำการมูลนิธิฯ สุขุมวิท 22

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/452597&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gvVuZvocH6zxGWT1W6dqh

  • “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร

    “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร

    “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร


    31/10/2568 | 216 |

    วันนี้ (31 ตุลาคม 2568) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้การต้อนรับ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมหารือและรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กล่าวเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาช้างป่าถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างการอนุรักษ์สัตว์ป่ากับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานทุกระดับ ตั้งแต่การวางแผนเชิงพื้นที่ไปจนถึงการผลักดันด้านกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรมที่สุด ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 4,200-4,700 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 70 แห่ง โดยเฉพาะ 5 กลุ่มป่าที่มีปัญหาอย่างรุนแรง ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันตก ตะวันออก ดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ภูเขียว – น้ำหนาว และแก่งกระจาน แม้ว่าสถิติในปีงบประมาณ 2564 จะแสดงให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนลดลง แต่ความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สินยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

    ทั้งนี้ นายสุชาติ ได้มอบหมายให้กรมอุทยานฯ รับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งในระยะเร่งด่วนทางกรมอุทยานฯ ได้เตรียมดำเนินการเชิงรุก โดยการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า และ สำนักอนุรักษ์ช้างป่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งเร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบที่ประกาศใช้ และได้จัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2572 กำหนด 10 แนวทางหลัก ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การจัดการพื้นที่รองรับและถิ่นอาศัย การยกระดับระบบป้องกันและแจ้งเตือน ไปจนถึงการศึกษาวิจัยและควบคุมประชากรช้างป่า ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างรูปแบบการจัดการปัญหาช้างป่าที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างเป็นธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    สำหรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 
    1) การเร่งรัด และกระชับขั้นตอนในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ตามระเบียบกรมอุทยานฯ ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาจากงบกลาง พ.ศ. 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 
    2) พัฒนาพื้นที่ที่มีช้างป่าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยการพัฒนาพื้นที่ ปรับทัศนียภาพ และระบบสาธารณูปโภคให้เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบชมสัตว์ป่าในธรรมชาติ (Safari)
    3) เสนอร่างการรับบริจาคเงินเพื่อการลดหย่อนภาษีเงินได้ สร้างแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน ในส่วนของช้างป่า และขอให้ ทส. พิจารณาประสานงาน หารือความเป็นไปได้ในการเสนอร่างรับบริจาคเงิน (ช้างพาหนะหรือช้างบ้าน) เพื่อให้สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้ เป็นแนวทางเดียวกัน
    4) ศึกษารูปแบบ Barrier ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นได้เสนอ Barrier ของกรมทางหลวงไว้
    5) เห็นควรเร่งรัดดำเนินการ ศึกษา ติดตามผลประสิทธิภาพของวัคซีนควบ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/436929&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01enMMLbsz6_EYI0gS_m_S

  • S

    S

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ตอกย้ำบทบาทสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่มีเครือข่ายนานาชาติอันแข็งแกร่ง เปิดบ้านต้อนรับ คณะผู้แทนจาก Institute of International Education (IIE) และ มหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 12 แห่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568

    SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย คุณนพรัตน์ ศิวารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิเทศสัมพันธ์ นำเสนอภาพรวมวิสัยทัศน์และความก้าวหน้าของ SPU ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา เพื่อยกระดับสู่ “Global Partnership University” ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยี่ยมชมการเรียนรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยในหลากหลายคณะและหน่วยงาน อาทิห้องปฏิบัติการ Engineering BimClub คณะวิศวกรรมศาสตร์ ห้องปฏิบัติการการบินจำลอง (Mock Up Room) วิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยว และการบริการ ห้อง Digital Play คณะดิจิทัลมีเดีย และ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และบ่มเพาะนวัตกรรมของนักศึกษา SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    กิจกรรมยังต่อยอดด้วย Networking Session ที่เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ กับคณบดีและคณาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชา อาทิ คณะศิลปศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิทยาลัยนานาชาติ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็น อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ SPU ในการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาในระดับโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา หลักสูตรร่วม และงานวิจัยสากลในอนาคต ตอกย้ำจุดยืนของมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่พร้อม สนับสนุน สร้างโอกาสให้แก่นักศึกษาไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีนานาชาติ SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezb5tm894u2rkzif20hh83jhoa0caa0&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XGiqvHTlawP2yTKZxB5kC

  • “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น 

    โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด 

    ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดและพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
     

    สำหรับโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/609258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1juIa5Gu_czIuTosQ_tbWc