Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท.ยันแทรกแซงค่าบาทได้ แอ่นอกรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส3ตกหลุม-

    ธปท.ยันแทรกแซงค่าบาทได้ แอ่นอกรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส3ตกหลุม-

     น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปีนี้ ว่า ภาพรวมชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่เริ่มปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส โดยในเดือน ก.ย. เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิตหลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน การส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 19.2% จากระยะเดียวกันปีก่อน แม้ว่าจะมีการเริ่มเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ แล้ว 

     ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวดีขึ้น 5.8% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนยังคงชะลอลง 0.8% จากเดือนก่อนหน้า ในเดือนก.ย. การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า 4.5% ขณะที่การใช้จ่ายรัฐบาลกลางลดลง 2.5% โดยส่วนหนึ่งการชะลอของการใช้จ่ายมาจากรายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 17.1% จากทั้งราคาและผลผลิตสินค้าที่ลดลง

    ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 จะปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยได้รับคำตอบจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวว่าจะขยายตัวดีขึ้น ตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้า โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะไกล (long haul) และคาดว่ามาตรการภาครัฐ เช่น เที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจการค้าขยายตัว ตามการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่ภาคการผลิต และการก่อสร้างอาจจะได้รับผลดีน้อยกว่า

      ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องติดตามระยะต่อไปต้องติดตาม คือ การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม  2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีการเก็บเพิ่ม หรือลดภาษีในสินค้าอื่นๆ ในอนาคต 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยธปท.ได้รวมผลจากโครงการคนละครึ่งพลัสเข้าไปในการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดจะโต 2.2% แล้ว

     ด้าน น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า เราได้เห็นว่าโครงการคนละครึ่งพลัส มีผลในด้านทำให้บรรยากาศของการค้าขาย และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น คงต้องจับตาดูมาตรการนี้และมาตรการรัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆที่จะมีผลช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้หรือไม่ นอกจากนั้น ยังต้องจับตาข้อตกลงการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่าจะมีผลเพิ่มเติมกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร ทั้งในทางลบและทางบวก

     ขณะเดียวกัน ย้ำคำตอบในส่วนของข้อตกลงที่ธปท.ทำกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ว่า ไม่มีผลทำให้ธปท.ไม่สามารถแทรกแซงหรือเข้าดูแลค่าเงินบาทได้ เพราะตามหลักการของธปท.การเข้าดูแลค่าเงินบาทจะทำเพื่อลดความผันผวนที่รุนแรงเกินไปอยู่แล้ว เพื่อลดผลกระทบของธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย ไม่ได้ทำเพื่อให้เงินบาทแข็งขึ้นหรืออ่อนค่าลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2892667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WT-1xTGccssQ6S-hP9S75

  • เมอแรนติกรีนสตีลร่วมภาครัฐ-เอกชน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเหล็กคาร์บอนต่ำ : อินโฟเควสท์

    เมอแรนติกรีนสตีลร่วมภาครัฐ-เอกชน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเหล็กคาร์บอนต่ำ : อินโฟเควสท์

    บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีฐานธุรกิจในสิงคโปร์ โอมาน และไทย จัดงานสัมมนาเพื่อสำรวจแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำในภูมิภาค

    บริษัทฯ กำลังก่อสร้างโรงงานเหล็กคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยที่จังหวัดระยอง โดยบูรณาการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    งานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “การลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย” โดยมีผู้แทนหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บริษัท ดานิลี่ ประเทศไทย สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) คณะผู้แทนจากโอมาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจาก Integrated Gas Company (IGC) และ Invest Oman ผู้ผลิตเหล็กในประเทศ ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

    ดร.เซบาสเตียน แลนเกนดอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเมอแรนติ กรีน สตีล กล่าวต้อนรับแขกผ ซึ่งรวมถึง ฯพณฯ อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคุณอับดุล ราห์มาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Integrated Gas Company (IGC) โดยย้ำว่า ไทยมีแรงงานที่มีฝีมือ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และโอกาสทางการตลาดที่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการลงทุน

    ดร.แลนเกนดอฟ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีความสามารถ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดปลายน้ำที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเหล็กคาร์บอนต่ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานของเราที่ระยองจะผลิตเหล็กแผ่นคุณภาพสูงด้วยกระบวนการทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตชาวไทยก้าวไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น เราสามารถร่วมกันสร้างระบบนิเวศเหล็กคาร์บอนต่ำที่จะสนับสนุนการสร้างงาน ชุมชน และเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้”เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คือกุญแจสู่ความสามารถในการแข่งขัน

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาวหลังจากนั้นมีการนำเสนอข้อมูลด้านเทคนิคจาก ดานิลี่ TDRI และเมอแรนติ กรีน สตีล เกี่ยวกับความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำของไทย โดย ดานิลี่ นำเสนอความก้าวหน้าในการผลิตเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) และการติดตามการปล่อยคาร์บอน ส่วน TDRI เน้นย้ำความจำเป็นในการขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าโดยบุคคลที่สาม (Third-Party Access) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Green PPAs)เมอแรนติ กรีน สตีลนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานที่จะผลิตเหล็ก HBI คาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรองในโอมาน และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กขั้นสุดท้ายในไทย แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพผู้ผลิตในประเทศด้วยการผลิตเหล็กคุณภาพสูงขึ้น ลดความต้องการใช้เศษเหล็ก สร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูงเหล็กคาร์บอนต่ำ หัวใจสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน

    การเสวนาหัวข้อ “เหล็กคาร์บอนต่ำในประเทศไทย: ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ” โดยมีเอกอัครราชทูตนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานสำคัญ อาทิ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) บริษัท เหล็กก่อสร้างและการค้า จำกัด (CEAT) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และเมอแรนติ กรีน สตีล เข้าร่วมเสวนา

    ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า “เหล็กคาร์บอนต่ำ” ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจไทย สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU’s CBAM) และการสร้างหลักประกันความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ผู้ร่วมเสวนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กคาร์บอนต่ำประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการเหล็กคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคการก่อสร้างและการส่งออก การลงทุนของเมอแรนติ กรีน สตีลถูกยกเป็นตัวอย่างของความร่วมมือทางพันธมิตรที่มีการแบ่งปันเทคโนโลยี วัตถุดิบสะอาด และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตเหล็กของไทยและวางตำแหน่งประเทศให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับเหล็กคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรอง

    ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ชื่นชมถึงความชัดเจนของเป้าหมายของเมอแรนติ กรีน สตีล และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนสานต่อความร่วมมือเพื่อผลักดันให้ “เหล็กคาร์บอนต่ำ” เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”เหล็กสีเขียวคือหัวใจสำคัญของคำสัญญา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะเหล็กอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซ่อนอยู่ในสะพานที่เราข้าม ในบ้านเรือนที่เราสร้าง ในโรงพยาบาลที่เราไว้วางใจ ในกังหันลมที่จะเป็นพลังงานแห่งอนาคตของเรา หากเราเปลี่ยนแปลงเหล็ก เราก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวของการเติบโตของเรา”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541884&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PxPHeEiHABAs_AZezQ5Be

  • รวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับความหมายอันทรงคุณค่า

    รวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับความหมายอันทรงคุณค่า

              ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สะท้อนพระเกียรติคุณและความหมายอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การศึกษาและจดจำ

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              เนื่องในช่วงเวลาแห่งการร่วมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปวงชนชาวไทยต่างสำนึกในพระเมตตาและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ

              ในโอกาสนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเพจเฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง จึงได้รวบรวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นในวาระสำคัญต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ศึกษาและร่วมรำลึกถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยธนบัตรแต่ละชุดล้วนเปี่ยมด้วยความหมายอันทรงคุณค่า และสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยอย่างหาที่สุดมิได้

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
    สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              แนวความคิดในการออกแบบธนบัตร นำมาจากพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” มีความหมายว่า “ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบถวายพระราชสมัญญานี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทยและชาติบ้านเมือง อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม งานด้านศิลปาชีพ และโขนพระราชทาน

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              ​ธนบัตรที่ระลึกฉบับนี้มีแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นความสวยงาม อ่อนหวาน และมุ่งแสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงเป็นคู่พระบารมีของพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระในการทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรและพสกนิกรเคียงข้างกันสมอมา ดังปรากฏชัดในพระราชกรณียกิจนานัปการที่เชิญมาจารึกไว้ในธนบัตรที่ระลึกนี้ 

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 60 ปี พุทธศักราช 2553

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

              ​ธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท นี้ มีลักษณะด้านหน้า สี และขนาดเหมือนกับธนบัตรหมุนเวียนแบบสิบห้า (รุ่นสอง) ชนิดราคา 100 บาท เว้นแต่ลักษณะที่ปรากฏด้านหลังได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับการราชาภิเษกสมรส และการบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การพิมพ์ธนบัตร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดพิมพ์ธนบัตรตามแนวตั้ง โดยมีโทนสีด้านหน้าและด้านหลังแตกต่างกัน สีของธนบัตรด้านหลังโดยรวมเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์ และธนบัตรชุดนี้ยังได้รับรางวัลธนบัตรสวยที่สุดในโลก ในปี 2004 จากนิตยสาร Munzen & Papiergeld

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 50 ปี

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              เป็นครั้งแรกที่เชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นภาพประธานด้านหน้าธนบัตรคู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงดวงฟอยล์สีเหลืองทอง และลายน้ำ ก็เป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์และพระฉายาสาทิสลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ด้วย ชนิดราคา 500,000 บาทเป็นชนิดราคาที่สูงที่สุดของธนบัตรไทยที่เคยจัดพิมพ์

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 50 ปี

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              แนวคิดในการออกแบบเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ มีลักษณะและขนาดเช่นเดียวกับธนบัตรแบบสิบสี่ ชนิดราคา 1,000 บาท ที่ใช้หมุนเวียนออกใช้ในคราวเดียวกัน รายละเอียดโดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกัน แต่เพิ่มรายละเอียดพิเศษ กล่าวคือ เปลี่ยนลายน้ำเป็นพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

              ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติแต่ละแบบล้วนสะท้อนถึงพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่าน ตลอดจนความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในลวดลายและสัญลักษณ์บนธนบัตร ซึ่งล้วนเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยทุกคนได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ต่อไป

    บทความที่เกี่ยวข้องกับธนบัตรที่ระลึก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296148.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YEf2qA_gLLJ0vPSXQ6c8-

  • เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3/2568 และเดือนกันยายน 2568 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส โดยด้านอุปทานชะลอลงจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ลดลง 1.0% ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

    ส่วนเศรษฐกิจในเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น หลังปัจจัยชั่วคราวทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าแเละการขนส่ง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.8%

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนเดือนกันยายนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทําโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หยุดผลิตทยอยกลับมา และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ของ ธปท. ที่ 2.2% ได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัส และการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว ทั้งนี้ยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y4nEM6sF-f09R9Oo_B8do

  • จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน   สคต.คุนหมิง

    จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน สคต.คุนหมิง

                 จีนเดินหน้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงของรัฐบาลกลาง โดยอาศัยการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และพฤติกรรมการบริโภค     รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2568 ยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2    ของโลก และเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความสำคัญ แม้จะเผชิญความผันผวน     ทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ    ทำให้จีนยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลจีนมุ่งเน้น  การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพการบริโภค เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม      ที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่จีนควรจับตามอง 10 กระแสสำคัญที่จะสะท้อนทิศทางของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

                1. เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ขยายสู่ระดับแลนด์มาร์ก เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ (Experience Economy) กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญในเมืองหลักของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง        และกว่างโจว ที่เน้นการสร้าง “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ให้แก่ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โครงการ                   LV Giant Boat ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่ผสมผสานแฟชั่น ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวเมืองใหญ่ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ในจีน         ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางอารมณ์” และ “ประสบการณ์ร่วม” ผู้ประกอบการควรพัฒนาแบรนด์   

    ให้มีเอกลักษณ์และเน้นประสบการณ์ เพื่อสร้างความจดจำในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

    Weixin Image_20251031162225_705_6.png

    2. การบริโภคอย่างมีเหตุผลและตลาดเฉพาะกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคจีนยุคใหม่           มีความละเอียดรอบคอบและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมากกว่า 70% จะมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบราคาและรีวิวสินค้าตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ  อาหารออร์แกนิก และการบริการเฉพาะแต่ละบุคคล ผู้ประกอบการไทยควรใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม

                3. โอกาสและแนวโน้มทางธุรกิจหรือการค้ารูปแบบใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือชนบท นโยบาย “การฟื้นฟูชนบท” (Rural Revitalization) ของรัฐบาลจีนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ระดับอำเภอและชนบทให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกุ้ยโจว ที่เริ่มมีรายได้ และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ธุรกิจค้าปลีกและบริการขยายตัวต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ภูมิภาคภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

                4. เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ควบคู่กับอุตสาหกรรมร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารจีนพัฒนาไปสู่ยุคของ “ประสบการณ์และคุณค่า” มีตัวอย่างชัดเจนอย่างร้าน Haidilao และร้าน Quanjude ที่นำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) มาใช้สร้างประสบการณ์รับประทานอาหารเสมือนจริงสร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารที่แปลกใหม่ แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจร้านอาหารไทยนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยควบคู่กับเทคโนโลยี และการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารได้อย่างสร้างสรรค์

                5. การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จีนยังคงเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba และ JD.com    ที่พัฒนาโมเดลรูปแบบธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) อย่างเต็มรูปแบบ  โดยการใช้ AI และ Big Data ช่วยให้ร้านค้าสามารถคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค ได้อย่างแม่นยำ      และนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “ร้านค้าดิจิทัล” ที่สามารถปรับกลยุทธ์  แบบทันท่วงทีและได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               6. การบริโภคยุคดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้นโยบาย “แผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ พ.ศ. 2568” จีนมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เทคโนโลยี 5G IoT AI และ VR เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป   อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจีนกว่า 80% ใช้สมาร์ตโฟนในการซื้อสินค้าและบริการทุกประเภท ซึ่งเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล

                7. แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นโยบาย “การพัฒนาแบบสีเขียว”      ของรัฐบาลจีนผลักดันให้ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และพลังงานสะอาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย        และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบธรรมชาติและมาตรฐาน  การผลิตเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                8. การพัฒนาโลจิสติกส์อัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทาน จีนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ได้อย่าง         ก้าวกระโดด ด้วยการใช้เทคโนโลยีโดรน (เครื่องบินขนาดเล็กที่บินได้เองโดยใช้การบังคับผ่านอุปกรณ์)   รถขนส่งไร้คนขับ และคลังสินค้าอัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง สอดคล้อง      กับยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” Belt and Road Initiative (BRI) เชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวเพื่อขยายศักยภาพทางการค้า               และลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ในระยะยาว

    Weixin Image_20251031162304_706_6.png

               9. การขยายธุรกิจค้าปลีกจีนสู่ตลาดต่างประเทศ แบรนด์จีนหลายราย เช่น Shein Temu และ Miniso ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเจาะตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การออกแบบ            ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการสนับสนุน      จากรัฐบาลผ่านข้อตกลงทางการค้า และการเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยผลักดันให้แบรนด์จีน image.pngมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แนวโน้มนี้ถือเป็นการให้ผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาศักยภาพแบรนด์      ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

                10. การใช้ข้อมูลเป็นหลักของการดำเนินธุรกิจ ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุด  ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การบริหาร          ห่วงโซ่อุปทาน และการวางกลยุทธ์ทางการตลาด สามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มยอดขาย และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและตลาดในอนาคต

    ความคิดเห็น สคต.

                 แนวโน้มทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเติบโต        ของตลาดจีนและความนิยมในสินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีนที่มีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพของสินค้า มาตรฐานการผลิต และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยเป็นจุดขายในการเจาะตลาด นอกจากนี้              ยังมีแนวโน้มการค้าออนไลน์และการใช้ช่องทางดิจิทัลในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้า และการทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ทาง สคต. นครคุนหมิง พร้อมให้        การสนับสนุนในด้านข้อมูลตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่าง Quick-win Business Matching และการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า   ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    *****************************************

    แหล่งที่มา 

    https://baijiahao.baidu.com/s?id=1842879504332331056&wfr=spider&for=pc

    สคต. ณ นครคุนหมิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xjes5zu1o9qux2xeifdu5im1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05K2LgfvrLZ-yNuylL_nmv

  • ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ปัจจุบันเยอรมนีก็ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง ที่ได้รับผลกระทบ/ความเสียหายอย่างถาวร โดยเรื่องกล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นสำคัญที่ระบุในรายงานการวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW – Zentrum für Europäische Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งอยู่ในเมือง Mannheim ฉบับล่าสุด โดยนาย Friedrich Heinemann นักเศรษฐศาสตร์จาก ZEW เห็นว่า การอุดหนุนราคาไฟฟ้าไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงแนะนำให้รัฐบาลกลางลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมูลนิธิเพื่อธุรกิจครอบครัวเป็นผู้มอบหมายให้จัดศูนย์วิจัยฯ ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา และสำนักข่าว Handelsblatt ได้รับรายงานฉบับนี้สำหรับเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป ซึ่งในรายงานฉบับนี้ ZEW ได้จัดลำดับราคาพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของ 21 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเยอรมนี และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาเปรียบเทียบกัน ผลการศึกษาพบว่า ราคาไฟฟ้าและก๊าซของประเทศยุโรปส่วนใหญ่ “ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตการณ์อย่างมีนัยสำคัญ” ในส่วนราคาไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคในอุตสาหกรรมขนาดกลางของเยอรมนีอยู่ในอันดับ “กลาง” อย่างไรก็ตาม ระดับกลางนี้ก็ยัง “สูงกว่าอเมริกาเหนือค่อนข้างมาก” เมื่อพูดถึงระดับราคาก๊าซในอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า ราคาก๊าซฯ ของเยอรมันอยู่สูงเป็นลำดับที่ 3 ของยุโรป ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “ช่องว่าง (Gap) ของราคาก๊าซระหว่างฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกับฝั่งยุโรปต่างกันมาก แม้แต่ราคาก๊าซที่ถูกที่สุดในยุโรปก็ยังมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในสหรัฐฯ หลายเท่าตัว”

    ช่องว่างราคาที่กว้างขึ้นในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ราคาค่าไฟฟ้าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วงวิกฤต ในขณะที่ราคาแก๊สในสหรัฐอเมริกากลับลดลง ส่งผลให้ช่องว่างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนีกับยุโรป และอเมริกาเหนือ กว้างขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบด้านการแข่งขัน โดยผู้เขียนรายงานฉบับนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนี ในฤดูใบไม้ผลิปี 2025 อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงผลิตลดลงเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปี 2022 นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง อาทิ อุตสาหกรรมเคมี และโลหะ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหนึ่งมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการเสียโอกาสที่ไม่ได้ผลิตสินค้าบางรายการในเยอรมนีอีกต่อไป กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูงบางรายการถูกย้ายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก และทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบในเยอรมนีทยอยหดตัวลง ส่งผลให้ “การจ้างงานในตำแหน่งงานที่มีผลิตภาพสูงในอุตสาหกรรมของเยอรมนีสูญหายไปอย่างถาวร” โดยมีรายงานเกี่ยวกับการปิดสายการผลิตติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมีซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่กี่วันที่ผ่านมาบริษัท Ineos บริษัทเคมีภัณฑ์สัญชาติอังกฤษประกาศปิดโรงงาน 2 แห่งในเมือง Rheinberg ที่ตั้งอยู่บริเวณขอบภูมิภาค Ruhrgebiet โดย Ineos ระบุว่า ปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องปิดโรงงานลง โดยนาย Stephen Dossett ซึ่งเป็น CEO ของ Ineos กล่าวว่า ยุโรปกำลังฆ่าอุตสาหกรรมของตัวเองให้ตายลงในขณะที่คู่แข่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และจีนต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากพลังงานราคาถูก ผู้ผลิตในยุโรปกลับถูกบีบให้ออกจากตลาด สารเคมีจากจีนก็มีราคาถูกมากเพราะมักจะผลิตจากน้ำมัน และก๊าซราคาถูกของรัสเซีย ในปีนี้ในเยอรมนีมีบริษัทเคมีมากถึง 6 แห่ง ที่ประกาศปิดโรงงานขนาดใหญ่เป็นการถาวร โดยพวกเขาอ้างถึงปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูง ผู้เขียนรายงานระบุต่อว่า เป้าหมายของรัฐบาลเยอรมนีในยุคปัจจุบัน สำหรับการลดราคาไฟฟ้านั้นถูกมองว่า “ถูกต้องโดยพื้นฐาน” ปัจจุบันปัญหาราคาไฟฟ้าที่สูงไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมลดลงเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าที่จำเป็นในอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีไม่ควรให้การอุดหนุนราคาไฟฟ้า เพราะการกระทำเช่นนี้ “ไม่เป็นประโยชน์ในแง่ของนโยบายพลังงาน และไม่ยั่งยืนทางการคลัง” ของประเทศ โดยรัฐบาลกลางฯ ให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า อย่างเช่น จ่ายเงินอุดหนุน 6.5 พันล้านยูโร ให้แก่ผู้ประกอบการเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้เงินทุนด้านการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ได้จ่ายโดยผู้บริโภคไฟฟ้าอีกต่อไป แต่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง โดยทั้งสองมาตรการนี้ มีค่าใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโรต่อปี โดย ZEW ได้แนะนำให้ลดต้นทุนระบบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งอาจทำได้โดยการขยายเครือข่ายไฟฟ้าให้เร็วขึ้น รวมถึงการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโดยรวม นักวิจัยแย้งว่า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนในการจัดการปัญหาความแออัดในเครือข่ายไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรต่อปี

    เบื้องหลังของปัญหา จากการขยายเครือข่ายไฟฟ้าที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า จึงไม่สามารถขนส่งไฟฟ้าจากภาคเหนือของประเทศไปยังภาคใต้ได้เพียงพอกับความต้องการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าในภาคเหนือต้องปิดระบบเนื่องจากเครือข่ายไฟฟ้าไม่สามารถรองรับไฟฟ้าที่จำเป็นในภาคใต้ได้ ในขณะที่ ภาคใต้จำเป็นต้องเปิดโรงใช้โรงงานไฟฟ้าเพื่อให้มีความสมดุลในการผลิต และการบริโภคไฟฟ้าในภูมิภาคขึ้น โดยผู้เขียนรายงานยังได้ออกมาวิจัยวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ผู้บริหารประเทศดำเนินการฝ่ายเดียวในระดับชาติ และข้อกำหนดทางเทคโนโลยี เช่น การออกกฎหมายยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยมลพิษอย่างรวดเร็วตามระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) ของสหภาพยุโรป เนื่องจากใบรับรองการปล่อยมลพิษที่หายไปจากระบบนั้น ถูกนำไปใช้ในที่อื่นแทน นอกจากนี้การดำเนินการฝ่ายเดียวของรัฐมักก่อให้เกิดต้นทุนสูง เช่น การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลกลางชุดใหม่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนของรัฐบาลชุดก่อนที่จะผลักดันการเลิกใช้ถ่านหินให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ผู้เขียนรายงงานยังเห็นด้วยกับความตั้งใจที่จะเปิดกว้างให้ใช้งานระบบการดักจับและกักเก็บ CO นอกจากนี้ ผลการศึกษานี้ฟังดูเป็นไปในแง่ดีเกี่ยวกับคำถามที่ว่า นับตั้งแต่รัสเซียยุติการจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับเยอรมนี ความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานได้พัฒนาไปในทิศทางใด โดยในเยอรมนีการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าดังกล่าวมาก โดยรายงงานยังระบุว่า ในเวลาเดียวกันการแยกตัวออกจากการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียของยุโรปก็ “ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ไม่แน่นอนจากภูมิภาคอื่นอย่างจริงจัง” แต่อย่างใด นาย Rainer Kirchdörfer ประธานคณะกรรมการมูลนิธิธุรกิจครอบครัว (Stiftung Familienunternehmen) กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเยอรมนีได้ดำเนินนโยบายพลังงานที่มีต้นทุนสูง ผมเชื่อมั่นว่า เราต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานทั้งในประเทศ และในยุโรปทั้งหมดก่อน” โดยเขากล่าวต่อว่า (1) การปรับปรุงสายอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ (2) การรักษาความมั่นคงของสายอุปทาน และ (3) การอำนวยความสะดวกการใช้งานเทคโนโลยีด้านการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของรากฐานอุตสาหกรรมของเยอรมนี

    จาก Handelsblatt 31 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ty2eong4vulys44ceru9sfhd&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2igAe1KmbBTuqvXSCstZQy

  • ตร.ทท.ภูเก็ตแต่งชุดผี เพิ่มสีสันวันฮาโลวีน

    ตร.ทท.ภูเก็ตแต่งชุดผี เพิ่มสีสันวันฮาโลวีน

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Landslides,, Work On Phuket Cancer Treatment Centre Begins || Oct 31

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Landslides,, Work On Phuket Cancer Treatment Centre Begins || Oct 31

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2599-13671.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2JK-Ja7NIQU-UN9sMWyL

  • สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    วันที่ 31 ต.ค.68 ที่หน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ถ.เยาวชาช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต สายตรวจรถจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตร่วมเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ด้วยการแต่งหน้าและใส่หน้ากากผีในเครื่องแบบสายตรวจจักรยานที่ประจำการอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถ.ถลาง ถ.พังงา และสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ แลนด์มาร์กชื่อก้องโลกพร้อมกับหุ่นไล่กาติดไว้หน้าที่ทำการ

    จากนั้นสายตรวจรถจักรยาน 1 สาย 1 นายพร้อมรถจักรยานได้แต่งตัวตำรวจผีปั่นจักรยานประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาร่วมถ่ายคลิปด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ได้เป็นอย่างดี

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/60261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24othuOLVFEcJGcU1cYc3H

  • จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    ปักกิ่ง, 30 ต.ค. (ซินหัว) — วันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนเผยผลลัพธ์ที่คณะผู้แทนจีนและสหรัฐฯ บรรลุร่วมกันระหว่างการหารือเศรษฐกิจและการค้าเมื่อไม่นานนี้ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

    โฆษกของกระทรวงฯ ระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะยกเลิก “ภาษีเฟนทานิล” (fentanyl tariffs) ร้อยละ 10 และระงับภาษีสินค้าจีน ร้อยละ 24 เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งรวมถึงสินค้าจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ขณะที่จีนจะปรับเปลี่ยนมาตรการด้านภาษีให้สอดคล้องกัน พร้อมชี้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะขยายระยะเวลาการใช้มาตรการยกเว้นภาษีบางประการอย่างต่อเนื่อง

    สหรัฐฯ จะระงับการบังคับใช้กฎใหม่ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งกฎดังกล่าวขยายบัญชีรายชื่อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ ต่อบริษัทใดก็ตามที่มีเจ้าของหนึ่งคนหรือมากกว่าในรายชื่อถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ส่วนจีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เกี่ยวข้องที่เคยประกาศไปเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 ปี และจะศึกษาและปรับปรุงแผนงานที่เฉพาะเจาะจง

    ฝ่ายสหรัฐฯ จะระงับมาตรการภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมทางทะเล โลจิสติกส์ และการต่อเรือของจีนเป็นเวลา 1 ปี ขณะที่จีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการตอบโต้ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เป็นเวลา 1 ปี ทันทีที่มาตรการระงับของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้

    นอกจากนี้ จีนและสหรัฐฯ ยังได้บรรลุฉันทามติในประเด็นต่างๆ อาทิ ความร่วมมือต่อต้านยาเสพติดเกี่ยวกับเฟนทานิล การขยายการค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร และการรับมือกับกรณีที่เชื่อมโยงกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันผลลัพธ์การหารือเศรษฐกิจและการค้าในกรุงมาดริดของสเปน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ให้คำมั่นเชิงบวกในหลากหลายด้าน อาทิ การลงทุน และจีนจะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับติ๊กต็อก (TikTok) ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเหมาะสม

    การหารือเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์นั้นบรรลุผลลัพธ์เชิงบวก สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันได้ด้วยการยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนผ่านการเจรจาและความร่วมมือ
    โฆษกทิ้งท้ายว่าผลลัพธ์เหล่านี้ได้มาด้วยความยากลำบาก และจีนหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อร่วมกันรับรองการดำเนินการตามผลลัพธ์ และกระตุ้นความแน่นอนและเสถียรภาพให้กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือเทียนจินในเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน วันที่ 22 ส.ค. 2025)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3809741/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-q6fmZOChOICVG7tXANNg

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Workshop on the Adoption of Electronic Bills of Lading (eBL) in Thailand: A Collaborative Approach”  ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA โดยมี Ms. Lin Yang รองเลขาธิการบริหาร ESCAP นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

    นายพชร กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมภาคี Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific (CPTA) หรือ กรอบความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการใช้ระบบดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษ ส่งเสริมการใช้ใบตราส่งสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading: eBL) อำนวยความสะดวกทางการค้าแบบไร้กระดาษ (Paperless Trade Facilitation) ทำให้กระบวนการทางการค้ามีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ และยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการเอกสารทางการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายรองรับที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกฎหมายและพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการค้าไร้กระดาษอย่างสมบูรณ์

    ทั้งนี้ eBL ถือเป็นกุญแจสำคัญผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เชื่อมโยงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ประกอบโลจิสติกส์ ธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ ให้ทำงานร่วมกันในระบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้

    ดังนั้นบทบาทของกระทรวงดีอี จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงกรอบนโยบายที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว กระทรวงดีอีจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เปลี่ยนผ่านระบบการค้าแบบดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริง นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35PYzL4f1LVYwUWFxQ4CcH