Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3/2568 และเดือนกันยายน 2568 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส โดยด้านอุปทานชะลอลงจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ลดลง 1.0% ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

    ส่วนเศรษฐกิจในเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น หลังปัจจัยชั่วคราวทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าแเละการขนส่ง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.8%

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนเดือนกันยายนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทําโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หยุดผลิตทยอยกลับมา และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ของ ธปท. ที่ 2.2% ได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัส และการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว ทั้งนี้ยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y4nEM6sF-f09R9Oo_B8do

  • จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน   สคต.คุนหมิง

    จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน สคต.คุนหมิง

                 จีนเดินหน้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงของรัฐบาลกลาง โดยอาศัยการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และพฤติกรรมการบริโภค     รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2568 ยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2    ของโลก และเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความสำคัญ แม้จะเผชิญความผันผวน     ทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ    ทำให้จีนยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลจีนมุ่งเน้น  การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพการบริโภค เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม      ที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่จีนควรจับตามอง 10 กระแสสำคัญที่จะสะท้อนทิศทางของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

                1. เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ขยายสู่ระดับแลนด์มาร์ก เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ (Experience Economy) กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญในเมืองหลักของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง        และกว่างโจว ที่เน้นการสร้าง “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ให้แก่ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โครงการ                   LV Giant Boat ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่ผสมผสานแฟชั่น ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวเมืองใหญ่ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ในจีน         ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางอารมณ์” และ “ประสบการณ์ร่วม” ผู้ประกอบการควรพัฒนาแบรนด์   

    ให้มีเอกลักษณ์และเน้นประสบการณ์ เพื่อสร้างความจดจำในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

    Weixin Image_20251031162225_705_6.png

    2. การบริโภคอย่างมีเหตุผลและตลาดเฉพาะกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคจีนยุคใหม่           มีความละเอียดรอบคอบและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมากกว่า 70% จะมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบราคาและรีวิวสินค้าตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ  อาหารออร์แกนิก และการบริการเฉพาะแต่ละบุคคล ผู้ประกอบการไทยควรใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม

                3. โอกาสและแนวโน้มทางธุรกิจหรือการค้ารูปแบบใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือชนบท นโยบาย “การฟื้นฟูชนบท” (Rural Revitalization) ของรัฐบาลจีนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ระดับอำเภอและชนบทให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกุ้ยโจว ที่เริ่มมีรายได้ และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ธุรกิจค้าปลีกและบริการขยายตัวต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ภูมิภาคภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

                4. เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ควบคู่กับอุตสาหกรรมร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารจีนพัฒนาไปสู่ยุคของ “ประสบการณ์และคุณค่า” มีตัวอย่างชัดเจนอย่างร้าน Haidilao และร้าน Quanjude ที่นำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) มาใช้สร้างประสบการณ์รับประทานอาหารเสมือนจริงสร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารที่แปลกใหม่ แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจร้านอาหารไทยนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยควบคู่กับเทคโนโลยี และการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารได้อย่างสร้างสรรค์

                5. การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จีนยังคงเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba และ JD.com    ที่พัฒนาโมเดลรูปแบบธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) อย่างเต็มรูปแบบ  โดยการใช้ AI และ Big Data ช่วยให้ร้านค้าสามารถคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค ได้อย่างแม่นยำ      และนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “ร้านค้าดิจิทัล” ที่สามารถปรับกลยุทธ์  แบบทันท่วงทีและได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               6. การบริโภคยุคดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้นโยบาย “แผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ พ.ศ. 2568” จีนมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เทคโนโลยี 5G IoT AI และ VR เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป   อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจีนกว่า 80% ใช้สมาร์ตโฟนในการซื้อสินค้าและบริการทุกประเภท ซึ่งเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล

                7. แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นโยบาย “การพัฒนาแบบสีเขียว”      ของรัฐบาลจีนผลักดันให้ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และพลังงานสะอาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย        และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบธรรมชาติและมาตรฐาน  การผลิตเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                8. การพัฒนาโลจิสติกส์อัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทาน จีนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ได้อย่าง         ก้าวกระโดด ด้วยการใช้เทคโนโลยีโดรน (เครื่องบินขนาดเล็กที่บินได้เองโดยใช้การบังคับผ่านอุปกรณ์)   รถขนส่งไร้คนขับ และคลังสินค้าอัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง สอดคล้อง      กับยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” Belt and Road Initiative (BRI) เชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวเพื่อขยายศักยภาพทางการค้า               และลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ในระยะยาว

    Weixin Image_20251031162304_706_6.png

               9. การขยายธุรกิจค้าปลีกจีนสู่ตลาดต่างประเทศ แบรนด์จีนหลายราย เช่น Shein Temu และ Miniso ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเจาะตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การออกแบบ            ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการสนับสนุน      จากรัฐบาลผ่านข้อตกลงทางการค้า และการเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยผลักดันให้แบรนด์จีน image.pngมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แนวโน้มนี้ถือเป็นการให้ผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาศักยภาพแบรนด์      ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

                10. การใช้ข้อมูลเป็นหลักของการดำเนินธุรกิจ ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุด  ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การบริหาร          ห่วงโซ่อุปทาน และการวางกลยุทธ์ทางการตลาด สามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มยอดขาย และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและตลาดในอนาคต

    ความคิดเห็น สคต.

                 แนวโน้มทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเติบโต        ของตลาดจีนและความนิยมในสินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีนที่มีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพของสินค้า มาตรฐานการผลิต และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยเป็นจุดขายในการเจาะตลาด นอกจากนี้              ยังมีแนวโน้มการค้าออนไลน์และการใช้ช่องทางดิจิทัลในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้า และการทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ทาง สคต. นครคุนหมิง พร้อมให้        การสนับสนุนในด้านข้อมูลตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่าง Quick-win Business Matching และการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า   ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    *****************************************

    แหล่งที่มา 

    https://baijiahao.baidu.com/s?id=1842879504332331056&wfr=spider&for=pc

    สคต. ณ นครคุนหมิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xjes5zu1o9qux2xeifdu5im1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05K2LgfvrLZ-yNuylL_nmv

  • ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ปัจจุบันเยอรมนีก็ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง ที่ได้รับผลกระทบ/ความเสียหายอย่างถาวร โดยเรื่องกล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นสำคัญที่ระบุในรายงานการวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW – Zentrum für Europäische Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งอยู่ในเมือง Mannheim ฉบับล่าสุด โดยนาย Friedrich Heinemann นักเศรษฐศาสตร์จาก ZEW เห็นว่า การอุดหนุนราคาไฟฟ้าไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงแนะนำให้รัฐบาลกลางลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมูลนิธิเพื่อธุรกิจครอบครัวเป็นผู้มอบหมายให้จัดศูนย์วิจัยฯ ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา และสำนักข่าว Handelsblatt ได้รับรายงานฉบับนี้สำหรับเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป ซึ่งในรายงานฉบับนี้ ZEW ได้จัดลำดับราคาพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของ 21 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเยอรมนี และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาเปรียบเทียบกัน ผลการศึกษาพบว่า ราคาไฟฟ้าและก๊าซของประเทศยุโรปส่วนใหญ่ “ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตการณ์อย่างมีนัยสำคัญ” ในส่วนราคาไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคในอุตสาหกรรมขนาดกลางของเยอรมนีอยู่ในอันดับ “กลาง” อย่างไรก็ตาม ระดับกลางนี้ก็ยัง “สูงกว่าอเมริกาเหนือค่อนข้างมาก” เมื่อพูดถึงระดับราคาก๊าซในอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า ราคาก๊าซฯ ของเยอรมันอยู่สูงเป็นลำดับที่ 3 ของยุโรป ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “ช่องว่าง (Gap) ของราคาก๊าซระหว่างฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกับฝั่งยุโรปต่างกันมาก แม้แต่ราคาก๊าซที่ถูกที่สุดในยุโรปก็ยังมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในสหรัฐฯ หลายเท่าตัว”

    ช่องว่างราคาที่กว้างขึ้นในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ราคาค่าไฟฟ้าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วงวิกฤต ในขณะที่ราคาแก๊สในสหรัฐอเมริกากลับลดลง ส่งผลให้ช่องว่างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนีกับยุโรป และอเมริกาเหนือ กว้างขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบด้านการแข่งขัน โดยผู้เขียนรายงานฉบับนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนี ในฤดูใบไม้ผลิปี 2025 อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงผลิตลดลงเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปี 2022 นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง อาทิ อุตสาหกรรมเคมี และโลหะ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหนึ่งมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการเสียโอกาสที่ไม่ได้ผลิตสินค้าบางรายการในเยอรมนีอีกต่อไป กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูงบางรายการถูกย้ายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก และทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบในเยอรมนีทยอยหดตัวลง ส่งผลให้ “การจ้างงานในตำแหน่งงานที่มีผลิตภาพสูงในอุตสาหกรรมของเยอรมนีสูญหายไปอย่างถาวร” โดยมีรายงานเกี่ยวกับการปิดสายการผลิตติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมีซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่กี่วันที่ผ่านมาบริษัท Ineos บริษัทเคมีภัณฑ์สัญชาติอังกฤษประกาศปิดโรงงาน 2 แห่งในเมือง Rheinberg ที่ตั้งอยู่บริเวณขอบภูมิภาค Ruhrgebiet โดย Ineos ระบุว่า ปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องปิดโรงงานลง โดยนาย Stephen Dossett ซึ่งเป็น CEO ของ Ineos กล่าวว่า ยุโรปกำลังฆ่าอุตสาหกรรมของตัวเองให้ตายลงในขณะที่คู่แข่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และจีนต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากพลังงานราคาถูก ผู้ผลิตในยุโรปกลับถูกบีบให้ออกจากตลาด สารเคมีจากจีนก็มีราคาถูกมากเพราะมักจะผลิตจากน้ำมัน และก๊าซราคาถูกของรัสเซีย ในปีนี้ในเยอรมนีมีบริษัทเคมีมากถึง 6 แห่ง ที่ประกาศปิดโรงงานขนาดใหญ่เป็นการถาวร โดยพวกเขาอ้างถึงปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูง ผู้เขียนรายงานระบุต่อว่า เป้าหมายของรัฐบาลเยอรมนีในยุคปัจจุบัน สำหรับการลดราคาไฟฟ้านั้นถูกมองว่า “ถูกต้องโดยพื้นฐาน” ปัจจุบันปัญหาราคาไฟฟ้าที่สูงไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมลดลงเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าที่จำเป็นในอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีไม่ควรให้การอุดหนุนราคาไฟฟ้า เพราะการกระทำเช่นนี้ “ไม่เป็นประโยชน์ในแง่ของนโยบายพลังงาน และไม่ยั่งยืนทางการคลัง” ของประเทศ โดยรัฐบาลกลางฯ ให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า อย่างเช่น จ่ายเงินอุดหนุน 6.5 พันล้านยูโร ให้แก่ผู้ประกอบการเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้เงินทุนด้านการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ได้จ่ายโดยผู้บริโภคไฟฟ้าอีกต่อไป แต่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง โดยทั้งสองมาตรการนี้ มีค่าใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโรต่อปี โดย ZEW ได้แนะนำให้ลดต้นทุนระบบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งอาจทำได้โดยการขยายเครือข่ายไฟฟ้าให้เร็วขึ้น รวมถึงการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโดยรวม นักวิจัยแย้งว่า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนในการจัดการปัญหาความแออัดในเครือข่ายไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรต่อปี

    เบื้องหลังของปัญหา จากการขยายเครือข่ายไฟฟ้าที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า จึงไม่สามารถขนส่งไฟฟ้าจากภาคเหนือของประเทศไปยังภาคใต้ได้เพียงพอกับความต้องการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าในภาคเหนือต้องปิดระบบเนื่องจากเครือข่ายไฟฟ้าไม่สามารถรองรับไฟฟ้าที่จำเป็นในภาคใต้ได้ ในขณะที่ ภาคใต้จำเป็นต้องเปิดโรงใช้โรงงานไฟฟ้าเพื่อให้มีความสมดุลในการผลิต และการบริโภคไฟฟ้าในภูมิภาคขึ้น โดยผู้เขียนรายงานยังได้ออกมาวิจัยวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ผู้บริหารประเทศดำเนินการฝ่ายเดียวในระดับชาติ และข้อกำหนดทางเทคโนโลยี เช่น การออกกฎหมายยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยมลพิษอย่างรวดเร็วตามระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) ของสหภาพยุโรป เนื่องจากใบรับรองการปล่อยมลพิษที่หายไปจากระบบนั้น ถูกนำไปใช้ในที่อื่นแทน นอกจากนี้การดำเนินการฝ่ายเดียวของรัฐมักก่อให้เกิดต้นทุนสูง เช่น การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลกลางชุดใหม่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนของรัฐบาลชุดก่อนที่จะผลักดันการเลิกใช้ถ่านหินให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ผู้เขียนรายงงานยังเห็นด้วยกับความตั้งใจที่จะเปิดกว้างให้ใช้งานระบบการดักจับและกักเก็บ CO นอกจากนี้ ผลการศึกษานี้ฟังดูเป็นไปในแง่ดีเกี่ยวกับคำถามที่ว่า นับตั้งแต่รัสเซียยุติการจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับเยอรมนี ความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานได้พัฒนาไปในทิศทางใด โดยในเยอรมนีการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าดังกล่าวมาก โดยรายงงานยังระบุว่า ในเวลาเดียวกันการแยกตัวออกจากการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียของยุโรปก็ “ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ไม่แน่นอนจากภูมิภาคอื่นอย่างจริงจัง” แต่อย่างใด นาย Rainer Kirchdörfer ประธานคณะกรรมการมูลนิธิธุรกิจครอบครัว (Stiftung Familienunternehmen) กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเยอรมนีได้ดำเนินนโยบายพลังงานที่มีต้นทุนสูง ผมเชื่อมั่นว่า เราต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานทั้งในประเทศ และในยุโรปทั้งหมดก่อน” โดยเขากล่าวต่อว่า (1) การปรับปรุงสายอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ (2) การรักษาความมั่นคงของสายอุปทาน และ (3) การอำนวยความสะดวกการใช้งานเทคโนโลยีด้านการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของรากฐานอุตสาหกรรมของเยอรมนี

    จาก Handelsblatt 31 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ty2eong4vulys44ceru9sfhd&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2igAe1KmbBTuqvXSCstZQy

  • ตร.ทท.ภูเก็ตแต่งชุดผี เพิ่มสีสันวันฮาโลวีน

    ตร.ทท.ภูเก็ตแต่งชุดผี เพิ่มสีสันวันฮาโลวีน

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Landslides,, Work On Phuket Cancer Treatment Centre Begins || Oct 31

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Landslides,, Work On Phuket Cancer Treatment Centre Begins || Oct 31

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2599-13671.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2JK-Ja7NIQU-UN9sMWyL

  • สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    วันที่ 31 ต.ค.68 ที่หน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ถ.เยาวชาช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต สายตรวจรถจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตร่วมเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ด้วยการแต่งหน้าและใส่หน้ากากผีในเครื่องแบบสายตรวจจักรยานที่ประจำการอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถ.ถลาง ถ.พังงา และสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ แลนด์มาร์กชื่อก้องโลกพร้อมกับหุ่นไล่กาติดไว้หน้าที่ทำการ

    จากนั้นสายตรวจรถจักรยาน 1 สาย 1 นายพร้อมรถจักรยานได้แต่งตัวตำรวจผีปั่นจักรยานประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาร่วมถ่ายคลิปด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ได้เป็นอย่างดี

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/60261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24othuOLVFEcJGcU1cYc3H

  • จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    ปักกิ่ง, 30 ต.ค. (ซินหัว) — วันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนเผยผลลัพธ์ที่คณะผู้แทนจีนและสหรัฐฯ บรรลุร่วมกันระหว่างการหารือเศรษฐกิจและการค้าเมื่อไม่นานนี้ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

    โฆษกของกระทรวงฯ ระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะยกเลิก “ภาษีเฟนทานิล” (fentanyl tariffs) ร้อยละ 10 และระงับภาษีสินค้าจีน ร้อยละ 24 เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งรวมถึงสินค้าจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ขณะที่จีนจะปรับเปลี่ยนมาตรการด้านภาษีให้สอดคล้องกัน พร้อมชี้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะขยายระยะเวลาการใช้มาตรการยกเว้นภาษีบางประการอย่างต่อเนื่อง

    สหรัฐฯ จะระงับการบังคับใช้กฎใหม่ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งกฎดังกล่าวขยายบัญชีรายชื่อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ ต่อบริษัทใดก็ตามที่มีเจ้าของหนึ่งคนหรือมากกว่าในรายชื่อถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ส่วนจีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เกี่ยวข้องที่เคยประกาศไปเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 ปี และจะศึกษาและปรับปรุงแผนงานที่เฉพาะเจาะจง

    ฝ่ายสหรัฐฯ จะระงับมาตรการภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมทางทะเล โลจิสติกส์ และการต่อเรือของจีนเป็นเวลา 1 ปี ขณะที่จีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการตอบโต้ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เป็นเวลา 1 ปี ทันทีที่มาตรการระงับของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้

    นอกจากนี้ จีนและสหรัฐฯ ยังได้บรรลุฉันทามติในประเด็นต่างๆ อาทิ ความร่วมมือต่อต้านยาเสพติดเกี่ยวกับเฟนทานิล การขยายการค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร และการรับมือกับกรณีที่เชื่อมโยงกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันผลลัพธ์การหารือเศรษฐกิจและการค้าในกรุงมาดริดของสเปน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ให้คำมั่นเชิงบวกในหลากหลายด้าน อาทิ การลงทุน และจีนจะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับติ๊กต็อก (TikTok) ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเหมาะสม

    การหารือเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์นั้นบรรลุผลลัพธ์เชิงบวก สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันได้ด้วยการยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนผ่านการเจรจาและความร่วมมือ
    โฆษกทิ้งท้ายว่าผลลัพธ์เหล่านี้ได้มาด้วยความยากลำบาก และจีนหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อร่วมกันรับรองการดำเนินการตามผลลัพธ์ และกระตุ้นความแน่นอนและเสถียรภาพให้กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือเทียนจินในเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน วันที่ 22 ส.ค. 2025)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3809741/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-q6fmZOChOICVG7tXANNg

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Workshop on the Adoption of Electronic Bills of Lading (eBL) in Thailand: A Collaborative Approach”  ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA โดยมี Ms. Lin Yang รองเลขาธิการบริหาร ESCAP นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

    นายพชร กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมภาคี Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific (CPTA) หรือ กรอบความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการใช้ระบบดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษ ส่งเสริมการใช้ใบตราส่งสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading: eBL) อำนวยความสะดวกทางการค้าแบบไร้กระดาษ (Paperless Trade Facilitation) ทำให้กระบวนการทางการค้ามีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ และยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการเอกสารทางการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายรองรับที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกฎหมายและพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการค้าไร้กระดาษอย่างสมบูรณ์

    ทั้งนี้ eBL ถือเป็นกุญแจสำคัญผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เชื่อมโยงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ประกอบโลจิสติกส์ ธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ ให้ทำงานร่วมกันในระบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้

    ดังนั้นบทบาทของกระทรวงดีอี จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงกรอบนโยบายที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว กระทรวงดีอีจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เปลี่ยนผ่านระบบการค้าแบบดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริง นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35PYzL4f1LVYwUWFxQ4CcH

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67559/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lFV2u2g4er2RDW68ftw8h

  • แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    พร้อมรับลมหนาว จังหวัดแม่ฮ่องสอนเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ล่าสุด ที่จะทำให้ทริปปางอุ๋งของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นกับ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” ณ บ้านห้วยมะเขือส้ม ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายสมศักดิ์ ณ มาตคำ นายก อบต.หมอกจำแป่, หัวหน้าส่วนราชการ, อินฟลูเอนเซอร์ และนักท่องเที่ยว

    มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม ไม่ใช่แค่ฟาร์มธรรมดา แต่ตั้งเป้าไว้ว่าเป็นจุดหมายใหม่ของคนรักสัตว์และธรรมชาติใน จ.แม่ฮ่องสอน

    ไฮไลท์ดึงดูดนักท่องเที่ยว คือการได้ใกล้ชิดกับ “อัลปาก้า” สุดน่ารัก และ “ฝูงแกะ” ขนปุย ที่จะมาอวดโฉมโชว์ความน่ารักให้นักท่องเที่ยวได้ป้อนอาหารและถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งหญ้าที่สวยงาม

    นอกจากสัตว์น่ารักแล้ว ที่นี่ยังมีจุดถ่ายรูปสุดโรแมนติกอย่าง “วิวปราสาทดอกไม้” หนึ่งเดียวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ฟีลเหมือนอยู่ต่างประเทศ และสำหรับสายชิล ที่นี่ยังมีมี คาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งพักผ่อนไม่จำกัดเวลา เสิร์ฟเครื่องดื่มด้วย “เมล็ดกาแฟสายพันธุ์แม่ฮ่องสอน” แท้ๆ ให้คุณได้แวะพักรถ พักคน ก่อนเดินทางต่อ

    “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” ตั้งอยู่บนเส้นทางหลักมุ่งหน้าสู่ “ปางอุ๋ง” (โครงการพระราชดำริปางตอง 2) โดยอยู่ ห่างจากปางอุ๋งเพียง 2 กิโลเมตรเศษ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดพักรถที่สมบูรณ์แบบ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลหลายชั่วโมง

    การเปิดตัวครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มจุดหมายการท่องเที่ยวรับช่วง High Season แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าชุมชน ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้แวะมาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ ชมความน่ารักของอัลปาก้าและฝูงแกะ ณ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” พร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2892574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GPVmVKPyIPsJtR9D0Gb78

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลง จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ย.68

    สำหรับเดือน ก.ย.68 เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิต หลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลง ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มปิโตรเลียมและเครื่องดื่มที่กลับมาผลิตหลังหยุดผลิตชั่วคราว และการผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม EV ส่วนการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการ

    – จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายรับจากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว และอินเดียที่มีการเพิ่มเส้นทางบินตรงใหม่ ด้านรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนวันพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว และพบว่าในระยะหลังมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆ ในไทยมากขึ้น

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหลายหมวด อาทิ (1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ (2) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลาง และชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ และ (3) อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และข้าวไปแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย และการส่งออกปิโตรเลียมลดลงตามการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จากการเร่งส่งออกไปในเดือนก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการมากขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพื่อผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบกับการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้น ตามการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือจากจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิง และสินค้าทุน ไม่รวมเครื่องบินปรับลดลงจากเดือนก่อน

    • ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.ย. ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่ง และของใช้ส่วนตัว

    – ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อน ตามการจ้างงานในภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตลดลงบ้าง โดยต้องติดตามการจ้างงานที่ยังคงลดลงในกลุ่มการผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เกินดุลเป็นสำคัญ โดยในเดือนก.ย.68 ไทยเกินดุลการค้า 3.6 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่งออก ได้เป็นมูลค่า 30.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้า มีมูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์

    • ภาวะการเงิน

    – อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด รวมถึงปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ หลังสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น

    สำหรับเดือน ต.ค. (ข้อมูลถึง 27 ต.ค.68) เงินบาทปรับอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ปรับแย่ลง ทั้งจากสงครามการค้าและสถานการณ์การเมืองของฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยแข็งค่าในเดือน ก.ย. จากปัจจัยเฉพาะของไทยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีค่าเงินฯ ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ต.ค.

    – การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากช่องทางสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นตามการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตเครื่องดื่ม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการโฆษณา ด้านการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนหน้า ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

    ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ย. ถึง 27 ต.ค.68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะมีการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประกอบกับนักลงทุนสถาบันมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเน้นถือพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น

    • เชื่อ “คนละครึ่งพลัส” เป็น upside ศก.ไทย Q4/68

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่า ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจาก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาหลังจากหยุดผลิตไปชั่วคราวในก่อนหน้านี้ และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 2.การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 3.ภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยในระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2. ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากผลของมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ในเบื้องต้น ธปท.ได้รวมผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ที่การขยายตัว 2.2% แล้ว แต่หากในทางปฏิบัติจริงพบว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น upside กับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาดูต่อไป

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลทางเชิงจิตวิทยาในเชิงบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9U0IQCTFJSAIAX01BKYT2NXAN4UYI9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pL9qfqC-2-qZFgzdFOrSm