Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง

    ก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่  17 พฤศจิกายน 2568 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565

    แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 2.2% และปี 2569 1.7% 

    ทั้งนี้ ความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

    แรงที่หนึ่ง คือ มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก

    อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง คือ การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย 

    ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า  นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่

    นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง

    ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment  และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bE_T5gTlzhDNzazyX04Eq

  • มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ร่วมกับ S.MILES Group มอบทุนการศึกษา ปลูกต้นเฟื่องฟ้า กว่า 1,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเยาวชน | TOPNEWS

    มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ร่วมกับ S.MILES Group มอบทุนการศึกษา ปลูกต้นเฟื่องฟ้า กว่า 1,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเยาวชน | TOPNEWS

    เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับนักเรียนและเยาวชน รวมถึงสร้างบรรยากาศที่สดใสให้กับโรงเรียน ทั้งนี้ ต้นเฟื่องฟ้าเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง ความงดงาม และความหวังใหม่ มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษาเชื่อว่าต้นเฟื่องฟ้าเล็กๆ เหล่านี้ จะเติบโตไปพร้อมกับความฝันของน้องๆ ทุกคน ให้ร่มเงาและแรงบันดาลใจในทุกก้าวของการเรียนรู้

    นอกจากนี้ ยังมีการนิมนต์พระสงฆ์มาร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญอาคารเรียนหลังใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียน คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้ร่วมกิจกรรม

    อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม เพราะเรามั่นใจว่า “การให้” คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ยั่งยืน “การศึกษาต้องมาก่อน”

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/ คิว ผู้สื่อข่าว Topnews ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1374978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hCZBsD6rVagSo6TOk7_7g

  • ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

    ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า องค์การยูเนสโก ประกาศรับรองให้ “น่าน” และ “สงขลา” เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงวัฒนธรรมขอแสดงความยินดีที่เมือง น่าน และ สงขลา ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของโลก ประจำปี พ.ศ.2568 (ค.ศ. 2025) โดย น่าน ได้รับการประกาศในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และ สงขลา ในสาขา วิทยาการอาหาร (Gastronomy) นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมไทยที่มีความโดดเด่นและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    จังหวัดน่าน
    จังหวัดน่าน

    รมว.ซาบีดา ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ “จังหวัดน่าน” ได้นำเสนอข้อมูลใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) ภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านมิได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    จังหวัดสงขลา
    จังหวัดสงขลา

    ส่วน “จังหวัดสงขลา” ได้นำเสนอข้อมูลในสาขาอาหาร (Gastronomy) โดยเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    รมว.วธ. กล่าวต่อว่า ในปีนี้ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองเมืองใหม่เข้าสู่เครือข่ายทั้งหมด 58 เมือง จาก 41 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 8 สาขาความสร้างสรรค์ ได้แก่ หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน 14 เมือง, วรรณกรรม 10 เมือง, วิทยาการอาหาร 10 เมือง, ดนตรี 9 เมือง, สถาปัตยกรรม 5 เมือง, ออกแบบ 4 เมือง, ภาพยนตร์ 4 เมือง, และ มีเดีย อาร์ต 2 เมือง การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกจะช่วยส่งเสริมให้เมืองน่านและสงขลาได้พัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเมือง

    รมว.วธ. กล่าวตอนท้ายว่า ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทยขอร่วมแสดงความยินดีกับอีก 6 เมืองในประชาคมอาเซียนที่ได้รับการประกาศในปีนี้ด้วย ได้แก่ Dumaguete City สาขาวรรณกรรม, Quezon City สาขาภาพยนตร์ (ฟิลิปปินส์), Ho Chi Minh City สาขาภาพยนตร์ (เวียดนาม) Malang สาขามีเดีย อาร์ต, Ponorogo สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (อินโดนีเซีย) และ Kuala Lumpur สาขาการออกแบบ (มาเลเซีย) ซึ่งสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zwpgl849ij86xQ_uGUIcI

  • รศ.หริรักษ์ โพสต์ถึง ‘สว.นันทนา’ เล่านิทานสอนใจเรื่องคุณค่าความคิดคนทุกระดับ

    รศ.หริรักษ์ โพสต์ถึง ‘สว.นันทนา’ เล่านิทานสอนใจเรื่องคุณค่าความคิดคนทุกระดับ

    1 พฤศจิกายน 2568 – รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมรู้จักและคุ้นเคยกับอ.นันทนา นันทวโรภาส ตั้งแต่แกเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะแกเป็นประธานชุมนุมปาฐก และผมเป็นผู้ช่วยท่านอ.นรนติ เศรษฐบุตร ซึ่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาในขณะนั้น มีหน้าที่ดูแลกิจกรรมนักศึกษาและกีฬา ดังนั้นแม้ผมไม่ได้สอนอ.นันทนาโดยตรง เพราะมาจากคนละคณะ แต่ก็นับว่า ต้องติดต่องานกันบ่อยครั้ง เมื่อแกจบการศึกษาแล้ว ก็ได้พบกันบ้างเป็นครั้งคราวตามที่ต่างๆ แต่ในระยะกว่าสิบปีผ่านมา ไม่เคยได้พบกันเลย เห็นแต่ในช่องข่าวต่างๆเสมอ

    ผมจะไม่ตัดสินในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ว่า การให้สัมภาษณ์ของอ.นันทนา ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักจริยธรรมของวุฒิสมาชิกอย่างร้ายแรงหรือไม่ แต่อยากขอเล่านิทานที่มาจากเรื่องจริง เป็นนิทานที่ผมชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังเกือบทุกรุ่นที่เรียนวิชาเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

    ครั้งหนึ่งในอดีตนานมาแล้ว บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาในฤดูหนาว เวลามีหิมะตกหนัก หิมะจะเกาะสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้บางครั้งสายไฟรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องขาดลงมา บริษัทจึงมีทีมคนงานที่ต้องใช้รถกระเช้า หรือบางครั้งต้องปีนขึ้นไปบนหัวเสา เพื่อใช้เครื่องมือเขย่าสายไฟเพื่อให้หิมะตกลงมาบนพื้นดิน ปัญหาคืองานดังกล่าวนี้ยากลำบาก ต้องใช้เวลานานและบางครั้งคนงานก็เกิดอุบัติเหตุตกลงมาจากเสาไฟ

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ฝ่ายวิศวกรรมจึงจัดประชุมเพื่อระดมสมอง หาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด ในการประชุม บรรดาวิวกรและช่างต่างก็เสนอวิธีแก้ไขปัญหากันต่างๆนาๆ บางคนมี idea บรรเจิด ถึงกับจะฝึกหมีให้ปีนขึ้นไปเขย่าแทนคน บางคนเสนอว่า ไม่ต้องฝึกแต่ให้เอาน้ำผึ้งไปวางไว้หมีก็ไต่ขึ้นไปเอง ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงก็ไม่สามารถหาวิธีที่เป็นที่พอใจของที่ประชุมได้

    ขณะที่ทุกคนยังคิดอะไรไม่ออก เลขานุการของวิศวกรใหญ่ซึ่งมีหน้าที่จดรายงานการประชุม ก็เกิดมีความคิดขึ้น เนื่องจากเธอเคยเป็นพยาบาลทำงานให้กองทัพในสงครามเวียตนาม นึกถึงเฮลิคอปเตอร์เวลาลงจอด ใบพัดที่หมุนอยู่จะทำให้สิ่งของทุกอย่างที่อยู่ด้านล่าง ปลิวกระจายไปหมด เธอจึงเสนอความคิดว่า หากนำเฮลิคอปเตอร์ไปบินอยู่เหนือสายไฟฟ้าแรงสูง ก็น่าจะทำให้หิมะหลุดออกจากสายไฟได้ ที่ประชุมเห็นด้วย วิศวกรแต่ละคนอยากจะทุบหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจว่า เหตุใดตัวเองจึงนึกถึงวิธีนี้ไม่ได้ และไปทดลองก็ปรากฎว่าได้ผลดีมาก

    นิทานเรื่องนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่า เราไม่อาจดูแคลนใครได้เลยในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร มีการศึกษาสูงหรือไม่เพียงใด ในห้องเรียนของนักศึกษา MBA ในสมัยก่อน อาจารย์มักจะเล่าถึง กระดาษ post it ของ 3 M ว่าเกิดขึ้นจากความคิดของพนักงานธรรมดาๆของ 3 M คนหนึ่งที่หงุดหงิดเวลาร้องเพลงในโบสถ์ เมื่อเอากระดาษคั่นหนังสือคั่นหน้าที่ต้องดูเนื้อเพลงไว้ แต่เมื่อต้องยืนขึ้นร้องเพลงกระดาษคั่นหนังสือก็ตกลงมา จึงเกิดไอเดียที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องมีติดบ้านและติดสำนักงาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของ 3 M เลยทีเดียว

    ขอฝากข้อคิดไว้สำหรับทุกๆท่านที่ได้อ่านข้อเขียนชิ้นนี้ รวมทั้งอ.นันทนาด้วยก็แล้วกันนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/888303/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw106pNY_Eeie3kRtSRpNlG-

  • ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด

    ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด

    ถึงคิว!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอรับ 1,700 บ. แบ่งจ่าย 2 งวด พ.ย.-ธ.ค.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้แล้ว ที่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะถูกโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 1 ของเดือน ซึ่งคาดว่าเงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาท/คน/เดือน รวม 1,700 บาท/คน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน

    ทั้งนี้ ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท/คน/เดือน โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป สามารถใช้วงเงินได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

    “ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12761341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FQNibG7MY7yxg-SgZoYOC

  • ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร ขอให้ทบทวนการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ชี้เพิ่มภาระผู้บริโภคกว่า 380,000 คนต่อวัน

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึง วิพุธ ศรีวะอุไร ประธาน สภากรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอให้พิจารณาทบทวนประกาศการปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ของกรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มเรียกเก็บในอัตราใหม่ ตั้งแต่ 17 – 45 บาท และสูงสุด  65 บาท เมื่อเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก โดยมี เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับหนังสือแทน

    เสนอ 4 ทางออกลดภาระประชาชนจากค่ารถไฟฟ้า

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า การปรับราคาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนของผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 380,000 คนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่ชานเมืองเข้ามาทำงานและศึกษาในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ยังมีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าเดินทางของผู้บริโภคบางรายในส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นถึง 200% หรือ 3 เท่าจากค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    แม้กรุงเทพมหานครจะให้เหตุผลว่า มีหนี้คงค้างกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กว่า 32,000 ล้านบาท และต้องรับภาระจ่ายค่าจ้างเดินรถปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารส่วนต่อขยายอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้ จะเพิ่มรายได้กรุงเทพมหานครราว 3,500 – 3,700 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ประชาชนโดยตรงซึ่งไม่เป็นธรรมในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า หาก กทม. เริ่มจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย จากการโดยสารรถไฟฟ้าไปใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือในบางส่วนอาจหันไปใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลแทน ซึ่งอาจส่งผลให้ปัญหามลพิษ การจราจรติดขัด และอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

    “กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหางบประมาณเพื่ออุดหนุนและชดเชยรายจ่ายส่วนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน” คงศักดิ์ระบุ

    คงศักดิ์ ย้ำว่า การให้บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกลไกราคา ผลตอบแทนทางสัญญา หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว พร้อมเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านขนส่งสาธารณะที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 4 ประการ ได้แก่

    1) ขอให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อเสนอญัตติด่วนให้ทบทวนและชะลอมาตรการปรับราคาค่าโดยสาร และรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการ จนกว่าจะเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส

    2) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางขอรับงบประมาณอุดหนุนรายปีจากรัฐบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารและการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ที่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครสามารถให้บริการในอัตราที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

    3) ขอให้สภากรุงเทพมหานครเสนอให้สนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างสัญญาจ้างเดินรถและหนี้สินกับเอกชน เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้บริโภค และทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีอัตรารวมไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคม ก่อนการปรับราคา โดยให้ผลการประเมินต้องผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครก่อนประกาศใช้

    4) ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางการเจรจาพักชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินกับกระทรวงการคลัง หรือคืนภาระหนี้ค่าก่อสร้างและกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงคมนาคม เพื่อลดภาระทางงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหากกรุงเทพมหานครรับภาระหนี้ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทานหลักที่จะครบอายุสัญญาในปี 2572 และทำให้มีปัญหาในอนาคตได้

    ย้ำจุดยืน “ไม่แสวงหากำไร” เปิดทางให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย

    ทางด้าน เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายจ่ายของประชาชนที่เกิดจากการขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวแล้ว โดยสภา กทม. มองว่า บริการสาธารณะที่ “ไม่ควรแสวงหาผลกำไรจากประชาชน” ซึ่งเป็นสิ่งที่สภา กทม. ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างเร่งด่วน สภา กทม. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ และจะส่งต่อไปยังคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

    1) คณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วนสูงสุด 2) คณะกรรมการการจราจรและการขนส่ง เป็นคณะกรรมการเฉพาะที่ศึกษาและให้คำแนะนำด้านคมนาคมและการจราจรของกรุงเทพมหานคร รวมถึงจะประสานงานกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือ ชัชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อปรึกษาหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

    “สภา กทม. จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะวิสามัญฯ สายสีเขียว และพร้อมเปิดโอกาสให้ สภาผู้บริโภค รวมถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนติดตามมีส่วนร่วม โดยจะทำเรื่องเชิญสภาผู้บริโภคมาให้ข้อมูล ส่วนประเด็นที่ว่าราคาค่าโดยสารจะสามารถปรับลดลงได้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบไม่ได้ เนื่องจากบทบาทของสภาคือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้รวดเร็วที่สุด” รองประธานสภา กทม. ระบุ

    วอน กทม. อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ยื่น สภา กทม.ทบทวนขึ้นราคา สายสีเขียว ซ้ำเติมภาระประชาชน : ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา

    ขณะที่ ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา ในฐานะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเปิดเผยถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสารว่า การที่ กทม. ปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจาก 15 บาท เป็น 17 – 45 บาท และสูงสุด 65 บาทตลอดสาย ทั้งยังมีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ถือเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ มองว่าเสียงของผู้ใช้บริการตัวจริงควรถูกนำมาพิจารณา ก่อนดำเนินนโยบายใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

    “ตอนนี้ค่าเดินทางรวมทุกต่อวันละเกือบ 200 บาท ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟอีก ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี อยากฝากถึงท่านผู้ว่าฯ กทม. ช่วยพิจารณาชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารออกไปก่อน หรือหาวิธีบริหารจัดการรายของ กทม. โดยไม่ผลักภาระมาที่ผู้บริโภค” ธัญวรัตณ์กล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ค้าน สายสีเขียวขึ้นราคา เป็น 65 บาท ผลักภาระให้ประชาชน

    หยุดขึ้นราคาสายสีเขียว ดีเดย์ 1 พ.ย. ขึ้น 65 บาท คน กทม. แบกค่ารถไฟฟ้าอ่วม

    “บีทีเอส” ประกาศขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/31102568_oppose-greenline-price_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FkLTVork4gQUwtFU5kECL

  • เทรนด์คนทำงานยุคใหม่ “ลาพักร้อน นอนอยู่บ้าน” แทนการออกไปเที่ยว

    เทรนด์คนทำงานยุคใหม่ “ลาพักร้อน นอนอยู่บ้าน” แทนการออกไปเที่ยว

    เมื่อ “การนอน” กลายเป็นความหรูหราใหม่

    แม้แต่ในยามที่ผู้คนเลือกจะออกไปเที่ยว “การนอน” ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ผลสำรวจเดียวกันชี้ว่า 47% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมจ่ายแพงขึ้นถึง 25% เพื่อรับประกันว่าจะได้ “นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม” ในระหว่างทริปนั้นๆ

    ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการเติบโตของเทรนด์ “Sleep Tourism” หรือการท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การนอนอย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะ Amerisleep

    เทรนด์คนทำงานยุคใหม่

    พบว่ายอดการค้นหาคำว่า “Wellness Travel” (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) บน Google พุ่งสูงขึ้นกว่า 95% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คำที่เฉพาะเจาะจงอย่าง “Sleep Resort” หรือ “Sleep Vacation” ก็ถูกค้นหาสูงขึ้นกว่า 30%

    รายงานจาก HTF Market Intelligence ในปี 2024 ยังตอกย้ำเทรนด์นี้ โดยประเมินว่าตลาด Sleep Tourism ทั่วโลก มีมูลค่ามหาศาลถึง 6.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตอีกกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028

    ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่าง Sleep Tech (เทคโนโลยีเพื่อการนอน) หรือ Sleep Clinic (คลินิกการนอนหลับ) เป็นตลาดที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเช่นกัน

    ที่มา : AOLunitenewsonlineathletechnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/860540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vKCh4B3TlqHmwiA72GW6v

  • น้ำใจท่วมทุ่ง! ฮีโร่ผู้ใจบุญ “เขาหลัก” อุทิศที่ดิน 600 เมตร สร้างทางระบายน้ำถาวร กู้เมืองท่องเที่ยวน้ำท่วมซ้ำซาก! สส.พังงา ลุยนำทีมแก้ปัญหา

    น้ำใจท่วมทุ่ง! ฮีโร่ผู้ใจบุญ “เขาหลัก” อุทิศที่ดิน 600 เมตร สร้างทางระบายน้ำถาวร กู้เมืองท่องเที่ยวน้ำท่วมซ้ำซาก! สส.พังงา ลุยนำทีมแก้ปัญหา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nCvYRU_vCoq8bA5LCyJVO

  • “แอตต้า”ฝันไฮซีซั่นนี้ดีกว่าปีก่อน

    “แอตต้า”ฝันไฮซีซั่นนี้ดีกว่าปีก่อน

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า มีความหวังว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยต้องดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจากรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลจีน และขอให้เปิดประตูนำนักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวไทยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอดทั้งปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ แบ่งเป็น 5 อันดับประเทศที่เข้ามาเที่ยวไทยสูงสุด ได้แก่ 1.จีน 4.6 ล้านคน 2.มาเลเซีย 4.5 ล้านคน 3.อินเดีย 2.2 ล้านคน 4.รัสเซีย 1.6 ล้านคน และ 5.เกาหลีใต้ 1.5 ล้านคน “สาเหตุที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจาก นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาผ่านสมาคมฯ มีประมาณ 10,000 คนต้นๆ ต่อวันเท่านั้น และมีบางวันที่ลดลงต่ำกว่าหมื่นคนด้วย ถือว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว อย่าต่ำไปกว่านี้เลย ภาคเอกชนยังคาดหวังว่า ฟ้าหลังฝนต้องสดใสกว่านี้ ในฐานะที่ชินชาแล้วก็ต้องมีปัจจัยบวกรออยู่ข้างหน้า”

    สำหรับการปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือว่าส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยเพราะเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน เมื่อกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็มองไทยที่อยู่ติดกันในภาพแบบเดียวกัน โดยอยากให้รัฐบาลร่วมมือกันทำงานเพื่อปราบขบวนการที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการเอเจนท์ทัวร์ก็ได้ข้อมูลว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

    ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ภายในเดือนม.ค. 2569 จะมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ ผ่านการนำพันธมิตรผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 1,500 คน และจะมีโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการจัดทำโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2892664&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mH0GylSNKhdWVwgi8qA-n

  • เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อาคาร CCB บริเวณด่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความพร้อมของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ก่อนเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันเดียวกัน โดยมีผู้เข้าร่วมคณะลงพื้นที่จากหลายหน่วยงาน อาทิ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เส้นทาง ทั้งนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ตลอดจนผู้แทนจากบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด (BGSR 81) และผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อแสดงถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง

    นางสาวมัลลิกาเปิดเผยว่า การเปิดทดลองให้บริการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนโลจิสติกส์ มอเตอร์เวย์ M81 ถือเป็นโครงข่ายยุทธศาสตร์หลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังภาคตะวันตกและภาคใต้ รองรับทั้งการขนส่งสินค้าและการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น โครงการนี้ช่วยลดระยะเวลาเดินทางจากถนนรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี ถึงจังหวัดกาญจนบุรี จากเดิมกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    โครงการมอเตอร์เวย์ M81 มีระยะทางรวมประมาณ 96 กิโลเมตร เริ่มต้นจากอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก ไปสิ้นสุดที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยภาครัฐรับผิดชอบงานโยธา ส่วนเอกชนรับผิดชอบด้านระบบควบคุม การดำเนินงาน และบำรุงรักษา (O&M) ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด มอเตอร์เวย์สายนี้มีจุดขึ้นลงและด่านเก็บค่าผ่านทางรวม 8 จุด และในช่วงเปิดทดลองให้บริการฟรี ได้อนุญาตให้รถทุกประเภทที่สามารถใช้มอเตอร์เวย์เข้ามาใช้บริการได้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า แม้ตัวโครงการจะแล้วเสร็จเกือบสมบูรณ์ แต่ยังคงมีการติดตั้งและทดสอบระบบบางส่วน จึงมีการจำกัดความเร็วเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถโดยสารทั่วไป จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถพ่วงจำกัดความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ กรมทางหลวงและบริษัทเอกชนผู้ร่วมลงทุนได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    ในช่วงการเปิดทดลองใช้งานที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 พบว่ามีปริมาณรถเฉลี่ยมากกว่า 35,000 คันต่อวัน และสูงสุดกว่า 50,000 คันต่อวันในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้เส้นทางของประชาชนอย่างชัดเจน กรมทางหลวงคาดว่า เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและเก็บค่าผ่านทางในเดือนมกราคม 2569 โครงการจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 100,500 ล้านบาท

    มอเตอร์เวย์ M81 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแห่งชาติ ที่กระทรวงคมนาคมมุ่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ภายใต้นโยบาย “เดินทางสะดวก ปลอดภัย ลดภาระประชาชน และวางรากฐานสู่ศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค” ในปี 2569 กระทรวงยังมีแผนต่อยอดโครงข่ายเพิ่มเติม เช่น การก่อสร้างทางยกระดับบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338) ช่วงพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4 และโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 8 (M8) สายนครปฐม–ปากท่อ เพื่อเชื่อมต่อไปยังเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะช่วยขยายโครงข่ายโลจิสติกส์และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาคในอนาคต

    การเปิดให้บริการทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M81 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของรัฐบาลในการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายให้ทุกก้าวของการเดินทางบนมอเตอร์เวย์สายใหม่นี้ คือความปลอดภัย ความสะดวก และความสุขของคนไทยทุกคน

    เริ่มแล้ววันนี้ เปิดทดลองใช้ฟรี 24 ชั่วโมง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ - กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6a55KwHRfX5aEWwdQK5D