Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ตรวจงานถนนเชื่อม “หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง” เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม “เพชรบุรี–นราธิวาส” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง สู่ศูนย์กลาง “ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย”

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้า คือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม. ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม. ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่มตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร–สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช–สงขลา–ปัตตานี–นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่-จองถนน จังหวัดสงขลา-พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมาย เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษา ดูแล และขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01K46NtBGilyxJPIq0k9xx

  • “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    ในช่วงปิดเทอมของครอบครัวไทย ปีนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ความสนใจในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มที่ขยายตัวจากปีก่อนอย่างชัดเจน

    “โซล” ขึ้นแท่นแชมป์จุดหมายมาแรงสุดในปีนี้

    กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มียอดการค้นหาที่พักจากครอบครัวที่มีเด็กเพิ่มขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    Freepik/-
    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอม

    กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยครองตำแหน่งเดิม สะท้อนความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลีที่ยังแรงทั่วโลก ทั้งซีรีส์ เพลง K-pop และล่าสุดคือแอนิเมชันชื่อดัง K-Pop Demon Hunter ที่ได้รับความนิยมในหมู่เยาวชน รวมถึงในไทยเอง

    นอกจากกระแสฮันรยูแล้ว โซลยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอาหารที่หลากหลาย เหมาะกับการท่องเที่ยวของทุกวัย ทำให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอมนี้

    โตเกียวครองแชมป์เมืองต่างประเทศยอดนิยมอันดับหนึ่ง

    แม้โซลจะมาแรง แต่ โตเกียว ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมสูงสุดในหมู่ครอบครัวไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยเสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบาย และสถานที่ท่องเที่ยวครบเครื่อง ทั้งโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์ซี และสวนสัตว์อูเอโนะ ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของทุกวัย

    ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ขึ้นแท่นอันดับสอง ด้วยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างฮ่องกงดิสนีย์แลนด์และโอเชียนปาร์ค ขณะที่ โอซาก้า รั้งอันดับสามจากยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ ส่วน สิงคโปร์ อยู่ในอันดับสี่ ด้วยกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น สวนสัตว์สิงคโปร์และเกาะเซ็นโตซ่า

    เที่ยวในประเทศก็ยังฮอต “พัทยา–หัวหิน” ขึ้นแท่นเมืองยอดนิยม

    การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคึกคักเช่นกัน โดยยอดค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 26% จากปีก่อน โดย พัทยา รั้งอันดับหนึ่งด้วยยอดค้นหาเพิ่มขึ้น 14% รองลงมาคือ หัวหิน เพิ่มขึ้น 12% เป็นจุดหมายที่เหมาะกับครอบครัว ทั้งรีสอร์ตริมทะเลและกิจกรรมสนุก ๆ เช่น วานา นาวา วอเตอร์จังเกิ้ล และหัวหินซาฟารี

    กรุงเทพฯ ตามมาเป็นอันดับสาม เพิ่มขึ้นถึง 20% ด้วยความหลากหลายของกิจกรรม ทั้งธีมปาร์คไดโนเสาร์แห่งใหม่และงานเทศกาลฮาโลวีน ขณะที่ ชลบุรี มียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 30% จากแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและนินจาพาร์ค และ เขาใหญ่ ปิดท้ายในอันดับห้า เพิ่มขึ้น 23% ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยธรรมชาติสดชื่นและกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ

    อโกด้าชี้ครอบครัวไทยเน้น “ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน”

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าวว่า ช่วงปิดเทอมถือเป็นเวลาพิเศษที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันและสร้างความทรงจำที่มีค่า อโกด้าจึงออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย พร้อมข้อเสนอคุ้มค่า ทั้งที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และกิจกรรม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถโฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน” และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/260554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQfiBkFzPsDLQ-QFJE7U5

  • สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

    โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป

    นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732800&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P2ehZaF5w57vJfZhA4lMW

  • แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า 
    คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด ตลอดทั้งปี 2568

    • อันดับ 1 จีน 4.6 ล้านคน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 4.5 ล้านคน
    • อันดับ 3 อินเดีย 2.2 ล้านคน 
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1.6 ล้านคน
    • อันดับ  5 เกาหลีใต้ 1.5 ล้านคน 

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด

    สาเหตุที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยต่อวันมีประมาณ 1 หมื่นคนต้นๆ เท่านั้น และมีบางวันที่ลดลงต่ำกว่าหมื่นคนด้วย ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นการอยู่รอดของบรรดาผู้ประกอบการ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยต่อวันยังถือว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ 

    การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว อย่าต่ำไปกว่านี้เลย โดยหากใช้คำว่าต่ำสุดแล้ว ตามธรรมชาติก็จะปรับดีขึ้นในระยะถัดไป รวมถึงเห็นการทำงานของรัฐบาลที่มีความจริงจัง เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขยับทำงานตาม เพื่อไม่ให้ถูกจับตามองหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้น 

    เพราะต้องยอมรับว่าการเมืองในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนในการทำงานหรือบริการองค์กรใดได้ง่ายที่สุด ภาคเอกชนจีงยังคาดหวังว่า ฟ้าหลังฝนต้องสดใสกว่านี้ ในฐานะที่ชินชาแล้วก็ต้องมีปัจจัยบวกรออยู่ข้างหน้า

    นายธนพล กล่าวว่า สำหรับการปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือว่าส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทย เพราะภาพที่ทั่วโลกมองมา มองว่าไทยก็มีปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน เมื่อกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่สามารถไปเที่ยวได้ ก็มองไทยที่อยู่ติดกันในภาพแบบเดียวกัน 

    โดยอยากให้รัฐบาลร่วมมือกันทำงานเพื่อปราบขบวนการที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการเอเย่นต์ ทัวร์ก็ได้ข้อมูลว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

    ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ภายในเดือนมกราคม 2569 จะมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ แบบบีทูบี ผ่านการนำพันธมิตรผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการจัดทำแพคเกจท่องเที่ยวข้ามภาค อาทิ ทัวร์ โรงแรม ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทย ซึ่งจะมีนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวด้วย 

    โดยคาดการณ์จำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วม 1,500 คน ถือเป็นการกระจายวิธีการเที่ยวแบบใหม่ เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะหารือกับรัฐบาลใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้ รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการจัดทำโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยจะมีการหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกครั้งเพื่อจัดสรรงบประมาณอีกครั้ง

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้เดิมประเมินบรรยากาศและปัจจัยต่างๆ คาดว่าปลายปี 2568 การเดินทางท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อมีการจัดพระราชพิธีและกำหนดการถวายความอาลัย บรรยากาศก็อาจแตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะตลาดจีน 

    เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของไทยเดินทางไปหารือกับทูตจีนด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลจีน และขอให้เปิดประตูนำนักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวไทยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน จึงยังมีความหวังว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยต้องดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642930&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i8QdQVvClmVhxYRf7KO7Z

  • เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์แบบไหนถึงร่วมได้ ร้านอาหารต้องเป็นของโรงแรมอย่างเดียวหรือเปล่า เช็กคำตอบได้ที่นี่

    มาตรการภาษีเพื่อการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือเที่ยวดีมีคืน 2568 ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเดือนทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยแบ่งตามพื้นที่การใช้จ่าย ดังนี้

    • เที่ยวเมืองหลัก : หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท (คิดในอัตรา 1 เท่า)
    • เที่ยวเมืองรอง : ได้รับสิทธิสุดพิเศษ โดยนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ในอัตรา 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง ทำให้สามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท)

    กระทรวงการคลังเปิดเผยรายละเอียดข้อมูล คำถามพร้อมคำตอบไว้ ดังนี้

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    สำหรับบุคลธรรมดา

    คำถาม : โฮมสเตย์ไทยที่เข้าข่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา) คือโฮมสเตย์ไทยใดบ้าง?

    • คำตอบ : โฮมสเตย์ตามประกาศกรมการท่องเที่ยว เรื่อง รายชื่อโฮมสเตย์ที่ได้รับรองมาตรฐาน โฮมสเตย์ไทย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโฮมสเตย์ได้ที่ https://www.dot.go.th/news/inform/detail/7918 และโฮมสเตย์นั้นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

    คำถาม : ร้านอาหารต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พักหรือไม่

    • คำตอบ : เป็นร้านอาหารใดก็ได้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พัก และไม่จำเป็นต้องมีการพักโรงแรม โฮมสเตย์ หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม จึงสามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหาร การท่องเที่ยวโดยไม่มีการเข้าพักดังกล่าว ก็สามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหารได้เช่นกัน

    คำถาม : ค่าบริการของร้านอาหารคือค่าใช้จ่ายใด

    • คำตอบ :
      • 1.ค่าอาหาร
      • 2.ค่าเครื่องดื่ม
      • 3.ค่าบริการอื่นๆ ในการใช้บริการของร้านอาหาร เช่น Service Charge

    คำถาม : ผู้มีเงินได้สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถออก e-Tax Invoice ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีอีก

    คำถาม : ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับระบบการขอใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : แตกต่างกันที่วิธีการจัดทำและการนำส่ง e-Tax Invoice แต่ e-Tax Invoice ที่จัดทำจากทั้ง 2 ระบบสามารถเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้

    คำถาม : ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งรวมกับ e-Tax Invoice by Time Stamp ทั้งนี้ ใบกำกับภาษีต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้มีเงินได้ และต้องมี วัน เดือน ปีที่เข้าพัก หรือรับบริการจากร้านอาหาร และจังหวัดที่ที่พักหรือร้านอาหารตั้งอยู่

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    คำถาม : ห้องพักและห้องสัมมนาต้องอยู่ที่เดียวกันหรือไม่

    • คำตอบ : ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน

    คำถาม : รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาคือรายจ่ายใด

    • คำตอบ : ค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดการ ค่าวิทยากร และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการอบรมสัมมนา เช่น ค่าเอกสารประกอบการอบรม ค่าจ้างถ่ายเอกสาร ค่าบันทึกภาพและเสียง ค่าจัดทำสื่อที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม เป็นต้น

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบกระดาษอย่างไร และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) กับระบบการขอทำใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice และ e-Receipt คือ ใบกำกับภาษีและใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและใบรับ และไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice และ e-Receipt ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีหรือใบรับอีก

    คำถาม : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)

    คำถาม : ผู้ใช้สิทธิสามารถขอ e-Tax Invoice และ e-Receipt จากผู้ประกอบการได้อย่างไร

    • คำตอบ : หากเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt จากกรมสรรพากร ผู้ใช้สิทธิสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Tax Invoice เว้นแต่ค่าขนส่งสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Receipt

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนาหรือไม่

    • คำตอบ : ต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนา โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบโครงการ

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    คำถาม : เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวรมีลักษณะอย่างไร

    • คำตอบ : ต้องไม่อาจแยกจากอาคารได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้สลาย หรือทำให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

    คำถาม : โรงแรมที่สามารถใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มีอะไรบ้าง

    • คำตอบ : โรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึง สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด โดยมีค่าตอบแทน และแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
      • โรงแรมประเภท 1 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก และมีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง
      • โรงแรมประเภท 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ห้อง หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร
      • โรงแรมประเภท 3 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา
      • โรงแรมประเภท 4 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา

    คำถาม : หากปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ได้มีการจ่ายเงินไปแล้ว จะใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่ อย่างไร

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เนื่องจากต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

    คำถาม : หากจ้างออกแบบปรับปรุงโรงแรมโดยจ่ายเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จและไม่พร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ อย่างไรก็ดี หากมีการลงทุนปรับปรุงโรงแรมแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และมีการบันทึกค่าจ้างออกแบบดังกล่าวรวมอยู่ในมูลค่าของทรัพย์สิน ก็สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : การซ่อมแซมอาคารสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ไม่สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : หากต้องการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องใช้หลักฐานใด

    • คำตอบ :
      • 1.ต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (https://www.rd.go.th) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
      • 2.ต้องจัดทำรายงานแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินที่ใช้สิทธิตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และเก็บรักษารายงานดังกล่าว รวมทั้งเอกสารประกอบการลงรายการในรายงานไว้ ณ สถานประกอบการ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

    ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องมีสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง หรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันรวมอยู่ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944756/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vy-Qvwv8tcBBUgDRQbTEU

  • ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวล่าสุดของรัฐบาล ก็ยอมรับว่าช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้บ้าง แต่ไม่ตรงจุดเท่าที่ควร  เพราะมาตรการบางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งเป็นการลดหย่อนภาษี มาตรการนี้ “คงช่วยได้” เพราะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ดีในกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ค่อนข้างดี คือ ผู้ที่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้จะต้องเป็นผู้ที่มีเงินเพียงพอในการท่องเที่ยว และอยู่ในฐานภาษีที่สามารถใช้สิทธิได้

    ขณะนี้ทางสมาคมโรงแรมไทย ก็กำลังประชาสัมพันธ์ และเปิดอบรมสมาชิก เพื่อเข้าระบบ e-invoice เพื่อรองรับมาตรการนี้ ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความรู้เรื่องนี้น้อยอยู่

    สำหรับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มาตรการนี้โรงแรมขนาดเล็กอาจไม่ได้ประโยชน์ แต่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักมักจะเป็น โรงแรม 5 ดาว ซึ่งส่วนใหญ่มักบริหารโดยเชนโรงแรมขนาดใหญ่ กลุ่มนี้มักจะมีรายได้และดำเนินการรีโนเวทตามระยะเวลาอยู่แล้ว

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ในทางกลับกัน โรงแรมที่เป็นคนไทย หรือโรงแรมระดับ 3 ดาวลงมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการรีโนเวทอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นโรงแรมเก่าที่ประสบปัญหาขาดทุนและขาดทุนจากการระบาดของโควิด กลับอาจไม่ได้รับผลประโยชน์จากสิทธิทางภาษีนี้ เนื่องจากหากพวกเขาประสบภาวะขาดทุน พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้เต็มที่

    ผมจึงมองว่าหากต้องการให้โรงแรมอยู่ในสภาพที่ดีและเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรพิจารณามาตรการเสริมที่ตรงจุดยิ่งกว่านั่นคือ การจัดทำ Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการรีโนเวทโรงแรมตามเงื่อนไขที่ กำหนด เพราะสิทธิ์ทางภาษีอาจไม่เกิดประโยชน์หากผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนหมุนเวียนพอที่จะไปรีโนเวท

    ด้านมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของข้าราชการสำหรับการจัดสัมมนาหรือกิจกรรมต่างๆ นั้น ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ดี  แต่การดำเนินการในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) นี้กลับเป็นปัญหาเนื่องจาก งบประมาณราชการมีราคาคงที่ และไม่ได้มีการปรับมาเป็น 10 ปีแล้ว โรงแรมส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการรับกรุ๊ปราชการในช่วงไฮซีซัน

    ดังนั้นหากโรงแรมสามารถเลือกรับลูกค้ารายอื่นได้ การมาเร่งเบิกจ่ายในช่วงเดือนตุลาคม 2568-มกราคม 2569 จึงแทบไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นช่วงไฮซีซัน โรงแรมคงเลือกที่จะรับนักท่องเที่ยวมากกว่า กลุ่มข้าราชการ เนื่องจากได้ราคาที่ดีกว่า

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในการลดหย่อนภาษี เป็นมาตรการที่ทำกันต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศที่ดี แต่ในปีนี้ อาจจะคาดหวังได้ไม่มากนักเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก ทำให้งบประมาณรายจ่ายจากภาคธุรกิจ และ ครอบครัวมีน้อยลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นมาตรการเชิงบวกทางเศรษฐกิจ

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ขณะที่มาตรการสนับสนุนภาคการโรงแรมปรับปรุงลงทุนพัฒนาโครงสร้างถือว่าเป็นมาตรการที่ดีมาก ๆ เพราะการพัฒนา supply side ของภาคการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันซึ่งเป็นมาตรการยกระดับการบริการและการแข่งขันของการท่องเที่ยวในเวทีโลก

    โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่ปัจจุบันต่างมีผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ใหม่สดมาแข่งกับประเทศไทยกันมากมายแต่เรากลับมีลงทุนด้าน supply side ที่น้อยกว่าคู่แข่งในตลาดโลก

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642856&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CTl9-ttB8VI3G1OaRGpWC

  • 1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    จากระนองสู่เชียงราย เมื่อเจ้าของฟาร์มสเตย์พาทีม 50 คนเดินทาง 1,406 กม. สร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวเมืองรอง

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น การตัดสินใจของผู้ประกอบการธุรกิจที่พักแห่งหนึ่งจากจังหวัดระนอง ที่เลือกนำพนักงานทั้ง 50 คนเดินทางข้ามประเทศจากปักษ์ใต้สู่ปักษ์เหนือ กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปลายทาง แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวของเมืองรองอย่างเชียงรายไปยังกลุ่มผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ

    จากป่ารกร้างสู่ฟาร์มสเตย์ดัง พลังของการสื่อสารดิจิทัล

    วิโรจน์ ฉิมมี หรือที่คนรู้จักในนาม “เบส” เจ้าของ “บ้านไร่ ไออรุณ” ฟาร์มสเตย์ในอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เล่าถึงที่มาของการเดินทางครั้งนี้ว่า เริ่มจากความตั้งใจที่จะให้รางวัลกับพนักงานทุกคน หลังจากที่ทุกคนร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจที่เคยเป็นเพียงป่ารกร้าง ให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

    “ผมหยอดกระปุกสะสมเงินมาได้ 1 ล้านบาท เพื่อจะพาพนักงานไปเติมพลัง ไปมีความสุขด้วยกันอีกครั้ง” วิโรจน์โพสต์ในช่องทาง บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun  “อยากพาทุกคนไปไกลสุดในประเทศนี้ เท่าที่จะทำได้ ปีนี้เราจะไปอุดหนุนชาวจังหวัดเชียงรายกัน”

    การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 50 คน โดยต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 และกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ช่วงปลายเดือนที่เป็นช่วงท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    1,406 กิโลเมตร ข้ามน้ำข้ามทะเล จากใต้สุดสู่เหนือสุด

    การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากสนามบินระนอง ที่อยู่ห่างจากบ้านไร่เพียง 28 กิโลเมตร คณะเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย โดยใช้งบประมาณค่าตั๋วเครื่องบินทั้งหมด 4 แสนบาท เดินทางไปต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เชียงราย ระยะทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร

    “ครั้งแรกในชีวิตที่ทุกคนได้เดินทางมาที่จังหวัดนี้” วิโรจน์เล่า “หลายคนในทีมเป็นชาวบ้านที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ได้เห็นท้องฟ้า ท้องทะเล จากภาคใต้มาถึงเมืองเหนือ”

    สิ่งที่น่าสนใจคือ สนามบินระนองในปัจจุบันมีเที่ยวบินให้บริการถึง 2 ไฟลต์ต่อวัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น สะท้อนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน

    เส้นทางท่องเที่ยว สัมผัสเชียงรายในทุกมิติ

    โปรแกรมการเดินทาง 4 วัน 3 คืน ที่วิโรจน์วางแผนไว้ ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญของเชียงราย เริ่มจากมื้อแรกที่ร้านข้าวซอยวิจิตตรา ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ พร้อมเมนูข้าวซอยและน้ำเงี้ยวที่ทุกคนประทับใจ

    คืนแรกพักกลางทุ่งดอกไฮเดรนเยียบนยอดดอย ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย พร้อมหมูกระทะที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะออกเดินทางสำรวจจุดท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ผาฮี้-ผาหมี, ไร่สิงห์ปาร์ค, อาข่า ฟาร์มวิว, สวนดอกไฮเดรนเยีย ดอยช้าง, ไร่ชาฉุยฟง และดอยตุง แต่ละจุดล้วนมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความงามของธรรมชาติ ไร่กาแฟบนภูเขาสูง ฟาร์มแกะที่มีนักท่องเที่ยวต่อคิวซื้อบัตรเข้าชม ไปจนถึงดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์

    คืนที่สองเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย พักที่โรงแรม The Riverie by Katathani ริมแม่น้ำกก ซึ่งทีมงานของโรงแรมได้ต้อนรับด้วยพวงมาลัยและการ์ดที่เขียนวางไว้บนเตียงทุกห้อง แม้จะไม่ได้แจ้งความเป็นพิเศษล่วงหน้า แต่การบริการที่เป็นเลิศทำให้ทุกคนประทับใจ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าตัวเลข

    การเดินทางของคณะ 50 คนจากระนองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเชียงรายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเช่ารถ ไปจนถึงการซื้อของฝากจากชุมชนต่างๆ

    หากประมาณการอย่างหยาบจากงบประมาณ 1 ล้านบาท หักค่าตั๋วเครื่องบิน 4 แสนบาท คงเหลืองบประมาณ 6 แสนบาท ที่ใช้จ่ายในพื้นที่เชียงราย เฉลี่ยคนละประมาณ 12,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าที่พัก 2 คืน ค่าอาหาร 4 วัน ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของธุรกิจที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพและเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวเชียงราย กลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมหาศาลโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

    “การลงทุนของจังหวัดเชียงราย แค่การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยิ้มแย้ม ก็เป็นการสร้างกำไรในระยะยาว” วิโรจน์กล่าว “แม้จะมีบางคนมองว่า ทางร้านก็จะได้การลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า แต่เราก็ต้องดูว่าทำไมต้องเลือกเดินทางมาไกลจากระนองถึงเชียงรายมากกว่า 1,406 กม.”

    เชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดี มีคืน”

    การเดินทางของคณะบ้านไร่ ไออรุณ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้รับสิทธิประโยชน์จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    สำหรับมาตรการสำหรับบุคคลธรรมดา ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองรอง (1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย) และ 20,000 บาทสำหรับเมืองหลัก (1 เท่าของค่าใช้จ่าย) ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรการสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมหรือสัมมนาให้กับพนักงานได้ถึง 2 เท่าสำหรับเมืองรอง และ 1.5 เท่าสำหรับเมืองหลัก ซึ่งตรงกับกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่นำพนักงานเดินทางไปเพื่อเติมพลังและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    การเรียนรู้ที่คุ้มค่ากว่าเงิน

    วิโรจน์เปิดเผยว่า ธุรกิจของเขาเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ที่ผลประกอบการไม่ได้มีกำไรเหลือเงินเยอะ แต่เขาเลือกที่จะลงทุนกับคน ด้วยความเชื่อว่าการพาพนักงานออกไปสัมผัสประสบการณ์ภายนอก จะช่วยพัฒนาทักษะและทัศนคติในการทำงาน โดยเฉพาะธุรกิจบริการอย่างฟาร์มสเตย์

    “เราเลือกใช้วิธีนี้ในการพัฒนาคนมาหลายปีแล้ว ปีละ 1 ครั้ง” เขากล่าว “อยากพาทุกคนออกเดินทางมาพัก มาชาร์จพลัง มาเป็นผู้ใช้บริการ มาเห็นว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป”

    ประสบการณ์ที่พนักงานได้รับนั้นครอบคลุมทุกมิติของการท่องเที่ยว ตั้งแต่การได้นั่งเครื่องบิน ได้เห็นการบริการของแอร์โฮสเตส ได้นั่งรถขึ้นดอยที่มีคนขับคอยเล่าประวัติสถานที่ ได้เห็นโฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ได้สัมผัสการบริการที่ยอดเยี่ยมจากที่พักต่างๆ ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ที่จะนำมาต่อยอดในการพัฒนา “บ้านไร่ ไออรุณ” ของตัวเองให้ดีขึ้น

    “ประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นพลังบวกให้เราทุกคนกลับไปพัฒนาบ้านไร่ เพื่อกลับไปเป็นผู้ให้บริการที่ดีขึ้น” วิโรจน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

    ภาคเหนือยุคใหม่ พร้อมรับนักท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนืออย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ” พร้อมเผยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยว

    นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า แม้ตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2568 จะทรงตัว แต่คาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้การท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศคลี่คลายและมีกิจกรรมปลายปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวทั้งปี 2568 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา

    สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ททท. ได้วางกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภาคเหนือ ประการแรกคือการใช้พลังของรีวิวและโซเชียลมีเดีย การตลาดแบบ “ตามรอยรีวิว” และการบอกต่อจากอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังทางการตลาดแบบนี้

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน ผู้ประกอบการและสายการบินมีแผนเพิ่มเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศสู่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองรองอย่างเชียงรายที่เริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ประการสุดท้ายคือการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเน้นการขยายตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น เพื่อชดเชยความผันผวนของตลาดหลักและสร้างความหลากหลายของนักท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เทศกาลและกิจกรรมตลอดทั้งปี

    แคมเปญ Season of North 2026 มุ่งเน้นให้ภาคเหนือเป็นจุดหมายที่ “เที่ยวได้ทุกฤดู” ผ่าน 3 มุมความสุขหลัก คือ ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (พักผ่อน/สุขภาพ) ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง (ความสุข/ฮีลใจ) และฤดูแห่งการแบ่งปัน (บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเหนือ)

    ในช่วงฤดูกาลนี้ ภาคเหนือมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลทุเรียนอุตรดิตถ์ งานสีสันดอยตุงและเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานแพร่คราฟต์ และเทศกาลใหญ่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาทิ ยี่เป็งเชียงใหม่ โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟสุโขทัย ลอยกระทงสายตาก และนมัสการพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

    บทเรียนและแรงบันดาลใจ

    กรณีของบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นหลายมิติของการท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านประสบการณ์จริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วิโรจน์เล่าถึงที่มาของความฝันในการสร้างบ้านไร่ที่บ้านเกิดว่า “ผมคุยกับพ่อตลอดถึงสิ่งที่อยากทำ แต่กับแม่ผมต้องอ้างไปก่อนว่าจะกลับมาทำงานเป็นสถาปนิกในตัวเมืองระนอง เพราะแม่เป็นแม่ค้าในตลาด ถ้าเพื่อนที่เป็นแม่ค้าด้วยกันรู้เข้า ทุกคนจะแห่ถามแม่ว่า ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ แล้วกลับมาทำอะไรที่บ้าน ผมไม่อยากให้แม่ต้องกังวลกับคำถามเหล่านี้ ก็เลยบอกแม่ไปแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจกลับมาสร้างบ้าน”

    ความตั้งใจนั้นประสบผลสำเร็จ จากป่ารกร้างกลายเป็นฟาร์มสเตย์ที่ผสมผสานที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร และขายของฝากงานแฮนด์เมด กลางสวนผักและผลไม้ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-20.00 น. และที่สำคัญคือการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง มีพนักงาน 50 คนที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

    “ผลลัพธ์ที่ได้มัน คือความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่พนักงานนะ นายจ้างอย่างผมใจมันก็ฟูไปด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงการพาพนักงานเดินทาง “เดินคนเดียวไปได้ไว แต่เดินได้ไกล ก็ต้องไปด้วยกัน”

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    มาตรการเสริมอื่นๆ ที่หนุนการท่องเที่ยว

    นอกจากมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ อีก 3 มาตรการ ได้แก่ การเร่งรัดเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการฝึกอบรม (Front Load) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก และกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงิน

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระหว่าง 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่พักมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพที่พัก

    และมาตรการลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ จาก 10% เป็น 5% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

    แม้ว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ความผันผวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง และการพัฒนาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม โอกาสก็มีมากมาย ทั้งการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียตะวันออกที่กำลังฟื้นตัว แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    การมีอินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการอย่างวิโรจน์ ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากและเลือกมาท่องเที่ยวเชียงราย ถือเป็นโอกาสทองในการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการสื่อสารแบบ organic ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เชียงราย แบบจำลองของการท่องเที่ยวเมืองรองที่ประสบความสำเร็จ

    เชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จากจังหวัดที่เคยถูกมองว่าเล็กที่สุดในภาคเหนือ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ด้วยจุดเด่นหลายประการ

    ประการแรกคือความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติอันงดงามบนพื้นที่ภูเขาสูง วัดวาอารามที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ไร่กาแฟและไร่ชาบนดอยสูง ฟาร์มแกะและสวนดอกไม้นานาพันธุ์ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบินที่เริ่มมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ถนนและการคมนาคมที่สะดวกขึ้น และที่พักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โรงแรมระดับหรูจนถึงโฮมสเตย์ชุมชน

    ประการที่สามคือคุณภาพการบริการที่ดี ดังที่วิโรจน์ให้ความเห็นว่า “พี่ๆพนักงานที่โรงแรม น่ารักมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีพวงมาลัยรอต้อนรับ มีการ์ดเขียนวางไว้บนที่นอนทุกห้อง ทุกคนประทับใจในงานบริการมากครับ” การบริการที่เป็นเลิศนี้คือสิ่งที่สร้างความประทับใจและทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีก

    บทส่งท้าย เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นการลงทุนในคน

    เรื่องราวของวิโรจน์และทีมงาน 50 คนจากบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการลงทุนในการพัฒนาคน การเรียนรู้ และการสร้างแรงบันดาลใจ

    การเดินทาง 1,406 กิโลเมตร ข้ามจากจังหวัดเล็กที่สุดในภาคใต้มาสู่เมืองรองของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขระยะทาง แต่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างเมืองรองด้วยกัน การสร้างความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่พักในพื้นที่ต่างๆ และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังผ่านโซเชียลมีเดีย

    จากผู้ติดตาม 1 ล้านคน ที่ได้เห็นภาพความสวยงามของเชียงราย ความอบอุ่นของการต้อนรับ และรอยยิ้มของทีมงานที่มีความสุขกับการเดินทาง กลายเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นๆ อยากมาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน นี่คือพลังของการท่องเที่ยวแบบ storytelling ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ

    ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดถึง 1.5 เท่าสำหรับเมืองรอง และแคมเปญ “Season of North 2026” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดกรณีศึกษาแบบนี้มากขึ้นในอนาคต

    สำหรับวิโรจน์และทีมงาน พวกเขาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจัดดอกไม้และตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือน บ้านไร่ ไออรุณ ในจังหวัดระนอง ด้วยการบริการที่ดียิ่งขึ้น จากประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้

    “โคตรภูมิใจ” คำพูดสั้นๆ ที่วิโรจน์ใช้สรุปทริปนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการรายเล็กที่กล้าตัดสินใจลงทุนในคน และได้เห็นรอยยิ้มความสุขของพนักงานทุกคนที่ได้ออกไปสัมผัสโลกกว้าง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืม บนยอดดอยแห่งเชียงราย จังหวัดเมืองรองเหนือสุดของประเทศไทย

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
    • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
    • ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง
    • บ้านไร่ ไออรุณ
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • กรมสรรพากร
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ranong-chiangrai-tourism-stimulus-case-study/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_vUJmGDLNkaXqqeuDOURt

  • สารวัตรใหญ่ตำรวจท่องเที่ยวลพบุรี นำกำลังพร้อมอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวออกดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเทศกาลฮาโลวีน

    สารวัตรใหญ่ตำรวจท่องเที่ยวลพบุรี นำกำลังพร้อมอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวออกดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเทศกาลฮาโลวีน

    วันนี้ 31 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.00 น. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศิริเจริญนำ สวญ.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ออกดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง S.T.C. และ สถานที่จัดกิจกรรมฮาโลวีนในพื้นที่ จว.ลพบุรี และ ตรวจตราเข้มตามสถานบริการในพื้นที่ โดยได้กำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.สถานบริการ และเน้นย้ำในเรื่องห้ามเด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการและให้ทางร้านตรวจเข้มในเรื่องยาเสพติดในสถานบริการและห้ามนักท่องเที่ยวพกพาอาวุธเข้าไปเด็ดขาด

    ปรากฏกายสร้างความเชื่อมั่นในแหล่งท่องเที่ยวพร้อมทั้งทักทายมวลชนกับประชาชนและนักท่องเที่ยวสร้างความเป็นมิตรและเป็นกันเองกับประชาชน

    ทั้งนี้ ฝากประชาสัมพันธ์ แอปพิเคชั่น นักท่องเที่ยวทราบหากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police และสายด่วน 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LQZgAtBGO9BVn6CxeT3mL

  • ยูเนสโกเลือก “น่าน-สงขลา” เมืองสร้างสรรค์โลกปี 68 ตอกย้ำอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

    ยูเนสโกเลือก “น่าน-สงขลา” เมืองสร้างสรรค์โลกปี 68 ตอกย้ำอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

    วันนี้ ( 1 พ.ย.2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจ.น่าน และจ.สงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น

    สอดคล้องกับนโยบาย ไท ไทย ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน โดย จังหวัดน่านได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ เมืองเก่าที่มีชีวิต (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง

    แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    ขณะที่ จังหวัดสงขลา ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรร

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรร

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรร

    ด้านนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  กล่าวว่า ในปีนี้ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองเมืองใหม่เข้าสู่เครือข่ายทั้งหมด 58 เมือง จาก 41 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 8 สาขาความสร้างสรรค์ ได้แก่ หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน 14 เมือง, วรรณกรรม 10 เมือง, วิทยาการอาหาร 10 เมือง, ดนตรี 9 เมือง, สถาปัตยกรรม 5 เมือง, ออกแบบ 4 เมือง, ภาพยนตร์ 4 เมือง, และ มีเดีย อาร์ต 2 เมือง การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกจะช่วยส่งเสริมให้เมืองน่านและสงขลาได้พัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเมือง

     อ่านข่าว:

     19 ปีโครงการกำลังใจ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” ผู้พลิกโฉมงานราชทัณฑ์

    กพท.ประกาศห้ามบินโดรนบางอำเภอใน 5 จังหวัดชายแดน ถึง 15 พ.ย.นี้

    5 พ.ย.นี้ “ซูเปอร์ฟูลมูน” คืนลอยกระทง ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QrkeU1DdIGanBtUN2_lDk

  • ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ  ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    คุณภาพชีวิต

    ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    01 พ.ย. 2025 เวลา 14:00 น.

    นับเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ในสิงคโปร์กำลังทดลองปรับแต่งยีน หรือยีนเธอราพี ให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องมาจากแหล่งกำเนิดทางพันธุกรรม

    ภายในทศวรรษหน้า ยีนเธอราพี หรือการปรับแต่งยีน อาจเป็นวิธีนำเสนอการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมมากขึ้น โดยนักวิจัยทางการแพทย์ในสิงคโปร์กำลังศึกษาวิธีการปรับแต่งยีนสำหรับโรคโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับเลือดอย่างจริงจัง ขณะที่ยังมีการศึกษาวิธีการรักษาทารกในครรภ์อีกด้วย

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอะไมลอยด์ทรานสไธเรติน ซึ่งเป็นโรคหัวใจทางพันธุกรรมที่หายาก แต่การบำบัดด้วยยีนกับมอบความหวังใหม่ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้

    ในสิงคโปร์ นักวิทยาศาสตร์เริ่มดำเนินการทดลองการตัดต่อยีน ในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่ต้นกำเนิดทางพันธุกรรม

    หากได้รับการอนุมัติ อาจถือเป็นการนำเอา CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการตัดต่อยีนประเภทหนึ่ง มาใช้ในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศในมนุษย์

    “นับเป็นการบุกเบิก และเรื่องน่าตื่นเต้น อาจช่วยนำทางไปสู่การทดลองตัดต่อยีนสำหรับโรคอื่นๆ ในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์หลิน เหว่ยฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิกของโครงการโรคหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจของศูนย์หัวใจแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

    “ภาวะอื่นๆ อาจพบได้บ่อย เช่น คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน” หลินระบุประเภทโรค และเสริมว่า การศึกษานี้จะใช้เวลาอีก 3 – 4 ปี ถึงจะเสร็จสมบูรณ์ และการบำบัดด้วยยีนอาจกลายเป็นกระแสหลักภายในช่วงทศวรรษ 2030

    ศักยภาพยีนเธอราพี

    นักวิจัยยังศึกษาวิธีการรักษาโรคทางพันธุกรรมในช่วงวัยต้นๆ ของชีวิต ซึ่งอาจรวมถึงก่อนคลอดด้วย

    ซิตร้า มาตา ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์จากแผนกสูตินรีเวชวิทยา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ชี้จุดหลักคือการแก้ไขการกลายพันธุ์ของยีนที่ผิดปกติในเด็กหรือทารกในครรภ์อย่างปลอดภัยก่อนที่จะเกิดโรค

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองในระยะเริ่มต้นต้องเข้าใจว่า การปรับแต่งยีนนั้น “ไม่สามารถย้อนกลับไปได้” เป็นส่วนใหญ่ และ “มีผลข้างเคียงในระยะยาว” ยังคงไม่ชัดเจน

    สำหรับการปรับแต่งยีนในครรภ์ มารดาอาจประสบผลข้างเคียงขณะรักษาทารกในครรภ์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยในสถาบันวิจัย

    กังวลจริยธรรม

    ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังขยายขอบเขตความสามารถของการปรับแต่งยีน ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมกำลังเรียกร้องความระมัดระวัง โดยเตือนจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดควบคู่ไปกับความก้าวหน้าเหล่านี้

    คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านชีวจริยธรรม (BAC) ของสิงคโปร์ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    คณะกรรมการแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้ตัวอ่อนที่ใช้ในการวิจัยเจริญเติบโตเกิน 14 วัน เนื่องจากเหตุผลด้านจริยธรรม สังคม และกฎหมาย โดยนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า เมื่ออายุครรภ์ได้ 14 วัน ตัวอ่อนจะเริ่มพัฒนาโครงสร้างที่ “คล้ายมนุษย์” มากขึ้น

    BAC ยังเดินหน้ายับยั้งการตัดแต่งยีนในลักษณะที่อาจถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป เนื่องจากผลกระทบระยะยาวที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

    “การประยุกต์ใช้ใดๆ กับตัวอ่อนหรือเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นอสุจิหรือไข่ อาจถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จี โอเวน เชเฟอร์ จากศูนย์จริยธรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

    “หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุคคลนั้นเพียงคนเดียว หากพวกเขามีลูกๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อรุ่นต่อๆ ไปในแบบที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เชเฟอร์กล่าว

    ทั้งนี้ ได้แนะนำให้ใช้วิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จนกว่าการตัดแต่งยีนจะมีความก้าวหน้าและเชื่อถือได้มากขึ้น

    “ควรยึดถือวิธีการที่แน่นอนและปลอดภัยกว่า และรอจนกว่าวิทยาศาสตร์จะพัฒนาไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะใช้วิธีการที่มีความเสี่ยงสูงกว่าในช่วงตัวอ่อน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เชเฟอร์กล่าวในรายการ Singapore Tonight ของชาแนลนิวส์ เอเชีย

    อ้างอิง CNA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1205729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lXJZx1-ZliIuMjdi23NQ8